วันที่ พุธ พฤษภาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นวนิยายเรื่องถนนสิลม


บทที่1.

ถนนสิลม

(รายละเอียด นิยายรักรากหญ้า นิยายอมตะรักรากหญ้า ข้อกหมายในนวนยายมิใช่ความจริงเพียงสำนวน เพื่อนวนิยายเท่านั้นเพื่อมองเป็นนิติปรัชญาอย่างเดียวคำเีขยนทั้งหมในนามว่าผมและข้าพเจ้ามีฐานะเป็นพระเอกมิใช่ในนามของผู้ประพันธ์ส่วนสถานที่จริงและอื่นเป็นฉากถ่ายทำเท่านั้นที่สร้างขึ้นตามจินตนาการ)

คำ  ว่าผมเป็นสรรพนามในสำนวนนิยาย

เจ้าชายเล่าในคำว่าข้าพเจ้าคือเจ้าชาย ราชวงศ์ใดไม่บอก

โดยย่อเจ้าชายมีอาชีพเป็นศิลปินสัจนิยมเปื้อนปรัชญา พระองค์มัธยัสถ์ ใช้เงินเป็น ใช้ชีวิตถูก และมีสนมเอกเพียงคนเดียว โรมานติค ชอบอาหารป่า ชอบเดินทาง  ชอบอาวุธปืน และอ่อนเลข สมัยเรียนพับลิค สกูล ท่านเล่าว่า:-

(เริ่ม)

              เขามารับจ้างถางป่า ร่างของเขานั้นขาว สมบูรณ์ ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ และเก่งตัวหนังสือ

             ตาสั่งให้ลูกสาวไปส่งอาหารกลางวัน   ที่ในสวนที่เขารับจ้างตาทำงานอยู่   อีกหลายวันต่อมาต่อมา ลูกสาวตาหลงรัก และเขาได้หาคนมาสู่ขอ     ตายินดียกลูกสาวให้อยู่กินกันตามประเพณี   หลังแต่งงานโดยเขาพาเมียไปเปิดร้านค้าชำเล็ก ๆ ที่ตลาด   ทำมาหากินกันจนมีลูกด้วยกันหนึ่งคน(พระเอก)เป็นชาย เมื่อลูกอายุได้1 ขวบครึ่งขวบ    เขาและเมียเกิดทะเลาะกันจนไม่มีใครเอาอยู่   ข้างเมียออกไปบวชชีในเมืองหลวง    ข้างผัวออกไปพเนจรเร่ร่อนหากินในถิ่นอื่น

                   ฝ่ายผัวตามคำบอกเล่าของเมีย   และคนในตลาดที่เขาเปิดร้านชำ “ผัวเป็นคนมีนิสัยขี้หึง” หึงเมียมาก   ชอบหยิกเมียเมื่อเมียคุยกับคนอื่น    ลูกบอกว่าเคยไปอยู่ด้วย 5 ปี  พ่อเป็นคนขี้โกง    เอาแต่ตีเลี้ยงลูกอย่างทารุณ    ลูกเคยไปอยู่ด้วยแต่ต่อมามีคนแนะให้ลูกหนีไปอยู่ที่อื่น   และได้หนีจริงไปบวชเป็นสามเณรในจิตนิยมแห่งศาสนานิกายหินยาน

                 10 ปี  ให้หลัง ลูกโตขึ้นอายุเพียง 17 ปี  ได้ขอเงินแม่ไปทำการค้ากะแม่    โดยแม่ยินยอมทำการจำนองสวนในสมบัติเดิมของแม่  ปรากฏว่าขาดทุน   จนพระเอกต้องล้มละลายก่อนกฎหมาย    แม่ยายของพ่อก็ขอวอนให้ลูกสาวคือแม่ของพระเอก สึกขากชีมาคืนดีกับผัว   ซึ่งยังคงไม่แต่งงานกับใคร   ตามคำสาบานที่ให้กันไว้หลังแต่งงานเสร็จ

               เพราะตอนแต่งงานใหม่ๆ มีการสาบานกันในวันแต่งงาน ว่า “รักเดียวใจเดียว” กล่าวคือไม่แต่งงานอีกครั้งทั้ง 2ฝ่าย   

                ในที่สุดลูกสาวยอมสึกจากชี   และมาอยู่กันฉันผัวเมียครั้งที่สอง   ภายในสองปีพ่อพระเอกปลดหนี้ได้หมด   จากการค้าเล็ก ๆ ที่สองผัวเมียทำ   ไปร่วมทำการค้ากันมาในถิ่นอื่นกึ่งเจริญแล้ว  ที่ห่างจากที่ตนพบรักไปทางทิศใต้แห่งเมืองกิมตัน  127 กิโลเมตรโดยทางรถไฟ   เมื่อหนี้ที่ลูกชวนไปทำบริษัทปลดได้หมด    ก็พ่อกับแม่เว้นลูกไปเรียนต่อนอก   ส่วนพ่อแม่กลับมาอยู่   ที่ตนเคยพบรักนั้นเองอีกครั้งหนึ่ง 20 ปี ให้หลัง

 

 

 

 

บทที่2

ยังหึง

              ยายถูกงูเห่าดอกจันกัด และรักษาตัวอยู่จนตายในที่สุด ภายใต้อ้อมกอดของลูกสาวคนนี้

             นิสัยของผัวยังเป็นคนขี้หึงและขี้บ่นตามเคยแม้ได้กลับมาคืนดีกันอีกครั้งแล้ว  แต่นิสัยบนเตียงเหมือนมนุษย์อื่น ๆ แม่เล่าให้ฟัง    แม่และทุกคนที่พบเห็นต้องอดทน เพราะแก่แล้ว   เมื่ออีก 10 ปีผ่านไป   เมียได้ล้มป่วยลง    ส่วนผัวนั้นยังแข็งแรง  ฝ่่ายลูกลูกจบนอกมาแล้วไปบวชเป็นพระ      หลังจากจบนอกมาแต่ตกงาน และเพราะมีปัญหาการเข้ากับพ่อไม่ได้

