วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เล็งย้ายมท.พ้นคลองหลอด - 4องค์กรยื่นจี้ปฏิรูปตำรวจ สอดคล้องหลักสากล


 

สวัสดีครับ


          ข่าวจะย้ายกระทรวงมหาดไทยจากที่เดิมนั้นก็เห็นด้วยครับ เพราะบริเวณที่เดิมคับแคบไปเสียแล้วแต่ที่ที่จะย้ายไปอยู่ตรง

ไหนยังไม่ขอออกความเห็นครับ ขณะนี้มีการขอที่ดินสนามก๊อล์ฟของกรมชลประทาน ปากเกร็ดนนทบุรี 100 ไร่แล้ว ที่สำคัญควรจะมี

ทางเข้า - ออก หลายๆทางสักหน่อย อย่าให้มีการปิดประตูตีแมวเหมือนที่นายอภิสิทธิ์- นายสุเทพ โดนมาแล้วก็แล้วกัน กว่าจะหา

ทางออกได้แทบตายเลยเชียว

         ส่วนข่าว : 4องค์กรยื่นจี้'ปฏิรูปตำรวจ' สอดคล้องหลักสากล-สร้างหลักประกันความยุติธรรมต่อปชช. ก็ขอชูมือเห็นด้วยอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะการที่จะให้สอดคล้องกับหลักสากลครับ เลิกอิงรูปแบบของทหารได้แล้ว ซึ่งจะทำให้เกิดหลักประกันความยุติธรรมต่อ

ประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ

 

 

 

‘อ.ตุ๊ดตู่’ อบรมสาวก ‘เพื่อไทย’ อย่าเร่งชกลม ให้มองโจทย์ใหญ่หลัง‘เลือกตั้ง’

‘อ.ตุ๊ดตู่’ อบรมสาวก ‘เพื่อไทย’ อย่าเร่งชกลม ให้มองโจทย์ใหญ่หลัง‘เลือกตั้ง’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 18.53 น.

16 ส.ค.61 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงการเลือกตั้งในปี 2562 จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ว่า ไม่มีใครตอบได้สักคน ไม่มีพรรคการเมืองไหนคิดว่า จะมีด้วยซ้ำ เราเช็คดูรู้ว่า พรรคการเมืองเขาเตรียมการหรือกำหนดการเลือกตั้งจริงหรือเปล่า คือ ที่เดินอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เผาหลอกกันทั้งนั้น เพราะว่า ในแวดวงการเมืองมันไม่ได้มีความลับอะไร 

แต่ละพรรคการเมืองไม่มีใครขยับจริง เช็คกันได้แม้กระทั่งที่เคลื่อนๆ ทำให้เกิดภาพที่จะกระทบในวันข้างหน้าทั้งหลายก็เป็นการเผาหลอกทั้งนั้น 

ในส่วนของกลุ่มสามมิตรนั้นก็ทำเหมือนขึงขังแต่พอไปดูในแก่นแท้นั้นมันไม่ใช่ คือ ในแวดวงการเลือกตั้งมันมองเห็นสนามกันออกมันชี้ได้เลยว่า คนไหนจะได้คนไหนจะตกมันประเมินกันออกไม่มีอะไร ที่ดูเหมือนว่า จะมีอะไร แต่ในสายตาของคนที่อยู่ในสนามการเลือกตั้งจะเห็นว่า มันไม่มีอะไรเลย แล้วก็การขยับอะไรเราก็รู้กันหมดว่ามันไม่ใช่ 

ปธ.นปช. ยังกล่าวถึงการที่อดีต ส.ส.และคนเสื้อแดงบางกลุ่มเดินทางไปพบกับนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการประกาศสงครามจะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้ว่า  เชี่อว่า มันไม่มีอะไร เพราะว่า ในทางปฏิบัติจริงๆ คือ 

1.การเลือกตั้งยังไม่เกิดขึ้น 

2.การอธิบายความในขณะนั้นๆ ก็อาจจะพูดในบริบทหนึ่ง และเนื้อหาในความเป็นจริงคือการเลือกตั้งยังไม่เกิด และโจทย์ใหญ่มันไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง โจทย์ใหญ่มันอยู่ที่หลังเลือกตั้งว่า จะรักษาอำนาจและชัยชนะนั้นได้อย่างไร ถ้าเราเข้าใจโจทย์มันจะเห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเลือกตั้ง แต่ปัญหาอยู่ที่หลังเลือกตั้ง 

