วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตัดแขนขา'แม้ว-ปู'! จ่อยกเครื่อง'ตร.ติดตาม' อดีตนายกฯมีคดีติดตัวไม่ควรมีคนอารักขา


สวัสดีครับ

         จำนวนครูทั้งหมดในประเทศไทย ที่ควรทราบมีดังนี้:-

คำบรรยายภาพ

คำบรรยายภาพ.............................................................

 

 

ส่งครูพละข่มขืนลูกศิษย์ม.3นอนเรือนจำ หลังวืดประกัน

ส่งครูพละข่มขืนลูกศิษย์ม.3นอนเรือนจำ หลังวืดประกัน

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.35 น.

20 ก.ค.61 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สน.ท่าเรือ ได้ควบคุมตัว นายทิมทอง ปัญญาอิน อายุ 26 ปี ครูชำนาญการ สอนวิชาพละ และวิชาภาษาอังกฤษ โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านคลองเตย ผู้ต้องหาคดีข่มขืนกระทำอนาจาร นักเรียนหญิง อายุ 15 ปี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภายในห้องลูกเสือ ชั้น 3 ของอาคารเรียน เมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 - 31 ก.ค.นี้ เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานอีกหลายปาก รอผลการตรวจสอบลายพิมพ์มือผู้ต้องหา รอผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์และอื่นๆ

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหากระทำผิดหลายข้อหาอัตราโทษสูง เกรงว่าหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาจะไปข่มขู่พยาน และจะหลบหนี

ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

ทั้งนี้ ญาติผู้ต้องหายื่นคำร้อง พร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน

อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง ประกอบกับพนักงานสอบสวนค้านการปล่อยชั่วคราว รวมทั้งมีพยานที่เกี่ยวข้องแจ้งว่า ผู้ต้องหาจะไปข่มขู่ทำร้าย ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง

จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวผู้ต้องหาไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

ผิดจริงไล่ออกทันที! อธิการฯมทร.ก.ตั้งกก.สอบ3รุ่นพี่ต่อยรุ่นน้องปี2ม้ามแตก

ผิดจริงไล่ออกทันที! อธิการฯมทร.ก.ตั้งกก.สอบ3รุ่นพี่ต่อยรุ่นน้องปี2ม้ามแตก

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.19 น.

20 ก.ค.61 นายสุกิจ นิตินัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ (มทร.) เชิญครอบครัวนักศึกษา ชั้นปีที่ 1 ที่ถูกรุ่นพี่ ชั้นปีที่ 3 ทำร้ายร่างกาย จนม้ามแตก อาการสาหัส มาพูดคุย ยืนยันว่าหลังเกิดเหตุ มหาวิทยาลัยได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเดียวกัน 3 คน และได้สอบปากคำนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่ถูกทำร้ายร่างกายพร้อมกับผู้เสียหายแล้ว โดยจะให้นักศึกษาทั้งหมดไปแจ้งความที่ สน.ทุ่งมหาเมฆ

นายสุกิจ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางมหาวิทยาลัยเพิ่งทราบเรื่องหลังจากที่ทางผู้ปกครองเข้าแจ้งความ โดยขณะนี้ทราบว่าผู้เสียหายเป็นนักศึกษาปี 2 ส่วนผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายอยู่ชั้นปี 3 จำนวน 2 คน และเป็นนักศึกษาที่ถูกรีไทร์ออกไปแล้ว และกลับเข้ามาเรียนใหม่ 1 คน โดยตอนนี้อยู่ระหว่างทำการสอบสวนภายในว่าใครเป็นผู้กระทำและใครเป็นผู้ถูกกระทำ

ทั้งนี้ จากการสอบถามเบื้องต้น ทราบว่าเหตุเกิดขึ้นในยามวิกาล นอกมหาวิทยาลัย วันที่ 18 ก.ค.แต่ผู้ปกครองทราบวันที่ 19 ก.ค.ซึ่งหลังจากนี้กำลังดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับของทางมหาวิทยาลัย ส่วนทางด้านกฎหมายก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยขณะนี้ได้ทำการติดต่อไปยังผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุทั้ง 3 คนแล้ว และหลังเกิดเหตุทางผู้ก่อเหตุยังไม่ได้มาเข้าเรียนตามปกติ

