วันที่ ศุกร์ สิงหาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วิษณุแจงรับน้องแบมเข้าป.ป.ท.ตามเกณฑ์กพ.เป็นบุคคลที่มีคุณงามความดีพิเศษ


สวัสดีครับ

         อันที่จริงแล้ว ถึงแม้ว่าคนทำความดีที่มีคุณค่าต่อสังคมมากๆจะเรียกร้องขอสิ่งตอบแทนบ้างนั้น ทางราชการก็น่าจะ

พิจารณาเปิดเป็นระเบียบเอาไว้เป็นมาตรฐานเสียเลย ซึ่งจะทำให้คนต้องการทำความดีกันมากขึ้น เป็นผลดีสะท้อนกลับสู่สังคม

นั่นเอง

         ใช่แล้วครับ ผมกำลังพูดถึงข่าว 'วิษณุ'แจงรับ'น้องแบม'เข้าป.ป.ท.ตามเกณฑ์กพ.เป็นบุคคลที่มีคุณงามความดีพิเศษ

ครับ ผมก็เพิ่งทราบว่าก.พ.มีระเบียบนี้อยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ควรมีการดูแลกันอย่างจริงจังครับ

 

 

 

 

ทัศนคติ "สิทธิพิเศษ" น้องแบม

    
 

       อยากจะบอกน้องแบม "น.ส.ปณิดา ยศปัญญา" ซักอย่าง

        เพชร........

        ไม่ปรากฏว่าตั้งราคาให้ตัวเอง ฉันใด

        ความดีที่เธอทำเป็นแบบอย่างสังคมรุ่นใหม่ ก็ฉันนั้น

        เธออย่าใช้ความดีไปในทาง "เรียกร้อง-ทวงถาม" สิ่งตอบแทนใดๆ เพื่อตนเองเลย

        แม้สิ่งนั้น.........

        จะมีใครให้คำมั่นเป็นสัญญิง-สัญญาก็ตาม!

        "ความดี" ก็เหมือนต้นไม้

        ดำรงให้คงทน สม่ำเสมอไว้ ในความเป็นเมล็ดแห่งพืชพันธุ์ดีเพื่อมนุษยชาติ

        เมื่อถึงเวลา....

        ดอก, ผล "ผลิบาน" เอง!

        การที่เธอเป็นนักศึกษา เห็นการโกงเงินสงเคราะห์คนจนในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ที่จังหวัดขอนแก่น แล้วไม่นิ่งเฉย

        ตีแผ่จนนำสู่การตรวจสอบ "ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง" ทั่วประเทศ

        จนสามารถขจัดข้าราชการกังฉิน "เล็ก-ใหญ่" ในสังกัด "กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์" หรือ พม.ไปได้จำนวนหนึ่งนั้น

        ไม่มีสุจริตชนใด ที่ไม่ "ชื่นชม-สรรเสริญ" เธอ

        แต่ "น้องแบม" ไม่ควรมองนอกตัวมากนัก........

        จงมอง "หัวใจ" ในตัวเองสิ

        ว่าหัวใจเรามันพราว เหมือนมีน้ำพรม รับรู้ถึงขม-หวานใน "คุณค่า" ความเป็น "คน" ขนาดไหน?

        เกิดมาชาติหนึ่ง ในหมู่ชนกว่า ๗๐ ล้านคน ร่วมแผ่นดิน

        เธอกล้าหาญ........

        ใจเหนืออามิส เสียสละ เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น

        ทำในสิ่งที่คนนับล้านไม่กล้าทำ ใช้ชีวิตในความเป็นนักศึกษาสาวเดี่ยวโดดคนหนึ่ง วางเป็นเดิมพัน

        กระทั่งครูบาอาจารย์ทาสสังคมสยบยอมทั้งกดทั้งดัน เธอก็ไม่เปลี่ยนใจ

        น้องแบม......

        เธอยิ่งใหญ่มาก

        ใจเหนือใจที่รับรู้ได้ถึง "ความยิ่งใหญ่" นั้น นั่นแหละ คือน้ำของเนื้อเพชร

        คนเห็นค่าและคู่ควรเท่านั้น จะได้เธอไปร่วมสังคมงานและสังคมชีวิต!

        เมื่อวาน (๓๐ ส.ค.๖๑) คุณแม่น้องแบม ได้รับเข็มกลัด "แม่ดีเด่นแห่งชาติ" ประจำปี ๒๕๖๑

        นี่ก็ดอกผลผลิบานจากความดีน้องแบม

        แต่เรื่องที่น้องแบม "เปิดใจ" กับสื่อ ในประเด็น ผู้ใหญ่กระทรวง พม.รับปากต่อหน้านายกฯ ว่า

        "เรียนจบจะรับเข้าทำงาน พร้อมทำงานเมื่อไหร่ ให้โทรศัพท์แจ้งได้"

        ตอนนี้ จบปริญญาตรีแล้ว แต่เมื่อโทร.ไปแจ้งประสงค์ว่า

        "อยากทำงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น"   

        แต่คำตอบที่ได้ คือ...........

        "ถ้ามีประกาศรับสมัครคนเข้าทำงานให้สมัครเข้ามาตามขั้นตอนและสอบตามขั้นตอน แต่ยังไม่ทราบว่าจะประกาศรับสมัครเมื่อใด"

        แล้วน้องแบมก็ปรารภ ว่า......

        "ผู้ใหญ่ไม่ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ เพราะเมื่อเปรียบกับผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษรายอื่นๆ ตัวเองเหมือนถูกทอดทิ้ง ทำให้รู้สึกน้อยใจเหมือนกัน ที่ไม่เป็นไปตามที่หวัง และที่ได้ยินจากปากของผู้ใหญ่ ที่ได้กล่าวไว้ต่อหน้าผู้นำประเทศ"

        นี่แหละ...........

