วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประยุทธ์ แจงเหตุเขี่ย ป้อม พ้นที่ปรึกษาประธานต่อต้านโกง


สวัสดีครับ 

         ในขณะที่สื่อเห็นว่า การไม่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นที่ปรึกษาประธานกรรมการคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่ง

ชาติ (คตช.)เป็นเรื่องใหญ่ แต่นายกรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงดังข่าวท้ายนี้

16 ส.ค.61 - ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษา

ความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีออกคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 3/2561 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้าน

การทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ซึ่งมีการปรับรายชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่งที่

ปรึกษาประธานกรรมการว่า ไม่มีอะไร แค่แบ่งงานท่านออกมาบ้าง  ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวที่ออกมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ ที่

มีชื่อเป็นรองประธานยังไม่ได้รับผิดชอบ จึงแบ่งงานของพล.อ.ประวิตร ออกมาเท่านั้นเอง ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น อย่าไปคิดให้เป็นอย่าง

อื่นสิ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นแหละ 

 

 

นวัตกรรมมาหนังสือต้องไป?

    
 

      อืมมม....แปลกใจตัวเอง!

      สาม-สี่วันมานี้

      จู่ๆ ก็นึกถึง "ทันตแพทย์สม สุจีรา" ขึ้นมาแบบไม่มีปี่-ไม่มีขลุ่ย ว่าหายเงียบไปไหน?

      ไม่เคยรู้จักกันหรอก

      เพียงแต่เป็นแฟนหนังสือที่ "ทันตแพทย์สม" เขียน ผมตามอ่านมาตั้งแต่ชุด "ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น" โน่น

      แต่นานๆ เข้า......

      ด้วย โน่น-นี่-นั่น ในวิถีประจำวัน เรื่องนั้น ทับเรื่องนี้ เรื่องนี้ ทับเรื่องโน้น

      ชื่อทันตแพทย์สมก็ถูกทับหายไปจากเส้นความจำในหัวไปด้วย!

      แต่อย่างที่บอก........

      จู่ๆ ก็นึกถึงขึ้นมาเฉยๆ แล้วเมื่อวาน (๑๕ ส.ค.๖๑) พอมาถึงที่ทำงาน

      ก็พบหนังสือ "เสียดายไอน์สไตน์ไม่ได้อ่าน" วางแหมะอยู่บนโต๊ะ

      พร้อมลายเซ็น "ทันตแพทย์สม สุจีรา" หน้าปกไอน์สไตน์ สไตล์

      ใครเป็นแฟนหนังสือทันตแพทย์สม แวะบุ๊กสโตร์ได้แล้วนะ เล่มใหม่ออกแล้ว

      แต่เนื้อหาผมยังเล่าไม่ได้ เพราะยังไม่ได้อ่าน

      เช่นเดียวกับ "นวัตกรรม ๖.๐ Platform...เปลี่ยนอนาคต" ของคุณ "สมคิด ลวางกูร"

      มาสดๆ เลือดหยดติ๋งๆ เหมือนกัน

      เห็นบอก "สุดยอดหนังสือดี ถ้าไม่ได้อ่าน จะพลาดโอกาสที่ดี..ของชีวิต"

      ใครที่เคยสัมผัสคิดกะเทาะผ่านประสบการณ์ชีวิตของคนชื่อ "สมคิด ลวางกูร"

      ต้องเชื่อตามที่เขาบอก......

      คือถ้าไม่ได้อ่าน ถือว่าพลาดโอกาสที่ดีของชีวิต อย่างนั้นจริงๆ!

      คุณสมคิด เขาใช้สิ่งที่มนุษย์วันนี้คิด ฝนเป็นหมึกเขียน สิ่งที่มนุษย์พรุ่งนี้...ถึงจะคิด

      ครับ...มีหนังสือดีๆ วางตลาด ก็อยากบอกกล่าว เงินทองนั้น ซื้อกิน-ซื้อใช้ ก็ถ่ายลงส้วมหมดไป

