วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ราพณานูกราหามูรติ” เมื่อทศกัณฐ์ยกเขาไกรลาส


.

            ภาพสลักหินของหน้าบันอาคารมณเฑียร หมู่ปราสาทกลุ่ม B ที่หมี่เซิน ประเทศเวียดนาม ศิลปะจามปา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15 ภาพสลักบนหน้าบันบรรณาลัยของปราสาทบันทายสรี (Banteay Sri) ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 และหน้าบันอาคารบรรณาลัย ฝั่งทิศเหนือของหมู่อาคารชั้นใน ปราสาทบันทายฉมาร์ ปลายพุทธศตวรรษที่ 17 เป็นภาพของบุคคลขนาดใหญ่ มี 20 แขน ท่ามกลางเหล่าฤๅษีมุนี และเหล่าบริวารที่รายล้อมอยู่โดยรอบ 
.
            คือภาพของ “ท้าวราพณ์” (Ravana) ในมหากาพย์ฮินดู “รามายณะ” หรือ นาม “ทศกัณฐ์” ในรามเกียรติ์ ไงครับ 
...
.

.

.
           *** เรื่องราวในปุราณะฮินดู เล่าว่า ในคราวหนึ่ง ท้าวราพณ์ได้รับชัยชนะในการต่อสู้กับพี่ชายต่างมารดา “ท้าวกุเวร” (Kubera) ราชาแห่งยักษาและเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ผู้ปกครองนคร "อลกา" (Alaka) บนเขาหิมาลัย แล้วได้ยึด “บุษบกวิมาน” (Pushpaka Vimana) บุษบกยนตร์ที่สามารถล่องลอย วิ่งไปที่แห่งใดก็ได้ทั่วจักรวาลกลับมาด้วย
...
             ท้าวราพณ์ประทับบนบุษบกวิมาน แล่นผ่านมาถึง “เขาไกรลาส” (Mount Kailash) ด้วยความสวยงามตระการตาของภูผาอันศักดิ์สิทธิ์ ท้าวราพณ์พยายามบังคับให้บุษบกยนตร์ขึ้นไปด้านบน แต่บุษบกยนตร์กลับหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวอยู่ที่เชิงเขาครับ
....

.

.

.
            ท้าวราพณ์สงสัยนักว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงได้ลงมาจากบุษบก แล้วได้มาพบกับ “นันทิเกศวร” (Nandi,Nandisha, Nandikeshvara) ทวารบาลแห่งไกรลาส นันทิเกศวรจึงแจ้งความว่า บัดนี้องค์พระศิวะเจ้าและพระนางปาราวตี ผู้เป็นใหญ่ในสามโลก กำลังประทับพักผ่อนอยู่ในวิมานบนยอดเขา ท่านจงหลีกเลี่ยงที่จะขึ้นไปรบกวนเถิด
...
            ด้วยความหลงตน ทะเยอทะยาน ท้าวราพณ์รู้สึกเย้ยหยันดูถูกพระศิวะและนันทิเกศวร (ผู้มีร่างเหมือนกัน) จึงกล่าวว่า
.
            “ข้าจะเอาเขาไกรลาสนี้ ไปประดับไว้ในกรุงลงกา”
....
              นันทิเกศวร เห็นความโอหังอวดดีและจุดมุ่งหมายของท้าวราพณ์ จึงเข้าขัดขวางห้ามปราม “เจ้านั้นมีแต่ความอวดดี ยโสโอหังจนไม่ฟังเหตุผลความผิดถูก สมควรไม่สมควร ในภายภาคหน้าเจ้าจะพ่ายแพ้แม้กระทั่งวานร” 
...
            แต่ท้าวราพณ์ไม่สนใจคำสาปแช่งของนันทิเกศวร ได้เข้าไปเขย่าเขาไกรลาส วางแขนทั้งยี่สิบของเขาช้อนใต้ ถอนรากถอนโคนและยกเทินขึ้น 
...
           จนเขาไกรลาสสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เป็นที่อกสั่นขวัญแขวน แก่เหล่าข้าบริวารแห่งพระศิวะกันทั่วหน้า
..
.
           *** “ราพณานูกราหามูรติ” (Ravananugraha-Murti) เป็นมูรติ (พระภาค – ปาง) แห่งการให้อภัยขององค์พระศิวะ เมื่อทรงสดับรู้ว่า ท้าวราพณ์นั้นเป็นต้นเหตุของเรื่องความโกลาหลทั้งปวง พระองค์ได้เอาพระบาทกระทืบพสุธา กดนิ้วพระบาทจิกลง จนเขาไกรลาสหนักอึ้งแล้วกดลงมาทับ กักขังท้าวราพณ์ไว้ใต้ภูผาเป็นเวลายาวนานนับพันปี
.....
            ท้าวราพณ์จึงสิ้นโอหัง ร้องไห้ครวญครางด้วยความเจ็บปวด เพราะได้ตระหนักชัดแล้วว่า มีความยิ่งใหญ่เหนือกว่าเขาในสามโลกนี้อย่างแท้จริง เหล่ามหาฤๅษีมุนีผู้เข้าใจความประสงค์ขององค์ศิวะมหาเทพ จึงได้แจ้งแก่ท้าวราพณ์ว่า “เจ้าจงแสดงความสำนึกในพระเมตตากรุณาต่อการที่เจ้าได้ล่วงเกินองค์มหาเทพ จงสวดบำเพ็ญเพียรภาวนาเพื่อสรรเสริญบูชาพระศิวะไปตลอดกาลเถิด ....โอม นะมะศิวะ”
...

.

.

.
            ในวรรณกรรมรามายณะของฝ่ายทมิฬ (อินเดียใต้) เล่าว่า เมื่อท้าวราพณ์ที่ถูกคุมขังอยู่ภายใต้เขาไกรลาสนั้น ได้เริ่มต้นการสวดบูชาสรรเสริญองค์พระศิวะเป็นเวลายาวนานหลายพันปี เขาได้ตัดศีรษะของตนเองศรีษะหนึ่งมาทำเป็นกะโหลกเครื่องดนตรี “วีณา” (veena) ใช้เส้นเอ็นมาขึงเป็นสาย บรรเลงบทเพลงสวดสรรเสริญพระศิวะเป็นเวลายาวนาน 
...
           เมื่อถึงแก่กาลอันสมควร เมื่อท้าวราพณ์สำนึกตน ศิวะมหาเทพจึงได้ประทานอภัยแก่ท้าวราพณ์ ทรงประทานพรให้ท้าวราพณ์อยู่ยงคงกระพัน (เพื่อรักษาสำนึก) ตราบที่ยังคงบูชาศิวลึงค์ (แทนตัวของพระองค์) อยู่ และประทานดาบศักดิ์สิทธิ์ให้เพื่อรักษาคุณความดีแห่งโลก 
....
         “ราพณา” หรือ “Ravana” จึงหมายถึง “คนที่ร้องไห้คร่ำครวญ” นั่นเองครับ...
.

.

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net