วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"การสรงน้ำ" อันถือเป็นความมงคล ในวันสงกรานต์


          “สงกรานต์” ก็คือวัน "ซังกราน" หรือวันพิจารณา "สังขาร" ในกาลเวลาของชีวิต ตาม “วัฏสงสาร” เป็นวันก้าวย่างเข้าสู่วงรอบใหม่ตามปฏิทินสุริยะคติ อีกปีหนึ่ง 
.
            คือการนับวงรอบใหม่ของช่วงเวลาเริ่มต้นการเพาะปลูกในสังคมเกษตรกรรม ที่เลือกเอาวันที่พระอาทิตย์ตรงศีรษะก่อนฤดูกาลผลิต เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะเป็นรอบการผลิตใหม่ของปีนั้น ๆ ครับ
.
           ในอินเดีย วันซังกรานจะตรงกับช่วงพระอาทิตย์ขึ้นตรงตำแหน่งทิศตะวันออกแท้ ที่ขอบฟ้า (วสันตวิศุวัต) ในช่วงวันโฮลี – ชัยชนะของพระวิษณุ ต่างกับที่สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะเลื่อนมาจากวันที่พระอาทิตย์ขึ้นตรงขอบฟ้าตะวันออกแท้ ประมาณครึ่งเดือน 
.
           พระอาทิตย์ในช่วงเมษายน ขึ้นเฉียงไปทางทิศเหนือประมาณ 5 - 8 องศา นับจากทิศตะวันออกแท้ แต่จะเคลื่อนมาตามแกน 13 องศา (เพราะแกนโลกมันเอียง)
.
           คตินิยมของการ "สรงน้ำ" ในยุคโบราณ ก็คือ การรดน้ำบริสุทธิ์แด่รูปเคารพ ที่กระทำอยู่ในศาสนสถานอันควรแก่เคารพบูชา จึงสังเกตได้ว่า ในน้ำจะมีเครื่องหอม สิ่งของสวยงาม แป้งหอมและดอกไม้หอม เพื่อการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน

.

.

           การรดน้ำ สรงน้ำในช่วงวันสงกรานต์นั้น อาจเริ่มต้นมาจากวัฒนธรรมอินเดีย โดยการใช้น้ำบริสุทธิ์จากน้ำฝนที่ค้างไว้จนตกตะกอน เครื่องหอม แป้งหอม น้ำอบและดอกไม้งาม ดอกไม้หอม รวมทั้งการใช้นมและเนย พืชพรรณธัญญาหาร สำหรับการบูชารูปเคารพ รูปบุคคลหรือรูปศิวลึงค์ ที่ตั้งอยู่บนฐานสนานะโธริณี (ฐานรูปเคารพ) ที่มีการยกขอบขึ้นร่องตื้นและช่องรางบังคับน้ำยื่นออกมาจากฐาน เพื่อให้น้ำที่ผ่านการชโลมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้แปรสภาพ (อภิเษก การเปลี่ยนผ่าน) เป็นความศักดิ์สิทธิ์ ไหลต่อไปตามรางโสมสูตราออกไปสู่ด้านนอกของอาคารศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้คน นำไปใช้เป็นน้ำมงคลสำหรับปะพรมหรือดื่มกิน 
..
           รูปสลักโบราณแทบทุกรูป จึงล้วนเคยถูกสักการบูชาด้วย “น้ำ” ที่อาจผสมเครื่องหอมนานาชนิดตามแต่ความนิยมในหลายยุคหลายสมัย

.


..
           จากรูปประติมากรรมไร้ชีวิต ระบบความเชื่อได้คัดสรรมนุษย์ผู้ทำหน้าสื่อสารกับเหล่าเทพเจ้า กลายมาเป็นบุคคลสำคัญและทรงอิทธิพลต่อจิตใจ ในรูปของนักบวช/ร่างทรง คุรุ อาจารย์ มีการแบ่งระบบชนชั้นภายในระบบวรรณะพราหมณ์ สิทธะหรือมุนีผู้เป็นใหญ่จะได้รับความเคารพอย่างสูง จากบรรดานักบวชที่บรรดาศักดิ์น้อยกว่า จนถึงสาวกหรือผู้เลื่อมใสศรัทธา ซึ่งอาจรวมถึงเหล่ากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในโลกโบราณ
.
            การสักการบูชาด้วยการสรงน้ำ - รดน้ำแก่มนุษย์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่มีระบบวรรณะ ที่นักบวชผู้ใหญ่จะได้รับความเคารพด้วยการรดน้ำ ที่ในอดีตจะกระทำเฉพาะในส่วนที่เชื่อว่าต่ำที่สุดของร่างกาย อันได้แก่ส่วนของเท้า ตามความเชื่อ สูง – ต่ำ จากอินเดีย

.