      แต่ถ้าเจียดไปหาซื้อหนังสือที่ถูกจริตมาอ่านบ้าง

      คำว่า "หมด" เป็นไง เขียนไม่ถูก

      เพราะการอ่าน เป็นการเพาะรากปัญญาให้ยึดกะโหลก ถึงไม่ได้อะไรเลย

      อย่างน้อยก็ทำให้เห็นความต่างวรรณะระหว่าง "สัตว์" ซึ่งไม่อ่านหนังสือ

      กับ "มนุษย์" ที่อ่านหนังสือ

      เรารู้, เราเห็น, เราไป ทั่วโลก-ทั่วจักรวาล "ด้วยตัวเอง" ไม่ได้

      แต่ด้วย "หนังสือเล่มหนึ่ง" สามารถทำให้เรารู้, เราเห็น, เราไปได้ทั่วโลก ทั่วจักรวาล กระทั่งนอกโลก-นอกจักรวาล

      ฉะนั้น อ่านกันเถอะ

      เจอหนังสือที่ไหน ก็ทักทายกันบ้าง...หนังสือเอ๋ย ไปไหนมา เป็นแถวๆ กินข้าวกันแล้วหรือยังจ๊ะ?

      อ่านกันให้มากๆ เจอใคร รู้จักใคร ก็บอกขุมทรัพย์ให้กันและกัน รักการอ่านให้มากๆ เข้าไว้ รวย-เจริญ ทุกคน ทุกชาติ

      เราหมุนตามโลกไม่ทันหรอก

      แต่ "โลกทัศน์-วิสัยทัศน์" เราใช้หนังสือช่วยหมุนตามให้ทันได้!

      ไม่ใช่อะไร ผมมันคนอยู่ในอาชีพหนังสือ เมื่อเข้าสู่ยุค นวัตกรรม ๔.๐ ใจชักแป้ว

      คือถ้าคำว่า "นวัตกรรม" หมายถึงการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ แล้วจากยุค ๔.๐ เป็นต้นไปนี้

      ด้วยปัญญาประดิษฐ์ใหม่ๆ ประเทศไทยเหลือแค่ตัวอักษร ก-ฮ และสระ ใช้ตามวัตถุเทคโนโลยีประดิษฐ์

      ไม่มีอักษรปรากฏในรูปกระดาษ ที่เป็นหนังสือเล่ม หนังสือพิมพ์ฉบับ ใบแปะ ใบปิด

      ถ้าแบบนั้นละก็ คนรุ่นผม ซึ่งเป็นมนุษย์ยุคกระดาษ คงต้องบอกว่า

      "โชคดี...ที่ตายก่อน"!

      แต่เมื่อ ๒-๓ สัปดาห์ที่แล้ว มีพรรคพวกคุยให้ฟัง ผ่านไปทางเมืองทอง แจ้งวัฒนะ เขามีเทศกาลหนังสือจากต่างประเทศ

      เขาบอก แปลกใจมาก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

      งานแฟร์ "ขายหนังสือ" อย่างเดียวแท้ๆ ทำรถย่านนั้นติดหนึบ ผู้ปกครอง เด็กๆ หนุ่ม สาว เฒ่า แก่

      แห่แหนกันไปดู ไปเลือก ไปซื้อ หนังสือเกี่ยวกับการเรียน การศึกษา ตำรับ-ตำรา ภาษาอังกฤษ

      เหมือนแย่งกันไปดูหนัง-ดูละครฟรี!?

      เมืองนอกเขาออกแบบ ออกรูปเล่มหนังสือ และสีสัน ชวนเปิด ชวนอ่าน ถึงอ่านไม่ออกก็ ชวนดูรูปภาพ

      ผมฟังก็แอบปลื้ม.........

      แค่หลับตาเห็นภาพคนแย่งกันซื้อหนังสือ หนังสืออะไรก็ได้ ที่ไม่ใช่ประเภท "รกโลก-รกสังคม" ก็มีความสุข

      ลองผู้ใหญ่ใฝ่อ่าน เด็กๆ ผู้ใหญ่ก็ปลูกฝังให้รักอ่าน แบบนี้ละก็ อนาคตประเทศชาติ เป็นที่หวังได้

      ชาติไทย "ก้าวหน้า-พัฒนา" ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ เพื่อไทย ไทยทั้งนั้น เจริญ..เจริญ!

