วันที่ พุธ พฤษภาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม่เคยมี “เจดีย์เจ้าฟ้ากุ้ง” ที่วัดไชยวัฒนาราม


            ถึงแม้ว่า พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๔) จะได้กล่าวถึงการสิ้นพระชนม์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร ไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ ไว้อย่างละเอียดว่า 
.
            “...ณ เดือน ๖ ปีกุรสัปตศก (จ.ศ. ๑๑๑๗ พ.ศ. ๒๒๙๘ ) ฉลองวัดพระยาคำ อนึ่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ประชวรพระโรคสำหรับบุรุษกลายไปเป็นโรคชราค แต่ไม่ได้เสด็จเข้าเฝ้าถึง ๓ ปีเศษ วันหนึ่ง มี พระบันทูลให้มาเอาตัวเจ้ากรม ปลัดกรม นายเวร ปลัดเวร กรมหมื่น จิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี มาถามว่า เจ้ากรม เป็นแต่หมื่น จัดกันในกรมตั้งขึ้นเป็นขุน แล้วทำสูงกว่าศักดิ์ ให้ ลงอาชญาโบยหลังคนละ ๑๕ ทีบ้าง เพลากลางคืนให้คน เข้ามาด้อมมองอยู่ประตูสระแก้ว กรมหมื่นสุนทรเทพเกรงจะทำร้าย เพลาค่ำเสด็จประชุมอยู่ที่ ข้างโรงเตียบ ต่อเพลากลางวันจึงเสด็จไปอยู่ ณ ตำหนักสระแก้ว ได้ ประมาณ ๙ วัน ๑๐ วัน กรมหมื่นสุนทรเทพทำเรื่องราวกราบทูล พระกรุณาเป็นการลับ ว่ากรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จเข้ามาทำ ชู้ด้วยเจ้าฟ้านิ่ม เจ้าฟ้าสังวาล ถึงในพระราชวังหลวงเป็นหลายครั้ง พระเจ้าอยู่หัวให้ชำระกรมฝ่ายในเป็นสัตย์ แล้วจึงสั่งพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าธิดา เจ้าฟ้าสุริยวงศ์ ให้ไปเชิญเสด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เจ้าฟ้าธิดา เจ้าฟ้าสุริยวงศ์ กราบทูลว่า เป็นอริอยู่ จะไปเชิญเสด็จมิได้ เจ้าจอมจันท์มารดาพระเจ้าลูกเธอพระองค์กระแหจึงไปเชิญเสด็จ กรมพระราชวังมาจะขึ้นฉนวน วังหน้า มหาดเล็ก ที่ล่วงมารับเสด็จนั้นกราบทูลว่า ประตูเสาธงชัยปิด ก็หาเสด็จ ขึ้นไม่ล่องลงไปประทัพอยู่ที่ฉนวนน้ำประจำท่า ประตูฉนวนก็ปิด เรือพระที่นั่งล่วงลงมาเสด็จขึ้นสะพานใต้ระหัดน้ำ ทรงพระเสลี่ยงมาถึง ศรีสำราญ ทอดพระเนตรเห็นคนนั่งอยู่ริมศาลาลูกขุนท้ายสระเป็น อันมาก จะให้กลับพระเสลี่ยง หลวงศรีผาวังทูลว่า ขอพระราชทานเสด็จไปเฝ้าจึงจะชอบ ก็เสด็จเข้าไปอยู่ ณ ทิมดาบ จึงมีพระราช โองการสั่งมหาดเล็ก ให้ออกมาเชิญเสด็จไป ณ ตำหนักสองห้องข้าง ทิมสงฆ์ แล้วสั่งพระมหาเทพให้จำห้าประการ แล้วมีกระทู้ถาม กรมพระราชวังรับเป็นสัตย์...
.

