วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดูหนังออทิสติกแล้วได้ข้อคิดจึงอยากเสนอแนะ


           " พี่ยิมลายตัวนั้น  โด่งเห็นมันซมซานเหลือทน  วันหนึ่งพี่ยิมเปียกฝน   ไหลหล่นจากบนหลังคา   น้าแตงคอยส่องแสง  น้ำตาแห้งเหือดไปลับตา   พี่ยิมรีบไต่ขึ้นฟ้า   หันหลังมาทำตาลุกวาว "              

      เพลงนี้ถ้าใครจำทำนองได้  มันก็คือบทเพลง "แมงมุมลาย" ที่เราร้องกันในสมัยเด็กๆ    ค่ะ....แม่หมีกำลังจะพูดถึงซีรีส์เรื่อง "Side by Side พี่น้องลูกขนไก่"  ซีรีส์เรื่องนี้อยู่ใน Project S The Series ตอน Side by Side พี่น้องลูกขนไก่  ซึ่งเป็นละครช่อง GMM25 เป็นผลงานจากค่าย GDH  กำกับการแสดงโดย : นฤเบศ กูโน  เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มสองคนซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน  คนหนึ่งชื่อยิม และอีกหนึ่งคนชื่อโด่ง  ทั้งสองคนเป็นเด็กที่โตมากับการเล่นกีฬาแบดมินตัน   แต่ความพิเศษของเรื่องที่ทำให้แม่หมีอยากดูคือ  พี่ยิมเป็นเด็กออทิสติกแต่มีความสามารถเล่นกีฬาแบดมินตันได้ดีมาก   ส่วนน้องโด่งซึ่งเป็นลูกผู้น้องเป็นเด็กปกติ  น้องโด่งจึงถูกกำหนดให้ต้องดูแลเอาใจใส่พี่ยิมเล่นกับพี่ยิม   และเรื่องนี้ก็มีปัจจัยหลายๆอย่างที่มาทำให้เนื้อเรื่องเข้มข้น  น่าติดตามและน่าสนใจมากๆ  รวมทั้งทำให้คนดูอย่างแม่หมีต้องเสียน้ำตา  เรื่องนี้เข้าฉายเมื่อเดือนกรกฎาคม  2560  แต่แม่หมีเป็นประเภทดูบ้างไม่ดูบ้าง  เพราะจะฉายในวันเสาร์ตอนประมาณสามทุ่ม  ซึ่งเป็นเวลาที่ต้องแย่งชิงการดูทีวีกับพ่อหมีและถ้าจะไปดูอีกเครื่องก็ต้องไปแย่งชิงการดูทีวีของลูกๆอีก   ก็เลยต้องใช้วิธีดูย้อนหลังเอา   ตอนนั้นดูไปก็ไม่ได้คิดจะเขียนเรื่องนี้หรอกค่ะ  แต่ก็ต้องขอชื่นชมทีมงานและนักแสดงทุกคนที่ทุ่มเทจนทำให้คนดูเชื่อในบทบาทที่ตัวละครทุกตัวได้รับ   ไม่ว่าจะเป็นน้าแตง  แม่ตั้ม  น้องโด่งและพี่ยิมซึ่งรับบทเป็นบุคคลออทิสติกได้เหมือนมาก   รวมทั้งตัวละครอื่นๆที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้สมจริงมากขึ้น
                                                                            
                                                           Side by Side พี่น้องลูกขนไก่


                   พี่ยิม  แสดงโดย  ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร แสดงเป็นบุคคลออทิสติก มีความสามารถในการเล่นกีฬาแบดมินตัน
                                                                                    
                          น้องโด่ง  แสดงโดย สกาย-วงศ์รวี นทีธร  เป็นน้องชายลูกพี่ลูกน้องของพี่ยิม  เป็นเด็กปกติที่ต้องดูแลพี่ชาย