      อ่านอย่างเดียว เป็นมูลเหตุนำไปสู่สมองคิด   

      สมองคิด คือ การแตกรากทางปัญญา นำไปสู่การสงสัย ใคร่รู้

      และการสงสัย-ใคร่รู้ นำไปสู่การ ศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัย ไต่ถาม

      แล้วทั้งหมดนั้น......

      จากอ่าน สู่คิด สู่ค้นคว้า จะรวมเป็นหยดผลึกในรูปจดบันทึก

      เรียบเรียงเป็นสูตร เป็นทฤษฎี เป็นตำรา ใช้ศึกษาเรียนรู้เป็นวิทยาการต่อฐานกันขึ้นไปเรื่อยๆ

      แรกเริ่ม ยังไม่มีตัวหนังสือ มนุษย์ใช้ภาษากาย ยักคิ้ว หลิ่วตา ภาษาพูด อย่างกระซิบรัก คู่กับการดู, ฟัง, คิด, ทำ

      เพราะมนุษย์มีหนังสือนั่นแหละ

      ทุกอย่างในความเป็น "โลกทั้งใบ" จึงหลอมเป็น "ธาตุรู้" เรียงๆ เป็นตัวอักษรอยู่ตามสิ่งที่เรียกก้อนหิน ผนังถ้ำ

      เรื่อยมาเป็น "เล่มๆ หนังสือ" อย่างปัจจุบัน

      แต่ตอนนี้ "เล่มหนังสือ" กำลังเดินลับหายชายป่า สู่รอยบรรพบุรุษก้อนหิน, ผนังถ้ำ

      มีจอคอมพิวเตอร์ มีไอเแพด ไอโฟน สมาร์ตโฟน แทนหนังสือเล่มๆ หนังสือพิมพ์ฉบับๆ

      คิดแล้ว...เสียววุ้ย!

      มันต้องเสียว เพราะผมก็ต้องหมดอาชีพ เป็นเขียดข้ามถนนไม่พ้น รถยนต์ทับแป๊ด แบนแต๊ดแต๋ ครั้นจะวัฒนาอาชีพด้วยนวัตกรรม ทำหนังสือพิมพ์ไอทีแทนหนังสือพิมพ์กระดาษ  

      มันยังไงไม่รู้นะ.......

      หนังสือพิมพ์ไอที ตัวหนังสือมันหยิ่งๆ บางทีสับปลับ ปร๊อบแปร๊บก็เปลี่ยนไป

      จิตวิญญาณอยู่ตรงไหน คนโบราณอย่างผม ยังคลำหาสะเปะ-สะปะอยู่

      แถมบางที แตะนิด-แตะหน่อย ทำสะดิ้ง หายแวบไปซะงั้น ไร้เยื่อใย

      ต่างกับหนังสือเป็นเล่ม เป็นฉบับอย่างหนังสือพิมพ์ ใช้หนุนหัวแทนหมอน ร้อนใช้แทนพัด ยามอัตคัดแทนผ้าปูโต๊ะกินข้าว

      เช็ดก้น ก็ยังทำกันถมไป!

      ต่อให้คนอ่านแปรเปลี่ยนหนังสืออเนกประโยชน์แบบไร้ค่าไปถึงปานนั้น

      แต่ "ในหนังสือ" เล่มนั้น........

      ไม่ว่าคุณจะใช้มันไปในลักษณะใด ทุกข้อความผ่านตัวอักษร เมื่อปรากฏแล้ว สัตย์ซื่อ คงที่-แน่นอน

      ไม่ดูด ไม่สะดิ้ง ไม่ชอร์ต ไม่ลบ ไม่เปลี่ยนในสิ่งปรากฏ แม้แตกสลายตายจาก

      ใครตาย ใครจาก ใครเปลี่ยน ก็เปลี่ยนไป แต่ กู...ตัวหนังสือ ไม่เปลี่ยน

      แท้ยิ่งกว่า "มิตรแท้" ประกันภัย ฮ่ะๆ!

      ครับ...

