วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปปช. เรียกสุเทพให้ถ้อยคำจันทร์นี้


สวัสดีครับ

         นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บ่นดังๆที่คดีที่ตนเป็นผู้ถูกกล่าวหาเรื่อง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการอนุมัติโครงการก่อสร้างแฟลต

ที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่งทั่วประเทศ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แต่อัยการยังมิได้สรุปสำนวนส่งฟ้องศาลเสียสักที

ทำให้ตนถูกดองเค็มมาเป็นแรมปี ทำให้ประธาน ป.ป.ช. ต้องออกมาชี้แจงดังรายงานข่าวท้ายนี้

 

15 ส.ค.61 - พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีกล่าวหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการอนุมัติโครงการก่อสร้างแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่งทั่วประเทศ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และคดีกล่าวหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับพวก กรณีทุจริตโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ หรือโรงพักทดแทน 396 แห่ง ว่า ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มไปแล้วหลายราย ซึ่งตอนนี้ให้โอกาสผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาได้ชี้แจงข้อกล่าวหา โดยทั้งสองคดีมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 80  ส่วนจะสาวถึงนักการเมืองหรือไม่ ขอให้อนุกรรมการได้สรุปประเด็นก่อน ยังไม่สามารถพูดอะไร แต่ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องรีบเร่งไต่สวนให้แล้วเสร็จให้ทันก่อนการเลือกตั้ง

 

 

 

 

ความลับที่ประชาชนรู้ไม่ได้?

    
 

 

  "บิ๊กตู่" กับ "บิ๊กป้อม" มีเรื่องอะไรกัน?

                หลายคนสงสัยว่าทำไม ไม่มีชื่อของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในคำสั่ง คสช.ฉบับล่าสุด

                คือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๓/๒๕๖๑ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ แทนชุดเดิม

                ให้คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วย

                ๑) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประธานกรรมการ

                ๒) พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองประธานกรรมการ

                ๓) หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ กรรมการ

                ๔) พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท กรรมการ

                ๕) พลเรือเอกนริส ประทุมสุวรรณ กรรมการ

                ๖) พลอากาศเอกจอม รุ่งสว่าง กรรมการ

                ๗) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการ

                ๘) นายประมนต์ สุธีวงศ์ กรรมการ

                ๙) นายถวิล เปลี่ยนศรี กรรมการ

                ๑๐) รองศาสตราจารย์จุรี วิจิตรวาทการ กรรมการ

                ๑๑) รองศาสตราจารย์ต่อตระกูล ยมนาค กรรมการ

                ๑๒) นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ กรรมการ

                ๑๓) นายวิชัย อัศรัสกร กรรมการ

                ๑๔) นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการ

                ๑๕) นายประยงค์ ปรียำจิตต์ กรรมการ

                ๑๖) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ กรรมการ/เลขานุการ

                ๑๗) เสนาธิการทหารบก/ผู้ช่วยเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กรรมการ/ผู้ช่วยเลขานุการ

                ไม่มีชื่อ "บิ๊กป้อม"?

                เป็นเพราะแหวนแม่นาฬิกาเพื่อนหรือเปล่า?

                "บิ๊กป้อม" ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความไม่โปร่งใสมากเกินไปใช่หรือไม่?

                ก็คาดเดากันไป.....

                วานนี้ (๑๖ สิงหาคม) วันหวยออก นายกฯ ประยุทธ์ เฉลยคำตอบว่า

                "ไม่มีอะไร แค่แบ่งงานท่านออกมาบ้าง คำสั่งดังกล่าวที่ออกมา พล.อ.ฉัตรชัย ที่มีชื่อเป็นรองประธานยังไม่ได้รับผิดชอบ จึงแบ่งงานของ พล.อ.ประวิตร ออกมาเท่านั้นเอง ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น อย่าไปคิดให้เป็นอย่างอื่นสิ ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นแหละ"

                "ไม่เกี่ยวเรื่องนาฬิกา ผมไม่สนใจ เรื่องไหนใครตรวจสอบก็รับไปสิ เขาตรวจสอบว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ผมไปเกี่ยวอะไรเล่า ไม่เกี่ยว แล้วทำไมเธอไม่ถามล่ะ คุณต่อตระกูล ทำไมยังอยู่ ผมเอาออกหรือเปล่า ก็ว่าโน่นว่านี่อยู่บ่อยๆ ก็ยังอยู่เหมือนเดิมในคณะ ผมไม่ได้ตั้งแบบนี้"