        พอมาปี 2561 เอ็นทรี่ที่แล้ว แม่หมีเขียนเอ็นทรี่เรื่อง " เรียนรู้หัวใจของบุคคลออทิสติก  ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 (หากใครยังไม่ได้อ่านเชิญเข้าไปอ่านได้นะคะ) รู้สึกว่าบล็อกเกอร์ni_gul เธอจะมาคอมเม้นท์และเขียนมาบอกว่าแม่หมีได้ดูซีรีส์Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ หรือยัง (แต่ด้วยความที่อ่านจากมือถือจะไปกดไลค์กลายเป็นคอมเม้นท์เด้งหายไปเลย  พออ่านคอมเม้นท์นั้นทำให้เราคิดว่าน่าจะเขียนถึงนะ (ขอบคุณบล็อกเกอร์ni_gul  มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)  แม่หมีก็เลยต้องย้อนกลับไปดูใหม่อีกครั้ง   แต่การดูครั้งนี้ไม่ได้ดูเฉพาะเนื้อหาและการแสดงของตัวละครเท่านั้น   มันทำให้เกิดประเด็นในสมองของแม่หมีขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง

        คือแม่หมีเป็นคนชอบดูหนังค่ะดูมาตั้งแต่เด็กๆติดทีวี  ติดโรงหนัง แล้วยิ่งพอเรามีลูกเป็นออทิสติก  หนังเรื่องใดที่มีตัวละครเป็นออทิสติกก็จะพยายามไปดู  และถ้าหาแผ่นมาเก็บไว้ได้ก็จะซื้อมาเก็บไว้   ก็มีหลายเรื่องทั้งของฝรั่ง  ไทย  เกาหลี  ญี่ปุ่น  เป็นซีรีส์บ้าง  เป็นภาพยนตร์บ้าง  แต่เท่าที่สังเกตดูส่วนใหญ่จะนำเสนอด้านที่ให้เห็นความบกพร่องของการเป็นออทิสติก    จึงทำให้คนดูส่วนใหญ่จะได้รับข้อมูลด้านที่ดูแย่ๆของออทิสติก   ดูเหมือนจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้   อาละวาดโวยวาย   ทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นแย่มาก   หรืออาจจะดูเหมือนอัจฉริยะเก่งในแต่ละด้าน   แต่การที่หนังหรือผู้สร้างจะส่งเสริมให้เห็นความเก่งหรือความสามารถที่พิเศษของเขามีน้อยมาก   หรืออาจจะให้เห็นความสามารถแต่ก็จะมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาควบคู่ไปด้วย   ทั้งๆที่แท้จริงแล้วยังมีบุคคลออทิสติกอีกหลายคนที่มีความเก่ง  มีความสามารถ  และสามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างปกติ   มีระเบียบ  มีวินัย  มีความซื่อสัตย์   ไม่นินทาว่าร้ายใคร  และถ้าหากอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทำให้เขากดดัน   เขาจะดีกว่าคนปกติอย่างเราๆเสียอีก 

        แม่หมีก็เข้าใจนะคะ    ถ้าสร้างออกมาในรูปแบบนั้นหนังมันจะไปน่าสนใจอะไร   มันต้องอาละวาด   มันต้องโวยวาย   มันต้องมีลักษณะที่ไม่เหมือนคนปกติอื่นๆทั่วไป   แต่แม่หมีขอถามสักนิด   คนปกติทั่วไปไม่มีอารมณ์โกรธ  เสียใจ   น้อยใจ   ผิดหวัง  เศร้า  หัวเราะ  ร้องไห้หรืออื่นๆกันบ้างหรือไง    มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือ   พอหนังส่วนใหญ่สร้างออกมาแบบนี้    ทุกคนก็เลยกลัวแล้วก็คิดว่าออทิสติกจะเป็นเช่นนั้นเสมอไป   แม่หมีเชื่อว่า   ออทิสติกที่ได้รับการดูแลและแก้ไขปัญหาเรื่องพฤติกรรม   เขาจะน่ารักเป็นคนดีเพราะเขาโกหกไม่เป็น   เขานินทาว่าร้ายไม่เป็น   เขามีความจริงใจใสซื่อ  และมีระเบียบวินัย                    