               ที่เตียงนอนของเมียพ่อซึ่งเป็นไข้   ลูกมาอ้อนวอนให้พ่อพาแม่เข้ากรุงเทพ ฯ ซึ่งสะดวกกว่าในการรักษา   แต่ฝ่ายพ่อไม่ยอม   ในที่สุดลูกและแม่จึงต้องแยกทางกันเดินอย่างสมบูรณ์   แต่มีเงื่อนไขในสัญญากับแม่ว่า   เมื่อแม่ป่วยหนักใกล้ตายจะตาย  ลูกได้ขอพ่อให้มาเห็นหน้าแม่อีกหนึ่งครั้ง      โดยแม่คาดว่าจะมอบทรัพย์สินชิ้นนี้ที่มีอยู่สุดท้ายให้ลูก    แต่สำหรับช่วงนี้พ่อขออย่างเดียว     ช่วงนี้ลูกอย่ามากวนใจ    เขาอยากอยู่กันแบบสองคนตายายรุ่นใหม่แต่ฝ่ายแม่ไม่ค่อยเห็นด้วย  แสดงว่าพ่อยังมีนิสัยขี้หึงแม้กับลูกยังหึง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่3

สมาคมลับ

                แม่จึงมีและตั้งสมาคมลับเพื่อปกปิดเรื่องต่างๆ ที่จัดให้ลูกขึ้นเพื่อมิให้พ่อรู้เช่น ติดต่อกับลูกตลอดเวลาแบบใต้ดิน  เช่น  แอบส่งเงินมาให้โดยมีตัวแทนทั้งวิธีส่งซิก    วิธีอะไรจิปาถะมิให้พ่อรู้เป็นอันขาด   ส่วนลูกนั้นแอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีกแม้อายุมากแล้ว    สังคมตราหน้าว่าลูกของแม่   “บ้านมีปัญหาชีวิตสมรสและเป็นครอบครัววิปโยค”    

                 แต่ว่า คนทั่วไปอาจมองเห็นรอยยิ้มที่เปื้อนเลือดของพระเอก    นอกจากคนเก่าในวงการของญาติและคนสนิทพ่อแม่เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้     ซึ่งนับวันแต่จะตายหมดไป สำหรับตานั้นตายเมื่อตอนเขาทั้งสอง(พ่อแม่พระเอก)    ได้แต่งงานกันแล้ว 15 ปีให้หลังด้วยวัณโรค     

                เรื่องยังไม่จบ ตอนนั้น เขา(พ่อ)ก็พยาบาลเมีย ด้วยตัวเขาเอง   ไม่ชอบให้ใครยุ่ง   แม้ว่าเขาแลเมียจะแก่มากแล้วรายได้ที่ที่มีอยู่อยู่จากการขายมะพร้าวรายเดือนที่เกิดจากสวน   ซึ่งเป็นสมบัติเก่าของฝ่ายเมียที่ซื้อมาเอง    ตอนแม่เด็ก ๆ อาชีพหาบของเร่ขายทั้งเมือง และดูแลตายายเลี้ยงน้อง  และสร้างครอบครัว

สร้างตัวยุคสังคมเกษตรกรรมตอนต้น    

                     สรุป ละครฉากนี้บุคลิกของตัวละคร ฝ่ายพ่อนั้น ขี้หึง แต่มีสัจจะ รักเดียวใจเดียว เป็นคนต่างชาติมาจากประเทศ ก. เชื้อผู้ดีเก่า แต่ช่วงที่แยกทางกันเดินทาง เพราะแม่ทนพฤติกรรม ของพ่อไม่ไหว แม่จึงหนีไปบวชชีพ่อใช้ชีวิตอดทนทำงานรับจ้างจนพบแหล่งน้ำ    

                     วิธีดำเนินชีวิตของพ่อหลังแยกทางกันเดินกับแม่เปิดร้านขายของกินเล็กน้อย จากหาบขายมาตั้งและเช่าหน้าร้านคนอื่นเช่าเขาเอา    ช่วงนั้นพ่อชอบแอบไปเที่ยวโสเภณีเพราะเหงาและเป็นโรคขาดความอบอุ่นจากเมีย   พระเอกสงสัยและตามไปแอบดูที่โรงแรมหลังบ้านเช่า และเฆี่ยนตีลูกไม่ปรานี    

                     ช่วงที่ตาพาลูกคือพระเอกไปอยู่ด้วย  แต่พ่อพระเอกมีปรัชญาว่ารักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี   รักนั้นยอมรับว่ารักลูก   แต่ตีทารุณ   ไม่ให้เสรีภาพลูก ขี้เหนียว   แต่ส่งเข้าโรงเรียนมีสกุลตามคำฝากของพ่อตา     

                  นิสัยพ่อกักขฬะ เพราะถูกกดดันให้เป็นเช่นนั้นเหตุผลไม่ทราบเป็นความลับ  ท้ายสุดลูก  แอบหนีไปบวช –หนีครั้งครั้งแรกถูกพ่อจับได้    ลูกถูกซ้อมด้วยไม้เรียวหวายชั้นดีจากป่าใหญ่ชนิดสั่งซื้อมาทีเดียว  และตามด้วยการเขกหัวสารพัด   ตี  ตบ  ยกเว้นเตะอย่างเดียว    

                  พระเอกตอนเด็กตัดสินใจหนีอีกครั้งที่สอง    ลูกหนีไปบวชเณรกับยายคนหนึ่งที่เป็นพี่สาว ของตา ทิ้งช่วงการหนีเพียง  2 เดือน    ด้วยแผนอันแยบยลของพระเอก โดยที่ปรึกคนหนึ่งที่เป็นน้าชาย    ศักดิ์น้องแม่ที่ไปอยู่กับพ่อ   รับจ้างพ่อช่วยขายของกิน    พ่อมีคนใช้จ้างอีก 1 คน คนซักผ้าประจำอีก 1 คน

 

 

 

 

บทที่4

หนีครั้งที่สอง

              หนีครั้งที่สองทำได้สำเร็จ ตามคำแนะนำของน้าคนหนึ่ง ที่เป็นชายญาติทางแม่   ที่มารับจ้าง อยู่กับพ่อครั้งหนึ่งเงินเดือน ๆ สมัยนั้นซองติมละ 150 ทองคำซองติม   

            สมัยนั้นทองเส้นหนักซองติมละไม่เกิน  400  ซองติม มงโกลาซองติม  กินอยู่เสร็จ  แต่เพราะพ่อเที่ยวโสเภณีที่บาดใจพระเอกมาก   เพราะพระเอกรู้จากการตามไปแอบดูที่ โรงแรมหลังบ้านเก่า   ก่อนไฟไหม้แห่งหนึ่ง     จนวันนั้นวันสุดท้ายสงสัยพ่อนั้นนิสัยนี้ไม่เปลี่ยน นิสัย   พ่อเหมือนเดิม     แต่แก่แล้ว จึงราเบาไปหน่อย