ส่วนการสอบสวนคาดว่าจะใช้เวลา 15 วัน ซึ่งตามระเบียบมหาวิทยาลัย หากพบว่ามีความผิดทำร้ายร่างกาย ก็จะต้องถูกถอดชื่อออกจากการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยทันที เพราะถือว่าทำให้มหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียง และเป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้

ขณะที่ นายสมชาย ดิษฐาภรณ์ หัวหน้าสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะวิทยาศาสตร์ฯ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุคาดว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่ชกต่อยทำร้ายนักศึกษาปี 1 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่ถึงขั้นหูฉีก ซึ่งทางสาขาได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและผู้ก่อเหตุรับสารภาพว่าทำผิดจริง โดยได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว และไม่คาดว่านักศึกษากลุ่มนี้จะมาก่อเหตุซ้ำอีก

ส่วนสาเหตุเชื่อว่าเป็นเพราะนักศึกษาชั้นปี 2 มีการจัดกิจกรรมรับน้องเชิงสร้างสรรค์มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ทำให้รุ่นพี่ที่นิยมระบบโซตัส ไม่พอใจและขอพูดคุยกับกลุ่มผู้เสียหาย ก่อนจะลงมือทำร้ายร่างกาย ซึ่งหลังก่อเหตุนักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่ได้มาเรียนอีกเลย ซึ่งทางคณะได้ประสานผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุทั้ง 3 ทราบเรื่องแล้ว แต่ผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุยังไม่มาพบ พร้อมยืนยันว่าการสอบสวนจะเป็นไปตามข้อเท็จจริงและดำเนินการตามระเบียบของมหาวิทยาลัย ส่วนคดีอาญาขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ

ด้าน น.ส.รุ่งโรจน์ ขวัญโกมล น้าสาวผู้เสียหาย ระบุว่า พอใจกับการดำเนินการของทางมหาวิทยาลัย ส่วนเรื่องที่ผู้ก่อเหตุจะเข้ามาขอโทษนั้น คงไม่จำเป็นแล้ว เพราะถือว่าให้โอกาสมานานแล้ว และยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อมฝากถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย อยากให้ดูแลเด็กให้ใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเมื่อเกิดเรื่องลักษณะนี้ขึ้น เด็กมักจะไม่กล้าแจ้งอาจารย์และผู้ปกครองให้ทราบ เพราะกลัวจะโดนรุ่นพี่ทำร้ายซ้ำอีก

ตัดแขนขา'แม้ว-ปู'! จ่อยกเครื่อง'ตร.ติดตาม' อดีตนายกฯมีคดีติดตัวไม่ควรมีคนอารักขา

ตัดแขนขา'แม้ว-ปู'! จ่อยกเครื่อง'ตร.ติดตาม' อดีตนายกฯมีคดีติดตัวไม่ควรมีคนอารักขา

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 14.54 น.

20 ก.ค.61 ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า กรธ.มีแนวคิดจัดระบบตำรวจติดตามบุคคลสำคัญ ซึ่งมีทั้งพวกที่หน่วยงานราชการส่งไป และไม่ได้ส่งไป ซึ่งเราต้องหาทางทำให้สามารถใช้อัตรากำลังได้อย่างเพียงพอ เพราะยังมีความจำเป็นในการอารักขาบุคคลสำคัญ ดังนั้นจะระบุในกฎหมายให้ชัดเจนว่าอารักขาบุคคลในตำแหน่งใดบ้าง โดยให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกาศ ส่วนที่เหลือที่ไม่เข้าข่ายจะต้องกลับต้นสังกัด แต่คงไม่ถึงกับยกเลิกตำรวจอารักขา เพราะภารกิจของตำรวจมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยพระบรมวงศานุวงศ์กับบุคคลสำคัญ

ทั้งนี้ นอกเหนือจากพระบรมวงศานุวงศ์ ต้องพิจารณาว่าใครบ้างที่เป็นบุคคลสำคัญ คนธรรมดาตำแหน่งใดบ้างที่สมควรมีตำรวจอารักขา ก็ให้กำหนดให้ชัดเจน จะได้รู้ว่าใช้อัตรากำลังไปกี่คน รวมไปถึงตำรวจที่ไปลงชื่อว่าไปช่วยงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แต่ตัวไม่ได้ไป โดยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ก็จะทำให้ชัดเจนว่า กอ.รมน.ต้องการกี่คน ซึ่งต้องไปทำงานจริงไม่ใช่ไปรายงานตัวแล้วหายไปเลย