        แม่หมีจะเล่าให้ฟังสักตัวอย่างนะคะ   หมีน้อยของพวกเรานี่แหล่ะ   เขารักแม่หมีมาก   เขาดูแลเป็นห่วงเป็นใยแม่หมีมาก   ตอนเด็กๆเคยถามเขาว่า  "โตขึ้นลูกอยากเป็นอะไรครับ"
                เขาตอบว่า  " โตขึ้นหมีน้อยอยากเป็นบอดี้การ์ดให้คุณแม่ครับ"
                แม่หมีถามต่อ  "แล้วหมีน้อยรู้เหรอครับว่า  บอดี้การ์ดมีหน้าที่อะไร"
                หมีน้อยตอบ   " รู้สิครับ  บอดี้การ์ดคือคนดูแลแม่ให้ปลอดภัยไงครับ"  
                แม่หมีหัวเราะและถามต่อ  "แล้วหมีน้อยจะคิดค่าจ้างจากคุณแม่มั๊ยครับ"   
                หมีน้อยตอบ  "ก็ขอเงินจากคุณแม่ไงครับ"    555 หมอนี่ใช้อัฐยายซื้อขนมยายนี่นา
                แม่หมี  " 555 คุณแม่ไม่มีเงินค่าจ้างบอดี้การ์ดหรอกครับ   มันแพงมาก"
                หมีน้อยตอบ  "งั้นคุณแม่ไม่ต้องให้ก็ได้  แต่คุณแม่ต้องให้หมีน้อยกินข้าวนะครับ"
                      นี่ล่ะค่ะ   น่ารักมั๊ยล่ะคะ   เวลาคุยกับหมีน้อยในยามที่ยังเป็นเด็กต้องคุยกันแบบนี้ล่ะค่ะ  คุยสั้นๆ  ถามทีละนิด  แต่ถ้าเราลองถามสิ่งที่เขาสนใจเขาจะอธิบายยาวและมีข้อมูลมากมายจนเราเบื่อ  แต่สำหรับหมีน้อยยังไม่เบื่อและไม่จบง่ายๆโน่นแน่ะค่ะจนกว่าเขาจะหมดข้อมูลถึงจะเลิกพูด

