วันที่ อังคาร มิถุนายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จับมือแห่งศตวรรษ สหรัฐ-เกาหลีเหนือ


"จับมือแห่งศตวรรษ" จากสงครามสู่สันติภาพ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังเริ่มต้น

หนังสือพิมพ์เกาหลีใต้ "มุนฮวาอิลโบ" ฉบับเย็นวันที่ 12 มิถุนายน ตีพิมพ์ภาพเต็มหน้าแรกเป็นภาพ คิม จองอึน ยืนยิ้มรับจับมือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อหน้าธงชาติของทั้ง 2 พร้อมโปรยพาดหัวว่า "จับมือแห่งศตวรรษ: จากสงครามสู่สันติภาพ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มต้น"

คิม จองอึน กล่าวว่า "มันไม่ง่ายเลยที่จะก้าวมาอยู่ตรงนี้ อดีต และความไม่เป็นธรรม นับเป็นอุปสรรคในการก้าวไปข้างหน้า และเราได้ก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว"

"เราได้ทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง" และ "โลกจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่"

ระหว่างการประชุมเต็มคณะ ทรัมป์ กล่าวเริ่มสนทนากับ คิม จองอึน ว่า "ท่านประธาน (คิม จองอึน) ผมเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาอยู่กับท่านที่นี่ในวันนี้ ผมมองไปข้างหน้าเพื่อที่ทำงานร่วมกับท่าน" ส่วน คิม จองอึน ตอบว่า "ผมเชื่อว่า นี่คือบทเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ที่จะนำไปสู่สันติภาพ ผมได้เตรียมตัวที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับท่านประธานาธิบดี"

ภายหลังการประชุม ทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ และ คิม จองอึน ได้ลงนามแถลงการณ์ร่วมกัน ที่มีข้อตกลง "รอบด้าน" เริ่มต้นกระบวนการปลอดอาวุธนิวเคลียร์ "อย่างรวดเร็ว" เพื่อสร้างระบอบ "ที่มีสันติภาพอย่างมั่นคงสถาพรบนคาบสมุทรเกาหลี"

แถลงการณ์ร่วมระบุด้วยว่าทั้งสหรัฐอเมริกาและเกาหลีเหนือจะจัดการหารือรอบใหม่ นำโดย ไมค์ พอมเพโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีเหนือที่เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด เพื่อทำให้การประชุมสุดยอดสหรัฐอเมริกา-เกาหลีเหนือเกิดผลในทางปฏิบัติ

ทรัมป์แถลงภายหลังการประชุมว่า "ทุกคนสร้างสงครามได้ แต่มีเพียงคนกล้าหาญที่สุดเท่านั้นที่เป็นผู้สร้างสันติภาพ"

[ที่มา: ประชาไท]
หมายเหตุ: ด้านล่างนี้เป็นสรุปข่าวจาก BBC

เปิดฉากประชุมสุดยอด

4 ชม. ประวัติศาสตร์ที่สิงคโปร์

ผ่านมาเกือบ 4 ชั่วโมงของการประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ที่เกาะเซนโตซา ประเทศสิงคโปร์

มีเหตุการณ์สำคัญใดเกิดขึ้นบ้าง

  • นายทรัมป์กับนายคิมจับมือกันไป 3 ครั้ง (ตอนเผชิญหน้ากันครั้งแรก, ตอนเริ่มต้นหารือแบบ “ตัวต่อตัว” และตอนเริ่มต้นประชุมทวิภาคีเต็มคณะ)
  • วรรคทองของนายทรัมป์ต่อคู่สนทนาคือ “เราจะมีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมต่อกัน” ขณะที่วรรคทองของนายคิมที่พูดกับผู้นำสหรัฐฯ คือ “มันไม่ง่ายเลยที่จะมาถึงตรงนี้”
  • การประชุมแบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญคือ การหารือแบบตัวต่อตัวของ 2 ผู้นำ ใช้เวลาราว 35 นาที, การหารือทวิภาคีเต็มคณะ ซึ่งนอกจากนายทรัมป์และนายคิม มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงร่วมด้วยฝ่ายละ 3 คน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที และการหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง 10 นาที
  • นายทรัมป์ระบุกับผู้สื่อข่าวว่า "มีการลงนามบางอย่าง" แต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ
  • ทั่วโลกต่างเกาะติดผลการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่ประธานาธิบดีมุน แจ อิน ทวีตข้อความว่าการประชุมครั้งนี้เป็น "หลักไมล์ทางประวัติศาสตร์เปลี่ยนสงครามเป็นสันติภาพ"
  • ในศูนย์สื่อมวลชน มีผู้สื่อข่าวร่วมเกาะติดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์กว่า 2,500 ชีวิต โดยเดินทางมาจาก 44 ประเทศ ภายใต้ต้นสังกัด 415 องค์กร