                  (ตอนหนีครั้ง 2 นี้พระเอกคาดตายแน่  ถ้าพ่อจับไดฆ่าตัวตายทันที  ก่อนที่พ่อจะจะตีอีก   “ฆ่าตัวตาย”  คาดไว้   เดินไปทางใต้ฝ่่าดงยาง   บ้านคน ทางรถไฟ และขออาศัยรถไฟไป สำเร็จครั้งนี้    คนขับรถไฟให้นั่งไปที่หัวรถจักร   ช่วยเขา(คนรถจักร)ขนฟืนโยนเข้าเตาหัวรถจักร    รถวิ่งเสียงไม้ฟืนที่ไหม้ทำให้พลังจักรทำงานเป็นภาษาว่า”ชิึกกาชั้ก”  หวูด ๆ เสียงรถจักรร้องไห้   สนุกมาก

                เขา(คนหัวรถจักร)  สงสารเพราะบอกเขาว่าพ่อตี    โกหกว่าเรื่องเมียน้อยเมียหลวง    เขาสงสาร เขาพาไปนอนที่บ้านพักคนขับรถ 1  คืน

                 ได้นอนดีหนึ่งคืนห้องสีขาวผ้าสะอาดเรือนไม้รับรองคนรถไฟ และตื่นเช้าลาเขาเดินทางไปต่อ   ไปเร่ขายเรียงเบอร์หาเงินค่ารถเดินต่อไปทางใต้    ได้พบยายระดับญาติคนหนึ่งที่แม่นับถือมาก    ยายเลยบวชเณรให้ปกปิดลับสุดยอดยายรู้เรื่องหลานสาวและหลานเขยคู่นี้ดีนี้มาก่อนแล้ว   ท่านเป็นยายคนหนึ่งของพระเอกบวชชีอยู่ทางวัดทางใต้    หลังผัวตายตอนสงคราม  แล้วให้เงินวัดบวชชีตลอดชีวิต

                พระเอกตอนเรียน ทราบว่าพระเณรมีอภิสิทธิ์ทางกฎหมาย  ใครจะตีจะต่อยจะเตะไม่ได้    ต้องยกมือไหว้เท่านั้นพระเณรเป็นคนพิเศษ   พระเอกจึงอยากหนีไปบวชเณร   พ่อจะมาใช้อำนาจตีลูกอีกไม่ได้)    

               ทางใต้พ่อท่านบอกว่า 10 ปี  หลังแยกทางกันเดินกับแม่   พ่อเล่าว่า    และจริง   คือครั้งหนึ่งพ่อหาซื้อที่ดินเพื่อทำสวนยางกลางป่าได้  200  ไร่  แต่เพราะพ่อเป็นคนต่างชาติราชการโดยกระทรวงที่ดินรัฐ   ไม่ให้กรรมสิทธิ์คนต่างด้าวเป็นเจ้าของ     พ่อไปง้องอนแม่ให้สึกจากชีแต่แม่ไม่ยอมสึก   เรื่องนี้พ่อกินใจกับแม่จนวันตาย  

                พ่อรู้จักรักษาตนเอง  พอไข้หาหมอทันที    นิสัยรักเพื่อนพ้องและรักเพื่อนบ้าน  เพื่อนบ้านขออะไรให้    แต่ลูกและแม่ตนเองขออะไรมักไม่ให้     ขณะมีชีวิตอยู่อาศัยพ่อมีการจดทะเบียนคนต่างชาติที่ภูมิลำเนาแม่ตลอดเวลา แม้ยุคแยกทางกันเดินช่วงหนึ่ง

 

 

 

 

บทที่5

คิดว่าจะรวยเลยยกลูกสาวให้

                 ฝ่ายแม่แสนดีตอนสาวสวย จมูกโด่ง หน้าไม่มีสิว นิสัยแม่ตรงกันข้ามกับพ่อทุกประการ (สิวพ่อไม่มีเช่นกัน)

                แม้พ่อก็ไม่มีสิว แม่ไม่เคยตีลูกสักแป๊ะเดียวตั้งแต่เกิดมา   ที่พระเอกจำได้รักลูกปานจะกลืน ตามใจลูกทุกอย่าง  แม้เดือนกับดาว   ถ้าเอามาให้ลูกได้ก็จะเอามาให้   แม้เรือกสวนไร่นาก็จำนองให้ลูกไปทำการค้า  เพราะ คิดว่าจะรวย

               แต่กิจการลูกแย่ล้มในที่สุด   เป็นผลให้ลูกพเนจรไปเรียนต่อ    และต่อสู้ชีวิตในต่างประเทศ และไม่สำเร็จดีนัก   เพราะไปเรียนสิ่งที่เรียกว่านอกระบบ   แต่ก็ไม่มีคดีอะไรติดตัวตลอดชีวิตกลับมา

              ต้องหาเงินปลดหนี้    แม่จึงต้องสึกจากชีมาแต่งงานกับพ่ออีกหนึ่งครั้ง   เพราะความจำใจ   จากปรัชญารักเดียว ใจเดียวเช่นกัน    

             ครั้งที่สองนี้อยู่กินกันจนวาระสุดท้าย เมื่อใกล้ตายมาถึงร่วม 20 ปี แม่พยาบาลพ่อตายคาเตียง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่6

วัณโรคเรื้อรัง

                  เพื่อรอวันตายของพ่อจากวัณโรคเรื้อรัง จากอดีตเคยตรากตรำรับจ้างขนหินยุคหนีภัยกาเมือง    สมัยก่อนพบรักแม่    ครั้งหนึ่งช่วงอยู่กินกันตอนสอน

                 แต่ละครจบก่อนจึงไม่แสดงว่า“แม่จะตายอย่างไรในที่สุด”

              แม่ดูแล้วรักพ่อเช่นกันตรงที่ไม่แต่งงานใหม่  รักพ่อที่ไม่เล่นการพนัน  ไม่กินเหล้า ไม่มีเมียน้อย (พระเอกเดาเอา) สงสัยมีแต่ไม่มีเมียน้อย   รักเดียวใจเดียว สงสัย แต่แม่ยอมพ่อทุกอย่าง         