      ก็คุยเรื่อยเฉื่อย เพราะเห็น "นายกฯ ประยุทธ์" เป็นพระยาน้อยเยี่ยมเมืองเมื่อวาน

      ทั้งโหนรถไฟฟ้าบีทีเอส ทั้งนั่งเรือล่องคลอง ครั้นจะถามว่า "เจอบัวลอยมั้ย"

      แต่เห็นล่องทางคลองบางกอกใหญ่ ก็เลยไม่ถาม

      อยู่ในหมู่ชาวบ้าน เห็นชาวบ้านรักผู้นำ ผู้นำก็รักชาวบ้าน มีแต่บรรยากาศสบายใจ ผมขอฉวยโอกาสสบายบ้าง

      และเพื่อความสบายต่อเนื่อง.......

      ขอลาไปตามร่องฝนซัก ๓-๔ วันนะครับ.

'ประยุทธ์' แจงเหตุเขี่ย 'ป้อม' พ้นที่ปรึกษาประธานต่อต้านโกง

    
 

16 ส.ค.61 - ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีออกคําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 3/2561 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ซึ่งมีการปรับรายชื่อพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาประธานกรรมการว่า ไม่มีอะไร แค่แบ่งงานท่านออกมาบ้าง  ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวที่ออกมา พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ ที่มีชื่อเป็นรองประธานยังไม่ได้รับผิดชอบ จึงแบ่งงานของพล.อ.ประวิตร ออกมาเท่านั้นเอง ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น อย่าไปคิดให้เป็นอย่างอื่นสิ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นแหละ 

เมื่อถามว่า เหตุผลที่ปรับชื่อพล.อ.ประวิตรออก ไม่ใช่เพราะเหตุผลเรื่องนาฬิกาหรูหรือการเมืองใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่เกี่ยว ผมไม่สนใจ เรื่องไหนใครตรวจสอบก็รับไปสิ เขาตรวจสอบว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ผมไปเกี่ยวอะไรเล่า ไม่เกี่ยว แล้วทำไมเธอไม่ถามล่ะ คุณต่อตระกูล ทำไมยังอยู่ ผมเอาออกหรือเปล่า ก็ว่าโน่นว่านี่อยู่บ่อยๆ ก็ยังอยู่เหมือนเดิมในคณะ ผมไม่ได้ตั้งแบบนี้"

เมื่อถามย้ำถึงเหตุผลของการปรับโครงสร้างในคตช.ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการปรับให้พล.อ.ฉัตรชัยมารับผิดชอบ เพราะคณะต่างๆต้องแบ่งงานของพล.อ.ประวิตร ออกมาบ้าง ซึ่งมีตั้ง 50 คณะ คตช.จะได้ประชุมบ่อยครั้งขึ้น ไม่เช่นนั้น พล.อ.ประวิตร จะติดประชุมเยอะหลายคณะ เมื่อถามว่า เหตุผลที่ปรับนั้นเพื่อภาพลักษณ์รัฐบาลด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธตอบคำถามก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันทีพร้อมส่ายหัวเล็กน้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายต่อตระกูล ยมนาค หนึ่งในคณะกรรมการคตช. เคยออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการดำเนินการที่ล่าช้าในการตรวจสอบกรณีนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร และเคยทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะประธานคตช. โดยเนื้อหาในหนังสือดังกล่าว แสดงความกังวลต่อบทบาทของพล.อ.ประวิตร ที่กำลังถูกตรวจสอบเรื่องที่มาของนาฬิกาหรู

(โปรดคลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

อัยการฟ้องแล้ว 10 อดีตพระผู้ใหญ่-ฆราวาส ฟอกเงินทอนวัด

    
 

15 ส.ค.61 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต 1 ได้นำสำนวนเอกสาร ยื่นฟ้องนายเอื้อน กลิ่นสาลี หรืออดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และอดีตเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และนายสมทรง อรรถกฤษณ์ หรืออดีตพระอรรถกิจโสภณ อดีตเลขาเจ้าคณะกรุงเทพ วัดสระสามพระยา เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตเพื่อให้ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (ฟ้องอดีตเจ้าอาวาส) และเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานฯ, ร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงินจากการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม

ขณะที่วันเดียวกัน พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 2 ก็ได้ยื่นฟ้องอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ร่วมกับฆราวาส รวม 8 คนเป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีร่วมกันฟอกเงินการทุจริตเงินทอนวัดในส่วนโครงการศูนย์กลางเผยแพร่พระพุทธศาสนา 

