วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไม่ไปไหนไกล พาไปลำพูน


ลำพูน เมืองเล็ก ๆ อยู่ไม่ไกลจากเชียงใหม่ มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างมากมายทั้งวัดวาอาราม เจดีย์เก่าแก่และตำนานประวัติศาสตร์อย่างมากมาย

วัดไก่แก้วกับกู่ไก่


  

 

          เหตุที่ได้ชื่อว่าวัดไก่แก้ว เนื่องจากบริเวณด้านหลังมีเจดีย์เก่าอยู่องค์หนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “กู่ไก่” จากจารึก “พงศาวดารโยนกระบุว่าสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ครั้งพระยาอาทิตยราชครองนครหริภุญชัย เพื่อเป็นที่บรรจุอัฐิของ “เสตกุกกุฏะ” ไก่ขาว ซึ่งเป็นศรีสวัสดิ์ของนครหริภุญชัย เป็นสถาปัตยกรรมประกอบด้วยฐานเขียงในผังสี่เหลียมรองรับฐานปัทม์ลูกแก้วอกไก่ในผังแปดเหลี่ยมย่อเก็จเหนือขึ้นไปเป็นมาลัยเถาซ้อนเหลื่อมกันรองรับองค์ระฆังในผังแปดเหลี่ยม อายุของโบราณสถานแห่งนี้ น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ตามรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังในผังแปดเหลี่ยม ซึ่งได้รับความนิยมมากในศิลปะล้านนาในช่วงนั้น

          จากตำนานในกาลนั้น มีไก่ขาวงามตัวหนึ่งมีชื่อว่า “เสตกุกกุฏะ” เป็นไก่ฉลาดอาศัยอยู่บนยอดไม้ย่างทราย ทางทิศเหนือของเมืองหริภุญชัย (บริเวณวัดสันป่ายางหลวง) เป็นไก่เทวดาที่คอยดูแล รักษาเมืองหริภุญชัยให้บังเกิดความสงบสุข ไก่มงคลตัวนี้จะขันเป็นเวลา จะขันสามยามทั้งกลางวันและกลางคืน เสียงของไก่ตัวนี้สร้างความเกรงขามให้พระยาละโว้เป็นอันมาก จึงออกอุบายฆ่าไก่ตัวนี้เสีย โดยการบนบานต่อเทพยดาที่รักษาเมืองละโว้ ให้ไปฆ่าไก่แก้วแห่งเมืองหริภุญชัย เมื่อเทพยดารับเอาเครื่องสังเวยแล้ว จึงจำแลงเป็นจระเข้ใหญ่ ว่ายทวนน้ำแม่ระมิงค์ขึ้นมายังนครหริภุญชัย แล้วจึงจำแลงเป็นเพศพราหมณ์ ถือไม้เท้ากับร่มทำด้วยใบไม้ เดินเข้าไปในพระนคร เมื่อพบไก่ผู้รักษานครหริภุญชัยแล้ว จึงปีนขึ้นไปบนไม้ย่างทราย ใช้ไม้เท้านั้นตีไก่นั้นจนตาย พระยาอาทิตยราชจึงโปรดให้กระทำสรีรกิจของไก่นั้น แล้วเก็บอัฐิธาตุ และก่อเจดีย์ (กู่) ครองไว้ ณ บริเวณดังกล่าว

ที่ตั้ง

กู่ช้าง กู่ม้า

กู่ช้าง

 

           “ประวัติการสร้างเป็นเชิงมุขปาฐะ* สืบต่อกันมาว่า เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุงาของ “ปู่ก่ำงาเขียว” ช้างทรงของพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นช้างที่มีฤทธานุภาพมาก เมื่องาชี้ไปทางใดจะทำให้ผู้คนล้มตาย จึงสร้างเจดีย์ทรงสูงเพื่อฝังงาช้างให้ปลายงาชี้ขึ้นด้านบน รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นฐานเขียงในผังกลม ซ้อนเหลื่อมกัน 5 ชั้น รองรับฐานบังคว่ำและองค์ระฆังทรงกลมที่ยืดยาวลักษณะคล้ายทรงกรวยหรือลอมฟาง ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบพิเศษที่พบในอาณาจักรที่มีอายุร่วมสมัยกับอาณาจักรหริภุญชัย เช่นที่เจดีย์บอบอคยี (Bawbawkyi) อายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 -13ในอาณาจักรพยู ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพม่า, เจดีย์Ngakywenadaung ในเมืองพุกาม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 – 16 และอุเทสิกเจดีย์ที่ปรากฏรอบ ๆ เจดีย์มหาโพธิ์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดียอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 -15 โดยปรากฏในประเทศไทยเฉพาะในอาณาจักรหริภุญชัยเท่านั้น”

