วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เหรียญ ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร .....บล็อคกษาปณ์


เหรียญ ภูเขาทอง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร .....บล็อคกษาปณ์

เหรียญพระบล็อคกษาปณ์ (เหรียญที่โรงกษาปณ์ใช้กำลังการผลิตที่เหลือจากการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรับจ้างผลิตเหรียญพระและเหรียญที่ระลึกต่างๆ   งานส่วนใหญ่จะมีความสวยงามประณีต)

 

 

"  คนโดยมากมักเข้าใจผิดในผลของความดีคือมักไปเข้าใจ"ผลพลอยได้" ว่าเป็น "ผลโดยตรง" และมักมุ่งผลพลอยได้เป็นสำคัญเมื่อไม่ได้ผลเป็นวัตถุจากการทำความดีก็บ่นว่าทำดีไม่เห็นจะได้อะไร 

รักษาศีลไม่เห็นร่ำรวยอะไรเป็นเพราะไม่เข้าใจว่าผลของความดีคืออะไรผลของความดีคือ "ความหลุดพ้น" ผู้ทำความดีย่อมแสดงถึงว่าเป็นผู้ที่มีจิตหลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวมีจิตกว้างขวางออกไปโดยลำดับและเห็นว่าการให้สำคัญกว่าการรับและย่อมบำเพ็ญความดีเพื่อความดีมิใช่เพื่อผลตอบแทนใดๆเป็นสำคัญ "

                                                            สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก

 

 

 

ด้านหน้าเหรียญ

 

 

 

 

ด้านหลังเหรียญ

 

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณเดิมเรียกชื่อว่าวัดสะแกมามีตำนานเนื่องในพระราชพงศาวดารเมื่อปีขาลจัตวาศกจุลศักราช๑๑๔๔พุทธศักราช๒๓๒๕ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรมหาวิหารตั้งอยู่แขวงบ้านบาตรเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร 

 

พระราชทานนามใหม่

วัดสระเกศเป็นวัดโบราณดังกล่าวข้างต้นมีข้อความปรากฏตามตำนานว่าเป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแต่สมัยโบราณสันนิษฐานว่าจะได้สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเดิมมีชื่อว่า “วัดสระแก” เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นวัดสระเกศเมื่อสมัยรัชกาลที่๑ตอนที่ได้สร้างกรุงเทพพระมหานครครั้งแรกมีปรากฏตามพระราชพงศาวดารว่าเมื่อจุลศักราช๑๑๔๕เบญจศกตรงกับพุทธศักราช๒๓๒๖นั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดให้ลงมือก่อสร้างพระนครรวมทั้งพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคลได้รวมผู้คนให้ขุดคลองรอบเมืองตั้งแต่บางลำพูเรื่อยไปจนจดแม่น้ำด้านใต้ตอนเหนือวัดจักรวรรดิราชาวาสแล้วโปรดให้ขุดคลองหลอดและขุดคลองใหญ่เหนือวัดสระแกอีกคลองหนึ่งพระราชทานนามว่าคลองมหานาคเพื่อเป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนครได้ลงประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำเหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยาและวัดสะแกนั้นเมื่อขุดคลองมหานาคแล้วพระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า “วัดสระเกศ”และทรงปฏิสังขรณ์วัดสระเกศทั้งพระอารามตั้งต้นแต่พระอุโบสถตลอดถึงเสนาสนะสงฆ์แลขุดคลองรอบวัดด้วย 

 คำว่า “สระเกศ” นี้ตามรูปคำก็แปลว่าชำระหรือทำความสะอาดพระเกศานั่นเองมูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระราชทานเปลี่ยนชื่อวัดสระแกเป็นวัดสระเกศนี้มีหลักฐานที่ควรอ้างถึงคือพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีข้อ๑๑๖ว่า “รับสั่งพระโองการตรัสวัดสะแกให้เรียกว่าสระเกศแล้วบูรณปฏิสังขรณ์เห็นควรที่ต้นทางเสด็จพระนคร” ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า “ปฏิสังขรณ์วัดสะแกและเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสระเกศเอามากล่าวปนกับวัดโพธิ์เพราะเป็นต้นทางที่เสด็จเข้ามาพระนครมีคำเล่าๆกันว่าเสด็จเข้าโขลนทวารสรงพระมรุธาภิเษกตามประเพณีกลับจากทางไกลที่วัดสะแกจึงเปลี่ยนนามว่า “วัดสระเกศ” 

 และยังมีลายพระหัตถ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทูลสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ในสาสน์สมเด็จฉบับลงวันที่๑๐มิถุนายนพ.ศ.๒๔๘๕เรื่องเกี่ยวกับวัดสระเกศที่น่ารู้อย่างหนึ่งว่า “ชื่อ” วัดสระเกศดูถือว่าเป็นชื่อสำคัญทางมณฑลอีสานมีเกือบทุกเมืองแต่เขาเรียกว่า “วัดศรีสระเกศ” 