"คนระดับนายกรัฐมนตรี แม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้ว ก็ควรต้องมีตำรวจอารักขา เพราะถือว่าเป็นเกียรติ แต่อดีตนายกฯ คนนั้นจะต้องไม่มีคดีติดตัว ส่วนใครบ้างที่เป็นอดีตนายกฯ แล้วสมควรมี ก็ให้ ครม.ตัดสิน ส่วนกรณีตำรวจอารักขา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถือว่าเข้าข่ายความผิด มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น ผมไม่ทราบ เป็นเรื่องของตำรวจที่จะดำเนินการ" นายมีชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย หรือ "ผกก.หนุ่ย" ที่ไปติดตาม นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนถูกตั้งกรรมการสอบ และถูกสั่งพักราชการอยู่ในขณะนี้

อึ้ง!เปิดผลสำรวจอีสาน-เหนือติดเหล้างอมแงม วางยุทธศาสตร์คุมเข้ม3เทศกาล

อึ้ง!เปิดผลสำรวจอีสาน-เหนือติดเหล้างอมแงม วางยุทธศาสตร์คุมเข้ม3เทศกาล

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 19.04 น.

20 ก.ค.61 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อออกแบบการรณรงค์และขับเคลื่อนกิจกรรม “ลดเมา เพิ่มสุข : 4 สร้าง 1 พัฒนาพาชุมชนลดเหล้า ลดอุบัติเหตุ” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีนายสมพร  ใช้บางยาง ประธานเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ประกาศเจตนารณรมย์ “เป้าหมายการ ลดเมา เพิ่มสุข ปี 2561” และมอบใบประกาศเชิดชูต้นแบบการเลิกเหล้า จำนวน  97 แห่ง

น.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวว่า จากระบบข้อมูลตำบลของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ใน ณ วันที่ 17 ก.ค.61  ซึ่งมีสมาชิก จำนวน 2,094 อปท. 2,776,622 ครัวเรือน มีประชากรทั้งสิ้นจำนวน 8,784,563 คน มีผู้มีพฤติกรรมดื่มสุราเป็นประจำ 662,598 คน คิดเป็นร้อยละ 7.54 ซึ่งเป็นเพศชายจำนวน 544,407 คน คิดเป็นร้อยละ 82.26 เพศหญิง 118,191 คน คิดเป็นร้อยละ 17.84

พื้นที่พบว่ามีการดื่มอันดับ1คือสมาชิกเครือข่ายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผู้มีพฤติกรรมดื่มสุราเป็นประจำมากที่สุด 237,013 คน คิดเป็นร้อยละ 35.77 อันดับ 2 คือ ภาคเหนือ 233,899 คน คิดเป็นร้อยละ 33.79 และอันดับ 3 คือภาคกลาง จำนวน 115,309 คน คิดเป็นร้อยละ 17.40 โดยจังหวัดที่มีผู้มีพฤติกรรมดื่มสุราเป็นประจำมากที่สุด คือ จังหวัดเชียงราย 46,317 คน คิดเป็นร้อยละ 6.99 รองลงมาคือ จังหวัดเชียงใหม่ 42,407 คน คิดเป็นร้อยละ 6.40 และจังหวัดลำปาง 28,989 คน คิดเป็นร้อยละ 4.38 ตามลำดับ 

น.ส.ดวงพร กล่าวว่า ทั้งนี้ยังพบว่าส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 25-59 ปี จำนวน 522,119 คน (ร้อยละ 78.80 ) รองลงมาคือ ช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 121,188 คน (ร้อยละ 18.29) และช่วงอายุที่ดื่มสุราน้อยที่สุด คือ 5-14 ปี จำนวน 7,369 คน (ร้อยละ 1.11) ทั้งนี้พบปัญหาสุขภาพจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังของผู้ดื่ม 5 อันดับแรก ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง รองลงมา คือ ปวดข้อ/ข้อเสื่อม โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ และ โรคเก๊าท์