โดยปัจจุบันจำเลยทั้งสิบถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระหว่างการฝากขัง ไม่ได้รับการประกันตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้เหตุที่ระหว่างการฝากขังศาลอาญาคดีทุจริตฯ และศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยืนไม่ให้ประกันตัวเนื่องจากเห็นว่า การกระทำความผิดมีผลกระทบต่อพุทธศาสนาและมีลักษณะเป็นขบวนการ โดยมีการแบ่งหน้าที่ยักย้ายเงินที่ได้มาผ่านทางธนาคาร จึงต้องมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดอยู่ในความครอบครองของพวกกระทำผิด หากให้ปล่อยชั่วคราวแล้วเชื่อว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของเจ้าพนักงาน ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านด้วย

ขณะที่ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินการทุจริตนั้น ที่ผ่านมามีการฟ้องคดีเข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง แล้วเพียง 1 สำนวน คือ พระครูกิตติ พัชรคุณ หรือนายสมเกียรติ ขันทอง เจ้าคณะอำเภอชนแดน จ.เพชรบูรณ์ และเจ้าอาวาสวัดลาดแค ที่อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2561 เป็นคดีหมายเลขดำ อท.38/2561 กรณีที่ร่วมกันกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อายุ 59 ปี ซึ่งยังหลบหนีคดี สมคบฟอกเงินทอนวัดต่างๆ ในเขต จ.เพชรบูรณ์, นครสวรรค์,  ตากและชุมพร ราว 28 ล้านบาท ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 

โดยชั้นฝากขังพระครูกิตติ พัชรคุณ ไม่ได้รับการประกันตัว แต่ก็เพิ่งจะได้ประกันตัวชั้นพิจารณาคดีด้วยหลักทรัพย์ที่ศาลตีราคาประกัน 1.5 ล้านบาท โดยมีการกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล และให้เก็บรักษาหนังสือเดินทางของจำเลยไว้ด้วย ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการรอไต่สวนพยานในชั้นศาล

 

 หมวดหมู่ : X-CITE 
 

 

 

 .................................................

เรียนอาชีวะไม่ตกงาน

   
 