                  เรื่องไม่มีเมียน้อยและรักเดียวใจเดียวนี้อย่างเดียว   ที่ดีในสายตาของเพื่อนบ้าน  สภาพการณ์ของพ่อพิสูจน์ความจริงว่ารักเดียวใจเดียว

                 แต่เรื่องอื่นนั้น    พ่อพระเอกใช้ไม่ได้เลย ณ จุดนี้สังคมรอบข้างรังเกียจพ่อ

                   พ่อเก็บเงินที่ได้จากการทำสวนมะพร้าวทุกอย่าง แม่ยอม   เพราะขืนไม่ได้  แม่จึงแอบทำงานปลูกผักขายพืชสวนครัว   เก็บเงินใช้เสรีภาพส่วนตน   แม่ไม่มีสิทธิเก็บเงินที่ขายมะพร้าวได้   และให้เงินลูกเมื่อลูกมาเยี่ยม   แต่พ่อยืนยันว่าถ้าแม่ป่วยรักษาตัวให้อย่างดี    แม้ค่ารถจะแพงว่าค่ายาจะหนักหนา   ก็พาแม่ไปรักษา 

                จนบางครั้งไกล เป็นวันโดยทางรถยนต์ รถไฟวิ่งเร็ว ๑๐๐ กิโลเมตร  ต่อชั่วโมง อาหารที่แม่ชอบเมื่อไข้แม่กินตามใจชอบ กลัวไม่สบายอีก   พ่อควบคุมแม่ระแวงไปเสียทุกอย่าง  พ่อพูดภาษากระทวยมองตากูไม่ได้   ได้แต่ฟังแต่ไม่รู้เรื่อง    ที่แม่ฟังรู้เรื่องเพราะเป็นผัว   บั้นปลายแม่อโหสิที่พ่อพูดภาษาแม่ ไม่เป็น

              สิ่งที่เคยคุยกันเอออวยไปเพื่อให้มันผ่านไปเท่านั้น    ภาษาแม่พ่อไม่เป็นสักตัวเดียวแม้เซ็นชื่อ   และความเข้าใจทางภาษานั้นพ่อและแม่ไม่มีเลย

               ช่วงแม่หรือพ่อป่วย     พ่อไม่ให้ลูกเข้าใกล้แม่   เหตุผลเพื่อให้ลูกไปดิ้นรนหา อนาคตให้สบายใจ และไม่ให้ลูกมาเยี่ยมแม่ กลัวเปลืองเงิน    นอกจากป่วยหนักและวันตาย   แต่ตั้งใจยกมรดกทุกส่วนให้ลูก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่7

พ่อกับแม่ขัดใจกัน

              เรื่องมรดกแม่ขัดใจกับพ่อ ๆ  คือพ่อจะไปเอาลูกเพื่อนเป็นที่พึ่ง เพราะคาดว่าลูกในไส้ต้องตายก่อนตนเอง  และยกมรดกให้ลูกชายเพื่อนซึ่งเป็นคนขายหวยใต้ดิน   แต่พินัยกรรมทำไว้ให้ลูกที่เกิดจากอุทร    

             ส่วนนอกนั้น ลูกชายก็ถูกไสหัวออกจากบ้าน    แต่แม่ไม่ยอมเด็ดขาด     ที่จุดนี้พระเอกไปบวชเป็นพระและเรียนเป็นทางออก    และฝ่ายพ่อแนะให้ลูกบวชไปตลอดชีวิต

           ส่วนแม่ตามใจ    หลังจากวันที่ไปเยี่ยมแม่ครั้งสุดท้าย แต่ลูกไม่รับปากว่าจะบวชตลอดชีวิต    พ่อพูดอย่างนี้ว่าบวชไปจนตายเพราะว่าสมบัติที่มีอยู่นิดเดียว ไม่พอกิน (แต่ที่จริงสมบัติพ่อแม่มีฐานะมีระดับคนหนึ่งในพื้นที่เมืองเหลียวตามอง)

               แม่ป่วยเป็นมะเร็งรักษาหาย เป็นมะเร็งปากมดลูก   ทรมานสังขารช่วงไปอยู่กินกับพ่อครั้งที่สอง   แม่เป็นคนขยันเป็นทาสีภริยา    

          แม่ถูกหยิกคงถูกพ่อซ้อมเหมือนที่เคยทำกับลูก   แม่ใจดีรักเพื่อน ใจบุญ ทำบุญไม่เลือก ขายนาทรัพย์สินเดิมบ้างนัยว่าพาเงินไปทำบุญ ช่วยเพื่อน ส่วนตนทำบุญ  เช่น  สร้างเสาโบสถ์วัดข้างบ้าน   สำหรับแม่มีชีวิตลำบากมาก   ตั้งแต่เกิดจนตายนาทีสุดท้าย   เหตุที่แม่ไม่สบายที่ไม่สบาย   เพราะหกล้ม(พระเอกสันนิษฐาน)ว่าขาหัก  คงฟัดกันนอกเตียง เรื่องมรดกลูก

 

 

 

 

 

 

 

บทที่ 8

พระเอกและเงื่อนไขสิทธิ์ขาด

              แม่เกิดมาเริ่มตั้งต้นชีวิตใหม่กับพ่อ   เคยเลี้ยงน้องทุกคนมาอย่างดีแทนแม่(ยายพระเอก)ด้วยตนเอง มีน้องชายสองคนตายไป เหลือแต่น้องสาว 4 คนแต่งงานหมดแล้ว ยายเล่าว่าตาพระเอกถูกโกงมรดกไปบ้าง   สำหรับแม่ถูกสั่งให้ดูแลมรดกไวให้น้องทุกคนเพราะตายยายกลัวน้อง ๆ  ถูกชายที่ผัวหลอกเพระส่งยใหญ่ที่เห็นจนและขี้เหล้า  

            และแต่ตัดตอนแบ่งมรดกกันไปเรียบร้อย ไปให้ทุกคน    เมื่อน้องๆ แต่งงานแล้ว   เงื่อนไขจะสิทธิ์ขาดได้เมื่อตาและยายตายลงสมบูรณ์  พระเอกไม่ติดใจเรื่องนี้ เพราะว่าเราเป็นเด็ก                     

               กล่าวคือ ในความคิดของพระเอก   มรดกมอบควรให้มีบันทึกว่าบุพพการีขอเก็บกินตลอดชีวิต    แม้ยายเป็นคนหัวกฎหมายแต่อิงกฎแห่งกรรมมากกว่ากฎหมาย  

