วันที่ พุธ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฝ่าสายหมอก ชมดอกหงอนนาค บนภูสอยดาว


ทุ่งดอกหงอนนาคบนภูสอยดาวจะบานดารดาษตั้งแต่เดือน ส.ค.-ต.ค.ของทุกปี
       ช่วงเดือนนี้ดูเหมือนว่าบ้านเราจะเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว ยิ่งในเมืองกรุงด้วยแล้วฝนตกครั้งหนึ่งก็มีปัญหาการจราจรติดขัดตามมา ในขณะที่ฝนตกในกรุงเทพฯทำคนบ่นเพราะรถติด เฉอะแฉะ และส่ออาการน้ำท่วม แต่ที่ "ภูสอยดาว" อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ กลับเป็นข้อยกเว้น ว่ากันกันว่าที่นี่สวยงามที่สุดก็ในช่วงหน้าฝนนี่แหละ เพราะจะเต็มไปด้วยทุ่งทะเลดอกไม้ที่บานสะพรั่งรับหยาดฝน
       
       เรื่องนี้จริงหรือเท็จคงต้องไปพิสูจน์กัน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว"ผู้จัดการท่องเที่ยว"มีความใฝ่ฝันมานานถึงการเดินขึ้นสู่ภูสอยดาว สะดุดใจตั้งแต่ชื่อเรียกนึกนิยมชมชอบคนตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ ช่างตั้งได้ไพเราะเพราะพริ้งเสียจริง เมื่อสบโอกาสเหมาะ จึงนัดสมัครพรรคพวกที่มีใจรักการผจญภัยในป่ากว้างดุจเดียวกันออกตะลุยภูสอยดาว

ดอกหงอกนาคสีม่วงอ่อนราชินีแห่งภูสอยดาว
       ขอบอกว่างานนี้เป็นการเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์ เราเตรียมทุกอย่างกันเองทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเต็นท์ อาหารซึ่งก็ไม่พ้นอาหารกระป๋องเป็นส่วนใหญ่ เสื้อกันฝน หยูกยาและอีกสารพัดร้อยแปด ที่สำคัญคือการเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะได้ยินคำขู่มาไม่น้อยถึงความโหดของดินแดนแห่งนี้มานาน จากนั้นก็ถือฤกษ์งามยามปลอดเดินทางขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวทันทีอย่างบ่ยั่นต่อฟ้าฝน
       
       จากจังหวัดพิษณุโลก"ผู้จัดการท่องเที่ยว"ใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 ชั่วโมงก็มาถึง"ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูสอยดาว" ซึ่งพอถึงก็รีบช่วยกันแบกของขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่อุทยานชั่งน้ำหนักทันที

ลูกหาบผู้มีพระคุณที่ช่วยขนสัมภาระให้
       งานนี้เราตั้งปฏิญาณไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะเดินขึ้นตัวเปล่าเท่านั้น สมบัตินอกกายทั้งหลายขอยกให้ลูกหาบผู้เชี่ยวชาญเส้นทางแบกดีกว่า ทีแรกตั้งเป้าไว้ว่าข้าวของทั้งหมดไม่น่าจะเกิน 70 กิโลกรัม แต่พอได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ชั่งของ เอ่ยปากออกมาเท่านั้นลมจับกันเป็นแถว "100กิโลกรัมพอดี กิโลกรัมละ15บาท เป็นเงิน1,500บาทครับ"บอกอย่างเสียงดังฟังชัด เล่นเอาพวกเราคิดหนักกันทีเดียวด้วยเกรงว่า งบจะบานปลายไหมหนอ
       
       ชั่งของเสร็จแล้วจ่ายเงินเรียบร้อยก็ได้เวลาเริ่มต้นผจญภัย เพื่อขึ้นสู่ลานสนภูสอยดาวกัน ก่อนขึ้นสู่ภูสอยดาวก็พากันแวะไหว้ "ศาลเจ้าพ่อภูสอยดาว"เอาฤกษ์เอาชัยให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ เพราะเห็นหนทางข้างหน้าก็นึกหวั่นๆเหมือนกัน
       