    จากการที่รัฐบาลไทยได้กำหนดยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงกำหนดการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศ โดยมีการพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มารองรับการลงทุนดังกล่าว    
    และเมื่อ พ.ร.บ.อีอีซี พ.ศ.2561 ที่มีผลบังคับใช้ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ยังทำให้ความเชื่อมั่นต่ออีอีซีมีมากขึ้น มีนักลงทุนทั้งจีน ญี่ปุ่น ฯลฯ เดินทางมาดูพื้นที่เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี ที่มีความต้องการด้านแรงงานเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งอุตฯ ยานยนต์แห่งอนาคต, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพระดับสูง, การแปรรูปอาหาร, และการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตฯ หุ่นยนต์สำหรับภาคอุตสาหกรรมและการใช้งานในชีวิตประจำวัน, การบินแบบครบวงจร, การแพทย์และการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร, ไบโออีโคโนมี โดยเฉพาะพลังงานและเคมีชีวภาพและเทคโนโลยีดิจิทัล
    โดยได้คาดการณ์ว่าจะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะด้านอาชีวะจะมีถึง 50,000 คน ในสาขาแห่งอนาคต อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ พยาบาลแผนใหม่ อุตสาหกรรมอวกาศ เป็นต้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้มีการหารือกับภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะแสวงหาแนวทางร่วมกันพัฒนาแรงงานให้ตรงกับความต้องการในพื้นที่อีอีซี
    ล่าสุด สกพอ.และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บริษัท เพียร์สัน ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจด้านการศึกษาชั้นนำของโลก จะเข้ามาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพเพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรในการรองรับการพัฒนา 10 อุตสาหกรรม ในพื้นที่อีอีซี
    งานนี้ นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ลกพอ.) ออกมาระบุว่า เป็นก้าวแรกของความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพ เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยการจัดหานักเรียนที่มีทักษะเฉพาะด้าน ทั้งด้านเทคนิค เทคโนโลยี ที่มีขีดความสามารถการพัฒนาที่ตรงกับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย
    ดังนั้นการร่วมมือในครั้งนี้ยังถือเป็นยกระดับภาคการศึกษาและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้มีการเติบโตอย่างเข้มแข็ง เพราะบริษัทเพียร์สันเองก็ถือว่าเป็นบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างขีดความสามารถการแข่งขันให้กับสหภาพยุโรป จากการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเพื่อเป็นโมเดล และนำไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยร่วมกัน 4 ส่วน ได้แก่ รัฐบาลเพียร์สัน ภาคอุตสาหกรรมและนักเรียนให้สอดรับกัน ซึ่งโมเดลดังกล่าวประสบความสำเร็จในสหราชอาณาจักร ทำให้พัฒนากำลังคนในประเทศด้านต่างๆ ดังนั้นโมเดลดังกล่าวจึงนำมาเป็นต้นแบบเพื่อพัฒนากำลังคนที่มีความสามารถที่เพิ่มขึ้นให้กับอีอีซีเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายต่อไปในอนาคต           
    อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับกันว่า ในปัจจุบันเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแรงงานของไทยจำนวนมากในแต่ละปีที่จบการศึกษามานั้น ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นแรงงานที่ไม่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมนัก ซึ่งเอกชนต่างก็สะท้อนภาพชัดเจนว่าภาคการผลิตต่างต้องการแรงงานในระดับอาชีวศึกษา หรือสายอาชีพค่อนข้างสูง ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณให้ทุกฝ่ายได้เห็นถึงทิศทางความต้องการแรงงานในอีอีซีได้เป็นอย่างดี
    และสิ่งสำคัญอยู่ที่ภาคประชาชนที่จำเป็นต้องปรับทัศนคติใหม่ต่อการศึกษาระดับอาชีวะ เพื่อส่งเสริมให้ลูกหลานเรียนจบแล้วมีตลาดแรงงานรองรับที่มั่นคง และนี่คือภารกิจที่ต้องปรับเข้าหากันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตของชาติและอนาคตของการลงทุนไทย.

บุญช่วย ค้ายาดี

 .......................................

อิตาลีจ่อฟัน บ.ทางด่วนเจนัว ยอดสังเวยสะพานถล่มเพิ่มเป็น 39 ศพ

    
 

จำนวนผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุสะพานทางด่วนในเมืองเจนัวพังถล่มเป็นระยะทางกว่า 200 เมตรเมื่อวันอังคาร เพิ่มเป็นอย่างน้อย 39 คนแล้วในวันพุธ รัฐบาลอิตาลีโทษบริษัทผู้บริหารทางด่วนสายนี้ เตรียมถอนสัญญาและปรับก้อนโต

ภาพมุมกว้างมองเห็นส่วนที่เป็นสะพานขาดเป็นระยะทางกว่า 200 เมตร / AFP

    เหตุการณ์สะพานโมรันดิที่เป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนในเมืองเจนัว เมืองท่าทางภาคเหนือของอิตาลี พังถล่มระหว่างฝนตกหนักในช่วงเวลาก่อนเที่ยงวันของวันอังคารที่ 14 สิงหาคม กลายเป็นอุบัติเหตุสะพานถล่มครั้งเลวร้ายที่สุดของยุโรปในรอบ 17 ปี รถยนต์ราว 35 คันและรถบรรทุกอีกหลายคันดิ่งลงจากความสูง 45 เมตรพร้อมกับเศษซากสะพานลงสู่พื้นเบื้องล่างที่เป็นรางรถไฟ โดยสำนักงานป้องกันภัยพลเรือนระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 39 คนแล้วในวันพุธ บาดเจ็บอีก 15 คน

    คำแถลงของมัตเตโอ ซัลวีนี รัฐมนตรีมหาดไทย ระบุด้วยว่าผู้เสียชีวิตรวมถึงเด็กอายุ 8 ขวบ, 12 ปี  และ 13 ปี และยังมีคนสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่ทางการชิลีและฝรั่งเศสเผยว่ามีชาวชิลี 3 คนและฝรั่งเศส 3 คนเสียชีวิตด้วย