                ใครอยู่ใครไปมันมีเรื่องราว 

                ถ้าจะบอกว่า "บิ๊กป้อม" ถูกถอดชื่อออกเพราะนาฬิกาเพื่อน ใช่ก็เหมือนไม่ใช่

                เพราะผลมันคือ "ใช่" ก็ได้

                "ไม่ใช่" ก็ไม่เชิง

                แล้วแต่จะมอง

                ที่จริงกรรมการชุดเก่าถูกเปลี่ยนออกไปหลายคน เช่น นายวิษณุ เครืองาม พลเอกอุดมเดช สีตบุตร รองศาสตราจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นต้น

                การเปลี่ยนแปลงมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป

                ที่น่าสนใจคือ การที่ "บิ๊กตู่" ปฏิเสธเรื่องนาฬิกาเพื่อน ด้วยการยกตัวอย่างว่า "ต่อตระกูล ยมนาค" ยังอยู่ เพื่อให้เห็นว่า ไม่เกี่ยวกัน

                แต่ผลที่ออกมา ใครคิดว่าเกี่ยวมันก็ต้องเกี่ยว

                เพราะอะไร?

                ก่อนหน้านี้ นายต่อตระกูล ยมนาค เป็นหนึ่งในบุคคลที่ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการตรวจสอบกรณีนาฬิกาเพื่อน ของ "บิ๊กป้อม"

                คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดูจะเกรงอกเกรงใจ "บิ๊กป้อม" เป็นพิเศษ

                จนเสียรังวัด!

                ป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามเรื่องการปราบคอร์รัปชันมากที่สุดยุคหนึ่งเลยทีเดียว

                การไม่มีชื่อ "บิ๊กป้อม" ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ จึงเป็นผลดีกับรัฐบาล คสช.

                แล้วจะเป็นผลดีกับประเทศหรือไม่?

                มองในแง่ความตั้งใจที่จะปราบคอร์รัปชัน การที่ "บิ๊กตู่" ถอด "บิ๊กป้อม" ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ความตึงเครียดทั้งในและนอก คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติดูจะลดลงไป

                แต่ถึงวินาทีนี้การที่ไม่มี "บิ๊กป้อม" ในคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ใช่ว่าคำถามเกี่ยวกับการปราบคอร์รัปชันของรัฐบาลจะลดลง

                ถ้าจะพูดเรื่องการทุจริต ต้องพูดให้หมด ไม่ว่าฝ่ายไหนเข้าไปเกี่ยวข้อง

                ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้ รัฐบาลก่อน หากพัวพันถึง จะละเว้นไม่ได้เด็ดขาด 

                นาฬิกาเพื่อนไม่ใช่เรื่องเดียวที่พบว่ามีปัญหา

                แม้ดูเหมือนว่ารัฐบาล คสช.จะต่อสู้กับการคอร์รัปชันหนักกว่ารัฐบาลก่อนๆ 

                มีมาตรการควบคุมคนโกงออกมากว่าหลายรัฐบาลที่ผ่านมา

                แต่...นำไปสู่การปฏิบัติจริงหรือไม่?

                นี่เป็นคำถาม

                และคำถามที่ดูจะมีน้ำหนัก เพราะตั้งข้อสังเกตโดย ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)

                ดร.มานะ นิมิตรมงคล โพสต์เอาไว้ในเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคมที่ผ่านมา

                เรื่องความลับที่ประชาชนรู้ไม่ได้

                "จากความลับทางทหาร สู่ ความลับทางการค้า"

                ....ก่อนหน้านี้ เมื่อราชการจะจัดซื้ออะไรแพงๆ เขามักใช้คำว่า ‘ความลับทางทหาร’ หรือ ‘ความมั่นคงของชาติ’ เพื่อปกปิดข้อมูล แต่เมื่อถูกคัดค้านและตรวจสอบจากประชาชนมากขึ้น จึงเริ่มมีข้อจำกัดขึ้นมาบ้างว่า หน่วยงานไหน และภายใต้เงื่อนไขอะไร จึงจะอ้างเช่นนี้ได้