*มุขปาฐะ คือการบันทึก, อนุรักษ์ และ ตีความหมายของข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มาจากประสบการณ์ส่วนตัวและความเห็นของผู้เล่าเหตุการณ์

 

“ปู่ก่ำงาเขียว”

          มีตำนานที่เล่าขาน "ว่ากันว่า...ครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้ามีโอกาสได้ลอดท้องพระยาช้างชนะศึกปู่ก่ำงาเขียว จะได้พรแห่งชัยชนะให้สมหวังในทุกสนามการแข่งขัน ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน การต่อสู้ ทำศึกสงคราม และการดำรงชีวิต"

กู่ม้า

กู่ม้า

          “ตำนานท้องถิ่นเล่าว่า สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิม้าทรงของพระนางจามเทวี มีลักษณะเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยมเตี้ย ๆ รองรับฐานเขียงกลม 2 ชั้น และฐานบัวคว่ำรองรับบัวถลา 3 ชั้น และองค์ระฆังกลม รูปแบบของเจดีย์ลักษณะนี้มีต้นแบบมาจากลังกาสืบทอดมายังอาณาจักรพุกาม และอาณาจักรสุโขทัย  โดยลักษณะขององค์ระฆังกลมซึ่งมีขนาดใหญ่นั้น นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่า มีความคล้ายคลึงกับเจดีย์ทรงกลมแบบพุกาม จึงเป็นไปได้ว่าอาณาจักรหริภุญชัยได้รับอิทธิพลของเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาโดยผ่านมาทางอาณาจักรพุกามในช่วงปลายพุทธศตวรรษ ที่ 18 หรืออาจได้รับอิทธิพลผ่านอาณาจักรสุโขทัยมายังอาณาจักรล้านนาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่พระยากือนาทรงนิมนต์พระสุมนเถระจากสุโขทัย มาพำนักที่วัดพระยืน เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์(เก่า) ในล้านนาในพ.ศ.1913”

 

น่าจะเป็นกู่ม้าจำลองที่ตั้งไว้บนยอดกู่ม้า

          ในอดีตผู้คนจำนวนมากที่เดินทางสักการะเจ้าพ่อกู่ช้าง มักนิยมขออาราธนา“เป๊ก”ซึ่งเป็นซากเศษอิฐแตกหักก้อนเล็กๆที่ที่อยู่ภายในโบราณสถานแห่งนี้ติดตัวกลับไป เพื่อเป็นสิริมงคลขวัญกำลังใจและสร้างในเกิดความมั่นใจในการกระทำในสิ่งที่ขอ ครั้นเมื่อประสบผลสำเร็จแล้วก็ต้องนำเป๊กกลับมาคืน ถ้าใครไม่นำกลับมาก็จะประสบเภทภัยต่าง ๆ มาวันนี้เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ได้มีการทำพิธีขอเป๊กจากเจ้าพ่อกู่ช้างเพื่อนำมาทำเป็นมวลสาร บรรจุในเครื่องรางให้ผู้สนใจเช่านำติดตัวเป็นสิริมงคลกลับไปโดยไม่ต้องนำเป๊กกลับมาคืนเหมือนแต่ก่อน

ภาพวาดพระนางจามเทวีประทับในกูบหลังช้าง

ที่ตั้ง กู่ช้างกู่ม้า อยู่ห่างจากวัดไก่แก้วประมาณ 300 เมตร

หมายเหตุ ไม้ย่างทราย ไม่ทราบว่าเป็นไม้ชนิดใด ถ้าท่านใดพอทราบช่วยบอกเป็นวิทยาทานด้วยครับ ขอบคุณมาก

โดย ไม้เรียวใจดี

 

กลับไปที่ www.oknation.net