“ขณะนี้ผมมองดูก็ยังไม่ได้มีอะไร มันเป็นเพียงการพูด ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะได้มีการแข่งขันอะไร อีกฝ่ายหนึ่งดูดอีกฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องปลุกปลอบเป็นธรรมดา ส่วนเรื่องการเมืองอื่นๆการวิเคราะห์ของเรา การเลือกตั้งนั้นยังไม่มีใครรู้ หลากหลายเรื่องราวในเวลานี้จึงเป็นการชกลมเสียมากกว่า” นายจตุพร ระบุ

'องอาจ'โวยกลุ่มสามมิตร! ตรรกะบิดเบี้ยวเดินสายดูดไม่ผิด ย้ำคำสั่งคสช.ยังอยู่

'องอาจ'โวยกลุ่มสามมิตร! ตรรกะบิดเบี้ยวเดินสายดูดไม่ผิด ย้ำคำสั่งคสช.ยังอยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.40 น.

16 ส.ค.61 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร ระบุถึงข้อครหาในการเดินสายพบปะประชาชน ซึ่งนายสมศักดิ์ แนะนำว่าให้ลาออกจากสมาชิก และออกมาตั้งกลุ่มเพื่อดำเนินการเดินสายพบปะประชาชน ว่า ถ้าเราใช้ตรรกะนี้ก็ต้องระมัดระวัง เพราะเดี๋ยวจะมีกลุ่มการเมืองอีกเยอะที่อยากจะทำกิจกรรมทางการเมือง แล้วใช้ตรรกะนี้มาทำกิจกรรมทางการเมือง ตนคิดว่าเรื่องนี้เราตรงไปตรงมาดีกว่า ทุกคนก็รู้ว่ากลุ่มสามมิตรเป็นกลุ่มการเมืองที่พร้อมจะแปรสภาพเป็นพรรคการเมือง และประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะบอกว่าไม่รู้จักก็ตาม ตนคิดว่าในทางกฎหมายพรรคการเมือง กลุ่มสามมิตรอาจจะยังไม่เข้าข่ายกฎหมายพรรคการเมือง เพราะยังไม่ได้เป็นพรรคการเมือง แต่คำสั่งห้ามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ได้มีแค่พรรคการเมือง แต่ห้ามบุคคลใดก็ตามที่ชุมนุมกันเกิน 5 คน ทำกิจกรรมที่ส่อไปในทางการเมืองด้วย

"เพราะฉะนั้นการที่กลุ่มสามมิตรเดินทางไปหานักการเมืองเก่าๆ ในหลายจังหวัด ผมถามว่าโดยสามัญสำนึกของคนทั่วไป มีความรู้สึกว่าเขาไปช้อปปิ้ง หรือไปทำกิจกรรมส่วนตัว ผมคิดว่าใครก็มองออกว่าไปทำกิจกรรมทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง คือ ไปเชิญชวนคนมาเข้ากลุ่มของตัวเอง ภาษาปัจจุบันเรียกว่า "ไปดูด" ดังนั้น จึงควรตรงไปตรงมา อย่าไปใช้ตรรกะที่บิดเบี้ยว เพราะเมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด มันจะผิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นงูกินหาง แล้วจะเกิดผลเสียหายกับผู้มีอำนาจเอง" นายองอาจ กล่าว

เล็งย้ายมท.พ้นคลองหลอด ร่อนสารขอดินเกษตรสร้างบ้านใหม่

เล็งย้ายมท.พ้นคลองหลอด ร่อนสารขอที่ดินเกษตรสร้างบ้านใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 17.42 น.

ส่งสัญญาณเตรียมขนข้าวของไปที่ใหม่! “มหาดไทย” ร่อนหนังสือถึง “ปลัดเกษตรฯ” ขอแบ่ง “สนามกอล์ฟกรมชลฯ จ.นนทบุรี” 100 ไร่ เนรมิตรกระทรวงคลองหลอด ด้าน “โฆษกมท.” ยก3เหตุผลเหมาะสมลงตัว จ่อรวมทุกกรมไว้ที่เดียวจบ 

16 ส.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทย(มท.) ว่า นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งหนังสือถึงนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเร็วๆนี้ที่ผ่านมา เพื่อขอใช้ที่ดินก่อสร้างกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ 