                มาวันนี้ การซื้อดาวเทียม ๗ พันล้านบาทได้อ้างว่า มีหลายเรื่องหลายอย่างเปิดเผยให้ประชาชนรู้ไม่ได้ เพราะเป็น ‘ความลับทางการค้า’ ที่ไปตกลงไว้กับต่างชาติ ทำให้สงสัยว่า ผลประโยชน์ทางการค้าของเอกชนสำคัญกว่าผลประโยชน์ของชาติหรืออย่างไร

                ประเด็นนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เคยกล่าวไว้ว่า

                ‘ถ้าเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ การจะอ้างว่าเรื่องใดเป็นความลับทางการค้า ผู้อ้างต้องหาหลักฐานมารองรับให้ได้ว่า เรื่องนั้นเป็นไปตามกฎหมายหรือข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับใด จะมาอ้างเอาลอยๆ หรือไปตกลงกันเองไม่ได้’

                คนป่ามีปืน:

                หน่วยงานที่จะซื้อดาวเทียมยังให้ข้อมูลอีกว่า ขั้นตอนการจัดซื้อครั้งนี้ใช้ ‘ระเบียบพัสดุของหน่วยงานเอง’ ไม่ได้ใช้ระเบียบสำนักนายกฯ ปี ๒๕๓๕ หรือกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างฯ ที่ออกมาเมื่อโครงการจัดซื้อเริ่มเดินไปบ้างแล้ว

                ประเด็นมีอยู่ว่า

                ที่ผ่านมา การที่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต่างคนต่างออกระเบียบจัดซื้อจัดจ้างของตนเองนั้น เปรียบดั่ง ‘คนป่ามีปืน’

                คือมีข้อดีอยู่บ้าง แต่ก็สร้างปัญหาตามมาอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน จนเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องตรา พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ๒๕๖๐ ออกมาเพื่อให้การใช้เงินของแผ่นดิน เงินของประชาชน เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยยึดหลัก ‘ความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้’

                การนำ ‘ข้อตกลงคุณธรรม’ มาใช้ก็เพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับคนของรัฐและพ่อค้าที่เข้าร่วมโครงการต้องให้ความร่วมมือจริงจัง

                คือต้องเปิดเผยและยินยอมให้ผู้แทนภาคประชาชนตรวจสอบได้อย่างปรุโปร่ง สังคมจึงจะมั่นใจได้ว่าการจัดซื้อนั้นเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ต่อไปใครจะค้าขายกับราชการ ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติที่ก็สบายใจว่าไม่ต้องวิ่งเต้นและบวกราคามากๆ ไว้จ่ายใต้โต๊ะให้กับใคร

                อันที่จริง ‘ข้อตกลงคุณธรรม หรือ Integrity Pact’ ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นกติกาสากลที่ใช้กันมานาน โดยรัฐบาลนี้รับมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ เพื่อหวังให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ในการทำงานของข้าราชการ คือทำอย่างโปร่งใส ทำงานร่วมกับตัวแทนประชาชนที่มีความรู้ มากประสบการณ์และเสียสละอาสาเข้ามาช่วยคิด ช่วยตรวจสอบ เพื่อเป็นหลักประกันว่า การลงทุนในโครงการของรัฐจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ลดความสูญเสียจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการและช่วยลดการรั่วไหลของเงินภาษี

                หลายโครงการที่สำเร็จไปแล้วยังพบว่า ทั้งผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ต่างทำงานมั่นใจสะดวกสบายขึ้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องคอยเกรงใจผู้ใหญ่หรือใครที่จะมาแทรกแซง เพราะมีคนกลางคอยช่วยจับตาอยู่..."

                หรือที่ นายต่อตระกูล ยมนาค เขียนบทความไว้ก่อนหน้านี้ ที่มีข่าวที่มีผู้สังเกตการณ์อิสระ ๖ คน ในโครงการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดาวเทียม THEOS-2 มูลค่ากว่า ๗ พันล้านบาท ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISDA) แจ้งขอลาออกทั้งหมด

                เพราะไปพบว่ามีขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลงคุณธรรม แต่เมื่อแจ้งเตือนไปกลับไม่ได้รับความสนใจแต่อย่างใด

                นายต่อตระกูลชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่อ่านข่าวแบบนี้อาจมีความรู้สึก ๒ อย่างพร้อมๆ กัน