       ว่าจะเล่าตัวอย่างเดียว  เอาอีกสักเรื่องก็แล้วกันค่ะ  เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมนี้เอง  แม่หมีกับลูกหมีไปดูหนัง Avengers: Infinity War  ทีนี้การเข้าโรงหนังมันต้องขึ้นบันไดปกติลูกเขาจะพยายามไปจองโรงหนังที่แม่หมีเดินขึ้นบันไดน้อยที่สุด   แต่ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้เป็นที่นิยมมาก  ไปจองตั๋วหน้าโรงหนังรับรองไม่มีที่นั่งแน่   วันนั้นเราจองได้ที่โรงหนัง เอส เอฟ ซีเนม่า เอ็มบีเค เซ็นเตอร์ มาบุญครองนี่แหล่ะค่ะ   จองทางออนไลน์  ได้ที่นั่งชั้นบนสุด   ลูกถามว่า "แม่ไหวมั๊ย"  ยังไงก็ต้องไหวค่ะ  แม่หมีก็ติ่งMarvel Studios  เหมือนกันนี่นา   เรียกว่าต้องจองล่วงหน้าสองวันเลย  ถ้าไม่ดูก็คงต้องรอปลายโปรแกรมนั่นแหล่ะค่ะ   ปรากฎว่า  โรงหนังมันต้องไต่ขึ้นไปชั้นบนสุด   คือถ้าคนที่ไม่เข้าโรงหนังสมัยนี้จะไม่รู้ว่า   โรงหนังมันจะซอยออกไปเป็นโรงขนาดย่อมๆ  ประมาณ 10 โรง เราก็ต้องไปดูตามโรงหนังที่เขาระบุไว้  โรง1, โรง 2, โรง 3, โรง4 โรง..... ปรากฎว่าโรงหนังที่จองได้อยู่ชั้นบนสุด   และไม่มีบันไดเลื่อน !!!! Oh  My  God  อิชั้นก็ต้องไต่บันไดขึ้นไปสิคะ   พอเข้าไปในโรงหนังก็ต้องไต่บันไดขึ้นไปนั่งชั้นบนสุด แล้วนึกถึงขาลงต้องไต่ลงอีก (อย่าสมน้ำหน้านะ   สว.เข้าเสื่อม  ถือไม้เท้าไม่มีสิทธิ์ดูหนังหรือไงจ๊ะ   เค้าก็มีหัวใจนะ!)  แล้วหนังฉายเกือบสามชั่วโมง  อิชั้นเป็นเบาหวานก็ปวดชิ้งฉ่องบ่อยสิคะ   ขนาดอั้นแล้วยังเข้าสองรอบ  แถมชั้นโรงหนังนั่นก็ไม่มีห้องน้ำอี๊กกก....   ต้องไต่ขึ้นลง 4 รอบค่ะ  ตอนขาขึ้นลูกๆก็พยุงขึ้น   แต่ขณะดูหนังน่ะจะไปรบกวนลูกก็ใช่ที่   มันขัดจังหวะการดูแต่หมีน้อยของเราก็ยังพาแม่ไปเข้าห้องน้ำ 1 รอบ  แต่พอรอบ 2 แม่หมีบอก " แม่ไปเองได้ครับ"   แล้วคุณขาเชื่อมั๊ยคะพอกลับมาดูหนังต่อ   หมีน้อยน้องออฯของเรานี่ล่ะค่ะ   เอื้อมมือมานวดหัวเข่าให้แม่   กระซิบเบาๆ "ปวดเข่ามั๊ยคุณแม่ "  ดูหนังไปนวดหัวเข่าให้แม่ไป   แม่หมีล่ะน้ำตาซึม   แล้วพอกลับมาบ้าน  คืนนั้นเขาก็มานวดขาให้อีก  น่ารักมั๊ยล่ะคะ บอดี้การ์ดของแม่หมี   เขาบอก  "เพราะหมีน้อยอยากดูหนัง   เลยพาแม่ไปทรมานแท้ๆ"   ทรมานที่ไหนกันก็อิชั้นอยากดูหนัง  ความผิดอยู่ที่โรงหนังนั่นแหล่ะ  ไม่ทำทางลาด  เชอะ! ช่างไม่มีอารยะสถาปัตย์เอาเสียเลย  ต้องฟ้องคุณกฤษณะ ละไล  ถ้าทำทางลาดก็จะได้ลูกค้าวีลแชร์ได้อีกเยอะเลย   อย่าลืมนะคะเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ    หรือพ่อแม่ของคุณไม่อยากดูหนัง   ใครกันล่ะที่เคยจูงคุณในยามเป็นเด็กไปดูหนัง  ก็พ่อแม่คุณไม่ใช่หรือ   ใครมาอ่านแล้วไปบอกเจ้าของโรงหนังทีเถอะ   เรื่องทำทางลาดไม่ใช่เรื่องที่สว.หรือคนใช้วีลแชร์จะต้องคิด   เจ้าของโรงหนังต้องไปทำการบ้านเอง  นะคะๆ  ขอร้องเพื่อความสุขของสว.ที่ยังอยากดูหนัง  จะให้รอดูหนังแผ่นมันช้าไป   ใจมันจะขาดอ่ะค่ะ


                                                                    
                               ภาพจากเว๊ปไซต์ของAutism Resource Centre (Singapore)

