วันที่ พุธ สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แม่ของผม


เดือนนี้ เดือนสิงหาคมเป็นเดือนแห่งวันแม่ หลายบล๊อคในโอเคชั่นต่างก็เขียนเรื่องราวของแม่ รวมทั้งพี่สาวของผมด้วยพี่แอน(anytime) ผมได้เข้าไปอ่านในบล๊อกของพี่แอนมาหลายรอบแล้ว อ่านทีไรน้ำตาพาลจะไหลออกมาทุกที ขอให้พี่แอนได้อยู่ด้วยกันกับแม่ไวไวนะครับ และนี่ก็หลายวันแล้วที่พี่แอนให้การบ้านมาทำนั่นก็คือเขียน “เรื่องของแม่”ของผม ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะพี่แอน ช่วงนี้ผมยุ่งมากจริงๆเพราะงานจากการเรียน4วิชาในเทอมนี้มันหนักหนาเอาการอยู่ โดยหนักสุดน่าจะเป็นการทำหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ “ดุสิตโพสต์”ที่ตอนนี้หายใจเข้า-ออกก็มีแต่หาข่าว ทำข่าว หาสปอนเซอร์ลงโฆษณา คิดนู่น คิดนี่เพื่อให้งานออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

 หลายครั้งที่รู้สึกเหนื่อยและท้อ และทุกครั้งที่ผมเหนื่อยมากผมมักจะโทรไประบายความทุกข์กับแม่ ซึ่งแม่ก็รับฟังผมและคอยเป็นกำลังใจให้ลุกขึ้นสู้ต่อไปเสมอ  ใช่แล้วครับ….ผมไม่ได้อยู่กับแม่เหมือนกับนักศึกษาอีกหลายคนที่จากบ้านนอกเข้ามาเรียนต่อที่เมืองกรุง หรือคนต่างจังหวัดที่จากบ้านมาหางานทำที่มหานครแห่งนี้ผมอาศัยอยู่กับน้องของพ่อซึ่งก็คือคุณอาที่แสนจะใจดี โดยย้ายสำเนามาอยู่ที่บ้านของคุณอาด้วย ที่หมู่บ้านเคซี สุวินทวงศ์ เขตหนองจอก ส่วนแม่ของผมก็รับราชการอยู่ที่จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเราทั้งสองเหมือนกัน

 ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เล็กจนโตที่ผมอยู่ด้วยกันกับแม่และน้องชายอีกคน เราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะมาก มีทั้งรอยยิ้มและน้ำตา ตอนเด็กๆผมกับน้องจะเป็นเด็กที่เรียนดี เพราะมีแม่เป็นถึงครูเรื่องการเรียนต้องกวดขันเป็นอย่างมากแต่เรื่องนิสัยผมกับน้องต่างกันมาก  แม่มักจะมีกฏมาบังคับให้ทำนู่นทำนี่น้องผมว่านอนสอนง่ายหน่อย  ส่วนผมนี่แหกกฏเป็นประจำเลยมักจะโดนแม่ตีบ่อยๆ ตอนเด็กมักจะแย่งของเล่นกับน้องทำให้ทะเลาะกันทุกทีและสุดท้ายผมก็โดนตี และแม่ก็มักจะพูดว่า “ลูกเป็นพี่นะ ต้องเสียสละให้น้องสิ”ซึ่งตอนเด็กๆผมก็ไม่รู้หรอกว่าเสียสละเป็นยังไง แต่พอโตขึ้นอีกหน่อย “กู๋อุ้น” น้องชายของแม่ ได้เล่าให้ฟังเรื่องของแม่ในอดีตว่าเคยผ่านอะไรมาบ้าง ซึ่งกู๋อุ่นเล่าว่า ตอนเด็กของแม่ลำบากมากเพราะครอบครัวของแม่อากงและอาม่า ทำสวนยางพารา ซึ่งรายได้ก็ไม่ได้มากมายอะไรมากนักที่พอจะเลี้ยงลูก7คนให้สบายได้ แม่ต้องออกไปช่วยอากงกับอาม่ากรีดน้ำยางในช่วงดึกตี1ตี2 สมัยนั้นที่บ้านอากงยังไม่มีรถราให้ใช้เวลาไปไหนมาไหนต้องเดินเท้า ซึ่งสวนยางกับบ้านห่างกันประมาณ2กิโลเมตร แม่ต้องเดินไปกรีดยางกับอากงและเดินกลับมาบ้านรุ่งเช้าก็ต้องเอาขนมที่อาม่าทำไปขายที่ตลาดใกล้บ้านซึ่งห่างออกไปประมาณ1กิโลเมตรตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ซึ่งการเดินทางก็ต้องเดินไปอีก2กิโลเมตร รวมวันนึงแม่ต้องเดินอย่างน้อย10กิโลเมตร ซึ่งตอนนั้นแม่ยังเด็กอยู่อายุเพียง7-8 ขวบ และแม่ก็ทำเรื่องมาจนเมื่อน้องๆโต ขึ้นมาพอช่วยงานได้ แม่จึงมีเพื่อนร่วมเดินทางไปกรีดน้ำยาง  แม่ต้องคอยดูแลน้องๆแทนอาม่าเวลาที่อาม่า ไปซื้อของ ทำกับข้าว ทำทุกอย่างให้น้องทุกคนมีความสุขเสมอ คอยสอนน้องให้เป็นเด็กดี ในฐานะที่แม่เป็นพี่คนโต แม่เสียสละหลายอย่างเพื่อน้องได้เสมอ
 

