วันที่ พุธ พฤษภาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ปูรณะ ธัญยะกา” แรกนาขวัญที่ปราสาทพนมรุ้ง


            ปราสาทพนมรุ้ง วางแผนผังเป็นแกนยาว (Plan Axe) ตามแนวตะวันออก – ตะวันตก หมุน(Orientations) ด้านหน้าของปราสาทจากทิศตะวันออกแท้ (Due east) ขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 5 - 6 องศา (มุมกวาด Azimuth 84 – 85 องศา) ซึ่งเป็นการหันหน้าไปยังมุมทิศที่พระอาทิตย์ขึ้นตรงขอบฟ้า ในช่วง ”วันซังกรานติ” (Sankranti) หรือวันปีใหม่ ตามคติ “สุรยะวาทิน” เป็นช่วงเวลาการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตรอบใหม่ของชุมชนเกษตรกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
.

.
            ในสังคมเกษตรกรรมโบราณ (Ancient agricultural society) ช่วงเวลาเริ่มต้นการเพาะปลูกของฤดูกาลใหม่ ก็คือการเริ่มต้นรอบปีใหม่ ที่ผู้คนจะต้องเตรียมเมล็ดพันธุ์ เพาะต้นกล้า เตรียมไถ ปรับดิน ถากร่องน้ำรวมทั้งซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ ให้พร้อมพอเหมาะพอดีกับฝนแรกของช่วงฤดูกาลใหม่ ที่จะตกลงมาในช่วงเวลาอีกไม่นานนัก โดยอาศัยสัญญาณครั้งแรกจากการขึ้นของพระอาทิตย์ที่ขอบฟ้าตรงมุมนี้ครับ
.
           ด้วยเพราะช่วงเวลาของการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ผู้คนโบราณจึงได้สร้างความความศักดิ์สิทธิ์ของช่วงเวลานี้ขึ้นจาก “อำนาจเหนือธรรมชาติ” (Animism) เพื่อมาใช้เป็นที่พึ่งทางใจ เกิดการสร้างประเพณี พิธีกรรมและการบูชา สร้างคติความเชื่อ จนถึงการสร้างศาสนสถานเพื่อถวายแด่อำนาจเหนือธรรมชาติในรูปแบบต่าง ๆ 
.
            ช่วงเวลาสำคัญของศักราชใหม่ ถือเป็นช่วงฤกษ์มงคลอันศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องประกอบพิธีกรรม จัดงานเฉลิมฉลอง สักการบูชาอำนาจเหนือธรรมชาติ ด้วยเครื่องพลีกรรม เครื่องหอมดอกไม้ นม เนย สุราและสิ่งของเซ่นสังเวย สืบทอดต่อมาจากวัฒนธรรมโบราณ
.
             ปราสาทเทวาลัยบนยอดเขา อันหมายถึงวิมานไกรลาสสมมุติในวัฒนธรรมเขมรตามคติฮินดูที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง จึงทำหน้าที่เป็นหลักประกันทางจิตวิญญาณ สร้างความมั่นใจให้กับผู้คน ชุมชนเกษตรกรรมที่อยู่รายรอบ ซึ่งต่างก็หวังจะได้รับพรจากอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์จากเหล่าเทพเจ้า ที่จะอำนวยพรให้กับพวกเขา ได้ไปสู่ความเติบใหญ่ ความมั่นคงของชีวิต ครอบครัว ชุมชน บ้านเมืองแว่นแคว้น จนถึงอาณาจักรที่จะรุ่งเรืองขึ้น 
.
             ผู้คนในอาณาจักรจะยังคงรักษาคติความเชื่อ และประกอบ “พิธีกรรม” (Ritual, Ceremony) จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดต่อกัน ตราบที่บ้านเมืองยังมั่นคงและสงบสุขไปอีกยาวนาน 
.

.

