วันที่ ศุกร์ กันยายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องราวจากวันเก่า ๆ #๒


 

เรื่องราวจากวันเก่า ๆ

 

หลายวันที่ผ่านมา

มีโอกาสจัดการเก็บของใช้ในห้อง

ได้ย้อนทวนอ่านเอกสารที่พิมพ์เก็บไว้

มีหลายชิ้นที่เพื่อน ๆ คุยและส่งข้อความไว้ให้

อืมมมม

นานหลายปีทีเดียวนะ

นับ ๆ แล้ว...ก็เกินสิบปี!!!!!

เอกสารมากมาย

ที่ได้กลับมานั่งอ่านทำความเข้าใจ

ก็เกิดความเข้าใจชัดเจนมากทีเดียว

คงจะด้วยวันและวัยที่เพิ่มขึ้น

ทำให้ระลึกถึงผู้ที่ส่งข้อความทิ้งไว้ให้

และให้ได้กลับมาอ่านทบทวน

จนกระจ่างขึ้นในใจ

อนุโมทนาสาธุ

ทุกอักษรและทุกน้ำใจค่ะ

ขอคุณพระรัตนตรัย

ประทานพรให้ท่านเจ้าของอักษร

เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ

ถึงซึ่งจุดหมายที่วางไว้

อย่าช้า...เทอญ

  

 

เอกสารชิ้นที่ ๕

 

 

 

คำว่า วิบาก หมายความว่าอย่างไร?

และเป็นคำกลาง ๆ หรือเปล่า?

 

 

http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%E4%B5%C3%C7%D1%AF%AF%EC

เกิดกิเลสอยากได้ของเขา

จึงทำกรรมด้วยการไปลักของเขามา

ประสบวิบากคือได้ของนั้นมาเสพเสวยเกิดสุขเวทนา

ทำให้มีกิเลสเหิมใจอยากได้รุนแรงและมากยิ่งขึ้น

จึงยิ่งทำกรรมมากขึ้น

ในทางตรงข้ามถูกขัดขวาง

ได้รับทุกขเวทนาเป็นวิบาก

ทำให้เกิดกิเลส คือโทสะแค้นเคือง

แล้วพยายามทำกรรมคือประทุษร้ายเขา

เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้

วงจรจะหมุนเวียนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด;

กรรมวิปากชา อาพาธา

ความเจ็บไข้ เกิดแต่วิบากของกรรม

วิปากทุกข์

ทุกข์ที่เป็นผลของกรรมชั่ว

เช่น ถูกลงอาชญา ได้รับความทุกข์

หรือตกอบาย หรือเกิดวิปฏิสารคือเดือดร้อนใจ

วิบาก – ผล

 

 

 อาการของวิบาก ออกมาในรูปเวทนาหรือ?

 

 

 

 ขันธ์ ๕

 

 

วิบากเกิดแก่ขันธ์?

 

 

วิบาก บางที่ก็หมายถึง ผลแห่งกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน

รูป ก็เกิดแต่วิบากได้ 

 

 

หากวิบากส่งผล ไม่ว่าดีหรือร้าย

เราควรวางใจอย่างไร? 

 

 

 

อุเบกขา 

 

 

 

มอง รู้ไปเรื่อยๆเฉยๆ หรือ? หรือว่าไม่สนใจ?

อุเบกขา ไม่ใช่ ไม่สนใจ ใช่ไหม? 

 

 

ความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์

เรียกเต็มว่า อุเบกขาเวทนา

http://www.84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%CD%D8%E0%BA%A1%A2%D2

ความวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง,

ความวางใจเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย

เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นผลอันเกิดขึ้นโดยสมควรแก่เหตุ

และรู้ว่าพึงปฏิบัติต่อไปตามธรรม หรือตามควรแก่เหตุนั้น,

ความรู้จักวางใจเฉยดู

เมื่อเห็นเขารับผิดชอบตนเองได้

หรือในเมื่อเขาควรต้องได้รับผล

อันสมควรแก่ความรับผิดชอบของเขาเอง,

ความวางทีเฉยคอยดูอยู่

ในเมื่อคนนั้นๆ สิ่งนั้นๆ

ดำรงอยู่หรือดำเนินไปตามควรของเขาตามควรของมัน

ไม่เข้าข้างไม่ตกเป็นฝักฝ่าย ไม่สอดแส่

ไม่จู้จี้สาระแน ไม่ก้าวก่ายแทรกแซง

 

 

แล้ว อุเบกขา กับ ขันติ ล่ะ?