สหรัฐฯ และ เกาหลีเหนือจะลงนามในข้อตกลงเพื่อให้มีการเจรจากันต่อไป

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง อึน จะลงนามในข้อตกลงซึ่งกล่าวถึงความก้าวหน้าของการเจรจาและความพยายามขับเคลื่อนการเจรจาให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

ก่อนหน้านี้ ปธน. ทรัมป์ สร้างความประหลาดใจให้กับนักข่าวโดยบอกว่าจะมี "การลงนามกันบางอย่าง" ในช่วงบ่ายนี้ ในระหว่างที่เดินไปตามทางเดินของโรงแรมคาเปลลา ซึ่งเป็นที่ประชุม เคียงคู่กับผู้นำเกาหลีเหนือ

แต่ในวันนี้ ก็ยังไม่มีการประกาศพิธีการอันใดเพิ่มเติม ยกเว้นปธน.ทรัมป์จะพบกับนักข่าวในช่วง 16.00 น.เวลาท้องถิ่น

ทรัมป์-คิมลงนามเอกสารประวัติศาสตร์แล้ว

เมื่อเวลาประมาณ 13.40 น. ตามเวลาสิงคโปร์ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมด้วยนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ เดินออกมาร่วมกันลงนามในสัญญา ซึ่งนายทรัมป์เรียกว่า "เป็นเอกสารที่ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ "

ขณะที่ทั้งสองคนเดินเข้ามาในห้อง เสียงชัตเตอร์จากกล้องหลายสิบตัวก็รัวขึ้นถี่ยิบ

นายทรัมป์กล่าวก่อนการลงนามว่าจะมีการแถลงข่าวในเวลา 14.30 น. ของสิงคโปร์ และภายหลังการลงนามเขากล่าวด้วยว่า เป็นการประสบความสำเร็จที่เกินกว่าใคร ๆ ได้คาดไว้

ขณะที่นายคิมกล่าวผ่านล่ามหลังร่วมลงนามในเอกสารดังกล่าวว่า "โลกจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่" พร้อมขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์ที่ทำให้การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้น

"เขารักประเทศของเขา"

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าวันนี้เป็น "วันที่ยอดเยี่ยม" และ "เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันและเกี่ยวกับประเทศของเราอย่างมาก" เขาได้กล่าวอีกว่า นายคิม จอง อึน "เป็นคนที่เปี่ยมอัจฉริยภาพ และเขารักประเทศของเขามาก" นอกจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้กล่าวอีกว่าเขาได้พัฒนา "สัมพันธภาพอันพิเศษ" ขึ้นกับนายคิม จอง อึน

ส่วนนายคิมบอกผ่านล่ามว่า "เราได้ทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง" และ "โลกจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่"

คิม จอง อึน เดินทางกลับที่พัก

ภาพทางโทรทัศน์แสดงให้เห็นขบวนรถของนายคิมวิ่งออกจากโรงแรมคาเปลลา อันเป็นที่ประชุมไปยังที่พัก

บีบีซีคาดหมายว่าเขาจะเดินทางออกจากสิงคโปร์ไปเกาหลีเหนือในบ่ายวันนี้

ส่วนขบวนรถของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ก็เดินทางออกจากเกาะเซนโตซาแล้วเช่นกัน โดยทรัมป์มีกำหนดที่จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในช่วงบ่ายหลังจากนี้

จีนแสดงความชื่นชม

ทางการปักกิ่งแสดงความชื่นชมต่อการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ โดยบอกว่าเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายหวัง ยี่ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนกล่าวในกรุงปักกิ่งว่า รู้สึกยินดีและสนับสนุนการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ รวมทั้งคาดหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถมีมติเบื้องต้นร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์