โดยมีเนื้อหาระบุว่า ด้วยปัจจุบันพื้นที่เกาะกรุงรัตนโกสินทร์ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ประกอบกับความคับแคบของสภาพพื้นที่โดยรอบ ทำให้ส่วนราชการหลายแห่งย้ายสถานที่ปฏิบัติงานออกไปจากบริเวณเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ โดยในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นส่วนราชการขนาดใหญ่ ก็ประสบปัญหาความคับแคบของสถานที่เช่นเดียวกัน ส่งผลให้การอำนวยความสะดวกต่อการติดต่อราชการ และการปฏิบัติราชการมีจำกัด 

ขณะเดียวกันยังมีอาคารสิ่งก่อสร้างบางหลังภายในกระทรวงมหาดไทยบดบังทัศนียภาพของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดหาที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคารที่ทำการของกระทรวงมหาดไทย และอาคารของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ และเพิ่มศักยภาพในการให้บริการประชาชนได้มากขึ้น 

กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดินราชพัสดุในพื้นที่ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี แปลงสนามกอล์ฟชลประทาน ซึ่งอยู่ในความครอบครองของกรมชลประทาน และปัจจุบันใช้ประโยชน์เป็นสนามกอล์ฟ เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การก่อสร้างกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่เป็นอย่างยิ่ง จึงขอความอนุเคราะห์กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ พิจารณาอนุเคราะห์ที่ดินดังกล่าวให้กระทรวงมหาดไทยจำนวนประมาณ 100 ไร่ ดังนี้ ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ นบ.392 (บางส่วน) นบ.393 (บางส่วน) นบ.394 (บางส่วน) นบ.395 (บางส่วน) นบ.401 (บางส่วน) นบ.402 นบ.426 (บางส่วน) นบ.633 (บางส่วน)  และนบ.635 (บางส่วน) รวม 9 ทะเบียน เพื่อใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ต่อไป ส่วนผลการพิจารณาเป็นอย่างไรนั้น ให้แจ้งกระทรวงมหาดไทยทราบต่อไป” หนังสือ ระบุ 

ด้านนายนิสิต จันทร์สมวงศ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษก มท. กล่าวชี้แจงเรื่องนี้ว่า เนื่องจากกรมฯในสังกัดกระทรวงมหาดไทยกระจายอยู่คนละพื้นที่กัน อีกทั้งอาคารเดิมของกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถขยาย หรือต่อเติมได้ ทำให้เกิดความแออัด รวมถึงตัวอาคารได้บดบังทัศนียภาพของสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วัดราชบพิธฯ ทำให้ขาดความสวยงาม ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยเห็นว่าพื้นที่แปลงสนามกอล์ฟชลประทาน ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นพื้นที่ราชการ และมีความเป็นไปได้ โดยพิจารณาจาก 1. เดินทางสะดวก 2.เป็นพื้นที่ที่สามารถใช้ประโยชน์ทางราชการได้ดี และ 3.เป็นพื้นที่ที่มีความพร้อม และมีเนื้อที่พอสมควร จึงได้มีการส่งหนังสือขอความกรุณาไปยังกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ 

“การย้ายกระทรวงเป็นเรื่องใหญ่ หากมีการสร้างกระทรวงใหม่ เราจะย้ายทุกกรมที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทยไปสร้างรวมไว้ที่เดียวกันด้วย ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราชการ และง่ายต่อการบริหารราชการ เราจึงรีบดำเนินการหาพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพราะยิ่งนาน ยิ่งไม่มี ต้องยอมรับว่าพื้นที่เขาดี” โฆษก มท. ระบุ

 

4องค์กรยื่นจี้'ปฏิรูปตำรวจ' สอดคล้องหลักสากล-สร้างหลักประกันความยุติธรรมต่อปชช.

4องค์กรยื่นจี้'ปฏิรูปตำรวจ' สอดคล้องหลักสากล-สร้างหลักประกันความยุติธรรมต่อปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 16.27 น.

16 ส.ค.61 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) police watch , สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) , คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) , คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) นำโดย นางสมศรี หาญอนันทสุข และนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ถึง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฯ ผ่านเจ้าหน้าที่สารบรรณ ขอให้แก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา เพื่อปฏิรูปตำรวจให้สอดคล้องกับหลักสากล สร้างหลักประกันความยุติธรรมต่อประชาชน โดยมีเนื้อหาดังนี้

ด้วยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2561 เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) ได้ร่วมกับองค์กรภาคประชาชนจัดงานเสวนาวิชาการ ขึ้นที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีนักกฎหมายและผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา ซึ่งคณะกรรมการชุดที่ท่านเป็นประธานได้ร่างขึ้นและเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