.
           ...วันแรมค่ำหนึ่งเดือน ๕ ให้เฆี่ยน ณ ริมตำหนักสองห้องได้ ๒๐ ที กรมหมื่นสุนทรเทพขึ้นไปกราบทูลว่าจกนักให้แก้เสีย ทรงพระกรุณาให้ริบ ครั้นแรม ๒ ค่ำเฆี่ยน อีก ยกหนึ่ง ๒๐ นาที แรม ๓ ค่ำอีกยกหนึ่ง ๒๐ ที แล้วให้นาบพระบาทแลให้ต่อว่ากรมพระราชวังว่า อ้ายปิ่น กลาโหม คบหากับมารดา เจ้ามิตร เป็นแต่เมียข้าเฆี่ยนถึง ๗๐๐ จนตายกับคา นี่มาคบหากับเมียเจ้าทั้งสององค์ แล้วก็เกิดพระราชบุตรด้วย ๓ องค์ ๔ องค์ จะแบ่งเป็น ๓ ส่วน ยกเสีย ๒ ส่วน จะให้เฆี่ยนส่วนหนึ่งแต่ ๒๓๐ ที จะว่าประการใด กรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่า จะขอรับพระราชอาชญาตามจะทรงพระกรุณาโปรด กรมหมื่นเทพพิพิธทูลว่า ได้ลงพระราชอาชญา ๖๐ ทีแล้ว ทรงพระกรุณาตรัสสั่งว่า ให้เฆี่ยนยก ๓๐ ที ไปกว่าจะครบ ๒๓๐ ที แล้วให้เข้าทูลละอองธุลีพระบาทปรึกษา พร้อมกันว่า โทษถึงตายเป็นหลายข้อ ขอพระราชทานให้สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ตามประเพณี จึงทรงพระกรุณาตรัสขอชีวิตไว้ แต่ ให้นายพระนลาฏ เจ้าฟ้าสังวาลนั้น ให้เฆี่ยนยกหนึ่ง ๓๐ ที อยู่ ๓ วันก็ถึงแก่พิราลัย กรมพระราชวังนั้น เฆี่ยนอีก ๔ ยกเป็น ๑๘๐ ก็ดับสูญสิ้นพระชนม์ จึงให้นำเอาศพไป ณ วัดชัยวัฒนาราม ทั้งสององค์...”
.
          แต่ไม่เคยปรากฏว่ามีเอกสารใด จะกล่าวถึงรายละเอียดในการนำพระศพของเจ้าฟ้ากุ้งและเจ้าฟ้าสังวาลย์ ไป “ฝัง” หรือไป “เผา” แล้วได้มีการสร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระอัฐิไว้ภายใน อย่างชัดเจน !!!

           ทั้งการทำพระเมรุ และมีงานถวายพระเพลิงแก่วังหน้า ผู้ต้องหาว่าเป็นกบฏและเป็นชู้ ยิ่งไม่เคยปรากฏในหลักฐานใด ๆ
.
           นอกเหนือไปจากการตีความและการใส่ข้อความ คำว่า “ฝัง” เติมเข้าไปในเนื้อความของพระราชพงศาวดารฉบับนี้ เปลี่ยนแปลงจาก “จึงให้นำเอาศพไป ณ วัดชัยวัฒนาราม” มาเป็น “จึงให้นำเอาศพไปฝัง ณ วัดชัยวัฒนาราม” ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นานเกิน 20 ปีที่ผ่านมา อาจเพื่อเหตุผลให้รับกับความพยายามในการหาจุดขายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยผู้คิด ได้นำเจดีย์ทรงระฆังที่เหลือถึงปล้องไฉนอยู่องค์หนึ่งในวัดไชยวัฒนาราม มาแต่งเติมเชิงวิชาการให้เป็น “เจดีย์ (ที่ฝัง ศพ - เถ้าอัฐิ) เจ้าฟ้ากุ้ง” ขึ้นมาครับ
.
           เป็นการเอาพล็อตเรื่องของความรักอันแสนระทม ไม่สมหวัง ชู้รักและการต่อสู้ในราชสำนักช่วงยุคปลายกรุงศรีอยุธยา มาสร้างบรรยากาศเรื่องราว (สตอ(เบอ)รี่) ให้กับโบราณสถาน สนองตอบต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยว ช่างน่าโรแมนติก โดยแท้
.
.

 

.
           *** เจดีย์ยอดระฆังองค์หนึ่ง ตั้งอยู่มุมตะวันออกเฉียงเหนือ บนฐานประทักษิณที่มีความสูงประมาณ 1.2 เมตร ซึ่งเป็นฐานใหญ่รองรับกลุ่มอาคารปรางค์ประธาน พระเมรุราย พระเมรุทิศ ระเบียงคด โบสถ์ ยกให้สูงขึ้นจากระดับพื้นเดิม (ระดับเดียวกับเจดีย์ใหญ่ย่อมุมไม้สิบสองด้านหน้า) ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททอง ถูกตีความให้เป็นเจดีย์เจ้าฟ้ากุ้ง เพื่อให้สอดรับกับพระราชพงศาวดาร โดยไม่มีข้อสงสัยใด ๆ 
.

.
            ยังมีการติดป้ายเขียนข้อความยืนยันอย่างชัดเจนว่า “เจดีย์บรรจุอัฐิเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง)” ทั้งยังย้ำรูปแบบงานศิลปะในคำอธิบายให้เข้ากับการการตีความว่า “เป็นเจดีย์ก่ออิฐสอปูนทรงระฆังกลม...ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย” 
.
           พูดถึงศิลปะอยุธยาตอนปลาย เจดีย์ยอดระฆังองค์นี้ก็มีความคล้ายคลึงกับเจดีย์ประธานที่วัดธรรมาราม แต่ก็แตกต่างไปจากรูปแบบเจดีย์รายบรรจุอัฐิของวัดเกาะแก้ว เมืองเพชรบุรี ที่สร้างขึ้นสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เช่นเดียวกัน 

.

.

.

