วันที่ อังคาร สิงหาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นายกฯขออภัยหงุดหงิด บอกเบื่อข่าวพท.-ปชป.-พลังประชารัฐก็ไม่สนใจ


สวัสดีครับ

         พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบายความอัดอั้นออกจากอก เสมือนถ่ายตะกอนที่คั่งค้างอยู่ข้างในนั่นเอง ซึ่งหากทุกคน

ทุกฝ่ายมีความเมตตาเห็นอกเห็นใจกันและกัน ก็คงจะมีความผ่อนปรนกันบ้าง แต่ประเทศไทยยามนี้ มีคนบางจำพวกที่ต้องการ

ก่อกวนไม่ให้อยู่กันอย่างเป็นสุขมากกว่า เพราะฉะนั้น คำพูดของท่านนายกฯที่หลั่งไหลออกมา อาจจะกลายเป็นความพึงพอใจ

ของบุคคลเหล่านั้นก็ได้

         ด้วยเหตุดังกล่าว ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะขออนุญาตบอกกับนายกฯว่า โปรดระงับความรู้สึกหงุดหงิดกับการก่อกวนต่างๆเสีย

เถิดครับ แล้วหากท่านมีภาระที่พึงกระทำเพื่อบ้านเมืองก็ขอให้ท่านทำตามที่ท่านตั้งใจต่อไป ส่วนการแถลงผลงานดังที่ท่านแถลง

ตอนเย็นวันศุกร์ท่านก็ควรทำต่อไปอีก เพราะท่านเป็นนายกฯคนแรกที่มีการแถลงสรุปผลงานเป็นรายสัปดาห์เช่นนี้นะครับ

         แต่สำหรับการที่ท่านจะโต้ตอบกับสื่อนั้น หากท่านสะดุดหูด้วยประการใด ก็ขอได้โปรดอย่าได้แสดงความเกรี้ยวกราดออก

มาเลยครับ ขอให้ท่านนึกถึงกฎทศพิธราชธรรมเอาไว้จะเป็นการดีด้วยประการทั้งปวงครับ

 


 

 

นายกฯขออภัยหงุดหงิด บอกเบื่อข่าวพท.-ปชป.-พลังประชารัฐก็ไม่สนใจ

นายกฯขออภัยหงุดหงิด บอกเบื่อข่าวพท.-ปชป.-พลังประชารัฐก็ไม่สนใจ

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 16.32 น.

7 ส.ค.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี    และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคร่วมพลังประชาชาติไทย(รปช.) เตรียมจัดคาราวานเดินสายปราศรัยทั่วประเทศ มีการขออนุญาตคสช.หรือไม่ว่า เรื่องนี้ตนไม่อยากจะตอบในภาพรวมที่มันเกิดผลกระทบกระทั่งกับใคร ซึ่งบอกไปแล้วว่าในช่วงนี้ทุกคนต้องขออนุญาตขึ้นมาว่าจะทำอะไร ส่วนจะได้รับอนุมัติหรือไม่เป็นเรื่องของคสช.จะพิจารณา โดยจะมองในประเด็นความสงบสุข สันติสุข

นายกฯกล่าวว่า ทั้งนี้เถ้าทุกคนไปไหนมาไหนก็ได้ หรือมีอภิสิทธิ์นั้น ตามปกติไม่ได้ จะเห็นว่า รัฐบาลวันนี้ผ่อนผันไปเยอะแล้ว มันก็ไม่ใช่กลุ่มนั้นกลุ่มนี้อย่างเดียว ทุกกลุ่มก็เคลื่อนไหวกันหมด แต่เราไม่ต้องการสร้างผลกระทบกับการจราจร หรือสร้างความวุ่นวาย เพราะวันนี้ยังไม่ได้ผ่อนผันเรื่องการเลือกตั้งการหาเสียงเลย อันนั้นคงต้องรอกฎหมายเลือกตั้งลงมาก่อน คสช.จึงจะคลายล็อกต่างๆ ให้สามารถดำเนินการได้ทุกอย่าง ขอให้รอซักนิด