นอกจากนี้พบปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของจำนวนผู้ดื่มสุราร่วมกับพฤติกรรมเสี่ยงอื่น พบว่า อันดับ 1 มีการดื่มสุราร่วมกับสูบบุหรี่เป็นประจำ จำนวน 279,538 คน (ร้อยละ 3.18) อันดับ 2 คือ การกินอาหารสุกๆดิบๆ จำนวน 144,017 คน (ร้อยละ 1.63) อับดับ 3 พฤติกรรมเสี่ยงจากการไม่ได้ตรวจสุขภาพหรือการคัดกรองโรคเป็นประจำทุกปี จำนวน 60,162 คน (ร้อยละ 0.68) 

ส่วนช่วงอายุที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจราจรพบมากในช่วงอายุ 25-59 ปีคือ อันดับ 1 คือ การขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย ลำดับที่ 2 คือ การขับรถเร็วและประมาท  และลำดับที่ 3 คือ การขับขี่รถยนต์โดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจำนวน   ดังนั้นการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะเป็นการจัดการความรู้การควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และลดอุบัติเหตุโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง เพื่อพัฒนากลไกในการรณรงค์และขับเคลื่อนกิจกรรมการรณงค์“ลดเมา เพิ่มสุข ปี 2561”

ทั้งนี้รูปแบบการรณรงค์ประกอบด้วยกิจกรรม 4 สร้าง 1 พัฒนา คือ 1)สร้างคนต้นแบบ ทั้ง 3 ระดับ คือ ผู้นำชุมชน เยาวชน และครอบครัว 2) สร้างเส้นทางปลอดภัย 3) สร้างนวัตกรรมช่วยเลิกโดยชุมชน 4)การกำหนดมาตรการทางสังคม และการบังคับใช้กฎหมาย และ 5) การพัฒนาความร่วมมือ 4 องค์กรหลัก สร้างชุมชนลดเมา เพิ่มสุขด้วยกลไกการจัดการในพื้นที่ให้สามารถทำหน้าที่ควบคุมการดื่มและการเกิดอุบัติเหตุอันมาจากการดื่มในเขตพื้นที่รับผิดชอบ โดยกำหนดการรณรงค์ออกเป็นสองระยะ ได้แก่ (1)การดำเนินงานในระยะปกติ ด้วยการดำเนินกิจกรรมให้เกิด การลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (2)การใช้โอกาสช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศ เช่น เทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ และเข้าพรรษา

ด้านนายสมพร  ใช้บางยาง กล่าวเสริมว่า กิจกรรมดังกล่าวจะแบ่งเป็น 2 ระยะคือ 1.การดำเนินงานในระยะปกติ ด้วยการดำเนินกิจกรรมให้เกิด การลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ2.การใช้โอกาสช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศคือ วันเข้าพรรษาและวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ช่วงเทศกาลปีใหม่ (28 ธันวาคม 2561 ถึง 2 มกราคม 2562) และช่วงเทศกาลสงกรานต์ (12-16 เมษายน 2562)รวมถึงช่วงเวลาปกติระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ถึง 20 เมษายน 2562 จำนวน 10 เดือน

“คาดว่า ผลที่ได้รับจะช่วยให้เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ เพิ่มจำนวนคนเลิกเหล้าในชุมชน 3,409 คน ช่วยลดอุบัติเหตุบนถนนของชุมชนท้องถิ่นที่เข้าร่วม  ชุมชนท้องถิ่นมีนวัตกรรมที่เป็นวิธีการช่วยผู้ที่ต้องการเลิกเหล้าได้อย่างน้อย 1 แห่ง/อปท. และเกิดหมู่บ้านต้นแบบที่มีการกำหนดมาตรการทางสังคมอย่างน้อย 576 หมู่บ้าน”นายสมพร  กล่าว

'บิ๊กฉัตร'ถกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เตรียมขับเคลื่อน3โครงการเดินหน้าดูแลพระสงฆ์

'บิ๊กฉัตร'ถกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ เตรียมขับเคลื่อน3โครงการเดินหน้าดูแลพระสงฆ์

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 17.22 น.