              สุขภาพแม่และพระเอกร่างกายไม่สมบูรณ์ แต่กินยาเก่งแม่ชอบเป็นลมง่าย ขี้สงสารคนอื่น เมื่อตอนเป็นสาว โดนปล้ำจนต้องเป็น ความขึ้นศาล   ปรากฏว่าฝ่ายแม่ชนะ   คนแพ้เป็นบ้าหลังออกจากคุก และรับกรรมเป็นบ้าไปตลอดชีวิต

               แม่เกิดในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของเมือง ขายส์ยางส์     ฝ่ายลูกคือพระเอก(เกิดในยุคประชาธิปไตยของเมือง ชายส์ยางส์)    

               ลูกเกิดมาลำบากตลอดชีวิตเช่นกัน ลำบากกว่าแม่   แต่ได้ไปสู้กับโลกกว้าง   ทางเลือกมากว่า จากเด็กเลี้ยงควาย(ที่ไม่เคยเลี้ยงเพราะเป็นเด็กเล็ก  4  ขวบสมัยอยู่กับตายาย ช่วงพ่อแม่ทอดทิ้ง  ผู้ใหญ่กลัวควายขวิดจึงไม่ให้เลี้ยงควาย)  ต่อมาพระเอกเข้ากรุง

                  นิยามจากเด็กเลี้ยงความเข้ากรุงนั้นถูกแล้ว พระเอกจากการร่อนเร่พเนจรจนได้พบขุนนาง มีคนรักเป็นขุนนาง แต่ผิดหวัง   

                  พระเอกมีญาติอยู่ต่างถิ่นมาก   ในระยะหลังเกือบทั่วโลก  พระเอกได้เดินทางไปตะวันตก พบรักกับขุนนางตะวันตกอีก แต่ผิดหวัง    พระเอกหัวดีแต่ไม่ใส    พอไปได้นิสัยขยันเป็นบางครั้ง    ยังไม่แต่งงานโสดทางทะเบียน

              เพราะเหตุผลคือแผลเป็นแห่งชีวิตจากตัวอย่างชีวิตสมรสของพ่อและแม่ที่พระเอกประสบ    พระเอกจดทะเบียนเป็น อาชีพศิลปินเรียน     จบศิลปะระดับปริญญา ชอบเที่ยวบ้าง แต่มุมานะ เรียนหนังสือจนจบปริญญา ด้วยมานะด้วยตนเอง แม่เคยแอบส่งเงินมาให้ลูกใช้   ปริญญาที่ได้มามุมานะเพื่อจะอวดแม่และแม่ให้กำลังใจ    แบบเรียนเองแบบทำงานด้วยเรียนด้วย ได้ทุนบ้างแม่ส่งบ้าง

                  แม่จะส่งแต่เงินทั้งหมดแต่ไม่พอ   พ่อนั้นหวังให้ลูกทำการค้าลูกเดียว   เหตุผลเพราะให้เรียนจะเป็นผู้ว่าได้จริงก็เปล่า      

                แม่จึงได้แต่พยุง    ชีวิตพระเอกอยู่แยกกันพ่อแม่เกือบตลอดเวลา    พระเอกเดินทางเก่ง เข้าป่า ร่อนเร่พเนจร เพราะไม่ถูกกับพ่อ    เป็นแบบขมิ้นกับปูน แต่ลูกกับแม่รักกันปานจะกลืนได้   บั้นปลายชีวิตพระเอกไม่ได้อยู่กับแม่อยู่ดี   แต่ลูกสัญญากับแม่ว่า   จะมารับแม่ไปอยู่ด้วยเมื่อได้ดีเมื่อพ่อตายแล้ว และย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น   เพราะบ้านเดิมนั้นมันเน่า นั่งไม่ลง   

                และมีปัญหากฎหมายมรดกและนิติกรรมอำพรางอื่น ๆ ที่พระเอกรับไม่ได้   ลูกต้องคอยป้องกันตนเองทางศาลตลอดเวลา   แต่ว่าโดยการอำพรางหรือเปิดเผยก็จริง   พระเอก เป็นลูกคนเดียว ทั้งในทะเบียนและนอกทะเบียนของแม่ 

               เชื่อว่าพระเอกมีเมียคนรักชั่วคราวใน ตะวันตก  เชื่อว่ามีลูก 2 คน แต่ไม่เคยเห็นหน้ากัน ในตะวันตก    พระเอกตอนเด็กอยู่กับตายาย ๆ ก็ตีไม่ปราณีเช่นกัน ตายายเคยจะพาไปไว้โรงเรียนเด็กกำพร้า     ในกรุง แต่ตาว่าตัดสินใจไปไว้กับพ่อทางใต้เมื่อตาตกลงใจอย่างเสรีแล้ว พร้อมถามความสมัครใจหลาน(พระเอก)ด้วย

                โดยไม่อาศัยอิทธิพลมืดมาแนะชี้ให้ทำ   ช่วงนั้นตามีควาย เผือก(เกิดเองที่บ้านจากพ่อของมันชื่อเงินและทุย) เพราะตอนนั้นแม่ไปบวชชี (พระเอก) ตนเองช่วงมีอายุได้ 4 ขวบเท่านั้น       

                แม่จะพาลูกไปอยู่ด้วยในกรุง  แต่เห็นว่ายังเด็ก ตาเคยพาไปหาแม่ที่ห้องสมาธิที่เมืองหลวงชื่อว่ากรุงทอง ฯ  หนึ่งครั้งก่อนตาตัดสินใจส่งไปอยู่กับพ่อ  ที่พระเอกตัดสินใจปอยู่กัพ่อเพราะพ่อซื้อปลากัดมาฝากเมื่อมาเยี่ยมที่บ้านตา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่9

นิสัยรักเสรีภาพ

              ฉากอารัมภบท นิยายรักรากหญ้านี้แต่งขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศ    ความยาว 1013 หน้ากระดาษ  A4  และได้ถูกขอลิขสิทธิ์ไปพิมพ์    แต่มีเหตุพิพาทเสียก่อน   ระหว่างเจ้าสำนักพิมพ์ และค่าลิขสิทธิ์ เป็นผลให้นิยายรักรากหญ้าถูกนำ   ไปแปลโดยภาษาต่างประเทศชนิดตะวันออก    โดยคน อ่านสมัครเล่นชุดหนึ่ง