 วัดสระเกศในกรุงเทพฯนี้เดิมชื่อว่า “วัดสะแก” มีเรื่องตำนานว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จกลับจากเมืองเขมรเข้ามาเสวยราชย์ประทับทำพิธีพระกระยาสนานที่วัดสระเกศแล้วจึงเดินกระบวนแห่เสด็จมายังพลับพลาหน้าวัดโพธาราม (ปัจจุบันคือวัดพระเชตุพน) อันเป็นท่าเรือข้ามไปยังพระราชวังธนบุรีเมื่อทรงสร้างเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่๑จึงโปรดให้เปลี่ยนนามวัดสระเกศพระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) เคยบอกหม่อมฉันว่าพระในวัดสระเกศบอกเล่าสืบกันมาว่าสระที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯสรงน้ำนั้นโปรดฯให้ถมเสียแล้วสร้างการเปรียญขึ้นตรงนั้นอยู่ทางข้างตะวันออกของกุฏิหมู่ใหญ่อันเป็นที่อยู่ของพระราชาคณะบัดนี้

ในตำนานของวัดสระเกศนี้ได้กล่าวไว้ว่าเมื่อปีขาลจัตวาศกจุลศักราช๑๑๔๔ตรงกับพุทธศักราช๒๓๒๕เมื่อครั้งกรุงธนบุรีเกิดจลาจนขึ้นในเวลานั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเสด็จดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราชเสด็จยกกองทัพไปทำสงครามที่กรุงกัมพูขาทั้งสองพระองค์เมื่อได้ทรงทราบว่าเกิดจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรีจึงเสด็จยกกองทัพกลับมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จเข้าโขลนทวารประทับสรงมุรธาภิเษกที่วัดสะแกเมื่อณวันเสาร์เดือน๕แรม๙ค่ำปีขาลจัตวาศกจุลศักราช๑๑๔๔ตรงกับพุทธศักราช๒๓๒๕ประทับอยู่เป็นเวลา๓วันแล้วเสด็จจากพลับพลาวัดสะแกโดยกระบวนทางสถลมารคไปประทับณหน้าวัดโพธาราม (ปัจจุบันคือวัดรพะเชตุพน)เสด็จลงเรือพระที่นั่งข้ามไปยังพระราชวังธนบุรีทรงระงับดับยุคเข็ญในพระนครเรียบร้อยแล้วเหล่าเสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ทั้งปวงเชิญเสด็จขึ้นผ่านพิภพปราบดาภิเษกประดิษฐานพระบรมราชจักรีวงศ์ดำรงรัฐสีมาเป็นใหญ่ในสยามประเทศสืบมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาทรงย้ายพระนครมาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ข้างฝั่งตะวันออกเมื่อสร้างพระราชวังในพระนครใหม่จึงโปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตอันเป็นสิริมิ่งขวัญสำหรับพระนครและเมื่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้นทรงพระราชดำริว่าระฆังที่วัดสะแกเสียงไพเราะไม่มีระฆังอื่นจะเสมอสมควรเอามาไว้ในวัดสำคัญสำหรับพระนครจึงโปรดให้เอาระฆังที่วัดสะแกมาแขวนไว้ที่หอระฆังวัดพระศรีรัตนศาสดารามสำหรับตีย่ำเช้าเย็นยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้"

วัดสระเกศได้เป็นวัดสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทยและเกี่ยวกับพระบรมราชจักรีวงศ์มาแต่ต้นจึงเป็นอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่รัชกาลที่๑เป็นต้นมาได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์เป็นจำนวนมากปฏิสังขรณ์ก่อสร้างถาวรวัตถุและเสนาสนะสงฆ์สืบมาโดยลำดับ 

ประวัติบรมบรรพต 

บรมบรรพตนี้โดยมากเรียกกันว่าภูเขาทองสร้างเป็นรูปภูเขามีพระเจดีย์อยู่บนยอดมีบันไดเวียนเป็นทางขึ้นไปถึงพระเจดีย์๒ทางคือด้านเหนือทางหนึ่งด้านใต้ทางหนึ่งสำหรับขึ้นและลงคนละทางเพื่อสะดวกในเวลาเทศกาลและยังมีบันไดตรงด้านใต้อีกทางหนึ่งแต่บันไดตรงได้รื้อเสียเมื่อคราวบูรณะปฏิสังขรณ์พ.ศ๒๔๙๓ฐานโดยรอบวัดได้้๘เส้น๕วาส่วนสูง๑เส้น๑๙วา๒ศอกบรมบรรพตนี้นับว่าเป็นปูชนียสถานอันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่งและเป็นสมบัติทรงคุณค่าของชาติอีกด้วยการสร้างบรมบรรพตนี้ได้เริ่มขึ้นในรัชกาลที่๓  

ด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะสร้างพระเจดีย์ให้เหมือนอย่างวัดภูเขาทองในจังหวัดพระนครศรีอยุทธยาซึ่งที่วัดภูเขาทองจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นตั้งอยู่ที่ชายทุ่งมีพระเจดีย์อยู่องค์หนึ่งเป็นที่สำหรับชาวพระนครศรีอยุธยาลงไปประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลประจำปีจุดประสงค์เดิมก็เพื่อจะไปนมัสการพระเจดีย์ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการประชุมรื่นเริงโดยทางเรือกันอยู่ทรงพิจารณาเห็นว่าที่วัดสระเกศเป็นสถานที่เหมาะสมจึงโปรดให้สมเด็จพระบรมมหาพิชัยญาติ (ทัตบุนนาค) เป็นแม่กองสร้างเมื่อแรกลงมือสร้างแล้วพระราชทานนามว่าพระเจดีย์ภุเขาทอง

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยวอุปเสโณ)

รวบรวมและเรียบเรียง

 

 

 

ข้อมูล/ภาพ

http://www.saketalumni.com/saket-history.php

https://th-th.facebook.com/tuKammatanclub

 

 

โดย opads

 

กลับไปที่ www.oknation.net