        ทีนี้อีกประเด็นที่อยากฝากไว้สำหรับเรื่องออทิสติก   เคยดูสารคดีเรื่องหนึ่งเขาบอกว่า  ประเทศสิงคโปร์เขาดูแลเด็กพิเศษดีมาก  ทั้งประเภทที่แย่ๆช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  ไปจนถึงประเภทเป็นอัจฉริยะ   เขาจะแยกออกไปมีโรงเรียนที่ส่งเสริมเด็กพิเศษอัจฉริยะด้วย   เขาจะสังเกตว่าเก่งด้านไหนมีความสามารถพิเศษด้านไหน  เขาก็จะให้การสนับสนุนและให้ได้ทำงานตรงกับความสามารถ   ประเทศเขาถึงก้าวหน้า   และเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องจริงเมื่อสองปีก่อนพี่หมีใหญ่เขาไปเที่ยวสิงคโปร์กับเพื่อนๆ  เขาบอกเขาเห็นสถานที่หนึ่งดูโอ่อ่าเขาเลยเดินไปดู  ปรากฎว่าเป็นสถาบันที่ส่งเสริมความสามารถของเด็กออทิสติกที่มีความพิเศษ   เขาจะส่งเสริม ให้การศึกษาและฝึกฝนจนเรียนจบ  เมื่อจบแล้วก็ส่งไปทำงานในองค์กรต่างๆที่เหมาะกับความสามารถนั้น   พี่หมีใหญ่บอก  เขามีออทิสติกที่เป็นนักวิทยาศาสตร์  นักวิจัย   วิศวกร ฯลฯ  แล้วเราลองหันมาดูบ้านเราสิคะ   ผู้ปกครองเด็กออทิสติกต้องตะเกียกตะกายกันเอง   ใครที่พ่อแม่ไม่มีเวลาไม่มีต้นทุนสูงเด็กพิเศษที่มีความสามารถก็จะถูกจับแช่แข็งในที่สุดก็กลายเป็นเด็กเอ๋อที่ต้องพึ่งพิงคนอื่น  บ้านเราไอ้ที่แว้นๆอยู่บนถนน หนีเรียน เป็นเด็กปกติแท้ๆยังสู้ออทิสติกบางคนไม่ได้เลย   เพราะพ่อแม่เด็กออทิสติกที่แม่หมีรู้จัก   ทุกคนสู้ตายพยายามพาลูกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ตัวเองจะทำได้   ถ้ารัฐบาลหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหันมาใส่ใจเหมือนอย่างที่สิงคโปร์เขาไม่ทอดทิ้ง   เด็กพิเศษก็จะเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติได้   ลองหันมาทำอะไรเพื่อเด็กพวกนี้ดีมั๊ยคะ  อย่างน้อยเขาก็จะไม่เป็นภาระของสังคม   พ่อแม่ผู้ปกครองเขาก็รออยู่นะคะ   อย่าให้คำว่าออทิสติกหรือเด็กพิเศษมันดูน่ากลัวเลยค่ะ  อย่างหมีน้อยตอนนี้เขาเป็นกราฟฟิคดีไซเนอร์   อาจไม่ได้เป็นขนาดอัจฉริยะแต่เขาก็เรียนจนจบปริญญาตรี   มีงานทำ   แม่หมีกำลังคิดจะให้เขาไปtake courseเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มทักษะให้มีมากขึ้น  อ้อ! มีอีกเรื่องหนึ่งค่ะ   คือหมีน้อยเขาเป็นออทิสติกใช่มั๊ยคะ   พอเขาจะทำประกันชีวิต   ตัวแทนประกันชีวิตบางคนพอรู้ว่าหมีน้อยเป็นออทิสติกนี่พูดคำเดียวเลยค่ะ   ไม่รับทำประกันให้  หรือว่ามันเสี่ยงเลยไม่ทำให้   ก็คงเป็นเพราะคนเข้าใจผิดกับคำว่า ออทิสติก  แล้วทำไม  ออทิสติกเป็นหวัดไม่ได้เหรอ   ป่วยไม่ได้เหรอ และจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีบ้างไม่ได้หรือ นี่ถ้าตั้งบริษัทประกันเองนะ   จะรับทำให้เลย  เฮ้อ.....มันน่าน้อยใจมัยล่ะเนี่ย  คราวหน้าถ้าจะสร้างหนังลองทำแบบเรื่อง Forrest Gump  ดูบ้างสิคะ    สุดท้ายGumpเขาก็ดูแลเลี้ยงตัวเองได้  แถมยังเป็นเจ้าของบริษัทอีกด้วย  เผื่อจะทำให้ทุกคนมองออทิสติกในแง่มุมที่ดีมากๆ                               

                บันทึกโดย                                

                    แม่หมี  ( แม่ที่พยายามสู้เพื่อหมีน้อยและเด็กพิเศษทุกคนมาตลอดชีวิตและจะสู้ต่อจนไม่ไหวค่ะ)

       หมายเหตุ   แม่หมีลองไปเสริชหาสถาบันที่ส่งเสริมความพิเศษของบุคคลออทิสติกของสิงคโปร์  Autism Resource Centre (Singapore) or ARC(S)  ใครสนใจลองเข้าไปอ่านดูนะคะเผื่อทั้งรัฐบาลและผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะสนใจ   อาจไม่ทันสำหรับหมีน้อยแต่ก็จะเป็นประโยชน์กับเด็กออทิสติกคนอื่นบ้างค่ะ                   

              ขอบคุณภาพจากซีรีส์ Side by Side พี่น้องลูกขนไก่ จากhttps://drama.kapook.com/view175155.html
              ภาพAutism Resource Centre (Singapore) จากhttp://www.autism.org.sg/

โดย แม่หมี

 

กลับไปที่ www.oknation.net