           (นวนิยายเรื่องสิลมนี้คำว่า”ผมหรือข้าพเจ้า”เป็นนิยามของพระเอกมิใช่คำนิยามหรือสรรพนามของเจ้าของบทประพันธ์ในนิยายเรื่อง”สิลม”นี้)

             หลังจากที่ผู้เขียนเดิมนั้นหายไปแล้ว สำหรับผู้เขียนเดิมนั้น   เป็นคนมีนิสัยเสรีภาพ กระจายงานเขียน  และไม่ชอบการเมือง แต่ชอบเสียงเพลงและกวีนิพนธ์   และไม่ใช่นักเขียน เดิมผลิตงานเขียนด้วยมือ ที่ลายมืออ่านยาก    แต่อ่านรู้เรื่องเป็นภาษาละตินและตะวันตก   แล้วแต่อารมณ์ เป็นอังกฤษบ้าง ฝรั่งเศสบ้าง รัสเซียบ้าง

             คนเขียน ๆ    อุดมคติงานของตนให้คนนั่งอ่านเวลานั่งในส้วม ในมหาวิทยาลัยใน ตะวันตก-ออก    และได้รับการตอบสนองอย่างเป็นทางการ แบบใต้ดิน  

             ดูแล้วลึกลับแต่ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง แต่ว่ากาลต่อมา  ก็ยังคงลึกลับต่อไปอีกแบบศาสนาของปิทากอรัส     ชาวกรีซ เหตุผลเพราะว่าเจ้าของสำนักพิมพ์ที่ ประมูลให้ราคาในการพิมพ์    ซึ่งมีโน้ตในส้วมเป็นจุดศูนย์กลาง

           เรื่องที่ผู้เขียนได้รับการทาบทามไป   พิมพ์ให้ราคาดีผู้ที่เสนอรายนี้ได้ตายลง   และต่อมาอีกรายหนึ่งผู้ประมูลในงานเขียน    ที่ให้ราคาดี  เช่นกัน แต่ว่าสำนักพิมพ์ มีสำนักพิมพ์ไม่มาตรฐาน และเป็นพ่อบุญธรรม ที่ไม่ได้จดทะเบียนตาม กฎหมายของผู้เขียนได้ตายลง

         และ 20 ปีต่อมา ต่อมาผู้เขียนได้หายไปจากยุโรป ถึงขนาดส่งหน่วย     ราชการลับไปสืบก็ไม่พบ และอย่างไม่ทราบข่าวคราว   จากทายาทของผู้เขียนและ ผู้จะพิมพ์  หนังสือเล่มนี้ขึ้น  แต่โดยบังเอิญสำเนาบางส่วนจากที่เคยปรากฏ   ในความทรงจำและเหลือติดมืออยู่ในส่วน คือ  

  1. คนอ่านใต้ดิน และส่วนที่ผู้เขียนซ่อนและได้ฝาก ไว้กับตู้นิรภัยที่ธนาคาร นั้น ได้ถูกเฉลย ออกมา    เพราะการไม่จ่ายค่าเช่าตู้นิรภัยค้างมาเป็นเวลานาน โดยการแจ้งความของธนาคาร มาสู่ที่อยู่  ครั้งสุดท้ายที่ผู้เขียนให้ไว้ก่อนกลับจากมาจากยุโรป

ถูกทำลาย 

                  2.  สูญหายและตัดต่อช่วงน้ำท่วมและพายุ(2549-2553)

             3. ยังหาสาเหตุไม่พบ ไม่มีข้อยุติ

 

 

 

 

บทที่10

สงครามโลกครั้งที่สาม

         นิยายรักรากหญ้าตัวนี้ก็เลยถูกนำมาอ่านอีก และพิมพ์แจกใต้ดินแบบที่บอลเชวิค  เคยทำสมัยยุคสตาลิน  เรื่องอำนาจในรัสเซีย ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 3 โดยนักอ่านที่ไม่รู้เท่าถึงการณ์และนักอ่านโดยบังเอิญ จากเศษกระดาษที่พบเห็นว่าเป็นตัวหนังสือ เมื่ออ่านแล้ววางไม่ลง (ไม่ใช่การเมือง)

         แต่ผ่านเลยในแวดวงนักการเมืองชนิดหนึ่งที่มีระดับเสมอ และแต่ว่ามีปัญหาอีก  เช่นกัน ต้นฉบับดังกล่าวที่ขาดตอนได้หายไป และส่วนหนึ่งถูกมอดและปลวกกัดกินไปในส่วนที่เหลืออยู่ในตะวันออก

             ส่วนในตะวันตกขาดการติดตาม เพราะทิ้งเอาไว้ขาดผู้เอาใจใส่หลังพ่อบุญธรรมชาวอังกฤษของพระเอกตายลง

              จนมาวาระสุดท้ายเหลือแต่ความทรงจำของใครบางคนที่เคยอ่าน และรสนิยมในการอ่านขอคนสองคนนั้นมา ได้รู้จักกันโดยบังเอิญ ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองคน ไม่เคย รู้จักกันเลย และส่วนหนึ่งผ่านมา   ทางส่วนเกินอีกต่างหากคือโลกอินเตอร์เน็ตสื่อสารไร้พรหมแดน ที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับชะตากรรมของพระเอก

             เรื่องอมตะรักรากหญ้านี้จึงเปิดเผยออกมาอีก  ในรูปนี้ผู้ที่อ่านเดิมนั้น เป็นปัญญาชน นักศึกษา ที่เคยเข้าส้วมขณะเป็นนักศึกษา เมื่อนั่งส้วมในนาทีเบรก ที่อาจารย์ปล่อยออกมานอกห้องฟัง คำบรรยาย

            จะพบว่า ในห้องน้ำมีหนังสือแปะไว้ และก็มีการติดตามเป็นระบบทีเดียว โดย ทั้งสอง ฝ่ายไม่เปิดเผยว่าอยู่ที่ไหนอย่างไร ปกติในห้องน้ำจะพบข้อความภาพที่ไม่สุภาพ เรื่องอนาจาร

          เรื่อง รัก ๆ ใคร่ๆ เขียนเอาไว้โดยใครก็ได้ไม่เปิดเผยชื่อที่เคยเข้าไปนั่งส้วม แต่หนังสือเรื่องนี้ตอนเป็น เศษกระดาษปะไว้เป็นประจำทุกอาทิตย์หรือทุกวัน ๆ ละหน้า เป็นเวลาถึง 3,200 วัน ขาดบ้างต่อเนื่อง บ้างที่มหาวิทยาลัยโลกแห่งหนึ่ง(พระเอกปกปิด) เขียนในเรื่องนี้นั้นตรงกันข้าม และแปลก

