วันที่ ศุกร์ เมษายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การเมืองในศึกสยาม ๓ ก๊ก ดูดนั้นสำคัญไฉน!ทำไมต้องดูด!และใครคือต้นตำรับการดูด


การเมืองในศึกสยาม ๓ ก๊ก ดูดนั้นสำคัญไฉน!ทำไมต้องดูด!และใครคือต้นตำรับการดู

 

(ภาพประกอบจากเว็บไซต์ ไทยรัฐ)

...

... อภิสิทธิ์ อาจประเมินพรรคพลังประชารัฐต่ำเกินไป ที่มองแค่เป้าไม่ต่ำกว่า 25 เสียง
แม้ก่อนหน้านี้วงวิเคราะห์ของฝ่ายการเมืองจะคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่ บิ๊กตู่ จะเลือกช่องทาง
ในการกลับเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ รอบ 2 ในฐานะคนใน ไม่ใช่คนนอก เพื่อความสง่างาม
จากการมีชื่อเป็น 1 ใน 3 บุคคลที่พรรคการเมืองต่างๆเสนอให้เป็นนายกฯ
โดยพรรคที่เป็นแกนนำหลักอย่างพรรคพลังประชารัฐจะอาศัยเสียงเพียง 25 เสียง ก็สามารถเสนอชื่อนายกฯได้
โดยบวกกับ ส.ว.สรรหาอีก 250 เสียง

กระนั้นก็ยังจำเป็นจะต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคการเมืองใหญ่ พรรคใดพรรคหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ หรือเพื่อไทย อีก 126 เสียง
นั่นจึงทำให้พรรคใหญ่ 2 พรรคก่อนหน้านี้เหมือนมีแต้มต่อ หรือถือไพ่เหนือกว่าในเกมอำนาจ

 

(ภาพประกอบจากเว็บไซต์ เนชั่น)


ทว่า พรรคพลังประชารัฐเองย่อมได้เรียนรู้บทเรียนในอดีตจากพรรคการเมืองใหม่อย่างพรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ในเวลานั้นมีคะแนนเสียงในสภาฯเพียง 18 เสียง ที่สามารถพลิกมาเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคธรรมสังคม
ที่มี ทวิช กลิ่นประทุม เป็นหัวหน้าพรรค ผลักดันให้เป็นนายกฯ ทำการรวบรวมเสียงจากพรรคเล็กพรรคน้อยร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสม 22 พรรค

ทว่าก็ต้องเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองภายนอก
และปัญหาการต่อรองทางการเมืองภายในจากพรรคเสียงข้างมากอย่างพรรคธรรมสังคมเอง จนไม่สามารถทำงานได้

ที่สุดรัฐบาลอยู่ได้เพียง 8 เดือน ต้องยุบสภา เพราะหากฝ่ายค้านเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลอาจจะแพ้และต้องลาออกทั้งคณะ

ดังนั้นเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการกลับมาเป็นนายกฯรอบสอง และมีเสถียรภาพทางการเมืองเพียงพอที่จะทำงานได้
พรรคการเมืองใหม่อย่างพรรคพลังประชารัฐ จึงมีโจทย์ที่ยากขึ้นโดยไม่สามารถจะดำรงอยู่ในสถานะพรรคการเมืองขนาดเล็กก่อนการเลือกตั้งได้
จำต้องพลิกตำรา ดูด เพื่อสร้างความมั่นใจและลดบทบาทของ 2 พรรคการเมืองใหญ่
ภาพที่ออกมาจึงทำให้พรรคพลังประชารัฐถูกมองว่าถอดแบบกลยุทธ์ทางการเมืองมาจากพรรคไทยรักไทย

กระนั้น หากย้อนไปดูเส้นทางของพรรคไทยรักไทย จะพบว่า พรรคไทยรักไทยเกิดและเติบโตมาจากการเดินหน้ากลยุทธ์ดูดนักการเมืองเก่า

(ภาพประกอบจากนิตยสาร สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ฉบับ ดูดโมเดล)


ที่เป็นแชมป์ในพื้นที่เข้ามาอยู่กับพรรคไทยรักไทย จนกลายเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ตั้งแต่ยังไม่ลงสนามเลือกตั้ง
ดูดทั้งตัวบุคคล และกลุ่มการเมืองให้แยกตัวออกมา แต่ไม่ได้ดึงมาร่วมงานทั้งพรรค
ไม่ว่าจะเป็นอดีต ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม พรรคความหวังใหม่ พรรคชาติพัฒนา พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม
ซึ่งภายหลังนักการเมืองเหล่านี้ได้จับกลุ่มกันเป็น มุ้งการเมือง หลายมุ้ง ในพรรคไทยรักไทย

