วันที่ อังคาร มิถุนายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สัญญานสันติภาพ เกาหลีใต้ประกาศยุติการซ้อมรบขนานใหญ่ประจำปีร่วมกับสหรัฐฯ


เหนือความคาดหมาย วันนี้รัฐบาลเกาหลีใต้ ประกาศยุติการซ้อมรบขนานใหญ่ประจำปีร่วมกับสหรัฐฯ ในเดือนสิงหาคมปีนี้ ซึ่งจะมีทหารสหรัฐเข้าร่วมกว่า 17,500 คน และเป็นไปตามข้อเสนอเกาหลีเหนือที่เสนอต่อสหรัฐฯ ในการพบปะกันครั้งประวัติศาสตร์ ทรัมป์-คิม เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่ได้หยุดภารกิจการซ้อมรบขนาดเล็กอื่นๆ ที่ประจำการอยู่ซึ่งเกาหลีเหนือเคยเสนอให้สหรัฐฯ ถอนฐานทัพทั้งหมดออกไป แต่ก็เป็นนิมิตรหมายที่ดีในการเริ่มต้นสันติภาพ

ก่อนหน้านี้เคยมีการจัดประชุมร่วมระหว่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือและจีน ในปี 1997 ที่กรุงเจนีวา เพื่อหาหนทางทำข้อตกลงสันติภาพ แต่ไม่มีความคืบหน้ามาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเกาหลีเหนือมีเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากเกาหลีใต้ก่อนเจรจา ซึ่งสหรัฐฯ ไม่อาจยอมรับได้ จึงไม่สามารถเกิดข้อตกลงขึ้น โดยฯ และญี่ปุ่นได้จัดทำแนวปฏิบัติด้านการป้องกันประเทศ (Defense Guidelines) ฉบับใหม่ในปีเดียวกัน ที่เปิดช่องให้สหรัฐฯ จัดการปัญหา “สถานการณ์ในพื้นที่ที่อยู่รายล้อมญี่ปุ่น” (Situations in areas surrounding guilines) เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือโดยตรง อีก 1 ปีต่อมาในปี 1998 เกาหลีเหนือได้ท้าทายสหรัฐฯ โดยการยิงขีปนาวุธแทโปดอง 1 (Taepodong I) ข้ามหมู่เกาะญี่ปุ่นไปตกในมหาสมุทธแปซิฟิค โดยที่จีนไม่ทราบล่วงหน้า โดยเกาหลีเหนืออ้างว่าเป็นการทดลองอาวุธและเป็นสิทธิในการพัฒนาโครงการของตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก

การกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนเกาหลีเหนือรอบใหม่ ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศได้เดินทางมาเยือนกันอีกครั้งในปี 2001 ภายหลังจากประธานาธิบดี คิม จองอิล แห่งเกาหลีเหนือได้เดินทางมาเยือนจีน ประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ของจีนได้เดินทางไปเยือนกรุงเปียงยางอย่างเป็นทางการในปีเดียวกัน การเป็นพันธมิตรของจีนและเกาหลีเหนือส่วนหนึ่งเพราะความแน่นแฟ้นทางอุดมการณ์และส่วนหนึ่งต้องการต่อต้านลัทธิครองความเป็นใหญ่ (hegemonism) ของสหรัฐฯ เหมือนกัน

เกาหลีเหนือเริ่มทดลองอาวุธนิวเคลียร์ให้โลกตะลึงเป็นครั้งแรกในปี 2006 ซึ่งเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าเกาหลีเหนือผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จแล้ว และการทดลองอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งที่ 2 ในปี 2009 ซึ่งมีความรุนแรงกว่าครั้งแรกมากทำให้คาบสมุทรเกาหลีตรึงเครียดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเกาหลีเหนือประกาศยกเลิกสัญญาสงบศึกระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ที่ได้ทำขึ้นมาตั้งแต่สงครามเกาหลียุติ โดยอ้างว่าไม่พอใจเกาหลีใต้ที่เข้าร่วมโครงการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธร้ายแรงกับสหรัฐฯ และกระบวนการเจรจา 6 ฝ่ายเพื่อให้เกาหลีเหนือยุติการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ล้มเหลว