                อย่างแรกคือ รู้สึกดีที่มีคนมาช่วยดูแลไม่ให้หน่วยงานรัฐโกงเงินภาษีของเรา

                และอย่างที่สองคือ กลุ้มใจว่าถึงมีคนมาช่วยดูก็เหมือนจะไม่สามารถป้องกันการทุจริตได้

                แม้นายต่อตระกูลจะสรุปว่าอย่ากลุ้มใจไป เพราะข้อตกลงคุณธรรมนี้สามารถช่วยทำให้การประมูลจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐโปร่งใสไร้ข้อครหาเรื่องการทุจริตได้จริง

                แต่...เห็นอะไรหรือเปล่า

                ความพยายามที่คอร์รัปชันโดยระบบราชการ องค์กรมหาชน ภายใต้รัฐบาล คสช.นั่น ยังคงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

                และเหมือนทั้ง ดร.มานะ นิมิตรมงคล และนายต่อตระกูล ยมนาค ดูจะยั้งๆ เมื่อพูดถึงโครงการจัดซื้อดาวเทียมมูลค่า ๗ พันล้านบาท

                ประเทศไทยมาไกลถึงขนาดที่ว่ายอมเชียร์รัฐบาลรัฐประหารให้ช่วยปราบนักการเมืองขี้โกง

                ยอมให้หยุดพักประชาธิปไตยเพื่อปราบคนโกง

                ถ้าไม่สำเร็จมองไม่ออกจริงๆ ว่าอนาคตที่ประชาชนไม่เอาทั้งทหารและนักการเมืองจะเป็นอย่างไร.

                ผักกาดหอม

ปปช.ยันคดีโรงพักทดแทนเสร็จในปีนี้แน่ เรียก'สุเทพ'ให้ถ้อยคำจันทร์นี้

    
 

15 ส.ค.61 - พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีกล่าวหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการอนุมัติโครงการก่อสร้างแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่งทั่วประเทศ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และคดีกล่าวหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับพวก กรณีทุจริตโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ หรือโรงพักทดแทน 396 แห่ง ว่า ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มไปแล้วหลายราย ซึ่งตอนนี้ให้โอกาสผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาได้ชี้แจงข้อกล่าวหา โดยทั้งสองคดีมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 80  ส่วนจะสาวถึงนักการเมืองหรือไม่ ขอให้อนุกรรมการได้สรุปประเด็นก่อน ยังไม่สามารถพูดอะไร แต่ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องรีบเร่งไต่สวนให้แล้วเสร็จให้ทันก่อนการเลือกตั้ง

ประธานป.ป.ช. ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีสินบนข้ามชาติ ว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการหลายๆเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสินบนต่างประเทศ เช่น กรณีบริษัท โรลส์รอยซ์ จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.  กรณีปลูกปาล์มน้ำมันที่ประเทศอินโดนีเซีย ของบริษัท พีทีที.กรีน เอเนอร์ยี่ฯ และ กรณีสินบนโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะปาล์มอินโด กำลังเร่งอยู่ แต่ที่ช้าเพราะป.ป.ช.ถูกผู้ถูกกล่าวหาร้องเรียนป.ป.ช. เพื่อหน่วงคดี และพยายามทำทุกวิถีทางทั้ง ยื่นคำร้อง ฟ้องร้องป.ป.ช. แต่อย่างไรก็ตามถ้าถึงเดือนกันยายนจะพยายามแจ้งความคืบหน้าในหลายๆคดีให้สาธารณะได้รับทราบ 

ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า คดีดังกล่าวมีคณะกรรมการ ป.ป.ช.เต็มองค์คณะเป็นอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งมีความคืบหน้ามากทีเดียว จนเกือบใกล้จะเสร็จแล้ว ซึ่งทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้แจ้งข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาไปแล้ว เนื่องจากพบว่ามีมูลเพียงพอ ซึ่งแจ้งไปล่าสุดเมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา และให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหามาภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม มีผู้ถูกกล่าวหาบางรายได้ขอขยาเวลาในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเนื่องจากให้เหตุผลว่ามีกรณีจำเป็นที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็อนุมัติให้ขยายเวลาได้ถึงปลายเดือน ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตามจะมีผู้ถูกกล่าวหาบางรายที่คณะกรรมการป.ป.ช.จะต้องเชิญตัวมาชี้แจงด้วยวาจา ซึ่งบางรายก็ได้ประสานนัดวันที่จะเข้ามาให้ถ้อยคำต่อ ป.ป.ช.เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เมื่อผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแล้ว พร้อมกับคณะอนุกรรมการได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทางคณะทำงานและอนุกรรมการก็จะได้นำมาประมวลและวิเคราะห์ก่อนที่จะสรุปและเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่ให้พิจารณา ซึ่งคาดว่าคดีนี้จะแล้วเสร็จภายในปีนี้ นายวรวิทย์ยังยืนยันอีกว่าผู้ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าวมีถึงระดับนโยบายของรัฐบาล