.
..
           ในพิธี “มุรธาภิเษก” นักบวชพราหมณ์มุนีชั้นสูง จะนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน มารดลงที่พระเศียรของพระจักรพรรดิ – มหากษัตริย์ ให้น้ำบริสุทธิ์ได้ชโลมผ่าน ชำระล้างความชั่วร้าย สิ่งอัปมงคล และความโสมมในจิตใจ ก่อนจะนำน้ำที่ผ่านพระวรกายในพิธีไปใช้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ปะพรมแก่ผู้คนในการปกครองแห่งอาณาจักร เป็นคติความเชื่อเดียวกันกับการรดน้ำเพื่อชำระล้าง “คชลักษมี - อภิเษกพระศรี” เมื่อครั้งที่พระนางออกมาจากดอกบัวขาวที่ผุดขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทร พญาช้างคู่ชูงวงถือหม้อน้ำ (บูรณฆฏะ) สรงน้ำแก่พระลักษมีซึ่งเป็นชายาของพระวิษณุ หมายถึงการเปลี่ยนผ่านให้เป็นผู้มีความบริสุทธิ์อันจริงแท้ครับ

.

.

.

.
             *** ความนิยมในการรดน้ำบุคคล ที่มีเนื้อหนังมังสาเป็นมนุษย์ อาจเริ่มต้นเมื่อราว 3,000 ปีที่แล้ว ตามการกำเนิดของคติความเชื่อ ได้ขยายวงออกมาจากศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ เข้ามาสู่ชุมชนในระยะเวลาใกล้เคียงกัน แต่กระนั้น ก็คงจำกัดอยู่ในวงเฉพาะในรูปแบบของพิธีกรรมทางสังคม ที่เน้นไปทางการสรงน้ำ รดน้ำแก่ คุรุผู้เป็นอาจารย์ ผู้อาวุโส ผู้เฒ่าผู้แก่ หมอผี และนักบวช ที่อาศัยอยู่ในชุมชนหมู่บ้าน ในช่วงเวลาสำคัญ ๆ ของรอบปีการผลิต 
.

.
         รวมทั้งการใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ได้มาจากศาสนสถาน รดสรงแก่ ข้าว พืชพรรณธัญญาหาร เครื่องมือเครื่องใช้ ชโลมศีรษะแก่ลูกเด็กเล็กแดง หรือ นำมาผสมน้ำอาบเพื่อความเป็นมงคล

.