จากการศึกษาของ คป.ตร.และการเสวนาดังกล่าวได้ข้อสรุปตรงกันว่า ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ มีหลายมาตราที่ถือเป็นการปฏิรูปตำรวจอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอยู่ระดับหนึ่ง เช่น
1.1 มาตรา 9 (2) กำหนดให้ตำรวจในสายงานแพทย์ วิทยาศาสตร์และการพิสูจน์หลักฐาน รวมทั้งการสอนในกองบัญชาการศึกษาและโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ

1.2 มาตรา 151 การกำหนดให้ยุบตำรวจรถไฟใน 1 ปี และให้โอนตำรวจทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปยังหน่วยที่รับผิดชอบภายในสองปี และมาตรา 154 งานจราจรให้กรุงเทพมหานคร และเทศบาลนครภายใน 5 ปี

1.3 อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้กำหนดให้มีการโอนตำรวจอีก 8 หน่วยไปให้กระทรวง ทบวง กรมที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามมติสภาปฏิรูปแห่งชาติ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 คือ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจทางหลวง ตำรวจน้ำ ตำรวจคุ้มครองผู้บริโภค ตำรวจปราบปราบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ ตำรวจท่องเที่ยว  คงปรากฏอยู่ในมาตรา 6 วรรคสามเท่านั้น ทั้งไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาดำเนินการแต่อย่างใด

จึงขอให้บัญญัติเพิ่มเติมในมาตรา 6 วรรคท้ายว่า "ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการตามวรรคสามให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี โดยรายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติทราบทุก 6 เดือนด้วย"

ส่วนการโอนงานจราจรตามมาตรา 145 ควรกำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี

1.4 การกำหนดให้มี "คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ" ซึ่งยังมีจุดอ่อนคือ ยังให้สำนักงานจเรตำรวจ ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจด้วยกันเป็นหน่วยงานทางธุรการดำเนินการสืบสวนสอบสวน ควรกำหนดให้โอนสำนักงานจเรตำรวจไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีแทน

1.5 "หลักการสำคัญเรื่องตำรวจจังหวัด" การกำหนดให้ตำรวจเป็นราชการส่วนภูมิภาค ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการและควบคุมบังคับบัญชาตำรวจในจังหวัดตามเสียงเรียกร้องของประชาชนยังไม่ปรากฏ

จึงขอให้บัญญัติเพิ่มเติมว่า "กองบังคับการตำรวจจังหวัด และสถานีตำรวจทุกแห่งในจังหวัดนอกจากกรุงเทพมหานคร ถือเป็นราชการส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจควบคุมบังคับบัญชาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัดได้ เมื่อผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกิจการตำรวจจังหวัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามระเบียบคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ"

ส่วน ร่าง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา คป.ตร.และเครือข่าย เห็นร่วมกันว่า ไม่ควรออกเป็นพระราชบัญญัติต่างหาก แต่ควรแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งจะใช้สำหรับการสอบสวนโดยเจ้าพนักงานอื่นด้วย มิใช่เฉพาะตำรวจ ดังนี้

2.1 การกำหนดไว้ใน มาตรา 15 กรณีการแจ้งให้พนักงานอัยการร่วมสอบสวน เฉพาะคดีที่มีโทษจำคุกขั้นต่ำสิบปีขึ้นไป และเมื่อแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว เป็นการปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับหลักสากลที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในการดำเนินคดีต่างๆ ได้แต่อย่างใด

นอกจากนั้น อัยการก็ไม่ควรไป "ร่วมสอบสวนกับตำรวจ" แต่ต้องทำหน้าที่ "ตรวจสอบการสอบสวน" ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 258ง (2) บัญญัติไว้ โดยแก้ไขเพิ่มเติมดังนี้

2.1.1 เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุการกระทำผิดที่มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ให้แจ้งพนักงานอัยการและนายอำเภอทราบเพื่อร่วมตรวจที่เกิดเหตุและพยานหลักฐานทันที หากพนักงานอัยการสั่งเป็นหนังสืออย่างใด ก็ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามนั้น

2.1.2 การออกหมายเรียกบุคคลเป็นผู้ต้องหาและการเสนอศาลออกหมายจับ ต้องได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการตรวจสอบว่า คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสั่งฟ้องพิสูจน์การกระทำผิดให้ศาลลงโทษได้หรือไม่

2.1.3 คดีที่ประชาชนร้องเรียนว่าการสอบสวนไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ได้รับความยุติธรรม ให้พนักงานอัยการมีอำนาจเข้าตรวจสอบการสอบสวนและสั่งการเป็นหนังสือไว้ทุกคดี