        อัดอั้นที่น้องแบมระบายใจ กลายเป็นวัตถุดิบให้สื่อ "ยำใหญ่นายกฯ" ว่อนโซเชียล

        "ผู้ใหญ่ไม่ทำตามสัญญา" บ้าง "ลุงตู่หลอก" บ้าง และอีกต่างๆ นานาสำนวน คงเห็นแล้ว

        ก็เป็นสิทธิ์น้องแบมที่จะพ้อ แต่เท่าที่น้องแบมได้รับเสนอ ก็หลายอย่างนะ

        เช่น ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เสนอให้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท ที่ ม.รังสิต และตอนนี้เธอก็เข้าศึกษาแล้ว

        "ค่ายประจักษ์ศิลปาคม" ที่อุดรธานี ก็เสนองานในค่ายให้ไปทำ

        แต่ไม่ประสงค์ไปทำเอง ว่าไม่สะดวก ต้องดูแลคุณพ่อที่บ้านขอนแก่น ซึ่งป่วย

        "แบงก์กรุงไทย" ก็เสนอ พร้อมรับเข้าทำงาน ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ

        น้องแบมก็ปฏิเสธ.........

        อ้างไม่สะดวก ต้องดูแลพ่อแม่ที่บ้านเกิดขอนแก่น

        โรงแรมโฆษะ ขอนแก่น ก็เสนองานให้ ซึ่งตอนนี้ เธอก็ทำงานที่นี่

        แต่ที่กระทรวง พม.เท่านั้น ที่น้องแบมอยากเข้าทำงานที่ "ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง" ขอนแก่น ถิ่นบ้านเกิด

        เมื่อติดต่อไป ก็เป็นดังข่าว "ผู้ใหญ่ไม่ทำตามสัญญา"!

        ผมอยากให้น้องแบมเข้าใจ "โลกเป็นจริง" ตรงนี้ไว้นิด ดูจากคำตอบเจ้าหน้าที่กระทรวง พม.

        เขาตอบไม่ผิดหรอก

        และก็ไม่มีใคร "ผิดสัญญา" อย่างที่เข้าใจ

        เพียงแต่ เจ้าหน้าที่ที่ให้คำตอบนั้น "มะนาวไม่มีน้ำ" เยี่ยงข้าราชการ "น้อยสำนึก" ไปหน่อย

        คำว่า "สิทธิพิเศษ" นั้น.........

        น้องแบม ซึ่งโลกยังสวย อย่าไปเสพติดอะไรมันมาก บ้านเมืองวังวน "ทุจริต-คอร์รัปชัน" ในระบบราชการที่เป็นอย่างทุกวันนี้

        เชื้อก็มาจาก "สิทธิพิเศษ" นี่แหละ!

        ถ้าเจ้าหน้าที่ที่ให้คำตอบน้องแบม มีสำนึก "บริการประชาชน" ในภาษาสื่อสาร

        ด้วยใจความที่เขาตอบ น้องแบมจะไม่เกิดความรู้สึกว่าผิดสัญญา หรือถูกทอดทิ้งเลย

        จะสังคมงานหรือสังคมไหนก็ตาม ต้องเข้าใจคำว่า "กติกา-มารยาท-ระเบียบปฏิบัติ และขั้นตอน" ก่อน

        ง่ายๆ สมมุติ เราเป็นพ่อแม่ของหมอคนหนึ่ง เกิดป่วยฉุกเฉิน ไปโรงพยาบาล

        จะถือสิทธิ์ว่า ฉันเป็นพ่อของหมอที่โรงพยาบาลนี้ พรวดพราดเปิดประตูเข้าไปหา อย่างนั้นไม่ได้

        ระเบียบปฏิบัติมันมี ต้องไปแจ้งชื่อขอทำบัตรผู้ป่วยก่อน

        แล้วยังอีกหลายโต๊ะ วัดความดัน เจาะเลือด รอเรียกชื่อตามคิว เป็นต้น

        พบหมอแล้วนั่นแหละ ขั้นตอน "สิทธิพิเศษ" จะลื่นไหลจากหมอเอง

        การเข้าเป็นข้าราชการก็ประมาณนั้น ยังไงก็ต้องตามขั้นตอนก่อน

        ไปสมัครสอบ ก.พ.ก่อน แล้วสิทธิพิเศษถึงจะเดิน "ตามระบบ" ได้

        สอบผ่านแล้ว ยังต้องรอคิวบรรจุ รอตำแหน่งว่าง รอเรียกตัว สอบสัมภาษณ์

        เข้าไปเป็นข้าราชการให้ได้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน จะอยู่ไหน ที่จะชี้เอาตรงนั้น-ตรงนี้ นั่น...ใจเย็นๆ

        จะโฉ่งฉ่างเหมือนชี้ซื้อผักตามตลาด มันไม่ควร

        เพราะคนไทยเรา ไม่ชิน "การเข้าแถว" นี่แหละ พลอยทำให้วัฒนธรรมสังคม เป็นสังคม "เอาแต่ใจ" เป็นที่ตั้งไปด้วย

        การไม่รู้จักอดทนในการรอคอยนั้น ทำให้ไม่เคารพสิทธิ์เขา-พิทักษ์สิทธิ์เรา ในขั้นตอนตามกติกาสังคม

        ทุกแห่ง มัน "มีขั้น-มีตอน" เป็นอารยปฏิบัติ กระทั่งบ้านเราแท้ๆ จะเข้าไป ยังต้องไขกุญแจก่อนเลย

        สรุป คือ "ภาษาสื่อสาร" ที่ข้าราชการใช้กับประชาชนไปติดต่อนั่นแหละ

        มากต่อมาก ทำให้คน "เกลียดข้าราชการ" และ "ระบบราชการ" มองว่า เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสังคมชาติ

        ในสมัยหนึ่ง คนอยากเป็นคอมมิวนิสต์กันมาก

        ก็เพราะข้าราชการสื่อสารกับประชาชนลักษณะนี้!