           อ่านฆ่า เวลาได้พบว่าสนุกดีและอุดมการณ์ของผู้อ่านและผู้เผยแพร่ก็แลแปลก ในมุมมองหนึ่ง อาจจะเรียกเป็น ภาษาสมัยใหม่ว่า " บ๊องด้วยกันทั้งฝ่ายผู้อ่านและผู้เผยแพร่" อันนี้กินเวลาถึง 12  ปีเต็ม ดำเนินการอยู่อย่างนี้ก่อนที่ความจริงจะถูกเปิดเผยออกมา ให้โลกได้รู้ในปัจจุบัน

            และชื่อเรื่องได้ถูกเปลี่ยนไป หลายครั้ง แต่เนื้อเรื่องคงเดิม หายไปมากแต่เค้าเรื่องเหมือนเรื่องนี้แต่อารมณ์ต่างกัน บางครั้งอารมณ์ ไวน์(Wine) บางครั้งอารมณ์แชมแปญจ์ (Champagne)  บางครั้งอารมณ์วิสกี้(Whisky)บางครั้งอารมณ์กระแช่เหล้าขาว    บางครั้ง อารมณ์แป้งหมากเมาน้ำเสโท  แต่ไม่ใช่กัญชาพระเอกไม่ชอบกัญชา(Canabis)   เพราะกลัวโดนจับประเด็นหนึ่ง ในมหาวิทยาลัยมีชื่อของโลกแห่งหนึ่ง

               ฉากละครองก์ที่ 2 ประวัติตาของพระเอก  ตาเป็นคนรูปร่างสูงแบบโรมัน เป็นชีปะขาว โกนหัว ไม่ไว้ผม กินเจไม่กินเนื้อสัตว์    แยกนอนขณะมีครัว   เท่าที่พระเอกจำความได้ท่านเล่าให้หลานคนโต(พระเอก)ฟังว่า

           ท่านเคยเป็นลูกที่พ่อตายตั้งแต่เด็ก    และต่อมาแม่ของตามีผัวน้อย ในผัวน้อยนั้น    มีลูกเกิดกับพ่อเลี้ยงของตาด้วย และต่อมาแม่ของตาได้ทำพินัยกรรมลับไว้ให้ตา    แต่หลังจากแม่ของตาตายไป   ตาได้ทำ หนังสือที่แม่ทำไว้นี้หายไป เมื่อแม่ของตาตายลง

           มีพิพาทเรื่องพินัยกรรม จนต้องขึ้นศาล และเมื่อขึ้น ศาล ศาลพิพากษาให้ลูกที่เกิดกับ พ่อเลี้ยงของแม่ชนะคดีที่ศาลจังหวัด              

           แต่ว่าศาลให้    ถ้าตาสามารถนำเอกสาร พินัยกรรมเขียนเป็นหนังสือโดยผู้ให้ก่อนตาย ที่ทำด้วยมือนี้   มาให้ศาลดู   แล้วจะกลับคำพิพากษากลับให้ชนะได้   หรือสู้คดีอุทธรณ์ไปที่ทาง เมืองหลวง  

              ตาทำเอกสารแผ่นนี้หายไป และไม่มีเงินสู้คดีเป็นผลให้ตา ต้องแพ้คดีและสูญเสีย ทรัพย์สินที่มีค่า ของบรรพบุรุษเป็นอันมากไปโดยดุษฎีภาพ

           เรื่องตอนนี้ยายเล่าให้พระเอกฟัง คือที่ติดทางรถไฟ ๆ ไฟ ยาวเป็นกิโลหลายร้อยไร่มีมะขาม ตามมะรินสกุล  ขึ้นเรียงรายทางด้านใต้ของบ้านตาปัจจุบัน  

         สรุปตาของพระเอกแพ้ความและต่อมามาตาตัดสิน ใจแต่งงาน   กับคนในพื้นที่คือยายของพระเอก

        ตาเป็นคนกึ่งต่างชาติมีแม่เป็นคนพื้นที่   พ่อเป็นคนต่างด้าว ชีวิตตาและท้องร่วมมารดาของตา    ตามหนังสืองานศพที่แม่ของพระเอกพิมพ์แจก      มีลูกด้วยกันที่จำความได้คือ เป็นหญิง 2 คน ชาย 2 คน

      คนแรกคือหญิง ผัวตายในระหว่างสงครามโลกเป็นนายอำเภอ ไม่มีบุตร และไปบวชชีมอบทรัพย์สิน ให้วัด คนที่สองคือตาของพระเอก คนที่สามคือเป็นหญิงแต่งงานกับคนต่างด้าว อาชีพประมงต่อมา  ร่ำรวยมากในพื้นที่มีหลานเป็นกำนัน และหลานคนหนึ่งตายด้วยโรคเอดส์(Aids)     รวยเพราะค้าปลาทะเล แม้พัวพันเรื่องส่งฝิ่นออกทะเลใต้    แต่ชนะคดีอีกคนหนึ่งเป็นน้อง’ยายคนเล็ก   แต่งงานกับกะเหรี่ยง  ชาวดอย    ตัวขาวเหมือนมุก มีลูกสาวตอนเด็กเคยมา อยู่เป็นเพื่อนพระเอก

           และเคยพยายามร่วม เพศกันกับพระเอก  แต่ไม่มันส์เพราะเด็กเกนคือเจ็บ   แต่ไม่สำเร็จเพราะยังไม่มีน้ำกาม น้องตาคนนี้มีเมียสองคน   เมียที่สองออกลูกเป็นหญิง   ต่อมาบวชชีและอีกระยะหลังตาคนเล็กนี้ตาย     อายุสั้น     ชอบให้เงินเพระเอกกินขนมเมื่อเจอกัน

            ตายที่โรงพยาบาลในกรุง   น้องตาคนนี้ชอบกินเหล้า  และเล่นการพนัน   ชอบมาไถเงินตาพระเอกเสมอ   แต่ตาและพี่ น้องทุกคน รัก     ต่อมาพี่ชายคือตาพระเอกตายลง   จึงไม่มีคนให้น้องตาคนนี้รีดไถ    แกไถคนอื่นก็อาย