2.2 มาตรา 22 การกำหนดให้คดีที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง ต้องส่งให้ผู้บังคับการสอบสวนจังหวัด ตรวจสอบนั้น นับเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากผู้บังคับการสอบสวนได้ถูกกำหนดให้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนจังหวัด ผู้มีอำนาจเสนอสำนวนมีความเห็นส่งพนักงานอัยการ เมื่อได้มีความเห็นควรฟ้องไปแล้ว หากอัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้อง ผู้บังคับการสอบสวนก็ย่อมต้องยืนยันความเห็นเดิมของตนเป็นการแย้งอัยการ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้รับความยุติธรรม

นอกจากนั้น ยังผิดหลักการบริหารที่อัยการจังหวัดผู้มีฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการหนึ่งในจังหวัด ต้องส่งสำนวนให้บุคคลที่ไม่ใช่หัวหน้าส่วนราชการตรวจสอบ จึงควรแก้ไข "ให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด" เช่นเดิมตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ก่อนที่หัวหน้า คสช.จะออกคำสั่งที่ 115/2557 เปลี่ยนแปลงเป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจภาคซึ่งก่อให้เกิดปัญหามากมายในปัจจุบัน

อีกทั้งการที่ให้อัยการส่งฟ้องไปก่อน ถือเป็นการละเมิดการใช้ดุลยพินิจของอัยการ และประการสำคัญยังเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องหา เมื่อต้องถูกฟ้องร้องต่อศาลทั้งที่ยังไม่ปรากฏชัดแจ้งว่าได้กระทำความผิดจริง ซึ่งผู้ต้องหาก็จะกลายเป็นจำเลยและถูกจำกัดสิทธิมากมายโดยที่มิใช่เนื่องมาจากพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่าอาจเป็นผู้กระทำผิด แต่เพราะเหตุจำเป็นอื่น ซึ่งอาจรวมถึงอำนาจในการควบคุมตัวระหว่างการสอบสวนกำลังจะสิ้นสุดลงด้วย

2.3 ให้เพิ่มเติมความ หรือมาตราใหม่ดังต่อไปนี้

"พนักงานสอบสวนมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่สอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงเพื่อพิสูจน์ความผิดและความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งการมีความเห็นทางคดี โดยผู้บังคับบัญชาต้องไม่กระทำการใดอันเป็นแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่และการมีความเห็นทางคดีอย่างอิสระนั้น หากมีการกระทำดังกล่าว ให้ถือเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง"

"ความผิดตามกฎหมายฉบับใดที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ให้มีอำนาจสอบสวนความผิดนั้นอีกส่วนด้วย โดยไม่ตัดอำนาจพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจในการทำหน้าที่สอบสวนไปตามปกติเมื่อมีผู้ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ"

"การสอบปากคำผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวโทษ ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และบุคคลที่เป็นประจักษ์พยาน ต้องกระทำในห้องสอบสวนที่จัดขึ้นเฉพาะ มีระบบบันทึกภาพและเสียงอัตโนมัติเก็บเป็นหลักฐานไว้ให้พนักงานอัยการและศาลตรวจสอบได้เมื่อจำเป็นทุกคดี เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่ไม่อาจจะทำได้อย่างแท้จริง ก็ให้บันทึกเหตุผลไว้อย่างชัดแจ้ง"

 

 
กระทบผมเจอฟ้องแน่! 'บิ๊กป๊อก'ปัด'ลูกชาย'เอี่ยวปมจัดการขยะ การันตีทั้งตระกูลบริสุทธิ์

กระทบผมเจอฟ้องแน่! 'บิ๊กป๊อก'ปัด'ลูกชาย'เอี่ยวปมจัดการขยะ การันตีทั้งตระกูลบริสุทธิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.32 น.

16 ส.ค.61 ที่โรงแรมเอสดีอเวนิว เขตบางพลัด กทม. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการเผยแพร่วาระงานของ จ.ภูเก็ต พบ นายยุทธพงษ์ เผ่าจินดา บุตรชาย ขอเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อหารือการบริหารจัดการปัญหาขยะ โดยสื่อสำนักต่างๆ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่บริสุทธิ์ ว่า ได้ถามลูกชายแล้วว่าไม่เคยไปทำ และไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งผู้ว่าฯ ภูเก็ตบอกว่ามีคนมาขอพบ และตนถามผู้ว่าฯ ภูเก็ตว่ามีลูกชายตนหรือไม่ ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ระบุว่าได้ลบวาระงานลูกชายตนไปแล้ว ตนไม่รู้ แต่ตนยืนยันว่าตระกูลตนไม่ยุ่งเรื่องผลประโยชน์พวกนี้ บริสุทธิ์แน่นอน