20 ก.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 4/2561 ว่า วันนี้ได้มีการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งปกติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติจะดูแลสุขภาพของประชาชนทั่วไป แต่วันนี้ได้เน้นให้ดูแลเรื่องคุณภาพอาหารของโรงเรียน โดยมีการขับเคลื่อนทุกเขตที่จะเข้าไปให้ความสำคัญกับอาหารของโรงเรียน ซึ่งจะเดินหน้าตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้ เป็นต้นไป นอกจากนี้ ได้พิจารณาการดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพพลานามัยที่ดี และผลักดันให้มีการออกกำลังกาย ที่สำคัญได้พิจารณาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ ซึ่งเมื่อปลายปี 60 เรามีธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติเกิดขึ้นแล้ว และมีการเดินหน้ามาตลอด แต่ยังไม่คืบหน้ามากนัก

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุข มีโครงการ 1 วัด 1 โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ส่วนกระทรวงวัฒนธรรมมีเรื่องของบวร คือ บ้าน วัด โรงเรียนมาร่วมกัน โดยที่ประชุม เห็นว่าจะนำทั้ง 3 โครงการนี้มาขับเคลื่อนพร้อมกัน โดยผ่าน รพ.สต.เป็นหลัก ทั้งนี้ สิ่งที่เราต้องเข้าไปดูแลคือการจัดทำระบบฐานข้อมูล เพราะปัจจุบันพระหลายรูปไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก รวมถึงจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพพระ โดยจะมีการอบรมจากคิลานุปัฏฐาก (คิ-ลา-นุ-ปัด-ถาก​) หรือพยาบาลคนไข้ที่ใช้เฉพาะพระสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการไปแล้ว 6 เขต และจะดำเนินการต่อไปให้ครบทุกเขต

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า เมื่อคิลานุปัฏฐาก มีการอบรมพระให้ได้รู้ถึงการดูแลสุขภาพแล้ว ทั้งในเรื่องของการฉันอาหาร และการออกกำลังกายของพระ ซึ่งจะต้องทำร่วมกับมหาเถรสมาคม (มส.) เพราะอย่างการออกกำลังกายของพระบางท่าอาจจะเลยเถิดไป ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับสิ่งที่พระสงฆ์ควรปฏิบัติ ดังนั้นก็จะต้องมาคิดร่วมกันว่าทั้งในเรื่องของอาหาร และสุขภาพพระ จะต้องทำอย่างไร

"สำหรับเรื่องของอาหารพระสงฆ์ ทางคิลานุปัฏฐากจะพิจารณาว่าอาหารที่ญาติโยมนำมาถวายนั้น พระสงฆ์ควรฉันหรือไม่ หรือควรฉันมากน้อยแค่ไหน พร้อมทั้งจะแนะนำญาติโยมด้วยว่าการถวายอาหารพระสงฆ์ ควรมีลักษณะแบบไหน ไม่ควรหวานหรือเค็มหรือมันมากเกิน ทั้งนี้หลังจากพระสงฆ์ ได้รับการอบรมจากคิลานุปัฏฐาก จนมีความเข้าใจแล้วก็จะสามารถไปเทศน์หรือให้ความรู้กับญาติโยมต่อได้ และเมื่อทั้งพระสงฆ์และซาติเข้าใจก็จะทำให้เป้าหมายของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติบรรลุผลเร็วขึ้นด้วย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี"

รองนายกฯ กล่าวด้วยว่า คาดว่าโครงการทั้งหมดนี้จะสามารถเปิดได้ประมาณกลางเดือน ส.ค.ซึ่งเป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ ภาคอีสาน โดยจะมี รพ.สต.กับวัดที่จับมือคู่กันแล้ว 5,403 แห่ง เป็นจุดเริ่มต้น และจะมีการขยายออกไปทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากเปิดโครงการแล้วน่าจะใช้เวลาประมาณ 4 - 5 เดือน ในการประเมินผล และจะสามารถวัดผลได้ประมาณปลายปีนี้

'สุวพันธุ์'ปัดยังไม่รู้กองปราบฯเรียก'เจ้าคุณบุญเทียม'สอบคดีฟอกเงินทอนวัด

'สุวพันธุ์'ปัดยังไม่รู้กองปราบฯเรียก'เจ้าคุณบุญเทียม'สอบคดีฟอกเงินทอนวัด

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 16.53 น.