"ในขณะเดียวกัน ยังคงต้องมีกลไกทางสันติภาพสำหรับคาบสมุทรเกาหลี เพื่อจัดการกับความกังวลด้านความมั่นคงของเกาหลีเหนือ" นายหวังกล่าว

เขายังกล่าวว่าความจริงที่ว่าผู้นำทั้งสอง "สามารถนั่งลงและเจรจากันแบบเท่าเทียมกันมีความหมายในทางบวกและมีความสำคัญยิ่ง รวมทั้งเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วย"

เขายังได้เน้นย้ำว่าจีนนั้นเรียกร้องให้แก้ไขความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีด้วยมาตรการ "การปลดอาวุธนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ"

เผยคำมั่นในเอกสาร

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือให้คำมั่นร่วมกันในเอกสารที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งลงนามไปว่าจะ "ร่วมมือกันเพื่อให้เกิดการปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ในคาบสมุทรเกาหลี"

นอกจากนี้ในเอกสารก็ยังระบุว่า ผู้นำทั้งสองตกลงกันที่จะ "สถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีใหม่" ขึ้นมา

4 ข้อหลักในข้อตกลงระหว่างทรัมป์-คิม

ลอรา บิกเกอร์ ผู้สื่อข่าวบีบีซี อธิบายรายละเอียดของข้อตกลงระหว่างนายทรัมป์และคิมประกอบด้วย 4 ข้อสำคัญ

  1. สหรัฐฯ และ เกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกันครั้งใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามความปรารถนาของประชาชนทั้งสองประเทศ เพื่อสันติภาพและความรุ่งเรือง
  2. สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือใช้ความพยายามร่วมกันในการสร้างสันติภาพที่มั่นคงและยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลี
  3. เกาหลีเหนือให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์บนคาบสมุทรเกาหลี เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงเจตจำนงต่อปฏิญญาปันมุนจอม ที่ได้สองเกาหลีได้ร่วมลงนามกันในวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา
  4. สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ให้คำมั่นว่าจะร่วมค้นหาเชลยศึก/ผู้ที่สูญหายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งส่งคืนคนหรือร่างที่เหลืออยู่ของผู้ที่ระบุตัวตนได้แล้วโดยทันที

ลายเซ็น ทรัมป์-คิม บอกอะไร ?

นี่เป็นการประชุมสุดยอดที่ไม่มีอะไรเล็ดรอดออกไปได้ กระทั่งเรื่องของ "ลายเซ็นผู้นำ" จอห์น นิลส์สัน-ไรท์ นักวิเคราะห์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ชี้ให้เห็นนัยของความหมายเบื้องหลังลายเซ็นของสองผู้นำ

สิ่งที่ลายเซ็นของโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงออกมา คือ "ความมั่นใจในตัวเองที่ต้องการให้ภารกิจเสร็จลงในระยะเวลาอันสั้น"

ส่วนคิม จอง อึน นั้น ลายเซ็นของเขาประกาศกร้าวถึง "ความทะเยอทะยาน และพร้อมทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์"

ปอมเปโอแจ้งข่าวแก่พันธมิตร

นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ทวีตภาพเขากำลังโทรศัพท์ พร้อมทั้งระบุว่าเขาได้พูดคุยโทรศัพท์กับ นายทาโร คาโนะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นและ นาย คัง คยุง-ฮวา รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้เพื่อให้รายละเอียดว่าประธานาธิบดีทรัมป์และผู้นำสูงสุดคิมเจรจาอะไรกันบ้าง

เกมสงครามนั้นราคาแพง

เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ถูกถามถึงเรื่องการตัดสินใจของเขาที่จะยกเลิกการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ เขาตอบว่า "เราได้ซ้อมรบกับเกาหลีใต้ต่อเนื่องกันมานานมาก เราเรียกมันว่า "เกมการรบ" ซึ่งมีราคาแพงมาก ในขณะที่เกาหลีใต้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายแต่ก็ไม่ทั้งหมด เราได้เคยหารือกับหลายประเทศเพื่อให้ปฏิบัติกับเราอย่างเป็นธรรม การซ้อมรบกับประเทศต่าง ๆ นั้นมีราคาแพง และเราก็จ่ายเงินส่วนใหญ่สำหรับการซ้อมรบเหล่านั้น"