กู๋อุ้น เล่าว่าหลังจากที่แม่เรียนจบครู แม่ก็รีบทำงานส่งน้องเรียนต่อ เพื่อช่วยอากงกับอาม่าอีกทางหนึ่งด้วย เงินเดือนที่แม่ได้รับตอนนั้นแม่เก็บไว้ใช้เพียงส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งแม่ได้ส่งน้องคนรองเรียนซึ่งก็คือกู๋อุ้น และแม่ก็ส่งกู๋อุ้น จบนิติศาสตร์จากรามคำแหง เพียงคนเดียว โดยไม่รบกวนอากงกับอาม่าเลย  และหลังจากนั้นแม่กับกู๋อุ้นก็ส่งน้องคนอื่นๆจนจบหมดทุกคนแล้ว

เรื่องที่กู๋เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับแม่มีอีกเยอะแยะ ซึ่งทุกเรื่องที่ผมได้ฟังนั้นทำให้ผมยิ่งภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นลูกของแม่คนนี้  และสัญญาว่าจะไม่ทำแม่ผิดหวัง แต่แล้วผมก็ต้องทำให้แม่ร้องไห้จนได้ เมื่อมาถึงจุดเปลี่ยนช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อผมกับแม่ค่อนข้างห่างเหินกันและผมก็มักจะติดเพื่อนเอามาก และคิดว่าแม่ไม่ค่อยสนใจผมเท่าไหร่ ระยะห่างของผมกับแม่มากขึ้น โดยตอนนั้นได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและการพนัน เหล่าอบายมุขทั้งหลายที่ทำให้ผมเปลี่ยนไป ซึ่งผมไม่อยากที่จะกลับไปนึกถึงช่วงเวลานั้นจึงไม่ขอเล่ารายละเอียดมากนะครับว่าผมทำอะไรมาบ้าง เอาเป็นว่าสุดท้ายผมก็ได้สำนึกตัวเอง และเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าคนเก่าเพื่อแม่ หลังจากได้เรียนรู้อะไรมาเยอะแยะมากมายในช่วงวัยรุ่น สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือ คนที่รักผมมากที่สุดก็คือแม่ของผมเอง ไม่ว่าผมจะเคยเลวมาแค่ไหน เคยทำอะไรให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่แม่ก็อภัยให้ผมเสมอ ถึงแม้ว่าตอนแรกแม่จะโกรธมากและคิดว่าคงจะไม่เข้าใจผมอีกต่อไปแล้ว แต่แม่ก็ให้โอกาสผมเสมอ

