วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จุฬาตรีคูณ


        “อริยวรรตผู้ทรยศของข้าฯ เอ๋ย ท่านได้มาแล้ว ยังสถานแห่งความรักนี้ มาเถิด จงมาดื่มความพิสวาสกับข้าฯ ณ ที่นี้ ด้วยรักนั้นได้ให้อภัยหมดสิ้นแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง”
       นี่คือ"บทสรุป" อมตะจินตนิยายไทยเรื่อง “จุฬาตรีคูณ” ที่นักอ่านซาบซึ้งตรึงจิต จากพรรณนาโวหาร บรรยายโวหาร บทสนทนา และโครงเรื่องที่ดำเนินเรื่องรวดเร็ว มิอาจรั้งรอให้ “ความรัก” ระหว่าง อริยวรรต-ดารารายพิลาส นิ่งเฉยอยู่ไย
       "จุฬาตรีคูณ"เป็นผลงานขอม พนมเทียน ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2540

       เป็นเรื่องราวของ"ดารารายพิลาส" หญิงสาวผู้เลอโฉม เห็นพราหมณ์เฒ่าแปลงกายเป็น "อริยวรรต" ต่างหลงรักซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างถือคำสัตย์มั่น เมื่ออริยวรรต ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่เปลี่ยนแปรหัวใจไปจากนาง วันใดเขาตระบัดสัตย์ ขอให้วิบัติมีอันเป็นไปแล้ว ชีวิตแห่งกรรมนำพาให้อริยวรรตเป็นผู้ทรยศคำสบานนั้น
        เมื่อความรักกลายเป็นคำสาปแช่ง ดารารายพิลาศผู้ยึดมั่นพลันต้องเจ็บปวด

       "จุฬาตรีคูณ" เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์มาหลายครั้ง และมีเพลงไพเราะด้วยกันหลายเพลงที่ล้วนแต่เป็นบทเพลงอมตะมาจนถึงทุกวันนี้ เช่น จุฬาตรีคูณ ร่มมลุลี ปองใจรัก จ้าวไม่มีศาล

       จุฬาตรีคูณ คือการรวมของแม่น้ำ 3 สายอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้ศรัทธาเดินทางไปเพื่อให้ได้อาบ ได้กินและนำน้ำนั้นกลับมาเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อว่าจะสมปรารถนาในสิ่งที่ตั้งเอาไว้
       น่าแปลกที่เพลง"จุฬาตรีคูณ"ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ประพันธ์คำร้องทั้งที่ไม่เคยได้ย่างกรายไปถึงจุดสังคัมหรือจุฬาตรีคูณนั้นเลย

       ตำนานของ"จุฬาตรีคูณ" เกิดขึ้นเมื่อ"พนมเทียน" หรือฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ ชาวอ.สายบุรี จ.ปัตตานี
        พนมเทียน เริ่มเรียนหนังสือเมื่ออายุ 5 ขวบที่โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ จากนั้นย้ายไปเรียนที่โรงเรียนประสานอักษร และโรงเรียนวันรับสิน จบชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2484 และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนวัดสุทธิวนาราม จบชั้นมัธยมปีที่ 6 เมื่อ
       พ.ศ. 2489 เข้าเรียนต่อในชั้นเตรียมอักษรศาสตร์ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จบการศึกษาปี พ.ศ. 2492 และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนพลตำรวจระยะหนึ่ง จากนั้นเข้าทำงานเป็นเลขานุการที่บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลแอสชัวร์รันซ์ จนถึง พ.ศ. 2494 ลาออกแล้วดินทางไปศึกษาวิชาสันสกฤต ที่คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบอมเบย์ ประเทศอินเดีย จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2498