วันนี้ (20 ก.ค.) นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานกรณีกองปราบปรามออกหมายเรียกพระราชรัตนมุนี หรือ เจ้าคุณบุญเทียม (บุญเทียม ญานินโท) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร ในฐานะเลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เข้าให้ปากคำในคดีเงินทอนวัด ตามข้อกล่าวหา สมคบและร่วมกันฟอกเงิน 

"อยากให้เป็นการทำงานของฝ่ายกฏหมาย เรื่องนี้ตำรวจมีข้อมูลในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนมาแต่ต้นและตำรวจก็ทำความเข้าใจนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้องตามข้อเท็จจริงตามหลักฐาน สิ่งที่รัฐบาลบอกไปคือให้ทำโดยโปร่งใส ตามหลักฐาน โดยให้ตรวจสอบข้าราชการเป็นหลัก เนื่องจากเป็นต้นทางของงบประมาณ ส่วนไปพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้างที่ไม่ใช่ข้าราชการ ให้ว่าไปตามพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึง" นายสุวพันธุ์ กล่าว

นายสุวพันธุ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการพิจารณาโทษของข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ.ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง มี 2 ส่วนคือ อยู่ในขั้นตอนของ ปปช.กำลังตรวจสอบความผิด และอีกส่วนที่ทำควบคู่กันคือให้ พศ.ตั้งคณะสอบทางวินัย ซึ่งมีการไล่ออกไปแล้วชุดแรก4 คน และอีก15 คนที่อยู่ระหว่างสอบทางวินัย 

เกษตรฯรุกปรับแนวทางผลิตสินค้าเกษตร ดึงพืชเศรษฐกิจทดแทนนาปรัง สอดคล้องตลาด

เกษตรฯรุกปรับแนวทางผลิตสินค้าเกษตร ดึงพืชเศรษฐกิจทดแทนนาปรัง สอดคล้องตลาด

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 18.40 น.

เกษตรฯ รุกนโยบายผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องความต้องการของตลาด จัดทำโครงการปลูกพืชอื่นๆ หลังฤดูทำนาปี เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หวังช่วยลดปริมาณข้าวนาปรังส่วนเกิน และช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ ในส่วนของมันสำปะหลังโรงงาน กษ. ไม่ได้มีนโยบายในส่งเสริมปลูกมันสำปะหลังโรงงานทดแทนการปลูกข้าว แต่จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเดิม

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ราคาข้าวปัจจุบัน พบว่า ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15 % ราคาที่เกษตรกรขายได้ ณ ไร่นาทั้งประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2561 เฉลี่ยตันละ 7,835 บาท โดยภาคกลางราคาเฉลี่ยตันละ 7,804 บาท สำหรับข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 105 ปี 2561 (มกราคม – กรกฎาคม 2561) เฉลี่ยตันละ 13,529 บาท ซึ่งสถานการณ์การผลิตข้าว ปัจจุบันพบว่า ข้าวมีผลผลิตส่วนเกินจากความต้องการตลาด โดยไทยมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศประมาณ  71.8 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตประมาณ 32.63 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการทั้งในและนอกประเทศเฉลี่ย 5 ปี ประมาณ 30.88 ล้านตัน ดังนั้นจึงเกิดผลผลิตส่วนเกิน 1.75 ล้านตัน เมื่อคำนวณกลับเป็นพื้นที่จะมีเนื้อที่ปลูกข้าวมากเกินความต้องการ  2.6 ล้านไร่

รัฐบาลจึงได้มีโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2561/62 เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกมิให้ออกสู่ตลาดในปริมาณมากเกินความต้องการของตลาด โดยให้เก็บข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางเพื่อรักษาระดับราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ ตลอดจนให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งดำเนินการทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปี 2561/62 กับกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งหากเกษตรกรมียุ้งฉางของตัวเอง จะต้องเป็นยุ้งฉางที่มั่นคงแข็งแรงที่สามารถเก็บข้าวเปลือกไว้ได้ตลอดระยะเวลาที่กู้เงิน โดยไม่ทำให้ข้าวเกิดความเสียหายและเสื่อมคุณภาพ ส่วนเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉางเป็นของตัวเอง (เช่น เกษตรกรในภาคกลาง 22 จังหวัด) สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยนำไปเข้าร่วมกับสถาบันเกษตรกรที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับส่วนงานราชการ ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน (รวมถึงศูนย์ข้าวชุมชน) ที่รวบรวมข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2561/62 จากสมาชิกสถาบันเกษตรกร