        ผมก็เข้าใจระบบราชการเขานะ

        ในความเป็นประเทศ ประกอบด้วยคนร้อยพ่อ-พันแม่-หมื่นต้องการ-แสนเจตนา

        จำเป็นต้องมี กฎ-ระเบียบในทางปฏิบัติ เป็นกรอบกว้างไว้ก่อน เพื่อกลั่นและกรองเป็นชั้นๆ

        ทุกวันนี้ ขนาดกรองแล้ว-กรองอีก บางทียังต้องกลั่น ด้วย ม.๔๔ อีกชั้น ก็ยังเป็นอย่างนี้

        ถ้าไม่กรองเลย เอะอะ "สิทธิพิเศษ" หมด

        ป่านนี้.....

        ประเทศไทยยังจะเหลือถึงพรุ่งนี้-ปะรืนนี้มั้ย ก็ยังสงสัย?

        แต่เย็นวาน ได้ยิน "พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด" บอก "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ" (ปปท.)

        รับน้องแบมเข้าทำงานที่ ปปท.ขอนแก่นแล้ว ซึ่งเธอพอใจ นัยว่า สะดวกต่อการดูแลพ่อแม่ด้วย

        เอาล่ะ........

        เป็นอันว่า ดอก, ผล แห่งความดี ถึงเวลา "ผลิบาน" แล้ว น้องแบมจะได้เป็นข้าราชการในสำนักปราบโกงให้แผ่นดินแล้ว

        เห็นมั้ย...ก่อนจะใหญ่ไปถึงระดับอธิบดี-ปลัดกระทรวง ในอนาคต มันก็ต้องผ่านระดับ ๑-๒-๓ ขึ้นไปก่อนทั้งนั้น     

        ฉะนั้น จำเป็นบทเรียนไว้ "ก่อนใหญ่" ในความเป็นสังคมบริหารและปกครอง

        คำว่า "สิทธิพิเศษ" มีได้

        แต่จะใช้ได้ กับคนรู้จัก-เข้าใจคำว่า "ระบบ-ระเบียบ" ในแบบแผนปฏิบัติ ประกอบด้วยกาละ-เทศะเท่านั้น  

        และอย่าประณามคนง่ายๆ เพียงไม่ได้อย่างใจตัวเอง

        อ้อ...อีกอย่าง

        เป็นข้าราชการแล้ว ต้อง "อดทน" ในการพูดจาอธิบายความกับประชาชน

        ข้าราชการที่มองประชาชนเหมือนไม่ใช่คน มันคนนั้น...ต่ำสัตว์!.

 

'วิษณุ'แจงรับ'น้องแบม'เข้าป.ป.ท.ตามเกณฑ์กพ.เป็นบุคคลที่มีคุณงามความดีพิเศษ

    
 


31ส.ค.61-นายวิษณุ เครืองาม  รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือ น.ส.ปณิดา ยศปัญญา  หรือ 'น้องแบม' ในการเข้ารับราชการ ว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ตนได้ให้หน้าห้องโทรศัพท์ไปสอบถามน.ส.ปณิดา เพื่อสอบถามรายละเอียด ทราบว่า น.ส.ปณิดา สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์ และขณะนี้ได้เรียนต่อแบบออนไลน์ที่มหาวิทยาลัยรังสิต โดยทุนของ ม.รังสิต แต่ตัวน.ส.ปณิดานั้นอยู่จ.ขอนแก่น ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลมาเช่นนี้จึงถามว่าสนใจหรือไม่ เขาบอกว่าสนใจ แต่ขอให้ได้ทำงานที่ จ.ขอนแก่น นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ธนาคารกรุงไทยได้ไปติดต่ออยากให้มาทำงานที่ธนาคารกรุงไทย เพียงแต่ขอให้ น.ส.ปณิดา มาทำงานที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเขาไม่สะดวก ตนจึงให้เจ้าหน้าที่ประสานไปว่าถ้าเช่นนั้นก็เอาที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แล้วกัน เพราะที่ จ.ขอนแก่นมี ซึ่ง น.ส.ปณิดายินดี

นายวิษณุ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ตนได้นำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมคณะกรรามการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พบว่ามีช่องทางที่สามารถทำได้โดยถูกกฎหมาย คือ กรณีที่บุคคลใดเป็นความต้องการของทางราชการ และเป็นผู้ที่มีคุณงามความดีพิเศษ เช่นเดียวกับที่เราบรรจุนักกีฬาหรือใครก็ตามที่ทำชื่อเสียงให้ประเทศสามารถทำได้ โดยการให้สำนักงาน  ป.ป.ท. เสนอเรื่องมาที่ ก.พ. และขอพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งสามารถทำได้ และทำได้กับทุกรายถ้าเป็นกรณีเดียวกับน.ส.ปณิดา อีกทั้งในอดีตก็เคยทำมาแล้ว คือ 1.ต้องมีอัตราว่าง 2.เป็นความต้องการของทางราชการ และ3.บุคคลนั้นต้องเป็นบุคคลที่มีคุณงามความดี มีชื่อเสียงที่สมควรจะได้รับการสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษ ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นการลำเอียงหรือเลือกปฏิบัติ เพราะนี่เป็นเกณฑ์หนึ่งในการเสาะแสวงหาบุคคลบางประเภทเข้ามาทำงานราชการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ปณิดา ไม่จำเป็นต้องสอบ ก.พ.ให้ผ่านก่อนหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องสอบ เพียงแต่ต้องทำอีกแบบหนึ่ง และไม่ต้องไปยุ่งกับเรื่องโควตาหรืออะไรทั้งสิ้น ขณะที่ถ้ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการคงต้องใช้วิธีรอมีอัตราว่างตำแหน่งว่างตามปกติ

เมื่อถามว่า ขณะนี้ ป.ป.ท.มีตำแหน่งว่างคือ นักสืบสวนสอบสวนใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า มี โดยตนได้เรียกเลขาธิการ ป.ป.ท.มาพบแล้ว ทั้งนี้ การดำเนินการการพิจารณาตามขั้นตอนไม่นาน แต่จะช้าตรงนำเข้า ก.พ. แล้วก็เสร็จ ไม่ต้องผ่านกระบวนการเหมือนการสอบอย่างอื่น ยืนยันว่าไม่ใช่การลำเอียง เป็นเกณฑ์ปกติ

