วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม่ได้มีหัวใจไว้ถูกเลือก บทที่13.2


๑๓.๒   

 “ถ้าแกมีชีวิตปกติอยู่กับพ่อแม่ก็ไม่เป็นไรหรอก...แต่เราไม่ใช่ จะทำแบบเดียวกันไม่ได้ หนูต้องฝึกแกให้ช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แกเป็นเด็กผู้ชาย...ถ้าเราไปประคับประคองแกมากเกินไป อีกหน่อยแกจะเคยชินและยืนอยู่บนขาของตัวเองไม่ได้ ผู้ชายที่เป็นแบบนั้น ถึงมีอวัยวะครบก็เหมือนคนพิการ อย่าทำให้น้องต้องตกอยู่ในสภาพนั้น มันจะเป็นการทำร้ายแกในภายหลัง...”

“พ่อว่า...แกจะมาอยู่บ้านได้เร็วๆนี้หรือคะ แขนหักขาหักแบบนั้น แกจะช่วยตัวเองได้ยังไง...”

“เราก็ยังไม่รู้แน่ว่าอาการแกหนักแค่ไหน พ่อยังไม่ได้คุยรายละเอียดกับหมอ แต่ปกติ...กระดูกของเด็กมักจะประสานกันได้ดีและเร็วกว่าผู้ใหญ่เวลาเกิดอุบัติเหตุ เพราะโครงสร้างของกระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ถึงแกจะยังกลับมาอยู่บ้านไม่ได้ตอนนี้ พ่อก็คิดว่าเราควรหาลู่ทางให้แกย้ายมารักษาต่อที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดของเรา

เราคงขึ้นล่องกรุงเทพเพื่อดูแลแกอยู่บ่อยๆไม่ได้ พวกเราไม่มีใครว่างมากพอจะทำแบบนั้น ถึงได้ต้องรีบจัดการให้รู้แน่ว่าจะทำยังไงกันต่อไป พ่ออยากให้หนูค่อยๆจัดห้องพักแขกให้เป็นที่อยู่ของแก เราอาจต้องเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์และของใช้บางอย่างในห้อง ให้มันเหมาะสมกับวัยของแก

ของเก่าก็ย้ายไปไว้ที่บ้านใหม่ก็ได้ตอนบ้านเสร็จ ก็คงอีกไม่นานแล้ว เราเปลี่ยนไปใช้บ้านเล็กเป็นที่พักแขกแทนไปเลยก็แล้วกัน มันก็จะดูเป็นสัดเป็นส่วนดี ไหนๆก็ทำมาแล้วมันก็ต้องให้ได้ใช้ประโยชน์...”

“คิดแล้วก็สะท้อนใจทุกทีนะคะพ่อ”

“อย่าไปย้ำคิดย้ำทำอยู่เลยลูก อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ มีเรื่องข้างหน้ารอให้เราจัดการอยู่อีกหลายเรื่องนัก เลี้ยงเด็กคนเดียวไม่ใช่เรื่องหนักหนาอะไรสำหรับเราก็จริงอยู่ แต่ถ้าจะเลี้ยงแกให้ดีในมาตรฐานเดียวกับพวกเรา ทั้งๆที่แกไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขตรงๆของเรา มันก็เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน”

“พ่ออย่าไปตั้งความหวังอะไรไว้มากเกินไปซิคะ เราจะทำทุกอย่างดีที่สุดเท่าที่เราจะสามารถทำได้ไงคะพ่อ”

“หนูเข้าใจก็ดีแล้วลูก พ่อก็ห่วงแต่ความรู้สึกของหนู อะไรๆมันก็เหมือนกับจะทำให้พ่อ ให้อะไรหนูได้ไม่เต็มที่อย่างที่ตั้งใจไว้ว่าจะให้...”