“ในส่วนของการทำงานทางการเมือง อย่างที่บอกไปแล้วใครจะพูดอะไรก็พูดไป แต่อย่าบิดเบือนก็แล้วกัน ทั้งนี้ ต้องดูกติกาของคสช.ด้วย การเดินสายต่างๆ เหล่านี้ต้องดู ตอนนี้คสช.ดูอยู่แล้วไม่ต้องห่วง ถ้ามีอะไรที่ไม่ดีขึ้นมา ไม่ใช่เอื้อประโยชน์กับใครหรอก” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังตอบคำถามเสร็จสิ้น พล.อ.ประยุทธ์ ถามสื่อว่ามีอะไรจะถามอีกหรือไม่ พร้อมกับกล่าวว่า “ขอร้องเถอะวันนี้บ้านเมือง ก็ยังดีอยู่ในหลายๆอย่างด้วยกัน  ดังนั้นผมอาจจะนี่นู้นไปบ้าง ก็ขออภัยด้วยแล้วกัน พอดีเมื่อวานและวันก่อนหงุดหงิดเรื่องทำอย่างไร เราจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ ก็สั่งการไปเยอะแยะ บางทีบางอารมณ์ก็รับคำถามไม่ได้ในบางครั้ง แต่หลายคนบอกว่านายกฯ ต้องรับได้หมด”

เมื่อถามว่า จะหยุดตอบโต้เรื่องการเมืองไปนานแค่ไหน พล.อ.ประยุทธ์       กล่าวว่า ที่พูดนี้ไม่มีการเมืองหรือ ทำไมจะปวดท้องหรือ การเมืองจะถามอะไรลองยกตัวอย่างมา

ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผิดปกติหรือไม่ในตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่มีมั้ง ถ้ามีคงพูดแล้วแหละ ไม่มีหรอก ก็อย่าไปบอกว่าเข้าข้างนู้นข้างนี้ ไม่มี ตอนนี้ดูในภาพรวมอยู่ การเดินสายของพรรคการเมืองต้องขออนุญาต การเดินสายต้องดูด้วยว่าเขาเดินไปอย่างไร เขาเดินถนนไปหรือเปล่า ถ้าเขาไปพูดจาในที่รโหฐาน ที่ต่างๆ ก็ว่าไป พอนักข่าวไปถามเขาก็ตอบมาก็เท่านั้นเอง ก็อย่าไปให้ความสำคัญตรงนี้”

ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า คสช.เป็น 1 ใน 3 ก๊ก การเมืองไทยนั้น นายกฯ กล่าวว่า “ให้สื่อไปถามนายอภิสิทธิ์ ไม่เกี่ยวอะไรกับคสช. ผมเป็นหัวหน้าคสช. ผมยังไม่ได้เกี่ยวอะไรกับใครสักคน แต่จะมองอะไรก็มองได้ ขอให้มองด้วยความเป็นธรรมหน่อย มองอดีต ปัจจุบัน อนาคต การเมืองไทยจะไปอย่างไร และการเลือกตั้งจะได้รัฐบาลมาอย่างไร หรือได้ส.ส.มาอย่างไร ประชาชนเข้าใจการเลือกตั้งดีพอหรือยัง ไม่ใช่รณรงค์การเลือกตั้ง อยากเลือกตั้งแล้วได้อะไรกลับมา วันหน้าใครรับผิดชอบ ก็โทษคสช.อีกใช่ไหม เออเนาะ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์อย่างไร    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่เอา ไม่เอา ขี้เกียจฟัง เพื่อไทย ประชาธิปัตย์” เมื่อถามว่า แล้วสนใจพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า“ไม่สนใจทุกพรรค”

 

ลูกหนี้โทร.ด่วน! ตำรวจปทุมจับนายทุนปล่อยกู้ดอกโหด ยึดโฉนดที่ดินคืน33ใบ

ลูกหนี้โทร.ด่วน! ตำรวจปทุมจับนายทุนปล่อยกู้ดอกโหด ยึดโฉนดที่ดินคืน33ใบ

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 22.06 น.