       การเดินทางขึ้นสู่ลานสนบนภูสอยดาวต้องเดินเท้าเป็นระยะทางไกล 6.5 กิโลเมตร โดยปกติใช้เวลา 4-6 ชั่วโมง หลังจากเวลา 14.00น.ทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไป รวบรวมกำลังกายกำลังใจเฮือกใหญ่ ก่อนเริ่มเดินขึ้นภูสอยดาวในเวลาประมาณเก้าโมงเช้า

ข้ามสะพานกันอย่างระมัดระวัง
       เส้นทางเดินขึ้นภูสอยดาวนี้ในช่วงแรกจะเป็นการเดินเลียบ "น้ำตกภูสอยดาว"ที่ตั้งอยู่ด้านล่างใกล้บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของทางอุทยานฯ มีบางช่วงที่ต้องข้ามสะพานเพราะเป็นลำธารอยู่เบื้องล่าง ช่วงแรกก็มีการส่งเสียงพูดคุยหยอกล้อกันบ้างตามประสาคนที่ยังมีแรงเดินอยู่ เป้าหมายแรกของพวกเราคือการแวะพักที่ "เนินส่งญาติ"ซึ่งเป็นเนินแรกของภูสอยดาว แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะถึงสักที จนทนไม่ไหวเลยเปลี่ยนเป้าหมายเป็นเหนื่อยตรงไหนหยุดตรงนั้นแทน
       
       กว่าจะถึงเนินส่งญาติก็เล่นเอาหลายคนเกิดความรู้สึกเปลี่ยนใจอยากกลับบ้าน เพราะเราเพิ่งเดินมาได้เพียงกิโลเมตรกว่าๆ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลนัก ที่ปลายสุดของเนินส่งญาติ สังเกตเห็นมีทางแยกลงไปชม "แก่งลำน้ำภาค"อีก 200 เมตรแต่ก็ไม่มีใครสนใจจะลงไปชมกัน เพราะอยากขึ้นไปให้ถึงลานสนภูสอยดาวเร็วๆ
       
       ถัดจากเนินส่งญาติมาเป็นเนินปราบเซียน เนินป่ากูด เนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง และเนินสุดท้าย"เนินมรณะ"ที่เป็นทางชันมีแต่ขึ้นอย่างเดียว เดินทางถึงช่วงนี้ดีกรีการเร่งฝีเท้าเริ่มลดลงไม่ใช่ว่าเป็นเพราะเหนื่อยแต่เพราะความงดงามของทัศนียภาพแห่งขุนเขาและสายหมอกต่างหากที่รั้งเราไว้ เดินไปไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดถ่ายภาพเป็นอย่างนี้ตลอดจนขึ้นสู่ลานสน

เบิกบานถ่ายภาพกันท่ามกลางทุ่งดอกหงอนนาค
       ขาขึ้นนี้โชคดีอยู่อย่างหนึ่งคือไม่เจอฝนตกหนัก เจอแค่เปาะแปะให้รู้ว่าถิ่นนี้ฝนชุกเท่านั้น เสื้อกันฝนที่เตรียมมาเลยยังไม่ได้ออกโรงใช้เวลา 6 ชั่งโมง ราวบ่าย3โมงพวกเราก็สามารถตะเกียงตะกายผ่านป่าหญ้า ป่าไผ่ขึ้นมายืนอยู่บนลานสนภูสอยดาวกันแล้ว
       
       บริเวณลานสนภูสอยดาวตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,633 เมตร มีลักษณะเป็นภูเขายอดตัดคล้ายภูกระดึง ปกคลุมด้วยสนสามใบพื้นที่ด้านล่างประกอบด้วยดอกหญ้านานาชนิด ทั้ง ดอกหงอนนาคที่จะบานในช่วงหน้าฝน กระดุมเงินและสร้อยสุวรรณาที่จะบานในช่วงปลายฝนต้นหนาว เมื่อขึ้นมาถึงสิ่งแรกที่มองหาก็ไม่พ้น "ดอกหงอนนาค" ดาวเด่นของที่นี่
       