 

 

ขันติ ความอดทน

คือ ทนลำบาก ทนตรากตรำ ทนเจ็บใจ,

ความหนักเอาเบาสู้ เพื่อบรรลุจุดหมายที่ดีงาม

ไม่เหมือนกัน

ฆราวาสธรรม

หลักธรรมสำหรับการครองเรือน,

ธรรมของผู้ครองเรือน มี ๔ อย่างคือ

๑. สัจจะ ความจริง เช่น ซื่อสัตย์ต่อกัน

๒. ทมะ ความฝึกฝน ปรับปรุงตน

เช่น รู้จักข่มใจ ควบคุมอารมณ์ 

บังคับตนเองปรับตัวเข้ากับการงานและสิ่งแวดล้อมให้ได้ดี

๓. ขันติ ความอดทน

๔. จาคะ ความเสียสละ เผื่อแผ่ แบ่งปัน มีน้ำใจ

ธรรมทำให้งาม ๒ คือ

๑. ขันติ ความอดทน

๒. โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยมหรือความมีอัธยาศัยประณีต

 

 

กรณีเกิดทุกขเวทนาทางกาย

ธรรมที่นำมาใช้ คือ อุเบกขา หรือ ขันติ?

 

 

บารมี

คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด

เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง

มี ๑๐ คือ

ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ,

ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา, อุเบกขา

อดทนคือขันติมาก่อน

อุเบกขาสำหรับผู้ปฏิบัติภาวนา

 

 

อดทน แล้วจะเกิดอุเบกขา.. หรือ?

 

 

ดูบารมี ๑๐ สิ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=25&A=2050&Z=2065

สมัยหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี

ก็สมัยนั้นแล

ภิกษุรูปหนึ่งนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง

อยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค

อดกลั้นทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อน

ซึ่งเกิดแต่ผลแห่งกรรมเก่า

มีสติสัมปชัญญะ ไม่พรั่นพรึงอยู่

พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้น

นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงอยู่ในที่ไม่ไกล

อดกลั้นทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อน

ซึ่งเกิดแต่ผลแห่งกรรมเก่า

มีสติสัมปชัญญะ ไม่พรั่นพรึงอยู่ ฯ

ลำดับนั้นแล

พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว

ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ภิกษุละกรรมทั้งหมดได้แล้ว

กำจัดกรรมเป็นดังธุลีที่ตนทำไว้แล้วในก่อน

ไม่มีการยึดถือว่าของเรา

ดำรงมั่น คงที่

ประโยชน์ที่จะกล่าวกะชน (ว่าท่านจงทำยาเพื่อเรา)

ย่อมไม่มี ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=66

บทว่า ตาทิโน

ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยอริยฤทธิ์ ๕ ประการที่ท่านกล่าวไว้

โดยนัยมีอาทิว่า

เป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งปฏิกูลว่าเป็นสิ่งไม่ปฏิกูลอยู่

และประกอบด้วยอุเบกขามีองค์ ๖

อันไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘

ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะเป็นผู้คงที่

กล่าวคือความเป็นผู้เช่นเดียวกันในอิฏฐารมณ์เป็นต้น.

บทว่า อตฺโถ นตฺถิ ชนํ ลเปตเว

ความว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะกล่าวคือพูดกะชนว่า

ท่านทั้งหลายจงปรุงเภสัชเป็นต้นแก่เรา

เพราะไม่มีความอาลัยในร่างกาย.

จริงอยู่ อัธยาศัยของพระขีณาสพ (มี) ว่า

กายนี้จงแตกตกไปเองทีเดียว

เหมือนใบไม้เหลืองหล่นจากขั้ว ฉะนั้น.

สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า

เราไม่หวังความตาย

ไม่หวังความเป็นอยู่

แต่ยังหวังกาลเวลา

เหมือนลูกจ้างหวังค่าจ้างฉะนั้น.

ค่อยๆ อ่านนะ คิดว่าคงไขข้อข้องใจได้

กรรม วิบาก ขันติ อุเบกขา

เราไม่หวังความตาย

ไม่หวังความเป็นอยู่

แต่ยังหวังกาลเวลา

เหมือนลูกจ้างหวังค่าจ้างฉะนั้น.

 

 

 

_/\_ ขอบคุณหลายๆ ครั้ง

 

 

 

  

  

ขอบพระคุณท่านเจ้าของอักษร

และ

ท่านเจ้าของภาพทุกภาพ

โดย อักษราภรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net