7 ส.ค.61 ที่ห้องประชุม สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นายธวัชชัย ศรีทอง หัวหน้าสำนักงานจังหวัดปทุมธานี และหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี นายภาคภูมิ มีอุดร อัยการจังหวัดปทุมธานี เจ้าหน้าที่คุ้มครองสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยรักษาความสงบอำเภอธัญบุรี และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าร่วมประชุมไกล่เกลี่ยกรณีจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดพร้อมทั้งมีการยึดโฉนดที่ดินและทรัพย์สินของลูกหนี้เอาไว้

นายธวัชชัย กล่าวว่า จังหวัดปทุมธานีทุกภาคส่วนได้ร่วมกันบูรณาการแก้ปัญหาเงินกู้หนี้นอกระบบ  เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เป็นปัญหาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุนมานาน เพื่อคืนความเป็นธรรมสู่สังคมจังหวัดปทุมธานี ได้จัดตั้ง “ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ การกู้ยืมเงินโดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม” เป็นศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและรองรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากนายทุนหนี้นอกระบบที่ทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และเป็นสื่อกลางในการเจรจาระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการกู้ยืมหนี้นอกระบบตามนโยบายของรัฐบาล

ด้าน พล.ต.ต.สุรพงษ์ กล่าวว่าตามนโยบายของรัฐบาล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กวดขันปราบปรามจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการปล่อยเงินกู้โดยเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายปรีดา จันทร์สวัสดิ์ อายุ 71 ปี และนางชัยรัตน์ จันทร์สวัสดิ์ นายทุนเงินกู้รายใหญ่มาไกล่เกลี่ยกับลูกหนี้ ซึ่งวันนี้มีมา 3 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปตรวจค้นบ้านของนายปรีดา บ้านเลขที่ 64 ซอยรังสิต-นครนายก 14 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี พบพฤติกรรมการปล่อยเงินกู้โดยการรับจำนองและฝากขายที่ดินโดยทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่สามารถยึดโฉนดที่ดินได้จำนวน 33 ใบ สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารต่างๆจำนวน 44 เล่ม และเอกสารสัญญาต่างๆจำนวนหนึ่ง โดยโฉนดที่ดินที่ยึดมาได้เป็นโฉนดที่มีการทำสัญญาขายฝากและจดจำนองไว้ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ เพื่อติดตามหาเจ้าของโฉนดที่ดินที่เอามาจำนองไว้กับนายปรีดา

ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวอีกว่า หลังจากที่ติดต่อลูกหนี้ได้แล้วนั้นก็จะนำตัวมาเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย โดยคณะกรรมการไกล่เกลี่ยที่ได้แต่งตั้งไว้ หากเจ้าของโฉนดที่ดินรายใดทำสัญญาขายฝาก หรือจำนองไว้โดยไม่เป็นธรรม สามารถติดต่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยได้โดยติดต่อที่ศูนย์ช่วยเหลือหรือประสานงานหนี้นอกระบบ สัญญาการกู้เงินที่ไม่เป็นธรรม ถูกคุกคามการทวงหนี้ผิดกฎหมายที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-959-2302-5 หรือสถานีตำรวจทุกโรงพักใน จ.ปทุมธานี และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดปทุมธานี ได้อีกด้วย

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้ง 2 ข้อกล่าวหาว่า 1.เรียกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และ 2.ประกอบธุรกิจสินเชื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งลูกหนี้ที่เคยกู้เงินหรือเอาโฉนดที่ดินมาจำนองไว้กับนายปรีดา สามารถเข้าติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดปทุมธานี เพื่อมาไกล่เกลี่ยให้ผู้เป็นหนี้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุดต่อไป

 

อย่าให้เกิดช่องว่าง! 'กฤษฎา'สั่งด่วนผู้บริหารกษ.ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาเกษตรกร

อย่าให้เกิดช่องว่าง! 'กฤษฎา'สั่งด่วนผู้บริหารกษ.ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 12.18 น.

7 ส.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ส่งการด่วนที่สุดเพื่อให้การบริหารงานเชิงพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพ โดยให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหาร กษ.ระดับกรมหรือเทียบเท่า ผู้ตรวจกระทรวง รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ ส่วนภูมิภาคและส่วนกลางในพื้นที่จังหวัดทุกหน่วย พร้อมกับผู้รับทราบผู้ว่าราชการและนายอำเภอทุกจังหวัด กรณีที่ตนมีคำสั่งมอบหมายภารกิจและกำหนดแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ โดยให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด (อ.พ.ก.) เพื่อกำหนดวิธีการและกำหนดหน่วยงานในการรับผิดชอบงานในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ชัดเจนเพื่อผลสัมฤทธิ์ของงาน