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ต้องการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของชาวนา รัฐบาลจึงได้มีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวนาปรังไปปลูกพืชอื่นๆ ที่ตลาดมีความต้องการ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า โดยคำนึงถึงสภาพพื้นที่เหมาะสมตาม Agri-Map ซึ่งในรายการพืชอื่นๆ นั้น มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นทางเลือกหนึ่งและมีพืชใช้น้ำน้อยอื่นๆ โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีเนื้อที่เพาะปลูกประมาณ 6.71 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิต 5.03 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการตลาดเฉลี่ยปีละประมาณ 7.95 ล้านตัน ดังนั้น ตลาดต้องการเพิ่มอีกถึง  2.92 ล้านตัน  โดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่นที่ 2 ช่วงพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ จะตรงกับช่วงนาปรังพอดี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีอายุเก็บเกี่ยว 120 วัน ซึ่งเกษตรกรจะสามารถทำข้าวนาปีต่อได้เลย

ทั้งนี้ โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี2560/61  มีเป้าหมาย 700,000 ไร่ โดยรัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเป็นต้นทุนการผลิตไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ ต่อราย ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วม ทั้งหมด 67,000 ราย พื้นที่ 500,000 ไร่  โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการเกิดประโยชน์ ช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตโดยเฉลี่ย 1,000 กก./ไร่ สามารถขายได้ 7.3 บาท/กก. ทำให้มีรายได้ 7,300 บาท/ไร่ กำไร ประมาณ 3,300 บาท ซึ่งสูงกว่า การปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งมีกำไรเพียงไร่ละ 560 บาท/ไร่   ทำให้มีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คุณภาพดีออกสู่ตลาดกว่า 500,000 ตัน  โดยไม่ต้องนำเข้าข้าวสาลี  สามารถปรับสมดุลการผลิตข้าวใน ฤดูกาลผลิต 2560/61 ทำให้ราคาข้าวดีขึ้น เนื่องจากลดปริมาณข้าวนาปรังส่วนเกิน และเป็นการปรับระบบการปลูกข้าว ไม่ให้มีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งสามารถช่วยลดการระบาดของศัตรูพืชลงได้

สำหรับสินค้ามันสำปะหลัง ไม่ได้อยู่ในรายการพืชอื่นๆ หลังฤดูทำนาปี โดยกระทรวงเกษตรฯ พิจารณาว่าเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีอนาคต ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้มีนโยบายในส่งเสริมปลูกมันสำปะหลังโรงงานทดแทนการปลูกข้าว แต่จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเดิม เนื่องจากมันสำปะหลังเป็นพืชที่ไม่เหมาะสมในพื้นที่ปลูกข้าว มีระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วง 8-12 เดือน อีกทั้งส่งผลให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ไม่เหมาะแก่การปลูกข้าว โดยปัจจุบัน มีเนื้อที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง 8.29 ล้านไร่ ผลผลิตรวม 27.24 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการอยู่ที่ 40.75 ล้านตัน จึงยังต้องการผลผลิตเพิ่มอีก 13.51 ล้านตัน ซึ่งไทยยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อแปรรูปและส่งออก 

 
 
 
ภัยสังคม! รวบเกย์หื่นลวงเด็กชายทำอนาจาร ไม่เว้นแม้อยู่ใน'เนอเซอรี'

ภัยสังคม! รวบเกย์หื่นลวงเด็กชายทำอนาจาร ไม่เว้นแม้อยู่ใน'เนอเซอรี'

วันศุกร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561, 14.47 น.