        ตาคนเล็กบอกกับพระเอก   เคยให้เงินพระเอกกินขนมเป็นประจำ     เมื่อพบกัน ส่วนนอกนั้นตาไม่ได้เล่า    น่าจะมีอะไรอีกแต่ตาเก็บไว้เป็นความลับ  เพราะมันไม่ได้อะไรขึ้นมาสำหรับเด็กรุ่นหลังอย่างพระเอก

            ตากินข้าวต้มกับเกลือเป็นพื้นทุกมื้อด้วยชามกังไสงาม  เรื่องทั้งหมดที่พระเอกรู้เมื่อโตแล้ว   ตาเป็นสายสืบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เรียกว่า  “แมว มอง” เพราะฉะนั้นมิจฉาอาชีพ  ในพื้นที่จึงไม่ค่อยถูกกับตารวมทั้งผู้ใหญ่ด้วย

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่11

บ้านตาที่ข้างเขาอินโต

                 บ้านตาอยู่ติดป่าเป็นภูเขา มายึดครองสมัยรกร้างว่างเปล่า   สมัยทางหลวงสายใหญ่ใต้ยัง ไม่มี  และตาเคยรับจ้างสร้างทางหลวงสายใหญ่ของรัฐด้วย   เป็นกุลีเรื่องนี้คนงานที่เคยเป็นทหารผ่าน ศึกสมัยสงครามโลกที่ 2  อยู่ร่วมสมัยนั้นเป็นคนบอก   

               ตาเป็นถือศีล 5 และ 8  เคร่งครัด นุ่งขาวห่มขาว เข้า วัดฟังธรรมเคยเป็น  มัคทายกวัด  เป็นหมอยาชาวบ้านเมื่อจำปี หมอสูนฝีไข่ดันเด็ดชะมัด  ชอบเดิน คนเดียวเดินด้วยเท้ากลางคืนดึกสงัดคืนเดือนหงาย ไปเยี่ยมน้องสาวที่ชายทะเล   แลนอกนั้น  ช่วยหาไม้มาสร้างวัด  นิสัยดุลูกดุเมียหลานและทุกคน    แต่พึ่งพาทางใจ ได้ดีเยี่ยม   รักยุติธรรม มีเมียคนเดียว    แต่’งานกับคนพื้นที่ที่มีพ่อเป็นคนเลี้ยงช้างลากไม้ซุง   

             ตาของ พระเอกมีลูกด้วยกัน 4 คนเป็นชาย 2 ได้ตายไป เหลือหญิง 4 คน คือ

            คนแรก เป็นแม่ของพระเอก

            คนที่สองเป็นคนลำบากเมื่อมีผัวคนแรก ที่ตายโหงถูกยิง ตายที่ใต้สะพาน โค้งสถานีรถไฟข้อหาขโมยธูปเกวียน   โดยกำนันสมัยนั้นในหน้าที่เป็นคนยิง แต่กำนันแพ้คดีทำเกินกว่าเหตุ   แต่มามีผัวคนที่สองซึ่งเป็นหลานนายอำเภอเก่า   และต่อมาลูกหลานรวย  

         คนที่  3 ไม่เอาเรื่อง ตาส่งไปโรงเรียนที่จังหวัด   เรียนวิชาแม่บ้านการเรือน ชอบทำของหาย และเพื่อน ชอบรังแก ตาจึงให้ออกมาอยู่บ้านเป็นแม่ครัวที่บ้าน และน้องแม่คนนี้เป็นพี่เลี้ยงพระเอกตอนเด็ก ๆ แลตายายยกให้เป็นเมียน้อยพ่อ อย่างไม่เป็นทางการ แต่น้องสาวแม่คนนี้ไม่ชอบ  แม่สมณาคุณที่ดิน เป็นกรณีพิเศษไปหนึ่งงาน

       ส่วนที่คนที่4 ไม่ทราบชัดว่า  เป็นลูกเกิดจากชู้หรือว่าลูกตาเอง เพราะเกิด เมื่อ ตาและยายอายุได้ 50  ปีแล้ว และยายชอบสนิทสนมกับสมภารรูปหนึ่งที่เชื่อว่า  มีความประพฤติเลวทราม    เป็นข่าวลือ   แต่ตาไม่ถือเรื่องการมีลูก  และพระเอกเคย เป็นพี่เลี้ยงน้องแม่คนนี้     แม้ตาเองเคยไปเอาเด็ก  แม่ตายท้องกลมมาเลี้ยง เป็นบุตรบุญธรรมจำเป็น 1 คนอีกด้วย    แต่ต่อมาคืนญาติเขาไป   

            พระเอกไป  รับเด็กพร้อมตาในวันนั้น ซึ่งเห็นแม่ของเด็กนอนตายท้องกลมอยู่เด็กอีกคนหนึ่งยังไม่คลอด บ้าน   อยู่ข้างเขา ตอนนั้นใกล้เที่ยงกระท่อมน้อยกลางสวนผักร้อนชื้น    

            เด็กคนนี้นั้น โตร่วมสมัยกับน้องแม่  คนที่สี่และน้องแม่คนนี้ได้สร้างวีรกรรมหลายอย่างไว้    ให้มีปัญหาที่แม่และพระเอกในโอกาสต่อมา   

            ตาเคยบวชพระแก้บน ในชีวิตถึง 2 ครั้ง และศรัทธาเคย ไปต่างประเทศเพื่อนบ้าน ใกล้เคียง ทั้งเยี่ยมญาติและธุดงค์ ธุดงค์ไปไกลแสนไกล    ตาชอบคาถาอาคม  ชอบว่าน   หมอยาโบราณเสกเป่่าพ่น    สะสมพระ  ว่าน   ระยะหลังหายหมดช่วงพายุมา ตาเสกเอาอัปรีย์ออก   ให้เพื่อนบ้านโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทที่12

ผู้ใดมาฆ่าสัตว์

                 ศีล5 ของพระพุทธศาสนาตาชอบทานมากแทน    ตาไม่รังแกสัตว์และสั่งห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิด  ทำซ้ำป้ายไว้กลางสวน ในสวนที่ตาครอบครอง เป็น เขตปลอดหรือเขตอภัยทาน  ต่อสัตว์ และได้ติดป้ายเอาไว้

     "ข้าพเจ้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาฆ่าสัตว์หรือ รังแกสัตว์ในสวนของข้าพเจ้า"    ทำให้พรานกพรานกะแย้ไม่ชอบ

     ป%C

โดย marttrinii

 

กลับไปที่ www.oknation.net