“หนูได้ทุกอย่างที่อยากได้แล้วค่ะพ่อ ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ แค่พ่อแม่กับพี่รักหนู แค่หนูได้อยู่อย่างอิสระในบ้านของเรา หนูก็เป็นคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลกแล้ว”

“มักน้อยนะลูก...เป็นสาวแล้วยังอยากอยู่กับพ่อกับแม่”

“พ่อไม่อยากให้หนูอยู่ด้วยหรือคะ”

“ไอ้เด็กเกเร!...พูดจาหาเรื่องพ่ออยู่นั่นแหละ”

อนันยชเดินถือโทรศัพท์กลับมาหลังจากออกไปโทรคุยกับเพื่อนซี้ของเขา เห็นบิดากับน้องสาวของเขายังกอดรัดกันอยู่ ก็อดพูดเย้าแหย่ไม่ได้

“สงสัยจะไม่ใช่ลูกโคอาล่าเสียแล้ว...อ้อนไม่เลิกเลยนี่ ยชคุยกับรงค์แล้วครับพ่อ เขาบอกว่ากำลังจะออกจากบ้าน เพราะคุณป้าไม่อยากให้ขับรถตอนกลางคืน ท่านเป็นห่วง ผมเลยชวนเขามากินข้าวกลางวันบ้านเราก่อน ไปกันสองคนออกบ่ายหน่อยก็ไม่เป็นไรหรอก นั่งคุยกันไปเพลินๆ ว่าแต่..มีอะไรกินหรือเปล่า แม่ก็ไปจัดกระเป๋าให้พ่อเสียแล้ว”

“เดี๋ยวเค้าไปดูในครัวให้เอง...” น้องสาวรับอาสาด้วยท่าทีเต็มอกเต็มใจ “...ถ้าแม่ไม่ได้ทำแกง ทำผัดอะไรไว้ เค้าจะทอดไข่ให้กินก็แล้วกัน...”

“เวรแล้วไง!...ชวนแขกมากินข้าวบ้าน ให้เขากินข้าวกับไข่...มันจะขายออกมั้ยเนี่ย”

“พ่อดูยชนะคะ...คิดจะเอาน้องไปขายกิน” เธอจีบปาก จิกตาใส่พี่ชาย

“เฮ้ย...เขาเรียกว่าพูดแบบอุปมาอุปมัย ใครจะเสี่ยงเอาน้องไปขายกิน มันจะพอกินได้ยังไง จะขายได้สักกี่สตางค์กัน...”

“พ่อคะ...”

คนน้องกรี๊ดลั่น แล้วพี่น้องก็วิ่งไล่กันไปรอบๆตัวพ่อ คุณก้องเกียรติมองดูลูกทั้งสองอย่างชื่นใจ เขาต้องการเห็นเพียงแค่นี้...ชีวิตครอบครัวที่ทุกคนในบ้านรักและเอื้ออาทรต่อกัน แต่ก็ยังจำต้องปรามๆลูกไว้

“เล่นกันเป็นเด็กๆอีกแล้วลูก เมื่อไหร่จะโตกันเสียที เดี๋ยวพ่อไปดูว่าแม่จัดกระเป๋าไปถึงไหนแล้วดีกว่า พ่อจัดต่อเองก็ได้ แต่ให้รัมภาทำกับข้าวนี่ น่ากลัวจะอันตรายกับพวกเราทุกคน...”

“โธ่เอ๊ย...มาทำเป็นว่าท่านั้นท่านี้ กินกับข้าวที่หนูเป็นคนทำมากี่ครั้งแล้ว รู้กันบ้างหรือเปล่าเถอะ” เธอทำท่ายโส

“ถ้าเข้าใจอะไรผิดก็ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องเสียใหม่ด้วยนะรัมภา ทำกับข้าวนี่...เขาหมายถึง การปรุงอาหาร การลงมือทำให้ออกมาสำเร็จเป็นของที่กินได้ ไม่ได้หมายถึงการไปเก็บผัก หั่นเนื้อสัตว์ ตีไข่ หรือเตรียมเครื่องปรุงให้ตามที่แม่สั่ง แล้วจะมาคุยว่าตัวเองเป็นคนทำกับข้าว...”

“เดี๋ยวหนูคอยเป็นลูกมือแม่ก็แล้วกันลูก พ่อจะไปตามแม่มาให้เอง”

“โห...คอหนึ่ง คอสองเลยนะคะ คุณพ่อกับคุณลูกชาย...”