ไม่เพียงเท่านั้น หลังเลือกตั้ง 6 ม.ค.2544 รัฐบาลทักษิณ 1 ยังดูดพรรคเสรีธรรมของ ประจวบ ไชยสาส์น เข้ามาอยู่กับพรรคไทยรักไทย
ภายหลังกลายเป็น กลุ่มวังพญานาค และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคความหวังใหม่ ส.ส.แพแตกทั้งหลายก็ย้ายมาสวมเสื้อพรรคไทยรักไทยอีก
ซึ่งการมีกลุ่มมุ้งเล็กๆ กลุ่มย่อยๆ ในพรรคไทยรักไทย ส่งผลให้หัวหน้ามุ้งที่ดูแล ส.ส.มีอิทธิพลต่อพรรคในการต่อรองตำแหน่งและผลประโยชน์ต่างๆภายในพรรค

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความขัดแย้งระหว่างมุ้งต่างๆ และบางมุ้งก็แตกออกจากกัน เช่น กลุ่มวังน้ำยม ของสมศักดิ์ เทพสุทิน
แตกออกจาก กลุ่มวังบัวบาน เป็นต้น
กระทั่งเริ่มมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีระหว่าง เสนาะ เทียนทอง หัวหน้ากลุ่มวังน้ำเย็น ผู้เป็นนักปั้นนายกฯ ที่ไม่พอใจทักษิณ ชินวัตร

จนมาในการเลือกตั้งปี 2548 ทักษิณ ก็ยังใช้กลยุทธ์เดิม โดย ตกปลาในบ่อเพื่อน ดูด กลุ่มชลบุรี ของสนธยา คุณปลื้ม
และกลุ่มบุรีรัมย์ ของเนวิน ชิดชอบ จากพรรคชาติไทยเข้ามาอีก จากนั้นก็บีบพรรคชาติพัฒนาของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เข้ามาร่วมรัฐบาล
ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติสั่งยุบรวมพรรคชาติพัฒนาเข้ากับพรรคไทยรักไทย ทำให้พรรคชาติพัฒนากลายสภาพเป็น กลุ่มลำตะคอง ในพรรคไทยรักไทย

จากกลยุทธ์ ดูด ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งเมื่อวันที่ 6 ก.พ.2548 พรรคไทยรักไทย มีชัยชนะแบบถล่มทลาย ได้ ส.ส.ถึง 376 เสียง
สามารถสร้างประวัติศาสตร์จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเป็นพรรคการเมืองแรก โดยขณะนั้นมี มุ้งการเมืองในพรรคอยู่ถึง 11 มุ้ง
ประกอบด้วย
1)กลุ่มบ้านจันทร์ส่องหล้า ของ พจมาน ดามาพงศ์
2)กลุ่มวังบัวบาน ของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์
3)กลุ่มวังน้ำยม ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน
4)กลุ่มวังน้ำเย็น ของ เสนาะ เทียนทอง
5)กลุ่มวังพญานาค ของ พินิจ จารุสมบัติ
6)กลุ่มลำตะคอง ของ สุวัจน์ ลิปตพัลลพ
7)กลุ่มบุรีรัมย์ ของ เนวิน ชิดชอบ
8)กลุ่ม กทม. ของ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
9)กลุ่มชลบุรี ของ สนธยา คุณปลื้ม
10)กลุ่มบ้านริมน้ำ ของ สุชาติ ตันเจริญ
11)กลุ่มวาดะ ของ วันมูหะหมัดนอร์ มะทา

แต่หลังจากนั้นก็ต้องเผชิญปัญหาภายในการเรียกร้องต่อรอง และผลประโยชน์จากมุ้งการเมืองต่างๆ
แม้จะมีเสียงมาก แต่ก็ไม่มีเสถียรภาพภายในพรรค ทำให้ทักษิณ ต้องเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหา ศึกใน จนถึงจุดแตกหักที่หัวหน้ากลุ่มวังน้ำเย็น
อภิปรายโจมตีหัวหน้าพรรคของตัวเองในการประชุมร่วม 2 สภา
ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญความวุ่นวายทางการเมืองจากภายนอก และนำไปสู่การยุบพรรคหลังรัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549
โดยมุ้งการเมืองเหล่านั้นก็แยกตัวกันไป