รายงานข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช.แจ้งว่าก่อนหน้านี้ทั้งสองคดีได้มีชื่อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาด้วย แต่ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้เคยมีมติไปก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายอภิสิทธิ์ ซึ่งทาง ป.ป.ช.ก็ได้แถลงข่าวให้สื่อมวลชนทราบไปแล้ว อย่างไรตาม ขณะนี้ทั้ง 2 คดี ผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคือนายสุเทพ กับพวกรวม 17 ราย โดยผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่อยู่ในคณะกรรมการตรวจการจ้างโครงกรก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ (ทดแทน) จำนวน 396 หลัง ซึ่งบางส่วนได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหามาเป็นลายลักษณ์อักษร และบางส่วนขอขยายเวลาในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ส่วนนายสุเทพ ได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวมาเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว และยังได้ขอเข้าให้ถ้อยคำต่อ ป.ป.ช.ด้วยตัวเอง ในช่วงบ่ายของวันจันทร์ ที่ 20 ส.ค.ที่จะถึงนี้อีกด้วย

 (โปรดคลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 ...........................................................

 

จันทบุรี พบเอกสารเก่า บันทึกเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1และ2 รวมทั้งช่วงสงครามเย็น เตรียมเสนอมรดกความทรงจำโลก

    
 

16ส.ค.61-หอจม.เหตุฯ จันทบุรีเปิดเอกสารสำคัญล้ำค่า บันทึกสงครามโลกครั้งที่ 1- 2 สงครามเย็น รวมถึงอดีตการทำพลอยเมืองจันทน์  สมุดจดทะเบียนนามสกุลเมืองจันทบุรี เดินหน้าเสนอขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำโลกภายในปี 61 

ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดจันทบุรี กรมศิลปากร จัดโครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เล่าเรื่องเมืองโบราณพันปี “จันทบุรี” ดินแดนยุทธศาสตร์ชาติไทย เพื่อติดตามการดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเพื่อส่งเสริมศักยภาพเมืองเพนียด จังหวัดจันทบุรี ศึกษาดูงานแหล่งโบราณคดีและโบราณสถาน 


โดยนายเมธาดล วิจักขณะ รองอธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี เดิมเป็นอาคารศาลากลางจังหวัดสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.2459 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 เพื่อใช้ทำเป็นศาลาว่าการมณฑลจังหวัดจันทบุรี ซึ่งประกอบด้วยเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด จนกระทั่ง พ.ศ.2476 ได้ยกเลิกระบบมณฑล กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ.2520 อาคารหลังนี้ใช้เป็นศาลากลางจังหวัดจันทบุรี จนถึง พ.ศ.2521 ต่อมา พ.ศ.2546 หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี ได้ขอให้เป็นที่ทำการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน 

นางสุมลฑริกาญจณ์ มายะรังษี หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี กล่าวว่า อาคารมีอายุเก่าแก่กว่า 102 ปี เดิมเป็นอาคารศาลากลางเก่า รูปทรงเป็นอาคารแบบยุโรปสไตล์โคโลเนียล ตัวอาคารก่ออิฐฉาบปูน ยกใต้ถุนสูงสำหรับเก็บวัสดุ หลังคามุงกระเบื้องว่าว ตกแต่งด้วยไม้ฉลุลายสวยงาม เป็นสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานระหว่างตะวันออกและตกวันตก โดยหลังจากใช้เป็นที่ทำการหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ได้ดำเนินการบูรณะอาคารใน พ.ศ.2547 ระหว่างการบูรณะได้พบเอกสารสำคัญของจันทบุรีบริเวณใต้ถุนอาคาร จำนวนมาก เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการขนย้าย คัดแยก พร้อมทั้งประเมินคุณค่าความสำคัญของเอกสารต่างๆ แบ่งเป็นหัวเรื่องต่างๆ  โดยใช้เวลากว่า 10 ปี ในการศึกษารายละเอียด นับเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์และหลักฐานสำคัญของชาติ  จึงได้ริเริ่มทำโครงการ “การบริหารราชการหัวเมืองตะวันออก:จันทบุรี” เพื่อนำเสนอเข้าคณะกรรมการมรดกความทรงจำโลกแห่งประเทศไทย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2560 เป็นครั้งแรก จากนั้นคณะกรรมการฯได้พิจารณา และให้ผู้จัดทำปรับแก้รายงานให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น คาดว่า จะสามารถเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาอีกครั้งปลายปีนี้ 