"ลูกชายผมบอกว่าไม่ได้ไปพบ ไม่ได้เข้าพบ ไม่รู้จัก และไม่ได้ทำกิจการ" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เรื่องนี้อาจเป็นการดิสเครดิตเพื่อโจมตีท่านหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า "ผมไม่ตอบคำถามแบบนี้ มันลิเกไปหน่อย คุณไปถามลูกผมแล้วกัน แต่ก็ว่าไปตามกฎหมายแล้วกัน ผมถามลูกชาย ลูกชายบอกว่าไม่เคยไปพบ ผู้ว่าฯ บอกมีคนมาขอพบจริงบอกว่าชื่อนี้ ถามลูกว่าไง แต่ไม่ตรงกัน ผมรู้แค่นี้ ก็ดำเนินการตามกฎหมายไป ส่วนลูกชายจะดำเนินคดีตามกฎหมายหรือไม่ ให้ไปถามเขาว่าจะฟ้องหรือไม่ แต่ถ้ามากระเทือนผม ผมฟ้อง เพราะผมมั่นใจว่าผมไม่ทุจริต ไม่เคยยุ่ง ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่คิดและไม่เคยทำ แล้วที่กล่าวหาทุกเรื่องไม่ใช่เรื่องของผม"

เมื่อถามว่า จะเน้นย้ำลูกชายในเรื่องการทำธุรกิจหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คงไม่เน้นอะไร เพราะเขาโตแล้วและเป็นคนดี เขาไม่ทำอะไรที่ไม่ดี แต่เขายืนยันว่าไม่ได้ทำแน่นอน และตนไม่ยอมไม่ว่าใครทั้งสิ้น อย่ามายุ่งเกี่ยวงานกระทรวงแล้วมาใช้ชื่อตน ใช้อิทธิพลไม่ได้เด็ดขาด ตนไม่ยอมทั้งสิ้น ยังต้องอบรมอีกหรือ ลูก 41 แล้ว เขาโตเรียนปริญญาเอกแล้ว

เมื่อถามว่า อาจโดนเพ่งเล็งเพราะใกล้เลือกตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า "ผมไม่กลัว ยืนยันในความบริสุทธิ์แน่นอน 4 ปีที่ผ่านมาผมรับรองไม่มีใครว่าผมได้แม้แต่คำเดียว มีแต่คนที่เจตนาไม่ดีเท่านั้น ดีนะถ้าคนผิดคนโกงโดนดำเนินการ แต่ผมไม่เคยทำ ลูกชายผมถึงเขาจะทำธุรกิจ ผมก็ไม่เห็นด้วยถ้าจะทำ แล้วเขาก็ยืนยันจะไม่ทำ"

 

 
4,800ล้าน! 'พรเพชร'เผยเคาะงบไอซีที-สาธารณูปโภค'สภาใหม่'เสนอครม.แล้ว

4,800ล้าน! 'พรเพชร'เผยเคาะงบไอซีที-สาธารณูปโภค'สภาใหม่'เสนอครม.แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 15.19 น.

16 ส.ค.61 ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ย่านเกียกกาย ว่า ขณะนี้ได้ปรับลดงบประมาณในส่วนของระบบไอซีทีและสาธารณูปโภคใหม่แล้ว เหลือ 4,800 ล้านบาท และได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม งบประมาณที่ลดลงไม่ได้เป็นการลดสเปคหรือคุณภาพ แต่เป็นการลดจำนวนลง และหากไม่เพียงพอก็ค่อยจัดซื้อภายหลังได้อีก

นายพรเพชร กล่าวอีกว่า สำหรับกำหนดการส่งคืนพื้นที่ให้สำนักพระราชวัง ทางสภาฯ ต้องส่งให้ตรงเวลา คือ ปลายปี 61 ในบางส่วน เช่น อาคารรัฐสภา 3 เป็นต้น ซึ่งต้องพยายามรักษาคำพูดที่ให้ไว้แก่สำนักพระราชวัง โดยจะต้องพยายามเร่งรัดให้บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้เสร็จ ขณะเดียวกันห้องประชุมสภา เราไม่สามารถไปใช้สถานที่อื่นได้ เพราะมีระบบเฉพาะ และเรามีสมาชิกจำนวนมาก

 ..........................................................

16 สิงหาคม 2561

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net