หญิงสาวเดินตุปัดตุป่องเข้าไปในครัว ความจริงถึงเธอจะไม่ได้เชี่ยวเรื่องการทำอาหารเหมือนมารดา แต่ก็พอจะทำได้อยู่หรอก ไม่ได้ฝีมือร้ายกาจขนาดที่พี่และพ่อประสานเสียงกันปรามาส...แต่ถ้าวันนี้ต้องทำอาหารรับแขกจริงๆ เธอก็ตั้งใจจะทำแค่ทอดไข่อย่างที่บอกไว้นั่นแหละ

จัดการหุงข้าวด้วยหม้อหุงข้าวไฟฟ้า แล้วก็เตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ที่โต๊ะอาหารซึ่งเป็นเรื่องที่เธอทำตามปกติอยู่แล้ว ยังไม่ทันเสร็จดี มารดาก็เดินเข้ามา

“แม่จัดกระเป๋าให้พ่อเสร็จแล้วหรือคะ ให้พ่อจัดเองเดี๋ยวก็ได้ขยุ้มๆเสื้อผ้าใส่ไปในกระเป๋า...”

“เสร็จแล้วจ้ะ...ไม่ได้ต้องจัดอะไรมากนี่ลูก พ่อคงไม่ค้างเกินสองคืนหรอก เผลอๆจะอยู่แค่คืนเดียวด้วยซ้ำ คนนี้เขาอยู่นอกบ้านคนเดียวนานๆไม่ได้ หนูก็รู้นี่จ๊ะ...”

“ใช่ค่ะ...พ่อคิดถึงแม่...”

เธอทำหน้าล้อเลียนจนมารดาอดหัวเราะไม่ได้ แล้วก็นึกถึงสามีที่ขึ้นไปเร่งให้รีบลงมาในครัวด้วยท่าทีร้อนใจ

แม่ไปกำกับการแสดงยายหนูหน่อยนะจ๊ะ...เดี๋ยวรงค์จะมากินข้าวกลางวันด้วย ยชอุตส่าห์โทรไปชวนเพื่อน มาเจอฝีมือทำอาหารของลูกสาวเราเข้า เขาจะสะอึก...

จะกินข้าวหมดหม้อหมดไหละไม่ว่า พ่อก็รู้ว่าคนนั้นเขาเป็นยังไง...ทำอะไรก็ได้เพื่อบริหารเสน่ห์...

พ่อรู้น่ะซิถึงไม่อยากเปิดโอกาสให้เขาทำ เขาน่ะทำตามธรรมชาติของเขา แต่ลูกเรากำลังเป็นสาว...ไม่เคยมองใคร มีคนมาทำให้ไขว้เขวแบบนี้ เดี๋ยวจะคิดอะไรฟุ้งซ่าน เข้าใจสิ่งที่เขาทำผิดไปจากความเป็นจริง...”

ยายหนูแกรู้จักเขาดี พ่อไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ

แม่อย่าพูดว่า ผู้หญิงคนไหนรู้จักผู้ชายดี...ไม่มีหรอกนะจ๊ะ

นี่พูดจาให้เข้าตัวนะคะพ่อ

พ่อไม่ได้เป็นแค่ผู้ชาย...แต่เป็นพ่อและสามีแล้ว เขี้ยวเล็บที่มีมันถูกเก็บไว้ป้องกันลูกและเมียเท่านั้น แต่คนนั้นน่ะ...เขายังเป็นสิงห์หนุ่มที่โลดแล่นในยุทธจักร ยชก็พูดให้เราฟังมาตั้งหลายหนแล้ว กวางตัวไหนเข้าไปในเส้นทางของเขา มันก็ไม่ผิดที่เขาจะใช้ความสามารถเฉพาะตัวจัดการเสีย...

พ่ออย่าพูดเหมือนรงค์เป็นตัวอันตรายสำหรับลูก...แม่จะไม่สนิทใจกับเขา

เขาเป็นคนดีจ้ะ เราแค่ต้องอย่าให้เขามีโอกาสจะใช้ความเชี่ยวชาญพิเศษของเขากับลูกสาวเราเท่านั้น ถ้าเราทุกคนช่วยกันปิดโอกาสแบบนั้น จนเขายอมรับได้ว่า ลูกเราไม่ใช่ผู้หญิงทั่วๆไปในเส้นทางของเขา เขาก็จะเป็นพี่และเพื่อนที่ดี เป็นผู้ชายอีกคนที่จะดูแลปกป้องลูกจากคนไม่ดีคนอื่น...แต่เรื่องนี้มันก็ต้องให้เวลาเขาที่จะเรียนรู้ ในระหว่างนั้นเราทุกคนต้องช่วยกัน...