       หงอนนาค หรือที่บางแห่งเรียกว่า หญ้าหงอนเงือก(เลย), น้ำค้างกลางเที่ยง(สุราษฎร์ธานี),หงอนพญานาคไส้เอียน(อุบลราชธานี),ว่านมูก(หนองคาย) เป็นพืชล้มลุก มักมีลำต้นใต้ดิน หรือลำต้นเหนือดินอวบน้ำ มีการแตกกิ่งก้าน ลำต้นตรงหรือคืบคลานไปตามดิน ไม่มีการเจริญเติบโตขั้นที่สอง ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ดอกมีสีม่วงอ่อน หรือสีม่วงน้ำเงิน(มีดอกสีขาวและสีชมพูบ้างแต่ก็เป็นส่วนน้อย) ดอกหงอนนาคจะบานตั้งแต่เดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม

ยามเย็น ณ ทุ่งดอกหงอนนาค ภูสอยดาว
       สำหรับดอกหงอนนาคบนภูสอยดาวนี้ไม่ได้ทำให้เราผิดหวังแต่อย่างใด เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้นดารดาษไปด้วยดอกหงอนนาคที่แข่งกันบานชูช่อเบ่งเต็มท้องทุ่ง ภาพสีม่วงอ่อนจางๆของดอกยามถูกไอแห่งหมอกฝนบดบังดูงดงามเป็นประหนึ่งภาพฝัน
       
       พวกเรากระโจนสู่ทุ่งดอกหงอนนาค ร่วมชักภาพแบบไม่ยั้งจนหนำใจจึงพากันเดินเท้าต่อไปที่ "ลานกางเต็นท์"ซึ่งเดินไปอีกไม่ไกลเท่าไหร่ อากาศข้างบนลานสนปลอดโปร่งเย็นสบาย พื้นหญ้าค่อนข้างแฉะคงเพราะมีสายฝนโปรยปรายลงมา
       
       เมื่อถึงลานกางเต็นท์ก็เริ่มลงมือช่วยกันกางเต็นท์ ช่วงที่เรามาจำนวนนักท่องเที่ยวมีไม่มากเท่าไหร่ ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับคงที่ต้องการสูดอากาศให้เต็มปอดท่ามกลางความสงบ เราติดต่อขอเช่าผ้าห่มจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวข้างบน อัตราราคาผ้าห่มอยู่ที่ผืนละ 50 บาท ต่อคืนนอกจากผ้าห่มแล้วก็ยังมีเต็นท์ เตาถ่าน ให้เช่าอีกด้วย จัดการกับเต็นท์เรียบร้อยก็หุงหาอาหารกินกันอย่างง่ายๆ

ลานกางเต็นท์บนลานสนที่โอบล้อมด้วยทะเลดอกไม้
       จากนั้นก็พากันไปอาบน้ำห้องน้ำที่นี่แบ่งเป็นห้อง ๆ สะอาดดี แต่ต้องตักน้ำจากลำธารใกล้ๆมาอาบกันเองเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สร้างความสนุกในทริปนี้ วันแรกของเราบนลานสนภูสอยดาวหมดไปอย่างรวดเร็ว พวกเราสั่งลาคืนแรกด้วยการพากันไปยืนชมพระอาทิตย์ตกดินที่จุดชมวิวซึ่งก็ไม่ผิดหวังงดงามเหนือคำบรรยาย
       
       คืนแรกนั้นเรานอนกันแต่หัวค่ำด้วยความหมดแรง ตั้งใจจะออมแรงไว้ลุยต่อในวันพรุ่งนี้ แต่ก็ต้องตื่นมากลางดึกเพราะฝนตกอย่างหนัก โชคดีที่เต็นท์แข็งแรงมั่นคงจึงอยู่รอดกันจนถึงเช้า เสียดายเพียงตื่นเช้ามาไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นดังที่ตั้งใจเพราะหลังฝนซาหมอกลงจัดบดบังไปทั่ว
       