ทว่า ที่น่าสนใจก็คือ มุ้งการเมืองต่างๆที่เคยอยู่กับพรรคไทยรักไทยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน
กำลังจะกลายมาเป็นขุมกำลังใหม่ของพรรคพลังประชารัฐในวันนี้
กลุ่มการเมืองเหล่านี้ล้วนมีประสบการณ์จากการอยู่ภายใต้การบริหารของ ทักษิณ มาก่อน
แน่นอนว่าพรรคพลังประชารัฐจะต้องเผชิญกลยุทธ์ในการต่อรองที่เข้มข้นและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ทักษิณ เลี้ยงมุ้งต่างๆไม่ให้ตาย แต่ก็ไม่ให้โต
เป็นรัฐมนตรีอยู่กระทรวงนี้ กำลังจะได้น้ำได้เนื้อก็ถูกย้าย

ประกอบกับโมเดลดูดพรรคการเมือง ที่ส่งผลให้มีความพยายามของกลุ่มการเมืองต่างๆวิ่งเต้นเพื่อสร้างราคาให้กับตนเอง
บนพื้นฐานที่พรรคพลังประชารัฐเองไม่ได้แสวงหาเพียงแค่ พันธมิตร หลังการเลือกตั้งเท่านั้น
หากแต่มีเงื่อนไขให้ต้องเปลี่ยนสีเสื้อไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐด้วย นั่นหมายถึงการ ควบรวมพรรค
เข้าด้วยกัน เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่ทิ้งกันกลางทาง

(ภาพประกอบจากเว็บไซต์ คมชัดลึก)


จึงน่าคิดว่า พรรคพลังประชารัฐกำลังจะ เดินย่ำรอย พรรคไทยรักไทย หรือไม่
แม้จะใช้วิธีการชิงผนวกพรรคการเมืองทั้งพรรคเข้าด้วยกัน ไม่ได้ดูดเฉพาะกลุ่มการเมืองหรือตัวบุคคล
อย่างที่พรรคไทยรักไทยเคยทำมาก่อน ด้วยมีระยะเวลาที่น้อยกว่า

หลังการแต่งตั้งสองพี่น้องตระกูลคุณปลื้ม ก็เริ่มมีกลิ่นความไม่พอใจจากพรรคชาติไทยพัฒนา และกลุ่มวังน้ำยมของสมศักดิ์
ทำให้หลังจากนี้ต้องจับตาการสร้างดุลอำนาจ ระหว่างกลุ่มต่างๆผ่านการแต่งตั้งตำแหน่งทางการเมือง และการโยกย้ายข้าราชการ
แม้แต่การโยกย้ายผู้ว่าราชการ 12 ตำแหน่ง 9 จังหวัดที่เพิ่งผ่าน ครม.เมื่อวันอังคารที่ 24 เมษาฯที่ผ่านมาก็มีร่องรอยของความพยายามซื้อใจกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม

อย่างไรก็ดี ในส่วนของ กลุ่มสะสมทรัพย์ นั้นมีแนวโน้มที่จะไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะแม้ ไชยยศ จะมีความสนิทสนมกับ พจมาน หากแต่ในส่วนของ เผดิมชัย นั้น
เคยมีบาดแผลทางใจกับน้องสาวทักษิณ ที่ทำให้เขาต้องหลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาก่อน

ไม่เท่านั้น เซียนการเมืองเมื่อมองออกแล้วว่า เป้าหมายของพรรคพลังประชารัฐนั้นคืออะไร ไม่แปลกที่ฝ่ายตรงข้ามจะเดินหน้า
สร้างกระแส ไม่เอาทหาร และบีบให้ประชาชนตัดสินใจเลือกแค่ 2 ก๊กคือ เผด็จการ กับ ประชาธิปไตย
หวังบอนไซพรรคพลังประชารัฐ ไม่ให้มีพรรคการเมืองแห่ไปซบ
ขึ้นอยู่กับพรรคพลังประชารัฐว่าจะแก้จุดสลบนี้อย่างไร



คัดลอกมาบางส่วนจาก
นิตยสาร สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์
ฉบับ ดูดโมเดล
ปีที่ 65 ฉบับที่ 33 วันศุกร์ที่ 27 เมษายน - วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2561

โดย เขียดขาคำ

 

กลับไปที่ www.oknation.net