.
          แต่สังคมผู้บูชาผีฟ้า – อำนาจเหนือธรรมชาติ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การสรงน้ำไม่จำกัดอยู่เฉพาะในเขตศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา แต่ได้ถูกนำมาใช้ “รดน้ำดำหัว” แก่ “บุคคล” ที่ควรเคารพ เริ่มจากรดน้ำเท้า รดที่ไหล่ (เพื่อไม่ให้ สูงไปจนถึง “ขวัญ” ที่ศีรษะ) จนกลายมาเป็นการใช้น้ำผ่านความศักดิ์สิทธิ์ รดแก่บุคคลอันเป็นที่รัก
..
            การรดน้ำ กลายมาเป็นการรดน้ำเล่นกันระหว่างกลุ่ม เพื่อความรัก และอวยพรมงคลด้วยน้ำดอกไม้หอม และแป้งน้ำอบ
..
           ในขณะที่อินเดีย ยังเคร่งครัด กับการใช้ของเหลว น้ำ นมเนย เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของรูปเคารพ ไม่เอาออกมาเล่นในสังคมมนุษย์ แต่ก็มีบางกลุ่มแอบเอาแป้งมาใส่สี ออกมาเล่นกันจนเป็นที่นิยมประจำเทศกาลโฮลี่ เฟสติวัล
..
            ฝ่าย สุวรรณทวีป – ภูมิ กลับพัฒนาการกระทำการรดน้ำ สาดน้ำไปสู่การบูชาบรรพบุรุษและผู้อาวุโส
เลยไปสู่ผู้ที่เป็นที่รัก จนกลายเป็นการสาดน้ำกันเพื่อความสนุกสนาน
.
             วัฒนธรรมตระกูลไท - ลาว โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูกาลผลิต จะมีพิธีเซ่นไหว้เพื่อขอฝนจากพญาแถน ที่เรียกว่าการ “เสนขอฝน” นิยมเล่นสาดน้ำกันสนุกสนาน เพื่อความชุ่มช่ำ แตกต่างไปจากอินเดียที่มองว่าการสาดน้ำใส่กันเป็นวัฒนธรรมชั้นต่ำ
.
            ซังกรานอินเดีย มาเจอกับการเล่นสาดน้ำเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของคนตระกูลไท ก็เลยผสมกันอย่างงง ๆ
..
           ในทางมานุษยวิทยา การสาดน้ำสงกรานต์ คือกระบวนการ ลดความ “ตึงเครียด” (Strain) และความขัดแย้งที่ไม่ชัดเจนของสังคม อันสะสมมานานในรอบปี ที่เกิดขึ้นจากกรอบประเพณี กฎศีลธรรมและกฎหมาย (จึงระบายออกมาในรูปของ รดได้ทั้งพระ รดทั้งตำรวจ)

.

.
.
            น้ำ ได้ทำหน้าที่แทนความศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวแทนของอาวุธยิงข้ามชนชั้น ที่เคยสูง - ต่ำแยกกัน กระทำกันไม่ได้ในยามปกติ แต่ในวันสงกรานต์ปีใหม่นี้ สังคมยอมรับให้ข้ามกรอบชนชั้นได้
.
.
           *** การรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ หรือผู้เฒ่าผู้แก่ ในงานสงกรานต์ทุกวันนี้ จึงเป็นร่องรอยของการบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติ ด้วยความนอบน้อม ศรัทธา เย็นชื่นใจและหอมหวน ที่ยังคงเหลือรากอันงดงามมาจากยุคอดีต
..
            เป็นการรดน้ำ ดำหัว ด้วยความเคารพบูชาด้วยใจจริง ในรอบวันสำคัญคือมหาสงกรานต์ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ฤดูกาลผลิตใหม่ ด้วยความเป็นมงคลยิ่ง 
..
          จากเดิมรดน้ำตั้งแต่เท้า ขยายขึ้นไปยันไหล่ แต่ไม่ให้เกินขึ้นไปถึงส่วนขวัญของศีรษะแก่ผู้คนอันเป็นที่รัก

.


              แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป การรดน้ำก็เปลี่ยนแปลงตาม คนยุคใหม่นำน้ำไปสาดใส่กันอย่างสนุกสนาน หลงลืมรากเหง้า ลืมเลือนความสำคัญของ “การสรงน้ำ” อันเป็นมงคลไปทีละน้อย ทีละน้อย
..
             ไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์ ความดีงาม หรือมงคลใด ๆ ให้กับตัวเอง ทั้งยังเกินเลยจนกลายเป็นการละเล่น “สาดน้ำเข้าใส่กัน” ของกลุ่มคนในสังคมสมัยใหม่ ถึงจะมีเสน่ห์ สนุกสนาน แต่หลายครั้งก็ผสมด้วยความรื่นเริงของสุราเมรัย จนไร้สติ เกินงาม 
.. 
            ทุกวันนี้ สงกรานต์ของผู้ขาดสติในหลายแห่ง กลายร่างเป็น..."สงคราม" ที่เกินเลย จนกลายเป็นความ “อุบาทว์ – อัปมงคล” ให้กับชีวิตตนเอง 
.
          สงกรานต์ ได้กลับกลายเป็น “โศกา” ไปในที่สุดครับ
..

.
.
ในวาระรอบปีการผลิตใหม่นี้ ก็ขออนุญาต อวยพรแก่ทุกท่านครับ
.
"ขอให้พรอันประเสริฐ มงคลและความดีงาม จงสถิตอยู่แก่ท่านตลอดไป"

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net