วันที่ พุธ พฤษภาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ภาพสลักพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ที่ “ถ้ำพระโพธิสัตว์”


                ภาพสลักนูนต่ำบนผนังถ้ำหินปูน ที่ “ถ้ำโพธิสัตว์” ในหุบเขาใกล้เขตสัปทานบัตรการทำปูนซีเมนต์ (TPI) เขตตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย สระบุรี สลักขึ้นด้วยฝีมือของช่างที่เดินทางอพยพมาจากอินเดียโดยตรง เป็นศิลปะที่รับกันกับยุคปลายของ “อมราวดี – นาคารชุณโกณฑะ” (Amaravati - Nagarjunakonda) แห่ง “แคว้นอานธระ” (Andhra) ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 11 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 12 
.

.
              ภาพสลักที่ถ้ำโพธิสัตว์นี้จัดเป็นรูปสลักของพระพุทธรูปแบบนั่งห้อยพระบาทที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แสดงภาพของพระพุทธเจ้า (พระศากยมุนี ประทับนั่งแบบ “ปรลัมภาปทาสนะ” (ห้อยพระบาทแบบกรีก) บนบัลลังก์ภัทรอาสน์ ปลายสันพนักเป็นรูปหัวมกร มีบัวบานรองรับที่พระบาท พระหัตถ์ขวายกขึ้นจีบนิ้วแสดงวิตรรกะมุทรา (ปางแสดงธรรม) พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นเช่นเดียวกัน แต่มีลักษณะของการจีบนิ้วจับชายจีวรที่ตกลงมาเป็นเส้นโค้งเส้นเดียวและพาดผ่านพระเพลาทางด้านซ้าย ลักษณะของภาพเป็นการแสดงธรรมขั้นสูง ที่มีความละเอียดอ่อนและเคร่งเครียด ต่อเหล่าเทพเจ้าของฮินดู (พระศิวะและพระวิษณุ) บนสรวงสวรรค์
.

.
          ถึงจะคล้ายคลึงกับการประทับนั่งเทศนาธรรม ในพุทธประวัติตอนเทศนา “พระสัทธรรมปุณฑริกสูตรบนยอดเขาคิชกูฎ” ที่มีพระโพธิสัตว์ประทับอยู่รายรอบ 80,000 องค์ ของฝ่ายมหายาน แต่องค์ประกอบของภาพสลักนี้ เป็นภาพของมหาเทพของฝ่ายฮินดูอย่างพระศิวะและพระวิษณุ สะท้อนคติความเชื่อของพุทธศาสนานิกาย “มหาสังฆิกะ” อิทธิพลตรงจากแคว้นอานธระ ในอินเดียใต้ฝั่งตะวันออก ในคติความเชื่อว่า องค์พระศากยมุนีนั้นทรงอยู่ในสภาวะสภาวะเหนือโลก เหนือธรรมชาติ ทรงถือเป็น “โลกุตระ” ทรงปรากฏพระองค์ได้ทุกหนแห่งในสกลจักรวาล ทรงสามารถแสดงพระธรรมเทศนาโปรดเหล่าเทพเจ้าฮินดูบนสรวงสวรรค์ก็ได้
.

.
            ภาพของพระศิวะในภาพสลัก ประทับนั่งแบบยกขาเดียวขึ้นมาไขว้บนอาสนะ แบบ “ลลิตาสนะ” พระหัตถ์ขวาแสดงการตอบรับ พระหัตถ์ซ้าย ถือสายลูกประคำ ปรากฏจุฑามณีรูปจันทร์เสี้ยวที่มวยพระเกศา นุ่งผ้าเตี่ยว คาดผ้าพระโสณีรูปโค้งห้อย ม้วนทบเป็นหูแล้วทิ้งชายผ้า ปลายเป็นหางปลา อันเป็นเอกลักษณ์การนุ่งผ้าของชนชั้นสูงแบบอินเดีย ในแคว้นอานธระ

           ส่วนรูปพระวิษณุ ถือจักรและสังข์ แสดงท่าให้ความเคารพโดยใช้พระหัตถ์ทั้งสองประสานที่หน้าอก เป็นท่าสักการะที่เก่าแก่กว่าการเคารพด้วยการวันทา (ไหว้) ยืนเอียงแบบตริภังค์ (มนุษย์ธรรมดายืนแบบนี้ไม่ได้) นุ่งผ้าเตี่ยวมัด คาดผ้าพระโสณีหลวมจนโค้งห้อย ม้วนทบเป็นหูแล้วทิ้ง ชายผ้าที่ข้างลำตัว ปลายเป็นริ้วผ้าทบหลายขยัก
.
           ถัดออกไปทางขวา มีเทพเจ้าอีกสององค์กำลังแสดงท่าเหาะเหินเพื่อเข้ามาร่วมฟังพระธรรม ที่ด้านล่างปรากฏรูปสลักของบุคคลขนาดเล็กกำลังแสดงการสักการบูชาด้วยท่านั่งก้มกราบ ซึ่งน่าจะหมายถึงมนุษย์ นักบวช (มีมวยผม ?) ที่มาร่วมฟังการเทศนาธรรมบนสวรรค์ หรืออาจเป็น “ตัวแทน” ในความหมายของตัวผู้แกะสลักภาพ ที่ใส่ภาพของตนรวมเข้าไว้กับภาพสลักอันศักดิ์สิทธิ์ แสดงตัวว่าเป็นผู้ถวายการพุทธบูชาอันสำคัญนี้ครับ
.
.

.

.

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net