แม่จัดของใส่กระเป๋าให้พ่อเสร็จแล้วละค่ะ เดี๋ยวพ่อเช็คดูอีกทีก็ได้ แล้วก็อาบน้ำแต่งตัวเลยนะคะ เสร็จก็คงพอดีรงค์มา จะได้ทานข้าวแล้วก็ออกเดินทางเสียวันๆ ไม่ต้องไปมืดค่ำกลางทางให้เป็นห่วง

 

คุณอรดีมองดูลูกสาวเปิดตู้กับข้าวมองนั่นมองนี่อย่างจะสำรวจ ก่อนจะบอกอย่างอารมณ์ดี

“ไม่มีอะไรหรอกลูก เมื่อเช้าก็ออกไปวัดแต่เช้า ยังไม่ได้ทำอะไรไว้ แต่ทำของง่ายๆเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ เมื่อวานมีคนตำน้ำพริกมะขามสดมาช่วยงาน แล้วเขาก็แบ่งให้เอากลับบ้านมากระปุกนึง เดี๋ยวเราก็เอามาผัดน้ำมันปรุงรสอย่างที่เราชอบ แล้วก็ทำเป็นข้าวผัดน้ำพริกเสียเลย

เอาปลากะพงที่หั่นแช่แข็งไว้แล้วมาทอดกระเทียมเอาไว้แนม แล้วก็หาผักสดๆมาเป็นเครื่องเคียง แตงกวา ขมิ้นขาว ถั่วฝักยาว ผักสลัด ก็พอแล้วมั้ง...ทำแกงจืดเต้าหู้หลอดกับหมูบะช่อไว้ซดน้ำอีกอย่าง หนูจะทอดไข่ดาวไว้ให้อีกคนละฟองก็ได้...”

ลูกสาวชะงักเมื่อได้ฟังประโยคสุดท้าย หันมามองมารดาอย่างระแวง

“พ่อไปแซวอะไรหนูกับแม่หรือเปล่าคะ...”

“เปล่านี่จ๊ะ...ทำไมหรือลูก”

“ก็เมื่อกี้หนูบอกว่า ถ้าแม่ไม่ได้ทำกับข้าวอะไรไว้ หนูจะทอดไข่ให้กินตอนกลางวัน เท่านั้นแหละ...ทั้งพ่อทั้งยชโวยวายกันใหญ่ พ่องี้รีบวิ่งขึ้นไปตามแม่ลงมาเลย...”

“หนูไปทำท่าอยากจะแกล้งอะไรรงค์เขาหรือเปล่าล่ะลูก”

“แหม...แม่ก็เห็นหนูเป็นพวกชอบแกล้งคนไปอีกคนนึงแล้ว เขาน่ะยังกะคอหอยลูกกระเดือกกับยช พูดอะไรคำสองคำยชก็...รงค์ไง รงค์ไงติดปากอยู่นั่น หนูจะไปแกล้งเขาให้ยชมาเขม่นหนูทำไม”

“ก็หมั่นไส้ไงลูก...เอาละไม่คิดแกล้งเขาก็ดีแล้ว มาช่วยแม่เตรียมของดีกว่า เอาปลากะพงในตู้แช่มาดีฟร๊อซเตรียมไว้ลูก หยิบกล่องกระเทียมสับในตู้เย็นออกมาด้วย เดี๋ยวจะได้ทอดกระเทียม หนูทำแกงจืดแล้วกัน แม่จะได้ทำข้าวผัดกับพวกผักแกล้ม แบ่งๆกันทำจะได้เสร็จเร็วๆ

ทำดีๆนะลูก พ่อต้องเดินทางกับเขา เผลอๆอาจจะต้องไปพักอยู่บ้านเขาด้วย เขาก็ช่วยงานเรามายังกับเป็นเรื่องของเขาเอง มีอะไรทำให้เขาได้บ้างเราก็ควรทำอย่างดี...”

 

 

โดย นักษรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net