       เลยเปลี่ยนเป้าหมายไปยังจุดหมายต่อไปให้ไวขึ้น ด้วยการเดินชม "หลักเขตชายแดนไทย-ลาว" ระหว่างทางเดินจะสามารถมองเห็นยอดภูสอยดาวที่มีระดับความสูง 2,102 เมตร ตระหง่านอยู่กลางม่านหมอกขาว ซึ่งหากนักท่องเที่ยวคนใดต้องการขึ้นไปควรสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ก่อน เพราะจากลานสนขึ้นสู่ยอดภูเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องใช้เวลาไปกลับร่วมวันทีเดียว บนยอดสูงสุดภูสอยดาวจะมีหน้าผาชันชื่อผาอินทรีย์ เป็นจุดชมวิวเมื่อมองลงมาจะเห็นพื้นที่ราบลานสนได้ชัดเจน สำหรับ "ผู้จัดการท่องเที่ยว"ขอพิชิตแค่ลานสนภูสอยดาวก็พอใจแล้ว

หลักเขตไทย-ลาวกลางสายหมอกอีกหนึ่งจุดถ่ายรูปยอดนิยม

       ที่หลักเขตแดนไทย-ลาวนี้เป็นอีกหนึ่งมุมถ่ายภาพยอดนิยม อีกทั้งยังเป็นจุดเดียวบนภูสอยดาวที่มีสัญญาณโทรศัพท์ แต่สัญญาณก็ไม่ค่อยชัดเจนนักแวะถ่ายภาพชมทุ่งดอกหงอนนาคกันอยู่นาน ก็พากันเดินทางกลับลานกางเต็นท์มากินข้าวเอาแรงก่อนที่จะตะลุยน้ำตกกันต่อในตอนต่อไป...(อ่านต่อตอนหน้า)
       
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       
       "อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว"ตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยมุ่น อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ การเดินทางสู่ภูสอยดาว จากตัวเมืองพิษณุโลก ใช้ทางหลวงเลข 11 ที่มุ่งตรงไปยัง จ.อุตรดิตถ์ ถึง อ.วัดโบสถ์ ให้แยกขวาไปบ้านโป่งแคตามทางหลวงหมายเลข 1206 ถึงสามแยกบ้านโป่งแค เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 1143 มุ่งตรงไปจนถึง อ.ชาติตระการ เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 1237 วิ่งตรงไปอีก 71 กม ถึงแยกทางหลวงสาย 1268 เลี้ยวซ้ายไปภูสอยดาว ระยะทาง 58 กม. ติดต่อสอบถามโทร.0-5543-6001 หรือ อีเมล์.phusoidao07@hotmail.com
        

การเดินทางไปจังหวัดอุตรดิตถ์

   รถยนต์
       

       จังหวัดอุตรดิตถ์ห่างจากกรุงเทพฯ 491 กิโลเมตร สามารถเดินทางไปได้ 2 เส้นทาง คือ
       
       1. จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท เข้านครสวรรค์ จากนั้นใช้เส้นทาง 117 เข้าพิษณุโลก และทางหมายเลข 11 จนถึงอุตรดิตถ์
       
       2. ใช้เส้นทางกรุงเทพฯ – สิงห์บุรี แล้วขับเลยไปถึงอำเภออินทร์บุรี (ทางหลวงหมายเลข 311) แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 11 (สายอินทร์บุรี-ตากฟ้า) จนถึงทางหลวงหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) เลี้ยวซ้ายไปอีก 8 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 11 จนถึงอุตรดิตถ์
       
       รถไฟ
       

       จากสถานีรถไฟหัวลำโพง มีรถไฟไปอุตรดิตถ์ทุกวัน รายละเอียดติดต่อ โทร. 1690, 0 2223 7010, 0 2223 7020 www.railway.co.th
       
       รถโดยสารประจำทาง
       

       บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสาร ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 มีรถยนต์โดยสารธรรมดา และรถโดยสารปรับอากาศ จากกรุงเทพฯ สู่อุตรดิตถ์ทุกวัน รายละเอียดติดต่อ โทร. 0 2936 2852 – 66 www.transport.co.th หรือบริษัทขนส่งเอกชน เชิดชัยทัวร์ โทร. 0 2936 0199 และวินทัวร์ โทร. 0 2936 3753 - 4

โดย ผู้จัดการออนไลน์  http://www.manager.co.th/Lite/ViewNews.aspx?NewsID=9500000101825


โดย อิศรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net