เขากล่าวอีกว่า "การซ้อมรบถูกมองจากเกาหลีเหนือว่าเป็นการยั่วยุ" และ "เรากำลังเจรจาข้อตกลงที่ซับซ้อนมาก..ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมที่จะมีการซ้อมรบต่อไป"

สรุปประเด็น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวหลังการประชุม

ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มต้นด้วยการกล่าวชื่นชมผู้นำสิงคโปร์และประชาชนชาวสิงคโปร์ที่เป็นเจ้าภาพที่ดีสร้างความประทับใจและทำให้การจัดประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือสำเร็จลุล่วงไปได้ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณนายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ นายชินโซ อาเบะ ประธานาธิบดีสี จิ้น ผิงของจีน ที่สนับสนุนมาโดยตลอด

ยกย่อง "คิม จอง อึน"

นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้กล่าวยกย่อง นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือซึ่งมีความสามารถในการบริหารประเทศได้แม้ว่าจะยังมีอายุยังน้อย พร้อมทั้งยังกล่าวว่าเขามีความมั่นใจว่าผู้นำเกาหลีเหนือจะสานกระบวนการต่อไปหลังจากได้ลงนามกันในวันนี้ เพื่อสร้างสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

ตอบรับเยือนเปียงยาง

นายทรัมป์ยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวอีกว่า เขาจะเดินทางเยือนกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ เมื่อถึงเวลาเหมาะสม ในเดียวกันเขาก็ได้เชิญผู้นำเกาหลีเหนือเยือนทำเนียบขาวเช่นกัน โดยนายคิมได้ตอบรับแล้วเช่นกัน

ยุติมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่

ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่เกาหลีเหนือให้ความสนใจอย่างมาก ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาจะพยายามผลักดันให้เกาหลีเหนือปลดอาวุธนิวเคลียร์โดยเร็วที่สุด แต่เขาก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่า อาจจะต้องใช้ระยะเวลา

"กระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์จะเริ่มต้นขึ้นโดยเร็วที่สุด ในขณะที่มาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือนั้นคาดว่าในที่สุดก็ต้องยุติลง แต่จะต้องมั่นใจว่าไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์" นายทรัมป์กล่าว

ทั้งนี้ กระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ โดยในระหว่างการประชุม นายทรัมป์ระบุว่า นายคิมสัญญาว่าจะทำลายจุดทดสอบขีปนาวุธทุกแห่ง

จะทำอย่างไรถ้าเกาหลีเหนือไม่ทำตามสัญญา

นักข่าวคนหนึ่งถามเขาว่าหากว่านายคิม จอง อึนไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในวันนี้ สหรัฐฯ จะทำอย่างไร

นายทรัมป์ตอบว่า "ผมคิดว่าเขาต้องทำตามสัญญา ผมเชื่อมั่นมาก ผมคิดว่าเขาจะต้องทำตามคำมั่นเหล่านี้ ผมอาจจะผิดก็ได้ อีกหกเดือนข้างหน้าผมอาจจะต้องมายืนต่อหน้าพวกคุณแล้วบอกว่า "ผมคิดผิด"

เขายังพูดติดตลกอีกว่า "ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมจะยอมรับว่าผิด หรือว่าผมจะหาข้อแก้ตัวอื่น ๆ ขึ้นมาได้" ท่ามกลางเสียงหัวเราะของนักข่าว

ทรัมป์สิ้นสุดการแถลงข่าว

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า "มันเป็นเวลานานกว่าที่ผมจะรู้สึกสบายใจกับเรื่องนี้"

เขากล่าวด้วยว่า "ขอแสดงความยินดีกับทุกคน สำหรับผมมันเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์โลก ผมอยากจะให้มันเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์" "หากว่าเราไม่สามารถส่งลูกไปให้ถึงเส้นประตูได้ มันก็ไม่มีความหมายเท่าที่ควร" เขากล่าว

เมื่อเสร็จสิ้นการแถลงข่าว เขาก็เดินทางออกจากโรงแรมคาเปลลาบนเกาะเซนโตซา ไปยังโรงแรมที่พัก.

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/live/international-44441803 

 

 

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net