       พนมเทียนเริ่มอ่านหนังสือมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเมื่ออายุ 12 ขวบ ต้องหนีภียจากสงครามโลกครั้งที่สองไปพักอาศัย ณ บ้านต้นตระกูลวิเศษสุวรรณภูมิ ซึ่งสะสมหนังสือไว้มากมาย ทำให้ได้เริ่มอ่านหนังสือวรรณคดีของไทย รามเกียรติ์ พระอภัยมณี ฯลฯ อ่านจนกระทั่งเกิดความอยากเขียนหนังสือของตนเองบ้าง
       เมื่ออายุได้ 16 ปีขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 6 โรงเรียนวัดสุทธิวนาราม พนมเทียนเริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก คือ"เห่าดง" โดยเขียนต้นฉบับไว้ในสมุดจดวิชาประวัติศาสตร์ให้เพื่อนๆอ่านเล่น ต่อมาอีกหนึ่งปีก็เริ่มเขียนนวนิยาย จุฬาตรีคูณ
       พนมเทียนได้นำต้นฉบับ"จุฬาตรีคูณ" ไปเสนอขายตามสำนักพิมพ์ต่างๆ แต่เนื่องจากเป็นนักเขียนหน้าใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ทุกสำนักพิมพ์จึงปฎิเสธ บรรณาธิการบางคนแนะนำให้เขียนเรื่องสั้น แต่เมื่อพนมเทียนเขียนเรื่องสั้นไปให้พิจารณาก็ ถูกปฎิเสธอีกครั้ง แต่ก็ไม่ทำให้เขาท้อแท้ กลับมุมานะเขียนเรื่องส่งไปยังสำนักพิมพ์ต่างๆสม่ำเสมอ
       กระทั่งวันหนึ่ง พนมเทียนได้นำต้นฉบับนวนิยายเรื่อง"จุฬาตรีคูณ" ไปเสนอครูแก้ว อัจฉริยะกุล หรือ "แก้วฟ้า" ราชาละครวิทยุในขณะนั้น เมื่อครูแก้วได้อ่านแล้วชอบใจจึงทำเป็นละครวิทยุ ให้ครูเอื้อ สุนทรสนาน จากคณะสุนทราภรณ์ช่วยแต่งเพลงประกอบเรื่อง ทำเป็นละครวิทยุ ทำให้จุฬาตรีคูณเป็นที่รู้จักของผู้ฟังจำนวนมาก
       ปี 2492 ครูแก้วได้นำนวนิยายเรื่องจุฬาตรีคูณ มาทำเป็นละครเวที แสดงที่ศาลาเฉลิมไทย โดยคณะลูกไทย ทำให้ชื่อ แก้วฟ้า-พนมเทียนมีชื่อเสียงขึ้นมา (ละครเวทีจุฬาตรีคูณ ใช้ชื่อแก้วฟ้า-พนมเทียนเพราะ แก้วฟ้านำมาทำเป็นบทละคร ส่วนพนมเทียนเป็นผู้ประพันธ์) แต่คนทั่วไปก็ยังไม่รู้จักพนมเทียนมากนัก
       กระทั่งเมื่อ"พนมเทียน"เป็นที่รู้จัก ผลงานเรื่องแรกที่เขียนไว้คือ"เห่าดง"ก็ได้รับการพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์เพลินจิตต์รายวัน จากนั้นจากนั้นก็มีผลงานอื่นๆตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น เพลินจิตต์ เดลิเมล์ สยามสมัย นพเก้า สายฝน ศรีสยาม จักรวาล บางกอก สกุลไทย สตรีสาร ฯลฯ
       นวนิยายของพนมเทียน ได้รับการกล่าวถึงและวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ เรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ เล็บครุฑ ศิวาราตรี และเพชรพระอุมา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการชมหรือการตำหนิ "พนมเทียน"จะถือว่าคำวิจารณ์ทั้งหมดคือครูที่ดีและเป็นเหมือนกระจกส่องให้เห็นจุดต่างๆในผลงานของตน และเป็นสิ่งชี้ให้เห็นว่าเจ้าของบทประพันธ์เรื่องที่ถูกวิจารณ์นั้นได้รับความสำเร็จในการเขียนหนังสือ เพราะนวนิยายที่ไม่ได้รับการกล่าวขวัญเลย ก็หมายถึงงานที่ไม่แพร่หลายและไม่มีใครรู้จัก

อ้างอิงจาก
1. ประวัตินักเขียนไทย ล.2 กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์กรมศิลปากร
2. ศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2540
3. เงามายา ป. บุนนาค
4. บทสัมภาษณ์จาก นิตยสารขวัญเรือน

โดย ลูกเสือหมายเลข9

 

กลับไปที่ www.oknation.net