"ขอเน้นย้ำให้หัวหน้าหน่วยงาน กษ.ในพื้นที่ทุกจังหวัด ทั้งที่มีฐานะเป็นราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค ต้องประสานงานร่วมกันทำงานพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างใกล้ชิด อย่าให้เกิดช่องว่างหรือปัญหาต่างหน่วยต่างทำและไม่มีการประสานงานกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความล้มเหลวของการทำงานแก้ไขปัญหาเพื่อส่วนร่วม และปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก็ไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้น ปลัดกระทรวงฯ และผู้บริหารระดับกรมหรือเทียบเท่า รวมทั้งผู้บริหารรัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชนในสังกัด กษ.ได้อำนวยการและกำกับติดตามการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ให้เป็นไปตามแนวทางที่ได้สั่งการไปแล้วข้างต้นอย่างใกล้ชิดด้วย รวมทั้งในพื้นที่ประสบอุทกภัยเร่งสำรวจให้การช่วยเหลือเกษตรกรโดยเร็ว" นายกฤษฏา กล่าว

 

เปิดคำพิพากษา! เบื้องหลังคำสั่งยกฟ้อง ชี้‘หมอนิ่ม’ยังรักเอ็กซ์ แต่แม่แค้นแทนลูก

เปิดคำพิพากษา! เบื้องหลังคำสั่งยกฟ้อง ชี้‘หมอนิ่ม’ยังรักเอ็กซ์ แต่แม่แค้นแทนลูก

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 17.37 น.

วันที่ 7 สิงหาคม ที่ห้องพิจารณา 203 ศาลจังหวัดมีนบุรี ถ.สีหบุรานุกิจ ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีจ้างวานฆ่า นายจักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกธรรม หรือ เอ็กซ์ อดีตนักยิงปืนทีมชาติไทย หมายเลขดำ อ.383/57 ที่พนักงานอัยการศาลจังหวัดมีนบุรี  ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ และนายมานพ พณิชย์ผาติกธรรม บิดาของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ โจทก์ร่วม ยื่นฟ้อง นายจีรศักดิ์ หรือจี กลิ่นคล้าย อายุ 47  ปี มือปืน, น.ส.สุรางค์ ดวงจินดา อายุ 76 ปี, พญ.นิธิวดี  หรือ หมอนิ่ม ภู่เจริญยศ  อายุ 42 ปี, นายสันติ หรืออิ๊ด ทองเสม อายุ 32 ปี ทนายความ และนายธวัชชัย หรืออ้น เพชรโชติ อายุ 35 ปี คนขี่จักรยานยนต์ เป็นจำเลยที่ 1-5 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ, จ้างวานฆ่าฯ

กรณีเมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง 19 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 2-4 ได้ร่วมกันจ้างวานให้ จำเลย 1 กับพวกที่ยังหลบหนี ใชัอาวุธปืนยี่ห้อลูเกอร์ รุ่นโตโกเรฟ ขนาด 7.62 มม. สังหาร “เอ็กซ์-จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม”  อายุ 41 ปี อดีตนักกีฬายิงปืนทีมชาติ ตามร่างกายหลายนัดจนถึงแก่ความตาย บริเวณหน้าวัดบางเพ็งใต้ ถ.สุขาภิบาล 3 (รามคำแหง)แขวง - เขตมีนบุรี   กทม.

โดยคดีนี้ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดมีนบุรีได้มีคำพิพากษาประหารชีวิต หมอนิ่ม  และนายสันติ หรือ ทนายอี๊ด ส่วนคนขี่จักรยานยนต์ ให้จำคุกตลอดชีวิต ขณะที่ น.ส.สุรางค์ มารดาของหมอนิ่ม ให้ยกฟ้อง

โจทก์ และ จำเลยต่างยื่นอุทธรณ์

โดยวันนี้หมอนิ่ม และ น.ส.สุรางค์ มารดา เดินทางมาฟังคำพิพากษา กับนายชำนาญ ชาดิษฐ์ ทนายความ

ส่วน ทนายอี๊ด จำเลยที่ 4 ไม่มาศาลอีก ศาลได้ออกหมายจับให้ตามตัวมาฟังคำพิพากษาและริบเงินประกัน 1 ล้านบาทไว้แล้ว