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนในกระบวนการ ก.พ.นั้นไม่นาน โดย ก.พ.จะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง ถ้ามีเรื่องนี้เข้ามาอาจจะมีการพิจารณาโดยให้ คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) เป็นคนพิจารณาไปก่อนได้ ซึ่ง อ.ก.พ.ชุดนี้คือ อ.ก.พ.สรรหาคนเข้ารับราชการ ซึ่งตั้งมาหลายสิบปีแล้ว มีนายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ เป็นประธาน ซึ่งเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ได้พูดคุยกันแล้ว นายธีรยุทธ์รับว่าจะพิจารณาให้ เพียงแต่ขอให้ดูเรื่องวุฒิการศึกษา ทั้งนี้ ขั้นตอนการรับ น.ส.ปณิดา ต้องผ่านขั้นตอนการสอบและการสัมภาษณ์ เพียงแต่ทำคนเดียว ไม่ต้องไปแข่งกับคนเป็นหมื่น และจะมีการบรรจุที่ ป.ป.ท.ที่ จ.ขอนแก่นทันที

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมามีข้อเปรียบเทียบกับลูกข้าราชการตำรวจทหารที่เสียชีวิตที่เขารอสอบอยู่เช่นกัน เพียงแต่สอบเฉพาะกลุ่ม นายวิษณุ กล่าวว่า เรามีหลายแบบหลายเกณฑ์ บางทีสอบเฉพาะกลุ่มสอบเฉพาะคน แต่ทุกอย่างมีหลักเกณฑ์ของมันอยู่ ไม่ใช่มากำหนดขึ้นใหม่สำหรับใคร มีมานานแล้ว และราชการก็รับคนแบบนี้ไปหลายคนแล้ว เราไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อ เพื่อไม่ให้มีการบรรจุลูกท่านหลานเธอ วิ่งเต้นเส้นสายกัน ทำทีหนึ่งก็ต้องออกข่าวให้คนรู้ว่าเหมาะหรือไม่และในการให้เขาบรรจุ เราต้องพิจารณาด้วยว่าจะให้เขาไปบรรจุที่ไหน กระทรวงใด เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเขาด้วย

'ยะใส'ชี้ยกฟ้องสลายพันธมิตร สะท้อนความพิการของต้นทางกระบวนการยุติธรรม

    
 

30 ส.ค.61 -  นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิตและผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย โพสต์ข้อความ "ยกฟ้องตำรวจสลายการชุมนุมของพันมิตรฯ 7 ตุลาฯ 51 ....ความพิกลพิการของต้นทางกระบวนการยุติธรรม"ลงในเฟซบุ๊กว่า "กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกฟ้องคดีที่ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นอุทรณ์ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น.ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีออกคำสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ปิดล้อมทางเข้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 471 ราย

ผมเคารพและน้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แต่ผลคดีดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนความพิกลพิการ และความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมในชั้นต้น เพราะกลายเป็นว่า การใช้แก๊สน้ำตาของตำรวจไม่เกินกว่าเหตุ ไม่ได้ทำให้ใครตายเลยแม้แต่คนเดียว รวมทั้งถือว่าสมควรแก่เหตุด้วย และนั่นเท่ากับว่า "น้องโบว์" ผู้เสียชีวิตพกระเบิดไปหรือพวกเดียวขว้างระเบิดโดนกันเองอย่างนั้นหรือ?

ทั้งที่ข้อเท็จจริงเหตุการณ์ดังกล่าว มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และวัตถุพยานชัดเจน ว่า แรงระเบิดมาจากภายนอกเสื้อของ "น้องโบว์" ซึ่งรองโฆษก ตร.ในตอนนั้น จึงได้ขอโทษแม่น้องโบว์ และหุบปากเงียบสนิท เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกฟ้องคดีอาญาและแพ่ง

นอกจากนั้น ตามข้อเท็จจริงแก๊สน้ำตาแบบจีน มีดินระเบิด C4 ซึ่งมีส่วนประกอบของสาร RDX อยู่ 7 กรัม จึงมีการระเบิดเสียงดังและรุนแรงมากพอที่จะทำให้คนโดนระเบิดโดยตรงบาดเจ็บพิการหรือแม้แต่เสียชีวิตได้

ถ้าย้อนไปอ่านคำพิพากษาศาลปกครอง รายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรรมาธิการวิสามัญฯวุฒิสภา หรือแม้แต่ผลการชี้มูลของ ปปช.ต่างยืนยันว่าตำรวจกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุและไม่เป็นไปตามหลักสากล

แต่การกล่าวหาใส่ความกลุ่มผู้ชุมนุมว่าพวกเดียวกันทำระเบิดตกใส่ แต่การสืบสวนสอบสวนของตำรวจผู้รับผิดชอบการใช้แก๊สน้ำตากลับไม่รู้ว่าเป็นใครเป็นคนขว้างหรือยิงใส่

เพราะข้อเท็จจริงเป็นเพียงการแต่งเรื่องสอบสวนขึ้นเท่านั้น

เมื่อสอบสวนเป็นคดีไม่รู้ตัวผู้กระทำผิดมาหนึ่งปีตามระเบียบแล้ว ตำรวจก็เสนอให้อัยการสั่ง "งดสอบสวน"

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ที่ผมอยากชี้ คือ คดีที่ตำรวจเป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่กลับมีอำนาจสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนส่งให้อัยการ จะเชื่อถือได้อย่างไรว่าการสอบสวนเป็นไปด้วยความสุจริตไม่มีการบิดเบือนพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง

ตามมาตฐานสากล คดีสำคัญเช่นนี้หรือที่มีการร้องเรียนจะต้องให้อัยการมีอำนาจตรวจสอบหรือควบคุมการสอบสวนตั้งแต่เกิดเหตุ แต่ประเทศไทยปล่อยให้ตำรวจเห็นและรวบรวมพยานหลักฐานเพียงฝ่ายเดียวสรุปแล้วส่งให้อัยการ โดยไม่มีโอกาสได้เห็นพยานหลักฐานทั้งหมด และสั่งคดีไปตามที่ตำรวจสรุปเสนอกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

การสอบสวนต้นทางกระบวนการยุติธรรมจึงมีความสำคัญที่สามารถสร้างความเข้าใจผิดและความไม่เป็นธรรมต่อประชาชน รวมทั้งก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะตำรวจบางนายอาจทำความจริงให้เป็นเท็จ และปั้นแต่งความเท็จให้เป็นจริงได้ หรือแม้กระทั่งกล่าวหาใส่ความผู้เสียหายและพรรคพวกให้ได้รับความเสียหาย เกิดความคับแค้นใจ

ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเร่งปฏิรูประบบงานสอบสวนต้นทางกระบวนการยุติธรรมที่สำคัญของประเทศให้หลักประกันความสุจริตและมีประสิทธิภาพแท้จริงด้วยการกำหนดให้พนักงานอัยการเข้าตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีสำคัญ รวมไปถึงการบันทึกภาพและเสียงการสอบปากคำบุคคลทั้งผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ต้องหาและประจักษ์พยานปากสำคัญ

เพื่อป้องกันการสร้างพยานหลักฐานเท็จหรือบิดเบือนพยานหลักฐานให้ผิดไปจากความเป็นจริงอย่างเร่งด่วน

อย่าให้ความพิกลพิการของกระบวนการสอบสวนทำลายความน่าเชื่อถือต่อระบบยุติธรรมของประเทศโดยรวม"

(โปรดคลิกที่รูป เพื่ออ่านข่าว)
 

 

 

 

 

........................................................
 
 

ก้าวสู่ปีที่ 5 รัฐบาล คสช. ดูดไม่ถึง 250 ถอยดีกว่า

    
 

        ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะการประกาศจุดยืนต่อต้านการรัฐประหาร 4 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 22 พฤษภาคม ที่มี 2 กลุ่มหลัก คือ พรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนหนุ่มสาวในนาม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" ที่พวกเขาอ้างว่าได้แสดงสิทธิเสรีภาพ ตามที่รัฐธรรมนูญปี 60 รับรองไว้ในการวิพากษ์วิจารณ์ และชุมนุมด้วยความสงบ ปราศจากอาวุธ และความรุนแรง แต่กลับถูก คสช.ใช้อำนาจรัฐด้วย กฎเหล็ก ควบคุมสถานการณ์ได้สำเร็จ   

        โดยฝ่ายแรกคือพรรคเพื่อไทย บรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยได้ถูกตั้งข้อหา 1.ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 57/2567 ห้ามมิให้พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจการใดๆ ในทางการเมือง 2.ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2557 ในข้อ 12 ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป 3.ผิดมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา ยุยงปลุกปั่น 4.ผิดมาตรา 14 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีการไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก

        ฝ่ายหลัง แกนนำจำนวน 14 คน นำโดย นายรังสิมันต์ โรม, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์, นายปิยรัฐ จงเทพ, นายนิกร วิทยาพันธุ์, นายวิเศษณ์ สังข์วิศิษฏ์ ก็ถูกแจ้งข้อหา อาทิ 1.ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 2.ความผิดตาม ม.215 วรรคแรกมั่วสุมเกินกว่า 10 คนขึ้นไป หรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง 3.เป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น 4.ม.216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตาม ป.อาญา ม.215 ให้เลิกแล้วไม่เลิก 5.ขัดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป 6.ฐานความผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 108 เดินแถวเป็นขบวนแห่ หรือเดินเป็นขบวนใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางทางจราจร เป็นต้น

        โดยเฉพาะในฝ่ายของนักศึกษา บางคนจะได้ลิ้มรสชาติการสูญเสียอิสรภาพเป็นครั้งแรกในชีวิต ในสถานการณ์ที่ตำรวจกำลังเดินหน้าฝากขังต่อศาล ท่ามกลางความเป็นห่วงของประชาชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนานาชาติ โดยเฉพาะ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) - ฮิวแมนไรต์วอตช์ ที่ออกมาเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำทันที 

        กลับมาที่รัฐบาล คสช. หลังจากบริหารประเทศครบ 4 ปี ก้าวสู่ปีที่ 5 ยังติดหล่มกับปัญหาเดิมจากผลโพลต่างๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ไม่นับรวมการปฏิรูปประเทศที่ไม่คืบหน้า รวมทั้งสถานการณ์พลังงานเชื้อเพลิงที่ราคาขยับตัวขึ้นสูง

        จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลทหารจะต้องเร่งแก้ไข ควบคู่กับการเตรียมพร้อมไปสู่การเลือกตั้ง ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ คสช.ประกาศเอาไว้จะมีขึ้นอย่างเร็วที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งขณะนี้คงต้องรอความชัดเจนว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ เพื่อจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็เพิ่งวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา

        ต้องจับตาว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ส. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในวันที่ 30 พ.ค.นี้ จะมีผลออกมาเช่นใด โดยสามารถประเมินออกมาได้ 3 แนวทาง คือ 1.ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2.มีหรือขัด แต่ไม่เป็นสาระสำคัญต้องทำให้ตกทั้งฉบับ แก้เพียงบางมาตรา บางประโยคเท่านั้น และ 3.ขัดต่อสาระสำคัญรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องร่างใหม่ ซึ่งอาจทำให้โรดแมปเลือกตั้งเคลื่อนออกไป

        นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำนายว่า สมมุติว่าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาลสามารถจัดการเลือกตั้งได้ภายในเดือน ก.พ.62 แม้จะมีการประเมินว่าอาจจะจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ค.62 โดยหลังจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยื่นทูลเกล้าฯ ถวายในเดือน มิ.ย.61 และนับจากนั้นไปอีก 90 วัน หลัง พ.ร.ป.ส.ส.ประกาศใช้ ในช่วงเดือน พ.ย.61 ก็สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งได้ภายใน 150 วัน ดังนั้นรัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 150 วันก็ได้ ใช้เพียงแค่ 60 วันเพื่อให้เลือกตั้ง ก.พ.62 ได้ ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลปกติหากมีการยุบสภาฯ ก็จะให้จัดเลือกตั้งภายใน 60 วัน

        นอกจากนี้ยังมีประเด็นศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยนัดอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยต่อในวันที่ 30 พ.ค. หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขัดรัฐธรรม คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ก็จะสิ้นสภาพไป พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองก็จะมีผลบังคับใช้ดังเดิมตามที่ สนช.เห็นชอบไป พร้อมคืนสิทธิ์ของสมาชิกพรรคการเมืองให้กลับมาเช่นเดิม และพรรคการเมืองต่างๆ สามารถเคลื่อนไหวเพื่อไปสู่การเลือกตั้ง

        แต่หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรับรองว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะเกิดปัญหาวิชาการ และหลักนิติรัฐ ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มีกระบวนการตรากฎหมายถูกต้องตามขั้นตอนและมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็จะด้อยค่า ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ และสามารถถูกคำสั่งหัวหน้า คสช.ลบล้างได้ทุกเมื่อ ในขณะที่ทางการเมืองก็เปิดช่องให้รัฐบาล คสช.เดินหน้าดูดนักการเมือง และทุ่มงบประมาณให้พื้นต่างๆ หาเสียงล่วงหน้าไปตามลำพัง ไม่เป็นธรรมกับพรรคการเมืองอื่นๆ ยังติดล็อกไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ 

        อย่างเช่นล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้มีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการและประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ ครม.สัญจร ในวันที่ 11-12 มิถุนายน ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง คือ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยนายกฯ จะลงพื้นที่จังหวัดพิจิตรเพื่อพบปะประชาชน ก่อนที่จะประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.นครสวรรค์ หลังก่อนหน้านี้ ดูดกลุ่มนักการเมืองในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคและกลุ่มการเมืองต่างๆ อาทิ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังชล พรรคชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา กลุ่มมัชฌิมา กลุ่มบ้านริมน้ำ ตระกูลสะสมทรัพย์ และกลุ่ม กปปส. เป็นต้น

        ดังนั้นในช่วงเดือนสิ้นเดือนพฤษภาคมจนถึงมิถุนายนนี้ จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จะเกิดขึ้นตามที่นายกฯ ลั่นวาจาได้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ให้คำตอบ รวมทั้ง ความชัดเจนของ คสช. จะเล่นการเมืองไปในทางที่ตัวเองได้เปรียบเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจการยอมรับหรือไม่     

        หรือสุดท้าย หากประเมินแล้วไปต่อลำบาก ได้ไม่คุ้มเสีย ก็อาจเลือกแนวทางของอาจารย์ปริญญา ที่แนะนำเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ “ถ้าได้ที่นั่ง ส.ส.ไม่ถึง 250 เก้าอี้ เพื่อขึ้นเป็นนายกฯ และอยู่ต่อทำงานในสภาฯ ได้ ก็ควรถอยดีกว่าและกลับมาอยู่ในฐานะคนกลางเหมือนเดิมนักวิชาการชื่อดังกล่าวปิดท้าย.

                                                                 ทีมข่าวการเมือง

ปภ.เผย6จังหวัดยังจมน้ำ 'นครพนม' อ่วมหนักแม่น้ำโขงเพิ่ม

    
 

30 ส.ค. 61 - นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุโซนร้อน “เบบินคา” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17-30 สิงหาคม 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ หนองคาย นครพนม บึงกาฬ เพชรบุรี สกลนคร ลพบุรี นครนายก และชัยภูมิ รวม 78 อำเภอ 311 ตำบล 1,614 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 37,080 ครัวเรือน 114,0237 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 9 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ หนองคาย เชียงราย และลพบุรี ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 6 จังหวัด รวม 25 อำเภอ 111 ตำบล 836 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 16,691 ครัวเรือน 47,708 คน ได้แก่

นครพนม น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอนาแก อำเภอศรีสงคราม อำเภอนาหว้า อำเภอนาทม และอำเภอบ้านแพง รวม 36 ตำบล 395 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,354 ครัวเรือน 9,434 คน ปัจจุบันระดับน้ำโขงเพิ่มขึ้น

บึงกาฬ น้ำในแม่น้ำโขงล้นตลิ่งในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอโซ่พิสัย อำเภอปากคาด อำเภอศรีวิไล อำเภอบึงโขงหลง อำเภอเซกา และอำเภอพรเจริญ รวม 44 ตำบล 340 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 7,376 ครัวเรือน 27,393 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย 41,338 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

เพชรบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด และอำเภอบ้านแหลม รวม 7 ตำบล 19 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 497 ครัวเรือน 2,048 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

สกลนคร น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอพรรณานิคม และอำเภออากาศอำนวย รวม 8 ตำบล 9 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 47 ครัวเรือน 158  คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

นครนายก น้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา และอำเภอองครักษ์ รวม 14 ตำบล 68 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,311 ครัวเรือน 8,278 คน พื้นที่การเกษตร 1,020 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ชัยภูมิ น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ รวม 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 106 ครัวเรือน 397 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ท้ายนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

โจ๊กรายงานกงสุล สรุปไม่มีเหตุข่มขืน

    
 

