วันที่ ศุกร์ เมษายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปูนปั้นวัดไลย์ “มหานิบาตชาดก” ที่งดงามที่สุดในประเทศไทย


            วิหารเก่าแก่ของ “วัดไลย์” ที่บ้านท้ายไลย์ ตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี มีภาพปูนปั้นประดับอยู่บนผนังด้านหน้าสุดของอาคารคูหามุขเพิ่มของตัววิหาร ที่มีการสร้างซุ้มหน้าบันมุขเด็จคลุมอีกทีหนึ่งในยุคหลังสุด ปั้นเป็นเรื่องราวพุทธประวัติตอนเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ หรือ "เทโวโรหนะ" ล้อมรอบด้วยกรอบเส้นลวดสี่เหลี่ยม 10 ช่อง แบ่งเป็นเรื่องเล่าชาดกในมหานิบาต (ชาดกที่ชุมนุมเรื่องใหญ่) ทั้ง 10 หรือเรียกว่า “ทศชาติชาดก” 
.

.
             การเล่าเรื่องของรูปปูนปั้นนี้ จะใช้ส่วนหนึ่งของเรื่องที่มีความสำคัญหรือจดจำได้ตามความนิยมในยุคนั้น มาปั้นเป็นสัญลักษณ์ของแต่ละชาดก หากนับจากมุมขวากรอบด้านล่างสุดของภาพ จะเป็นเรื่อง “เตมียชาดก” (สื่อถึง “เนกขัมมบารมี”) ที่ช่างปั้นเลือกเอาตอนที่ นายสุนันท์สารถี (นั่งด้านล่างขวาสุด) พาพระเจ้ากาสิกราช และพระนางจันทาเทวี พระชนกและพระชนนี (นั่งบนแท่น ใต้ฉัตร) มาพบพระเตมีย์ (ด้านขวาของกรอบภาพ) ที่บรรณศาลาอันเกิดจากการเนรมิตของท้าวสักกะเทวราช เมื่อได้ฟังธรรมจากพระเตมีย์แล้ว จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ในที่สุดจึงออกบวชตามด้วยครับ
.
            กรอบที่สอง เป็นเรื่อง “มหาชนกชาดก” (วิริยบารมี) โดยเลือกเหตุการณ์สำคัญสองตอน คือ ตอนที่พระมหาชนกโก่งคนธนูของพระเจ้าโปลชนก ในท่ามกลางหมู่อำมาตย์ (ภาพด้านล่าง) และตอนเสด็จออกบวช ที่ทำเป็นรูปพระถือตาลปัตรด้านหลัง
.
           กรอบภาพที่สาม คือเรื่อง “สุวรรณสามชาดก” (เมตตาบารมี) เป็นภาพของสุวรรณสาม (ด้านหลังกวางผู้เป็นบริวารในป่า) นำอาหารผลไม้และน้ำมาให้แก่บิดามารดาที่บำเพ็ญพรตอยู่ในอาศรม ด้านบนในพุ่มของต้นไม้ อาจหมายถึง “ปิลลิยักขราชา” ที่หมายสังหารสุวรรณสามด้วยศรอาบยาพิษ

           กรอบภาพที่ 4 เป็นเรื่อง “เนมิราชชาดก” (อธิษฐานบารมี) เป็นเหตุการณ์ตอนที่พระเนมิราชแสดงธรรมให้กับเหล่าเทพยดา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงมีภาพช้างเอราวัณสามเศียร เป็นสัญลักษณ์ประกอบครับ
.

.
          กรอบที่ 5 เป็นนิบาต “มโหสถชาดก” (ปัญญาบารมี) แสดงเรื่องราวตอนที่พระมโหสถ (บุคคลกลางภาพฝั่งขวา) พบกับเกวัฏฏปุโรหิตของพระเจ้าจุลนีพรหมทัตต์ (บุคคลกลางภาพฝั่งซ้าย) เป็นการชิงไหวชิงพริบในเรื่องการแสดงความเคารพ ประมาณว่า ใครใหญ่ ใครสำคัญมากกว่ากัน ซึ่งพระมโหสถ (ชูมือ) แกล้งทำแก้วมณีหล่นจากมือ เกวัฏฏปุโรหิตจึงรีบก้มลงเอามือรับแก้วมณี พระมโหสถจึงกดศีรษะเอาไว้คล้ายว่าเกวัฏฏปุโรหิตกำลังก้มหัวแสดงความเคารพต่อตน 
.
           กรอบที่ 6 เป็น เรื่อง “ภูริทัตตชาดก” (ศีลบารมี) เป็นฉากตอนที่ “เนสารทพราหมณ์ (บุคคลกลางภาพ) ไม่ฟังคำขอของโสมทัตต์ ผู้เป็นบุตรชาย (บุคคลตัวเล็กทางซ้าย) ที่กล่าวถึงบุญคุณของภูริทัตที่มีต่อตน ไปจ้างเอา (ถุงเงินด้านล่าง) อาลัมพายพราหมณ์ (บุคคลทางขวาของกรอบภาพ) ให้ไปจับนาคภูริทัต ที่นอนจำศีลอยู่ที่จอมปลวก (ภาพเสาและมีรูปนาคพันด้านซ้ายสุดของกรอบ)

.