.
             *** การต่อรองแลกเปลี่ยน “อรรถประโยชน์” (Utility) ระหว่างอำนาจที่ยิ่งใหญ่จากสวรรค์ กับความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณธัญญาหารและความอยู่รอด (Survival) ของสังคมมนุษย์ อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำมาซึ่งความยิ่งใหญ่ของรัฐหรืออาณาจักร ... กษัตริย์ผู้สถาปนามหาปราสาทจึงเป็นเสมือนตัวแทนในการจัดการ โดยได้ทรงอุทิศถวายการ “กัลปนา” (Kalpana) ทั้งที่ดิน ผลผลิต แรงงาน ไพร่ทาสเพื่อการรับใช้ดูแลเทวสถาน รายรอบ “ศาสนบรรพต” อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อตอบแทนแลกเปลี่ยนกับ่อำนาจของเหล่าเทพเจ้า 
.
            คติความเชื่อโบราณของฝ่ายฮินดูเชื่อว่า แสงจากพระอาทิตย์จะช่วยเสริมสร้างพลังแก่รูปประติมากรรม รูปเคารพหรือรูปศิวลึงค์แห่งองค์พระศิวะ ปราสาทเทวาลัยโบราณจึงนิยมสร้างช่องประตูที่ตรงกัน หันหน้าไปรับกับพระอาทิตย์ เอื้อให้แสงใหม่ในวันปีใหม่ (มหาฤกษ์ มหามงคล) สาดส่องผ่านประตูเข้ามาทาบแสงบนรูปประติมากรรม ที่ประดิษฐานไว้กลางห้องครรภคฤหะ (Garbhagriha) ของปราสาทประธานได้
.
           นอกเหนือจากความเชื่อในเรื่องของพลังอำนาจแห่งรูปเคารพ ที่เพิ่มพูนขึ้นจากแสงสว่างของพระอาทิตย์ในวันมหาซังกรานติ ที่จะส่งผลของพลังโดยตรงไปสู่กษัตริย์ – นักบวชผู้สถาปนา ในฐานะของสมมุติเทพ ผู้เชื่อมต่อโลกมนุษย์กับสรวงสวรรค์ของเทพเจ้า เป็น “เทวราชา” ผู้ยิ่งใหญ่ในร่างของมนุษย์ เหนือผู้คนในการปกครองของอาณาจักร การสร้างปราสาทเทวาลัยบนยอดเขาไกรลาสสมมุติบนภูมิประเทศในท่ามกลางแหล่งเพาะปลูกกสิกรรมของบ้านเมืองและชุมชนที่เขาพนมรุ้ง แสดงให้เห็นคติความเชื่อพื้นฐานของสังคมมนุษย์ในยุคโบราณ ที่ต้องการหลักประกันในความอยู่รอด ความอุดมสมบูรณ์ เกิดเป็น “พิธีกรรม” (ritual) ในแต่ละเวลาของช่วงฤดูกาลผลิตในรอบปี ทั้ง ช่วง ก่อนเพาะปลูก ก่อนเก็บเกี่ยวและเก็บเกี่ยว เพื่อวิงวอนร้องให้อำนาจของผู้ยิ่งใหญ่ อำนาจเหนือธรรมชาติ ที่สามารถสัมผัสเห็นได้เป็นปราสาทอยู่บนยอดเขาเบื้องหน้านั้นได้ช่วยอำนวยพร บันดาลให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ไม่ให้เกิดโรคร้าย ความแห้งแล้งและความอดอยาก ให้พืชพรรณธัญญาหารเจริญเติบโต และเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตจำนวนมาก
.
.

.
           *** ภาพสลักสำคัญถูกสลักไว้ที่มุขซุ้มประตูด้านหน้าสุดของปราสาทประธาน  บริเวณเสาประดับซุ้มประตูด้านฝั่งขวาทางทิศเหนือ สะท้อนเรื่องราวของการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตรอบใหม่และพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ (Fertility ritual) ที่ปราสาทเขาพนมรุ้งไว้อย่างชัดเจน ภาพสลักได้แสดงภาพบุคคลทางด้านซ้ายเป็นรูปของนักบวช (ฤๅษี) ที่แขนขวาแสดงอาการยกลูกประคำ เหมือนกำลังสวดมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ มือซ้ายจับที่ไหล่สตรีสูงศักดิ์ (ภาพทางด้านขวา) ที่มีทรงผมผูกแกละทั้งสองข้าง ที่หมายถึงเด็กสาว มือขวากำลังแสดงอาการหยิบกำเมล็ดพันธุ์ธัญพืชจากหม้อกลัศะ จากข้าบริวารสตรี (นุ่งซิ่น ทิ้งชายทบ) นั่งคุกเข่ายกทูนให้ ที่ด้านล่างของภาพ 
.
           นักบวชทางด้านขวาคือ ท่านฤๅษี “นเรนทราฑิตย์” ผู้สถาปนาปราสาทแห่งรมยคีรี กำลังสวดมนตราเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรม ส่งถ่ายความเป็นมงคลไปให้ตัวแทนของพิธีด้วยการจับไหล่ สตรีสูงศักดิ์ที่ควรเป็นเด็กสาวพรหมจรรย์ ? กำลังใช้แขนซ้ายไปเหนี่ยวคล้องจับกับก้านของลวดลายใบไม้ม้วนและลายพรรณพฤกษา ที่ต่อยอดขึ้นไปจบที่ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ด้านบน ซึ่งตามคติความเชื่อโบราณ ลวดลายพรรณพฤกษาที่ชูช่อไสวแตกใบแตกก้านแตกดอกขึ้นไปด้านบน จะสื่อความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของชีวิตและผู้คนโดยตรงครับ 
.

.
           ความสำคัญของการใช้รูปสตรีเป็นผู้โปรยหว่านเม็ดพันธุ์แรกอันเป็นมงคลในพิธีนั้น ก็คือคติความเชื่อดั้งเดิมจากยุคบรรพกาล ที่เพศหญิงคือสัญลักษณ์ของการให้กำเนิดและการเติบใหญ่ของชีวิต ในฐานะมารดาแห่งแผ่นดิน 
.
          ภาพสลักด้านหน้าสุดปราสาทประธาน คือความต้องการหลักประกันในความอุดมสมบูรณ์ของมนุษย์ปุถุชนจากอำนาจเหนือธรรมชาติ จึงสอดแทรกภาพสลักถาวรเข้าไปไว้ในภาพของเรื่องราวเทพเจ้า เพื่อเป็นภาพมงคลของพิธีกรรมแรกนาขวัญอันศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่า พิธี “ปูรณ ธัญยะกา” หรือ “พิธีหว่านธัญพืชมงคล” ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ของผู้คนในยุคโบราณ ที่ปราสาทเขาพนมรุ้ง นั่นเองครับ
.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net