    "บิ๊กโจ๊ก" เข้ารายงานกงสุลอังกฤษสรุปผลสอบแหม่มผู้ดีอ้างถูกมอมยา-ข่มขืนที่หาดทรายรี เกาะเต่า ยืนยันเป็นการกุเรื่องขึ้นมา 100% ยกหลักฐานเด็ดคืนเกิดเหตุขึ้น 14 ค่ำ น้ำท่วมหาดนั่งไม่ได้ และหากจะอุ้มไปข่มขืนที่โขดหินก็ต้องลุยน้ำไป ทั้งวันดังกล่าวมีการถ่ายสดบอลโลก นักท่องเที่ยวขวักไขว่ เจ้าหน้าที่รักษาการณ์เต็มพิกัดก็ย่อมมีคนเห็น 2 เพจดังซวย เจอดำเนินคดีฐานแพร่ข่าวเท็จ คนแชร์ก็ผิดด้วย 
    พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงเมื่อวันที่ 30 สิงหาคมนี้ กรณีนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษร้องผ่านสื่อถูกวางยาข่มขืนที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ ว่า ในเรื่องนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ทำความจริงให้ปรากฏ ส่วนการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกองบังคับการตำรวจภูธร จ.สุราษฎร์ธานี ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน ขณะนี้สอบพยานผู้เกี่ยวข้องไปแล้วประมาณ 20 ปาก ถ้าพบว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามข่าวที่เกิดขึ้นจริง ผู้เสียหายยังสามารถเข้าแจ้งความได้ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ยังไม่ขอเปิดเผยอะไรมาก ถ้าพูดไปอาจจะคาดเคลื่อนได้ อีกไม่กี่วันคงเรียบร้อย
    ผบ.ตร.กล่าวว่า การลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเเที่ยว ตนได้รับรายงานเบื้องต้นแล้ว ได้ผลหลายอย่าง เบื้องต้นต้องพิสูจน์ให้ทราบก่อนว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร หลังจากเรื่องนี้เกิดขึ้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบเรื่องชื่อเสียง ซึ่งหากไม่มีมูล ในส่วนของเว็บไซต์หรือโซเชียลที่นำเสนออะไรก็แล้วแต่ที่กระทบต่อความเสียหายของประเทศหรือภาพลักษณ์ของประเทศ ต้องดำเนินคดีอยู่แล้ว  
    "เรื่องนี้เราให้ความสำคัญ จึงได้ประสานกับสถานทูตเพื่อติดต่อกับผู้เสียหาย ต้องพิสูจน์กันต่อไป เราทำงานเต็มที่ ไม่ได้นิ่งนอนใจ"
บิ๊กโจ๊กพบกงสุลอังกฤษ
    วันเดียวกัน ที่สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ปรีดี พงศ์เศรษฐสันต์ รอง ผบช.สพฐ., พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รอง ผบก.ทท.2, พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ., พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิรัตน์ รอง ผกก.สายตรวจ บก.สปพ. และตำรวจกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เดินทางเข้าพบนายพอล เคย์ กงสุลใหญ่ประจำสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เพื่อรายงานข้อเท็จจริง ชี้แจงกรณีนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษปรากฏเป็นข่าวถูกข่มขืน 
    มีรายงานว่า พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ และคณะ ได้นำรายงานข้อเท็จจริงที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และการจำลองเหตุการณ์ ตลอดจนการสอบปากคำพยานแวดล้อม เสนอต่อนายพอล เคย์ โดยใช้เวลาในการหารือนานกว่า 1 ชั่วโมง 
    ภายหลังการเข้าพบ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ตนนำหนังสือจาก ผบ.ตร. ซึ่งเป็นรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเสนอต่อกงสุลใหญ่ สรุปว่า การตรวจสอบตามคำสั่งของ ผบ.ตร.ถือว่าจบสมบูรณ์แบบ สามารถยืนยันได้ว่าจากร่องรอยวัตถุพยาน การสอบปากคำพยาน และการจำลองเหตุการณ์เสมือนจริงตามสภาพแวดล้อม รวมทั้งตรวจสอบในที่เกิดเหตุเพื่อหาพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ มีการจำลองเหตุการณ์ตามรายละเอียดที่ทางผู้เสียหายระบุว่า รู้สึกเหมือนถูกมอมยาอยู่ที่ร้านลีโอ บาร์ ถูกอุ้มมาข่มขืนที่บริเวณลานหิน จปร. โดยจุดดังกล่าวมีระยะห่างจากบาร์ 300 เมตร  
ผลสอบสรุปชัดไม่มีเหตุข่มขืน
    "เราได้จำลองเหตุการณ์เสมือนจริง มีการตรวจสอบน้ำขึ้น-น้ำลง ปรากฏว่า ในคืนวันเกิดเหตุ วันที่ 25-26 มิถุนายน เป็นวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลบอลโลก ซึ่งทางผู้เสียหายอ้างว่าได้นั่งดื่มกินอยู่ที่ริมหาด แต่จากการสอบปากคำพยาน ตรวจสอบระดับน้ำขึ้น-ลง พบว่าห้วงเวลาดังกล่าวระดับน้ำสูงถึง 400 เมตร ขึ้นมาจนถึงฝั่ง ไม่มีใครสามารถนั่งดื่มที่บริเวณนั้นได้ ซึ่งหากเป็นไปตามที่ผู้เสียหายอ้างว่ามีการอุ้มไปที่โขดหิน จปร.จริง ก็ต้องเป็นการอุ้มไปในน้ำ ซึ่งถ้าเดินในน้ำถือว่าผิดปกติมากถ้าเทียบกับสถานการณ์ขณะนั้น เนื่องจากในวันดังกล่าวมีประชาชนนักท่องเที่ยวอยู่บริเวณดังกล่าวจำนวนมาก การเดินไปยังจุดเกิดเหตุจะต้องเดินลุยน้ำทะเลไปยังโขดหินซึ่งจะเป็นจุดสนใจ และมีการตรึงกำลังของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยบริเวณริมชายหาด จึงไม่สามารถเป็นไปตามคำกล่าวอ้างนั้นได้ ทำให้สรุปได้ว่าไม่มีการวางยาและการข่มขืนเกิดขึ้น" 