20 ก.ค. 61 เวลา 13.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผกก.2 บก.ป. , พ.ต.ท.มนูญ แก้วก่ำ รอง ผกก.4 บก.ป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.2 และ กก.4 บก.ป. ร่วมกันทำการจับกุมตัวนายสุทธิพงษ์ สลีสองสม อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 302 /1 ถ.พหลโยธิน ต.หัวเวียง อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1644/2561 ลงวันที่ 19 ก.ค. 2561 ข้อหา “ กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี, โทรมเด็กหญิงหรือกระทำกับเด็กชายในลักษณะเดียวกัน, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุอายุไม่เกินสิบห้าปี ,พาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร, พรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง เพื่ออนาจาร” โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บ้านเลขที่ 320/1 ถ.พหลโยธิน ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง

พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียได้ทำการจับกุมนายฤชา โต๊ะพุทชา ในข้อหาครองครองสื่อลามกอนาจารเด็ก ก่อนที่ต่อมาจะมีการตรวจพบภาพ นายฤชาฯ กับ ชายไทยอีกคนหนึ่ง กำลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเด็กไทย จำนวนหลายคนในโทรศัพท์มือถือของนายฤชาฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียจึงได้ประสานงานส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ผ่านทางตำรวจสากล เพื่อสืบสวนขยายผล

กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่า เด็กที่ถูกล่วงละเมิดพักอาศัยอยู่ย่านมีนบุรี คือ ด.ช.เอ และ ด.ช.บี นามสมมุติ อายุ 10 ปี และ 9 ปี ตามลำดับ จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและได้พูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กทั้งสอง จนทราบว่าผู้ต้องหาที่ปรากฏตามภาพคือนายสุทธิพงษ์ ผู้ต้องหารายนี้ จึงได้ให้ผู้ปกครองของเด็กทั้งสองแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาจนมีการออกหมายจับดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้นำกำลังลงพื้นที่สืบหาเบาะแสจนกระทั่งทราบว่าปัจจุบันผู้ต้องหารายนี้กบดานซ่อนตัวอยู่ที่บ้านพักใน จ.ลำปาง จึงนำกำลังเข้าติดตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว

พ.ต.ท.พัฒนพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้เข้าทำการตรวจค้นภายในบ้านพักของผู้ต้องหารายนี้ ที่ จ.ลำปางและบ้านพักของนายฤชา ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวไปก่อนหน้านี้ อีก 1 จุดในพื้นที่ย่านมีนบุรี ซึ่งจากการตรวจค้นพบภาพ และคลิปวีดีโอ ที่เข้าข่ายเป็นสื่อลามกอนาจารเด็กอีกเป็นจำนวนมากภายในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ของผู้ต้องหา จึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง ก่อนคุมตัวมาสอบปากคำที่กองปราบฯ

จากการสอบสวน นายสุทธิพงษ์ ให้การรับสารภาพว่า ปัจจุบันตนเองประกอบอาชีพเป็นช่างติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์ โดยก่อนหน้านี้ตนและนายนฤชา ได้คบหาเป็นแฟนกัน แต่ด้วยความที่ตนและนายนฤชามีรสนิยมทางเพศชื่นชอบเด็กผู้ชายเหมือนกัน จึงได้ร่วมกันล่อลวงเด็กชายอายุระหว่าง 5 – 10 ปี จำนวนหลายคนมากระทำการล่วงละเมิดทางเพศหลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังสืบทราบอีกว่านอกเหนือจากเด็กชายเอและเด็กชายบี ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศตามภาพหลักฐานแล้ว ยังมีเด็กผู้ชายในพื้นที่จังหวัดลำปางอายุประมาณ 4-5 ปี อีก 2 คน ถูกนายสุทธิพงษ์ ล่วงละเมิดทางเพศด้วยเช่นกัน

ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ประสานแจ้งไปยังผู้ปกครองของเด็กให้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติม ที่ สภ.เมืองลำปางเพิ่มเติมอีก 2 คดี นอกจากนี้จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและรูปภาพต่างๆภายในโทรศัพท์มือถือของนายสุทธิพงษ์ ยังพบอีกว่าในช่วงขณะที่นายสุทธิพงษ์ฯ เคยอาสาไปช่วยงานดูแลเด็กในเนอเซอรีแห่งหนึ่งในพื้นที่อ.เมืองลำปาง นั้นยังได้ก่อเหตุกระทำอนาจารเด็กในเนอเซอรี่ดังกล่าวอีกหลายคน ซึ่งทางตำรวจกองปราบปรามจะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาตามหมายจับก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 
 
 
......................................................
 
20 กรกฎาคม 2561

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net