 ผมกับแม่เริ่มคุยกันมากขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วแม่ผมเป็นคนที่ค่อนข้างหัวโบราณไปหน่อยทำให้การสื่อสารบางอย่างของเราไม่ค่อยเข้าใจกัน แม่คิดอย่างนี้แต่ผมคิดอย่างนี้ เหมือนแม่มาบังคับกันมากเกินไป ผมจึงบอกกับแม่ว่าอยากให้แม่เป็นทั้งแม่และเพื่อนของผม รับฟังผมบ้าง ฟังความคิดของผมหน่อย ตรงนี้ผมคิดว่าหลายบ้านก็คงมีกรณีนี้เยอะอยู่ในสังคมไทยเรา ที่พ่อแม่มักจะยัดเยียดความคิดของตัวเองให้กับลูกมากเกินไปจนทำให้ลืมไปว่าแท้ที่จริงแล้วลูกต้องการอะไรเคยถามความเห็นเขาบ้างหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ผมเองก็พยายามคุยกับแม่เหมือนกับเพื่อนคนหนึ่งและแม่ก็รับฟังผมมากขึ้นจนทำให้ตอนนี้เราจูนกันได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก บางครั้งเราพูดเล่นกันเหมือนไม่ได้เป็นแม่กับลูกก็มี

 การมาเรียนที่นี่ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของผมกับแม่ห่างไปเหมือนเมื่อก่อน ผมกับแม่คุยโทรศัพท์กันบ่อย สัปดาห์ละ3-4ครั้งส่วนใหญ่ผมจะโทรไปหาแม่มากกว่า เพราะผมเป็นห่วงแม่เรื่องสุขภาพมาก แม่มักจะ “เป็นลม”บ่อยๆยิ่งตอนนี้แม่อยู่คนเดียวด้วยแล้ว (พ่อไม่ค่อยอยู่บ้านต้องเข้าเวรบ่อยๆ) และน้องก็มาเรียนต่อที่นี่อีกคน(ตอนนี้อยู่ปี2 ม.กรุงเทพ) ทำให้ผมเป็นห่วงแม่มากยิ่งขึ้น ไม่มีใครคอยดูและแม่  ผมกลัวประกอบกับผมเพิ่งเสียเพื่อนในห้องที่เรียนด้วยกันด้วย “โรคลมบ้าหมู” มาเมื่อต้นเทอมนี้เอง ทำให้ผมยิ่งเป็นห่วงแม่ขึ้นทวีคูณ ผมโทไปเล่าให้แม่ฟังเรื่องเพื่อนคนนั้นแม่ก็ร้องไห้ออกมาบอกว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แม่จะต้องอยู่รอลูกจบครบทุกคนก่อน” ผมน้ำตาไหลบ่าลงมาทั้งสองแก้มทันที และคิดว่าผมจะต้องรีบเรียนให้จบและบวชทดแทนบุญคุณให้แม่โดยเร็ว 

 ผมเชื่อว่าแม่ของผมหรือแม่ของใครอีกหลายคนก็รักลูกเป็นห่วงลูกมากทุกคน เพราะฉะนั้นผมอยากให้ลูกทุกคนรักแม่ให้มากๆดูแลแม่ให้ดีๆ เพราะเราไม่มีวันจะรู้เลยวันไหนที่แม่จะจากเราไป

 สำหรับวันแม่ที่ผ่านมาผมส่งโปสการ์ดไปให้แม่ และโทรไปบอกรักแม่ แต่ปีหน้าผมคงได้กลับไปกอดแม่และกราบเท้าแม่อย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ 

        ... "รักแม่" ...ที่สุดในโลกเลย

โปสการ์ดน่ารักๆจากตลาดน้ำอัมพวา

โดย skyhoop

 

กลับไปที่ www.oknation.net