    รอง ผบช.ทท.กล่าวว่า นอกจากนี้ยังสอดรับกับทางกงสุลใหญ่ที่ระบุว่า หลังเกิดเหตุไม่ได้รับแจ้งเหตุจากผู้เสียหายแต่อย่างใด มีเพียงแค่ผู้เสียหายเดินทางกลับไปให้ข้อมูลกับทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของประเทศอังกฤษ ซึ่งการที่เรานำข้อมูลเป็นรายงานนำเสนอต่อทางกงสุลใหญ่ ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าทางการไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เรามีความตั้งใจจริง และไม่ตำหนิฝ่ายใดทั้งสิ้น สิ่งที่เราทำก็คือการทำความจริงให้ปรากฏ ทำให้สถานทูตอังกฤษเห็นถึงความตั้งใจจริงของทางการไทยที่จะค้นหาความจริง โดยหลังจากนี้ทางสถานทูตอังกฤษจะประสานไปทางประเทศอังกฤษ เพื่อที่จะขอคำให้การของผู้เสียหายที่ไปให้ปากคำกับตำรวจอังกฤษ รวมทั้งขอร่องรอยวัตถุพยาน เช่น เสื้อผ้าที่มีคราบอสุจิติดอยู่ที่ทางผู้เสียหายให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ ส่งกลับมาให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานดำเนินการตรวจสอบต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาอย่างเร็วที่สุดภายใน 1 เดือน ก่อนที่จะประสานทางสถานทูตอีกครั้ง 
ออกหมายจับ 2 เพจดัง
    พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ประเด็นพนักงานสอบสวนไม่รับแจ้งความนั้น จากการตรวจสอบไม่มีการแจ้งว่าถูกข่มขืน มีแต่การแจ้งเรื่องทรัพย์สินสูญหาย เพราะฉะนั้นการดำเนินการทั้งหมด ทาง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. รวมถึงตน ขอยืนยันว่าเราจะไม่ปกป้องเจ้าหน้าที่ที่กระทำความผิดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนที่แม่ของผู้เสียหายบอกจะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีนั้น ทางแม่ของผู้เสียหายไม่ใช่พยานบุคคลสำคัญ จึงไม่มีผลต่อรูปคดี 
    ทั้งนี้ จะมีการออกหมายจับเจ้าของเพจ 2 เพจ คือเพจสมุยไทม์ และเพจ CSI LA ที่โพสต์ข้อความเหตุการณ์ดังกล่าวจนสร้างความเสื่อมเสียทางด้านการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้สามารถพิสูจน์ตัวตนของเจ้าของเพจได้แล้ว และคาดว่าน่าจะมีการออกหมายจับได้ภายในวันเดียวกัน ในข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมทั้งคนแชร์ข้อมูลก็มีความผิดด้วย ก็จะออกหมายเรียกเข้ามาให้ข้อมูล 
    พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้พบการแจ้งความเท็จของชาวต่างชาติ ทำให้เกิดความเสื่อมเสียทางด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวม 4 คดี ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ เกาะสมุย และเกาะเต่า ซึ่งทางตำรวจได้ดำเนินการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดว่าไม่มีเหตุจริงตามกล่าวอ้าง จึงได้ดำเนินคดีไปตามขั้นตอน ในฐานความผิดแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ก่อนยกเลิกวีซ่าขึ้นแบล็กลิสต์ถาวรไปแล้ว 
    "จากการพูดคุยในครั้งนี้ ทางกงสุลใหญ่ท่านก็ได้ชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ที่ตำรวจของไทยสามารถหาพยานหลักฐานมาหักล้างและทำงานอย่างเต็มที่ สำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงขณะนี้ถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์ 100% แล้ว รอเพียงพยานหลักฐานใหม่เท่านั้น" รอง ผบช.ทท.กล่าว
    มีรายงานว่า เมื่อคืนวันพุธ พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ได้เรียกประชุมชุดคลี่คลายคดีที่ สภ.เกาะเต่า ก่อนจะแถลงว่า จากการประชุมร่วมกับตำรวจ นายกเทศมนตรีตำบลเกาะเต่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และจากการตรวจสอบลงพื้นที่เก็บข้อมูล เก็บหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุ พร้อมสอบปากคำพยานไปกว่า 20 ปาก ได้ข้อสรุปเบื้องต้นยังไม่พบข้อบ่งชี้ใดๆ ว่าภายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์มอมยาและข่มขืนนักท่องเที่ยวสาวชาวอังกฤษในพื้นที่หาดทรายรี บนเกาะเต่าแต่อย่างใด และได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว พร้อมกันนี้ ภายใน 2 วัน ตั้งแต่วันที่ 30-31 ส.ค.61 คดีนี้จะสามารถสรุปและปิดคดีให้ได้ ไม่ว่าคดีนี้จะมีมูลหรือไม่มีมูลก็ตาม 
    ขณะที่ พล.ต.ท.สรศักดิ์ เย็นเปรม ผบช.ภ.8 เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี ว่า พนักงานสอบสวน สภ.เกาะเต่ากำลังพิจารณาจะออกหนังสือผ่านกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 แจ้งไปยังสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทยให้ช่วยประสานผู้เสียหายเดินทางมาให้ปากคำ โดยได้อธิบายถึงข้อกฎหมายของไทยเกี่ยวกับอายุความของคดีที่จะครบกำหนดในวันที่ 25 ก.ย.นี้ นับตั้งแต่วันเกิดเหตุที่ผู้เสียหายกล่าวอ้างกับสื่อประเทศอังกฤษ ทางไทยจึงมีความจำเป็นต้องสอบปากคำผู้เสียหาย รวมทั้งตรวจร่างกายทางการแพทย์ แต่หากผู้เสียหายไม่สะดวกจะเดินทางมาภายในอายุความ สามารถให้ทางสถานทูตอังกฤษเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้คดีความหมดอายุ ซึ่งหากเหตุเกิดขึ้นจริง การไปแจ้งความแล้วพนักงานสอบสวนไม่รับแจ้ง จะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ไทย.

 
.......................................................
 
31 สิงหาคม 2561
 
 
 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net