            ที่น่าสนใจก็คือ “ชุดฐาน” ของเจดีย์ทรงระฆังที่วัดไชยวัฒนารามนี้ จมอยู่ภายในฐานประทักษิณ จนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนฐานที่ลอยขึ้นมาบนพื้นจนดูเหมือนว่าเป็นฐานเตี้ย เป็นฐานปัทม์แผนผังสี่เหลี่ยมแบบที่เรียกว่า “ฐานบัวลูกแก้วอกไก่” ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือระดับพื้นของฐานประทักษิณคือส่วนของเส้นลวดบัวหงายและหน้ากระดานบน ส่วนท้องไม้และเส้นลวดนูนแบบสันแหลมอกไก่นั้น หลายมุมยังทรุดลงจมอยู่ใต้ดินอย่างชัดเจน ยังไม่นับส่วนท้องไม้ ลวดบัวคว่ำและหน้ากระดานล่างที่จมอยู่ข้างล่าง ซึ่งตามปกติแล้วฐานปัทม์ของเจดีย์ทรงระฆัง ก็จะวางอยู่บนฐานเขียงเรียบอีกอย่างน้อย 1 – 3 ชั้น 


            เมื่อกลับลงมายืนบนพื้นล่าง เพื่อดูความสูงของระดับฐานประทักษิณใหญ่ต่อกับตัวเจดีย์ทรงระฆัง ยิ่งแสดงให้เห็นว่า ฐานบางส่วนของเจดีย์ทรงระฆังนั้นได้ “จม” หายไปอยู่ภายในฐานอัดดินที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นใหม่
.

.
            เจดีย์ทรงระฆังสูงนี้ จึงควรมีอายุการสร้างก่อนการสร้างวัดไชยวัฒนารามในสมัยของพระเจ้าปราสาททอง ก่อนหน้าเหตุการณ์การสิ้นพระชนม์อันน่าสะเทือนใจของเจ้าฟ้ากุ้งกว่า 100 ปี เป็นเจดีย์องค์เก่าของวัดเดิมที่มีมากแล้วในยุคก่อนหน้าครับ
.
            เจดีย์ทรงระฆัง ที่มีรูปแบบบัลลังก์ย่อมุม ปล้องไฉนแบบไม่มีเสาหาน องค์ระฆังชะลูด มีบัวปากระฆัง พบเห็นได้ในยุคก่อนสมัยปราสาททอง อย่างที่เจดีย์ประธานวัดพระธาตุ เมืองโบราณกำแพงเพชร 
.

.
             ส่วนมาลัยเถาและฐานบัวแผนผังกลม มีฐานบัวคว่ำบัวหงายแผนผังสี่เหลี่ยมด้านล่าง ก็พบเห็นได้ในยุคก่อนจนถึงยุคพระเจ้าปราสาททอง อย่างที่ วัดชุมชนสงฆ์และเจดีย์วัดเขาทำเทียม จังหวัดสุพรรณบุรี และเจดีย์รายวัดใหญ่มงคล 

.

.

.

.
              หรือแม้แต่ที่เจดีย์หน้าอุโบสถวัดธรรมารามเอง ก็ยังแสดงให้เห็นการจัดเรียงชุดฐานที่มีฐานเขียงยกสูงหลายชั้น ก่อนจบด้วยฐานบัวคว่ำบัวหงายแผนผังสี่เหลี่ยม มีฐานเขียงเรียบโค้งรองรับฐานบัวแผนผังกลมรองรับชั้นเรือนธาตุอยู่ด้านบน 
.

.
             *** เจดีย์ทรงระฆัง ที่เหลืออยู่เพียงองค์เดียวในวัดไชยวัฒนาราม จึงมีองค์ประกอบของรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ไม่สามารถเจาะจงได้เลยว่าเป็นรูปแบบของศิลปะอยุธยาตอนปลาย ตามคำอธิบาย ได้เท่านั้นครับ 
.
            อีกทั้งชุดฐานที่จมหายไป เพราะถูกฝังให้จมอยู่ภายในฐานประทักษิณ ก็เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่า เคยมีเจดีย์ทรงระฆังนี้มาก่อนของการสร้างวัดไชยวัฒนารามขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้าปราสาททองอย่างแน่นอน

           จึงไม่เคยมีเจดีย์เจ้าฟ้ากุ้ง ที่วัดไชยวัฒนาราม ดังคำอธิบายที่แต่งความขึ้นเป็น “พงศาวดารฉบับมหัศจรรย์” ตามป้ายที่เขียนว่า
.
            “ ...หลังจากทำพิธีพระราชทานเพลิงศพตามพระราชประเพณี พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นเพื่อบรรจุพระอัฐิ” 
.
.
              *** ดีนะครับ ที่ยังไม่มีใครไปผสมโรง “เข้าร่างทรง” เป็นเจ้าฟ้ากุ้ง เล่านิยายสตอรี่เรื่องใหม่ขึ้นมาอีก (อย่าง ฐานเจดีย์ข้าง ๆ ที่เห็นซากอยู่ 2 ฐานนั้น เป็นของเจ้าฟ้าสังวาลย์และเจ้าฟ้านิ่ม นะ เข้ารักกัน เลยสร้างเจดีย์ ให้อยู่เคียงข้างกัน) 
.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net