เจ้าหน้าที่กู้ภัยทำงานใกล้กับซากสะพานคอนกรีตเมื่อคืนวันอังคาร / AFP

    รัฐบาลอิตาลีประกาศว่ามีแผนจะเพิกถอนสัญญาของบริษัท เอาโตสตราเด แปร์ อิตาเลีย ซึ่งเป็นบริษัทนอกตลาดหุ้นของแอตแลนเตีย และปรับเงิน 150 ล้านยูโร (ราว 5,663 ล้านบาท)

    รองนายกรัฐมนตรีลุยจี ดี มาโย ซึ่งเดินทางไปยังเมืองเจนัวเมื่อเช้าวันพุธ กล่าวว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ เอาโตสตราเดควรจะซ่อมบำรุงสะพานแต่พวกเขาไม่ได้ทำ

    เอมานูเอเล จิสซี เจ้าหน้าที่สำนักงานดับเพลิงเผยกับเอเอฟพีว่า หน่วยกู้ภัยสามารถกู้ศพได้เพิ่มอีก 3 ศพเมื่อคืนวันอังคาร พื้นที่ทุกแห่งที่สามารถเข้าถึงได้รับการสำรวจหมดแล้ว และตอนนี้ได้ย้ายไปค้นหาที่ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่สุดของสะพาน โดยยังไม่รู้ว่ามีคนรอดชีวิตอยู่ใต้ซากปรักหักพังหรือไม่ ปฏิบัติการครั้งนี้ต้องใช้ปั้นจั่นขนาดใหญ่ 2 ตัวและคงต้องใช้เวลาหลายวัน

เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตด้วยการชักรอกขึ้นเฮลิคอปเตอร์เมื่อวันอังคาร / AFP

    ประธานาธิบดีแซร์จีโอ มัตตาเรลลา กล่าวว่า หายนภัยครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อชาวเจนัว แต่รวมถึงคนอิตาลีทั้งประเทศ "ชาวอิตาลีต้องได้รับสิทธิ์ในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพควบคู่กับความปลอดภัยในการดำเนินชีวิตประจำวัน" เขากล่าว

    ในวันพุธ หน่วยกู้ภัยยังค้นหาทั่วพื้นที่ที่ซากของสะพานความยาวกว่า 200 เมตรพังถล่มลงสู่พื้นที่ที่เป็นพุ่มไม้และรางรถไฟ โดยสำนักงานป้องกันภัยพลเรือนเผยว่ามีการระดมเจ้าหน้าที่กู้ภัย 1,000 คน

รถยนต์จอดทิ้งไว้บนทางด่วนยกระดับที่เหลืออยู่ภายหลังสะพานพังถล่ม / AFP

    เมืองเจนัวซึ่งมีประชากรราว 500,000 คน ตั้งอยู่ระหว่างทะเลและเทือกเขาในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี สภาพภูมิประเทศที่สูงๆ ต่ำๆ ทำให้ทางด่วนที่ทอดผ่านเมืองนี้และพื้นที่โดยรอบต้องสร้างเป็นทางยกระดับที่มีสะพานข้ามและอุโมงค์หลายจุด

    สะพานโมรันดีที่พังถล่มนี้ก่อสร้างเสร็จเมื่อปี 2510 โดยทอดข้ามรางรถไฟและเขตอุตสาหกรรมที่มีโรงงานตั้งอยู่หลายแห่ง มีโรงงานแห่งหนึ่งตั้งอยู่ใกล้กับตอม่อสะพานได้รับความเสียหายด้วยแต่ไม่มาก ขณะเกิดเหตุนั้นเป็นวันหยุดราชการ.