.
           กรอบที่ 7 เป็นเรื่อง “จันทกุมารชาดก”(ขันติบารมี) เป็นเหตุการณ์ตอนที่ท้าวสักกะเทวราช ลงมาทำลายพิธีบูชายัญเพื่อช่วยเหลือจันทกุมารที่ถูกเล่ห์กลของกัณฑหาลพราหมณ์ ตามคำวิงวอนของพระนางจันทา (บุคคลด้านขวาของภาพ) 
.
           กรอบภาพที่ 8 เป็นนิบาตตอน “พรหมนารทชาดก” (อุเบกขาบารมี) เป็นเหตุการณ์ตอนที่นางรุจา ผู้เป็นราชกุมารีของพระเจ้าอังคติราชแห่งกรุงวิเทหราช กำลังถวายการสักการะแก่พระพรหมนารถ (รูปบุคคล 4 พักตร์ 4 กร ถือคานทองหามสาแหรก) 
.
            กรอบภาพที่ 9 เป็นเรื่อง “วิธูรบัณฑิต” (สัจจะบารมี) เป็นตอนที่เหล่าเทพเจ้า อันประกอบด้วย ท้าวสักกะเทวราช ท้าวสุบรรณาราช พระยานาคราช และ พญาธนัญชัย กำลังฟังการตัดสิน ในการปฏิบัติธรรมของวิธูรบัณฑิต
.
            กรอบภาพสุดท้ายเป็นเรื่องราว “พระเวสสันดรชาดก” (ทานบารมี) ในเหตุการณ์ตอน ที่ชูชกเข้าไปขอกัณหา ชาลี สองกุมาร จากพระเวสสันดร ในขณะที่พระนางมัทรีเข้าป่าไปเพื่อหาอาหารตามคำขอ( ภาพบุคคลถือคานหามขวาสุด) ภาพปูนปั้นนี้ ช่างปั้นพยายามแสดงให้เห็นความอัศจรรย์ในขณะที่พระเวสสันดร กำลังหลั่งน้ำสิโนทกลงบนมือของชูชก ซึ่งได้บังเกิดแผ่นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ภาพของสัตว์น้อยใหญ่กำลังตื่นตกใจเป็นโกลาหล เป็นมหานิบาตแห่ง “การให้ทาน” ที่พระมหาโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบารมีไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จนได้ไปเกิดเป็นพระพุทธเจ้าสมณโคดมในพระชาติสุดท้าย

.

.
            เรื่องราวตอนสุดท้ายของมหานิบาตนี้ จึงเป็นที่นิยมในการนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะทางพุทธศาสนามากที่สุดในบรรดาเรื่องราวทศชาติชาดกทั้งหมด ครับ
.
           ส่วนกลางของภาพเป็นพุทธประวัติตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ หรือ “วันเทโวโรหนะ” เป็นพระพุทธรูปปางประทานอภัยเพียงพระหัตถ์เดียวในซุ้มปราสาทยอด ประทับยืนบนบัวกลุ่ม มีรูปปั้นบันไดพาดตรงลงมาด้านล่าง ด้านบนเป็นภาพของราชรถแห่งพระสุริยะและพระจันทรา ที่มีสัญลักษณ์ของนกยูงและกระต่ายประกอบอยู่ที่วงล้อตามคตินิยมในงานศิลปะรามัญ (มอญ - พม่า) มีรูปของเทพยดา (มีประภารัศมี) ล้อมรอบซุ้มเรือนปราสาท ด้านล่างเป็นรูปของเหล่ากษัตริย์บนขบวนช้าง ขบวนม้า และผู้คนรอรับเสด็จที่เมืองสังกัสสะ
.
              ภาพปูนปั้น “มหานิบาตชาดก” ชุดนี้ สร้างขึ้นในยุคหลังตัววิหารและปูนปั้นในยุคแรก ประดับส่วนอาคารคูหาห้องมุขด้านหน้าที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในช่วงสมเด็จพระนารายณ์ ตามลักษณะของซุ้มประตูแบบโค้งเปอร์เซีย โดยมีการนำพระพุทธรูปมาตั้งวางปิดประตูหน้าและผนังด้านหน้าของวิหารเดิมที่มีรูปปูนปั้นตอน “เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์” อันเป็นคตินิยมแบบผสมมหายาน (พระพุทธเจ้ามีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์) ในช่วงวัฒนธรรมขอมแบบอยุธยาตอนนั้นครับ
.
              ถึงแม้ว่าจะปรากฏรูปแบบของลวดลายที่หลากหลาย ทั้งอิทธิพลจาก สุโขทัย เชียงใหม่ จีน รามัญ เขมร ไปจนถึงกรอบกระจกแบบเปอร์เซียก็ตาม แต่ปูนปั้นชุดนี้เพิ่งปั้นขึ้นในสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่คติความเชื่อเถรวามแบบรามัญ (มอญ) และเรื่องราว “มหานิบาต” ได้รับความนิยมมากในช่วงอยุธยาตอนปลาย ดังปรากฏภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่องมหานิบาตชาดก ในช่วงเวลาร่วมสมัยมาจนถึงช่วงต้นรัตนโกสินทร์
.

.
             อีกทั้งการปรากฏรูปฐานหรือแท่นที่ประทับของรูปบุคคลหลายกรอบ ที่ใช้ลวดลายของ “แข้งสิงห์” ที่มีนม ขน น่อง ครีบ ท้อง และเล็บเท้าสิงห์หรือกาบที่ตวัดโค้งกลับขึ้นมาเป็นกนกกระจังรูปสามเหลี่ยม อันเป็นงานศิลปะความนิยมในการจัดวางองค์ประกอบแบบอยุธยาตอนปลาย เท่านั้นครับ
.
            อย่าบอกนะครับ ว่า “กาบเล็บเท้า” ตวัดตั้งแบบหน้ากระจังประกอบฐานสิงห์ นี้ เป็นงานศิลปะอู่ทอง – อยุธยา ตอนต้นอีก !!!

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net