ขณะที่ นางบุญคิด พณิชย์ผาติกธรรม มารดาของผู้ตาย ในฐานะผู้ร้องขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ก็เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย พร้อมกับเพื่อนของเอ็กซ์ และคนใกล้ชิด

โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษากว่า 60 หน้าเกือบชั่วโมง ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อเวลา 12.30 น.เศษ

ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า น.ส.สุรางค์ จำเลยที่ 2  มารดาของ พญ.นิธิวดี จำเลยที่ 3 เป็นผู้จ้างวานให้ นายสมจิตร หรือ ทนายอิ๊ด ติดต่อ นายจีรศักดิ์ จำเลยที่ 1 มือปืน และนายธวัชชัย จำเลย 4 คนขี่จักรยานยนต์ คนละ 200,000 บาท โดยติดต่อผ่าน นายสันติ จำเลยที่ 4 ฆ่าผู้ตายจริง เนื่องจาก น.ส.สุรางค์ ยังโกรธแค้นที่ผู้ตายมักชอบทำร้ายร่างกาย หมอนิ่ม ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียว และทำร้ายหลานสาวจนได้รับบาดเจ็บหลายครั้งหลายหน และเชื่อว่า ผู้ตายไม่สามารถแก้ไขพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายบุตรสาวได้

ส่วน หมอนิ่ม ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ยังมีความรักใคร่ผูกพันผู้ตาย ทั้งระหว่างที่เกิดปัญหากรณีทำร้ายร่ากายกันก็ยังมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งเคยพาบุตรสาวไปเยี่ยมผู้ตายที่เรือนจำทหาร และไม่คัดค้านการประกันตัวผู้ตายของศาลทหาร ทั้งที่ได้ทำร้ายร่างกายหมอนิ่มและในคดีเสพยาเสพติด้วย

ศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษาแก้ ให้ประหารชีวิต น.ส.สุรางค์ จำเลยที่ 2 ฐานใช้จ้างวานให้ฆ่าเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ผู้ตาย อย่างไรก็ตามคำให้การของ น.ส.สุรางค์ เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาบ้าง ลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุกไว้ตลอดชีวิต และให้ร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำนวน 2.5 ล้านบาท ร่วมกับจำเลยที่ 1, 4 และ 5

สำหรับจำเลยที่ 1, 4 และ5 ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ส่วนพญ.นิธิวดี  หรือหมอนิ่ม  จำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างฟังคำพิพากษา หมอนิ่ม มีอาการเสียใจ และเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด บางครั้งใช้มือปาดน้ำตาและใช้กระดาษทิชชู่ คอยซับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม 

ขณะที่ น.ส.สุรางค์ ก็ยืนฟังคำพิพากษากว่า 2 ชั่วโมงด้วยสีหน้าเรียบเฉยข้างๆบุตรสาวและญาติคนใกล้ชิด

ต่อมา นายชำนาญ ชาดิษฐ์ ทนายความ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 ล้านบาท ยื่นขอประกันตัว น.ส.สุรางค์ ระหว่างฎีกา

ต่อมาศาลพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ระหว่างฎีกา น.ส.สุรางค์ จำเลยที่ 2 โดยตีราคาประกัน 1 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

นายชำนาญ ชาดิษฐ์ ทนายความของหมอนิ่ม เปิดเผยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องหมอนิ่ม โดยสรุปได้ใจความว่า ทั้ง 2 ยังคิดที่จะกลับมาคืนดีกัน ไม่ได้ถึงขนาดที่ต้องเลิกกัน และยังมีความสงสัยในบางเรื่องบางประเด็นอยู่เกี่ยวกับความรักความผูกพันและมองว่า ถ้าหมอนิ่มจ้างวานจริง ไม่น่าต้องเอาตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยในวันนี้หมอนิ่มก็มีทั้งดีใจที่ศาลยกฟ้องและก็ยังเสียใจที่พิพากษาลงโทษแม่