 

ญี่ปุ่นโล่งอก เด็กวัย 2 ขวบหลงป่านาน 3 วัน อาสาสมัครวัย 78 ปีหาเจอ

    
 

เด็กชายชาวญี่ปุ่นวัย 2 ขวบพลัดหลงเข้าป่าในจังหวัดยามางุจิตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ ระหว่างเดินกลับบ้านคนเดียวในระยะทางเพียง 100 เมตร ระดมกู้ภัยช่วยค้นหา สุดท้ายเป็นอาสาสมัครวัย 78 ปีพบตัวเด็กชายเมื่อเช้าวันพุธ คาดดื่มน้ำจากแม่น้ำประทังชีวิต

เด็กชายอยู่ในป่าลำพังนาน 3 ตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ จนกระทั่งอาสาสมัครพบตัวเช้าวันพุธ ภาพ Yamaguchi Police

    รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีและเกียวโดเมื่อวันพุธที่ 15 สิงหาคม 2561 กล่าวว่า เด็กชายโยชิกิ ฟุจิโมโตะ ซึ่งอายุครบ 2 ปีเต็มเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หายตัวเมื่อเช้าวันอาทิตย์ ปฏิบัติการค้นหาหนูน้อยเป็นข่าวใหญ่ของญี่ปุ่นช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

    แม่ของเด็กชายพาลูกมาเที่ยวที่บ้านของปู่ทวดในเมืองซูโอะ-โอชิมะ บนเกาะยาชิโร ซึ่งอยู่ในจังหวัดยามางุจิเช่นเดียวกัน ช่วงเช้าวันอาทิตย์ เด็กออกจากบ้านพร้อมกับปู่และพี่ชายเพื่อไปที่ชายหาด ซึ่งอยู่ห่างจากบ้าน 400 เมตร แล้วขากลับปู่ปล่อยให้หลานชายคนเดินกลับบ้านเอง เมื่อเหลือระยะทางเพียง 100 เมตร แต่เด็กชายกลับไปไม่ถึงบ้าน

    ตำรวจญี่ปุ่นกล่าวว่า ตำรวจและอาสาสมัครกู้ภัยประมาณ 140 คน ระดมกันออกค้นหาเด็กชาย แต่สุดท้ายผู้ที่พบตัวเด็กคือ ฮารุโอะ โอบาตะ คุณปู่วัย 78 ปี ซึ่งเป็นชาวจังหวัดโออิตะที่อาสาสมัครเข้าร่วมการค้นหาเมื่อวันอังคาร เขาพบเด็กชายเมื่อเวลาประมาณ 06.30 น.ของวันพุธ

    "ผมอยู่นี่" เด็กชายร้องตอบเสียงเรียกของโอบาตะ ที่ให้สัมภาษณ์สื่อโทรทัศน์ของญี่ปุ่น โดยบอกว่าเขาร้องตะโกนเรียกเจ้าหนูโย และเมื่อได้ยินเสียงขาน ก็มองเห็นเด็กนั่งเท้าเปล่าอยู่บนโขดหิน ข้างหน้ามีน้ำแอ่งเล็กๆ

ฮารุโอะ โอบาตะ ให้สัมภาษณ์สื่อโทรทัศน์ญี่ปุ่น ภาพ Kyodo News

    โอบาตะให้ลูกกวาดแก่เด็กชายและใช้ผ้าขนหนูห่อตัวเด็กไว้ แล้วอุ้มเขาลงจากภูเขามาแจ้งต่อตำรวจ ซึ่งกำลังเตรียมจะเริ่มปฏิบัติการค้นหาในวันพุธ ตำรวจกล่าวว่า คุณหมอได้ตรวจร่างกายเด็กชายโดยพบว่าเขามีอาการร่างกายขาดน้ำ แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร

    ฮิโรยูกิ นิชิฮาระ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลท้องถิ่นที่ดูแลเด็กชาย กล่าวว่า เด็กไม่มีบาดแผลฉกรรจ์ มีแค่รอยขีดข่วนเล็กน้อยและอาการขาดน้ำนิดหน่อย

    การรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์หลังจากใช้ชีวิตในป่าลำพังนาน 3 วัน เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ หากคำนึงว่าสภาพอากาศของญี่ปุ่นช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาร้อนระอุ โดยช่วงที่เด็กหายตัวนั้น อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส และสูงสุด 34 องศาเซลเซียส

    พื้นที่ป่าบริเวณนั้นมีทั้งลำธารและแม่น้ำ สื่อญี่ปุ่นบางสำนักคาดเดาว่าเจ้าหนูหัวไวคนนี้น่าจะรอดชีวิตได้จากการกินน้ำในลำธารหรือแม่น้ำ.

 ...............................................

16 สิงหาคม 2561

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net