ภายหลังการเสียชีวิตของประธานาธิบดี คิม จองอิล แห่งเกาหลีเหนือ เมื่อเดือนธันวาคม 2011 คิม จองอุน บุตรชาย ได้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีแทนและความสัมพันธ์กับจีนก็เริ่มห่างเหินลง เพราะเกาหลีเหนือภายใต้ผู้นำคนใหม่ไม่ปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับจีนหลายครั้ง โดยเกาหลีเหนือได้ทำการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน 2 ครั้งในปี 2016 หลังจากนั้นจีนได้แสดงความไม่พอใจโดยประกาศจำกัดการทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินของจีนกับเกาหลีเหนือ ประกาศงดการส่งออกสินค้าบางชนิดรวมถึงการห้ามนำเข้าถ่านหินจากเกาหลีเหนือด้วย ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยใช้กับเกาหลีเหนือ เพื่อพยายามควบคุมพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของผู้นำคนใหม่ที่เสี่ยงให้เกิดสงคราม

กระทั่งประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนได้สร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นผู้นำจีนคนแรกที่เดินทางไปเยือนเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการก่อนเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ และได้ลงนามในข้อตกลงด้านความร่วมมือ 12 ฉบับ ในเดือนกรกฎาคม 2017 เนื่องจากเกาหลีใต้เป็นประเทศคู่ค้าอันดับ 3 ของจีน รองจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ขณะที่จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ ขณะที่ในอดีตประธานาธิบดีของจีนจะเดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือก่อนเสมอ

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2017 เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยกลางตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่น ทำให้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงร่วมกันว่าภูมิภาคเอเชียเหนือกำลังเข้าสู่ “ขั้นตอนใหม่ของภัยคุกคาม” ในช่วงเวลานั้นสหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังซ้อมรบทางทหาร สหรัฐฯ จึงได้ส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธที่เรียกว่า Terminal High-Altitude Area Defense (THAAD) เข้าไปติดตั้งที่เกาหลีใต้ทันที ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากจีน เนื่องจากจีนมองว่า ระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD มีสมรรถนะที่เกิดขอบเขตการปกป้องเกาหลีใต้ แต่สามารถเป็นภัยต่อความมั่นคงของจีนด้วย เพราะสามารถจับตาการเคลื่อนไหวต่างๆ เหนือน่านฟ้าจีน

จีนพยายามแสดงบทบาทรักษาเสถียรภาพในเอเชียเหนือ สหรัฐฯ และจีน มีผลประโยชน์ร่วมกันในการที่จะไม่ให้เกาหลีเหนือมีศักยภาพทางอาวุธนิวเคลียร์มากเกินไปจนข้ามจุดทางยุทธศาสตร์ จนเป็นภัยความมั่นคงของทั้งสองประเทศ จีนต้องการให้เกาหลีเหนือเป็นรัฐกันชนและมีความมั่นคงเพราะหากเกาหลีเหนือล่มสลาย ก็จะมีผู้อพยพเข้าสู่จีนทางตอนเหนือมากมาย แต่หากเกาหลีรวมชาติกันได้ก็จะอาจจะกลายเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ซึ่งมีพรมแดนติดกันจีน ขณะเดียวกันจีนก็ไม่ต้องการให้เกาหลีเหนือมีความก้าวหน้าในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ เพราะจะส่งผลลบต่อความมั่นคงของจีนเช่นกัน ภายใต้สภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกทางด้านความมั่นคง (Security Dilemma) ในโลกความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี้ การที่รัฐหนึ่งสร้างความมั่นคงให้ตนเอง เท่ากับเป็นการสร้างความไม่มั่นคงให้รัฐอื่นตามมาด้วยเช่นกันตามทฤษฎีสัจนิยม (Realism) จีนจึงแก้ไขปัญหาความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลีได้อย่างยากลำบากโดยการใช้นโยบายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้ความยืดหยุ่นและประนีประนอมสูงในการเปลี่ยนผ่านสถานการณ์ความขัดแย้งในแต่ละช่วงเวลา และพยายามเรียกร้องให้แก้ปัญหาความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีเหนือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ด้วย "สันติวิธี" โดยมีนโยบายว่า จีนมุ่งมั่นที่จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีปลอดจากอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคโดยการส่งเสริมการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี

การเมืองระหว่างประเทศในคาบสมุทรเกาหลี น่าติดตามอย่างยิ่ง!

 

ในภาพอาจจะมี 5 คน, สถานที่กลางแจ้ง และ ธรรมชาติ

(ภาพจากวารสารเล่มหนึ่งของพรรคแรงงาน เกาหลีเหนือ)

โดย เมธา

 

กลับไปที่ www.oknation.net