เมื่อถามว่า ก่อนมาฟังคำพิพากษาหมอนิ่มมีความกังวลใจหรือไม่ นายชำนาญกล่าวว่า เป็นธรรมดาที่จะกังวลใจอยู่บ้าง เพราะไม่ทราบว่าผลคำพิพากษาจะออกมาเป็นเช่นไร แต่หมอนิ่มก็มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ด้าน นางบุญคิด พาณิชย์ผาติกรรม มารดาเอ็กซ์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วไม่ติดใจอะไร เพราะอโหสิกรรมให้แล้ว ส่วนที่ศาลยกฟ้อง หมอนิ่ม ก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะจะได้มีคนเลี้ยงหลาน ซึ่งหลานก็ติดยายด้วยเหมือนกัน  สำหรับการจะยื่นฎีกาหรือไม่นั้น ต้องขอปรึกษาทนายความก่อน

 

มท.สั่งพ่อเมืองเข้มวินัย7ข้อ2.5หมื่น‘อส.’ทั่วไทย

มท.สั่งพ่อเมืองเข้มวินัย7ข้อ2.5หมื่น‘อส.’ทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 20.00 น.

7 ส.ค.61 ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษก มท. กล่าวว่า กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน(อส.) ได้อนุมัติแผนสั่งใช้กำลังสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนปฏิบัติภารกิจ ประจำปีงบประมาณ 2561 ทั่วประเทศ เป็นกรอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของกองร้อยอาสารักษาดินแดนในสังกัดจำนวน 971 กองร้อย กำลังพลรวม 25,925 นาย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสมาชิก อส. ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้ทำหน้าที่ในการรักษาความสงบ ร่วมกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย การเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ การจัดระเบียบสังคม การบริการประชาชน การส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ และการคมนาคม ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีผลการปฏิบัติงานเป็นที่ประจักษ์ เกิดผลดีต่อทางราชการ ประชาชน เป็นที่ยอมรับ ชื่นชมของสังคมทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เป็นไปตามกฎหมาย ประกาศ และคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) รวมทั้งนโยบายรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัด มท. ในฐานะผู้ช่วยผู้บัญชาการ อส. ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ในฐานะผู้บังคับการ อส.จังหวัด กำชับผู้บังคับบัญชาทุกระดับ เข้มงวดกวดขันในการกำกับควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนให้เป็นไปตามกฎหมาย และอยู่ในระเบียบวินัยโดยเคร่งครัด 7 ข้อ ดังนี้

1. ให้มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นผู้ออกคำสั่ง หรือมอบหมายในการปฏิบัติหน้าที่ทุกครั้ง และเมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้นแล้วให้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบทันที

2. ให้มีเจ้าพนักงานปกครอง (ปลัดอําเภอ) เป็นหัวหน้าชุดร่วมปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนทุกครั้งเพื่อกำกับ ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

3. ให้กำลังพลที่ออกปฏิบัติหน้าที่แต่งเครื่องแบบให้ถูกต้องตามระเบียบทุกครั้ง ทั้งหัวหน้าชุดปฏิบัติการ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ยกเว้นกรณีมอบหมายปฏิบัติหน้าที่สืบสวนหาข่าวทางลับให้สามารถแต่งกายนอกเครื่องแบบได้

4. ในกรณีการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นต้องใช้อาวุธปืนประกอบการปฏิบัติ ไม่ว่าเป็นอาวุธปืนของราชการหรืออาวุธปืนส่วนตัว ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา และให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพาและใช้อาวุธปืนของพนักงานฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2546 โดยเคร่งครัด

5. หากมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมปฏิบัติหน้าที่ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพาและใช้อาวุธปืนของพนักงานฝ่ายปกครอง พ.ศ. 2546

6. ให้บูรณาการเจ้าหน้าที่ และกำลังจากหน่วยต่าง ๆ ในพื้นที่ร่วมปฏิบัติการ ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่นที่มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

7. ให้ผู้บังคับบัญชากำกับ ควบคุม และกำชับให้เจ้าหน้าที่และกำลังพล ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบ ตามกรอบกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง โดยเคร่งครัด

“ในกรณีพบการกระทำความผิดและมีการจับกุมผู้กระทำความผิด ต้องแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง และแจ้งผู้ถูกจับกุมให้ทราบว่ากระทำผิดในเรื่องใด รวมทั้งให้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง วัตถุพยาน ภาพถ่าย และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยละเอียด เพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย และหากพบว่าผู้ปฏิบัติรายใดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ให้ผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนดำเนินการลงโทษตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” โฆษก มท.กล่าว

 ..................................................

7 สิงหาคม 2561

 

 

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net