“ การพบเอกสารสำคัญครั้งนี้ตื่นเต้นที่สุดเหมือนเจอทรัพย์สมบัติอันเป็นมรดกของชาติ ที่รวบรวมไว้ใต้ถุนอาคาร เอกสารมีความสูงถึง 800 ลูกบาศก์ฟุต "
สำหรับ เนื้อหาเอกสาร โดยสรุปเป็นเอกสารสำคัญเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระดับโลก ไม่มีที่ไหนแล้ว เป็นเอกสารของส่วนราชการไทยและเอกสารบันทึกจากต่างประเทศ อายุเฉลี่ย 100 ปี ระหว่าง พ.ศ.2449-2522  เป็นเอกสารเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สมัยรัชกาลที่ 6 ส่งทหารร่วมรบ โดยมีทหารอาสาชาวจันทบุรีร่วมสงครามด้วย  เป็นการตอบโต้ระหว่างกระทรวงมหาดไทย( มท.)กับจังหวัดจันทบุรี ในช่วงจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีหนังสือเวียนสอบถามรายชื่อทหารที่ยังมีชีวิตอยู่ 


เอกสารชุดถัดมาเกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่ฝรั่งเศสทิ้งระเบิด ที่อำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอท่าใหม่ สร้างความเสียให้บ้านเรือน  และเอกสารชุดถัดมาพูดถึงสงครามเย็น ทำให้รู้สภาวการณ์บ้านเมืองยุคข้าวยากหมากแพง ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจระหว่างไทย เขมร  ขณะเดียวกันยุคนี้คนไทยยังเริ่มมีการจดทะเบียนนามสกุล  


บริเวณ ใต้ถุนอาคารเราพบเอกสารการจดทะเบียนนามสกุลของชาวจังหวัดจันทบุรี จำนวน 3 เล่ม แยกเป็นหมวดหมู่ ก-ฮ รวมประมาณ 6,000 กว่านามสกุล โดยมีการตั้งนามสกุลสะท้อนสภาพภูมิศาสตร์ อาทิ ริมคีรี หนองบัวแดง หนองบัวขาว โดย

นามสกุลแรก จดเมื่อปี 2457 ชื่อสกุล กาญจนกิจ รวมถึงทำให้ทราบว่ามีชุมชนญวนตะวันตกและญวนตะวันออกมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่จันทบุรีจำนวนมาก อาทิ   อาทิ อันนัม อานามวัฒน์ อานามนารถเป็นต้น นอกจากนั้นยังมีเอกสารเก่าเกี่ยวข้องกับการทำพลอยเมืองจันทบุรี เริ่มจากชาวกุลา เข้ามาอาศัยในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาได้ทำบ่อพลอย นำมาสู่การเป็นแหล่งค้าพลอยเมืองจันท์ ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของจังหวัดจนถึงปัจจุบัน “นางสุมลฑริกาญจณ์ กล่าว


นางสุมลฑริกาญจณ์ กล่าวต่อว่า หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ได้งบประมาณจากกรมศิลปากรเพื่อดำเนินการสแกนเอกสารสำคัญดังกล่าวให้เป็นไฟล์ดิจิตอลเพื่อเป็นการอนุรักษ์และให้บริการในการศึกษาค้นคว้า โดยขณะนี้สามารถสืบค้นได้แล้วกว่า 5,000 รายการ จากข้อมูลที่มีทั้งหมดหลายหมื่นรายการ อย่างไรก็ตามเอกสารต้นฉบับประชาชนทั่วไปสามารถมาศึกษาค้นคว้าได้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี 

 

 

 

 

 

 ..............................................................

17 สิงหาคม 2561 

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net