วันที่ พุธ มิถุนายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รถไฟความเร็วสูงมา เกษตรกรไทยจะได้อะไร ???


High Speed Train

It's not just a train, it's the future

รถไฟความเร็วสูง

ไม่ใช่แค่รถไฟ แต่คือ อนาคต

 

รถไฟความเร็วสูงมา เกษตรกรไทยจะได้อะไร ???

รถไฟความเร็วสูงมีจุดประสงค์หลักไว้ขนส่งคน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต รองรับอนาคต และความเจริญต่างๆ รวมทั้งยังสามารถต่อยอดสำหรับการขนส่งสินค้าเกษตรได้อีกด้วย เพื่อให้สินค้ามีคุณภาพที่ดี สามารถจำหน่ายได้ราคาสูง และผู้บริโภคยังได้รับสินค้าสดใหม่ ไม่เน่าเสียและได้รับการกระทบกระแทกในระหว่างการขนส่งให้น้อยลงจากการขนส่งทางรถบรรทุก 

ในต่างประเทศมีการพัฒนาโดยใช้รถไฟความเร็วสูงสำหรับขนส่งสินค้าโดยเฉพาะ เช่น USA -RailEX หรือ EU -Euro Carex เป็นต้น

ซึ่งรถไฟของ Euro Carex 1 ขบวนจะสามารถบรรทุกสินค้าได้ประมาณ 100 - 140 ตัน/เที่ยว หรือเท่ากับ เครื่องบิน 747-400 1 ลำ หรือ AirBus A310 - 3 ละ หรือเท่ากับ 10 - 15 รถบรรทุก หรือเท่ากับ 20-30 รถตู้

สำหรับประเทศไทย มีกรณีศึกษา : การวิเคราะห์ต้นทุนในการขนส่งสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เส้นทาง เชียงใหม่ - กรุงเทพ พบว่า

"การขนส่งสินค้าจากศูนย์ผลิตโครงการหลวงเชียงใหม่ ไปยังศูนย์ผลิตโครงการหลวงกรุงเทพฯ โดยรถบรรทุก 6 ล้อ ควบคุมอุณหภูมิ และมีปริมาณการขน 3 ปริมาณ ได้แก่ 400 , 500 และ 542 ลัง 

จะได้ต้นทุนค่าขนส่ง 89.49 บาท/ลัง, 71.59 บาท/ลัง, 66.04 บาท/ลัง ตามลำดับ

หากเปลี่ยนรูปแบบการส่งสินค้าโดยรถไฟความเร็วสูง จะเกิดต้นทุนการขนส่งเพียง 63.75 บาท/ลัง เท่ากันทั้ง 3 ปริมาณ เนื่องจากไม่ได้ขนส่งแบบเหมาตู้ จึงคิดค่าขนส่งต่อลังเท่านั้น

ระยะเวลาในการขนส่ง
• รถบรรทุก 6 ล้อใช้เวลา 16 ชั่วโมง 40 นาที (ยังไม่นับรวมถึงเวลาที่ต้องตีรถกลับ)
• รถไฟความเร็วสูง 12 ชั่วโมง 40 นาที

จะเห็นได้ว่า ผักผลไม้ที่คนไทยบริโภคกันปีละเกือบ 330,000 ล้านบาทแต่เสียไประหว่างทาง หรือการขนส่งถึงร้อยละ 40% หากยังขนส่งสินค้าโอทอป สินค้าของท้องถิ่น รวมถึงสินค้าที่เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมด้วยวิธีการขนส่งแบบเดิมโดยทางรถบรรทุกจะทำให้มูลค่าสินค้าที่ทางเกษตรกร หรือผู้ผลิตควรได้รับแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็จะถูกหักค่าความเสียหายออกไปอีกด้วย

ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มมาตราฐานให้กับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้น ต้นทุนน้อยลง การขนส่งทางระบบรางจึงมีส่วนที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถส่งสินค้าถึงมือผู้รับได้อย่างไม่เสียหาย และรวดเร็วขึ้นกว่าในระบบเดิมๆ

อีกทั้งการขนส่งทางระบบรางด้วยรถไฟความเร็วสูงจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดความแออัดบนท้องถนน ลดการใช้พลังงานน้ำมันอย่างสิ้นเปลือง และที่สำคัญ คือ ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากรถบรรทุกขนส่งสินค้าลงได้อีกด้วย

ถึงแม้ว่าในช่วงแรกที่จะมีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) จะเน้นที่การขนส่งคนระหว่าง 3 จังหวัด คือ กรุงเทพ - ฉะเชิงเทรา - ชลบุรี และในเฟสที่ 2 จะมีการก่อสร้างส่วนต่อขยายไปยังจังหวัดระยอง, จันทบุรี และตราดต่อไป

จากที่ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาตกต่ำในทุกปี วนเวียนกันไป ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง มังคุค ข้าวสาร ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ทำให้คนไทยมักจะได้เห็นภาพที่ชินตาก็คือ ภาพกลุ่มเกษตรกรมารวมตัวเทผลผลิตทางการเกษตรหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือหน้าศาลาว่ากลางจังหวัด เพื่อให้ทางหน่วยงานราชการออกมาให้ความช่วยเหลือ


ซึ่งการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ  EEC จะสามารถช่วยภาคเกษตรกรไทยได้อย่างไร ???

1. ตลาด จะทำให้มีแหล่งช่วยกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว ลดพ่อคนกลาง ทำให้โอกาสที่พืชผลทางการเกษตรเสียหาย และล้นตลาดน้อยลง เพราะจะมีการจัดการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. องค์ความรู้ การนำความรู้ และเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ทำให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ มาสู่ภาคเกษตรของประเทศมากขึ้น ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น และลดต้นทุนในการผลิตลง เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่เหนื่อยน้อยลง

3. เกิดอุตสาหกรรมใหม่ เช่น การแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรในพื้นที่ EEC เพื่อเพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรไทยไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแช่เย็น แช่เยือกแข็ง ให้สินค้าเกษตรคงสภาพความสดให้ได้สูงสุด

และที่สำคัญเกิดกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางเข้า-ออก พื้นที่ภาคตะวันออกมากขึ้น ง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้น ทำให้สินค้าเกษตรจากมือเกษตรกร ถึงมือผู้บริโภคได้สะดวกรวดเร็วมากขึ้นด้วย

โดย MooNoiJA

 

กลับไปที่ www.oknation.net