วันที่ อาทิตย์ กันยายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อหนังสือไม่มีใครหยิบอ่าน


ทุกวันนี้ เวลาในแต่ละวันถูกแบ่งให้กับโทรศัพท์มือถือวันละไม่น้อย และสิ่งที่เปลี่ยนไปโดยไม่ได้ตั้งใจก็คือ เราแทบจะเลิกอ่านหนังสือกันไปแล้ว เมื่อก่อนเราอ่านเมื่อเราว่าง อ่านเมื่ออยากอ่าน อ่านเมื่ออ่านติดพัน จะไม่ยอมวางถ้ายังอ่านไม่จบ แต่เดี๋ยวนี้เราหาเวลาว่างที่ว่านั้นไม่เจอแล้ว รู้แค่ว่าว่างเมื่อไหร่ แม้สักครู่หนึ่งเราก็จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเล่น รู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงๆ แล้ว

 

หนังสือ เคยเป็นแหล่งให้ความรู้ เปิดโลกทัศน์ ช่วยให้เราได้ขบคิด ได้พัฒนาตนเอง แต่ทุกวันนี้ เราไม่หยิบหนังสือมาอ่าน สถิติการอ่านหนังสือของคนไทยนั้นน้อยอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อมาถึงวันนี้ วันที่ไม่มีใครอ่านหนงัสือ แม้แต่หนอนหนังสือหลายคนก็อ่านน้อยลงอย่างมาก บางคนเคยอ่านทุกวัน กลายเป็นน้อยกว่าเดือนละครั้งเสียด้วยซ้ำ สิ่งที่ตามมาก็คืออุตสาหกรรมหนังสืออยู่ในช่วงดิ่งลงเหวอย่างไร้ทางออก จริงอยู่ว่าปัจจุบันเรามีอีบุ๊ค หนังสือในรูปแบบอิเล็กทรอนิก สามารถอ่านได้ในโทรศัพท์มือถือ แปลว่าจะพกไปอ่านที่ไหนก็ได้เสมอ แต่จำนวนของทั้งผู้อ่านและจำนวนหนังสือก็ยังคงน้อยนิดเมื่อเทียบกับตลาดหนังสือที่มีอยู่

 

ถามว่าเราแค่เปลี่ยนรูปแบบของการอ่านหนังสือรึเปล่า มันก็ใช่แต่เป็นส่วนน้อยมาก ส่วนใหญ่ของผู้อ่านคือเลิกอ่านไปเลย และใช้เวลาส่วนมากกับการเช็คข้อมูลข่าวสารบทความฯลฯ ในโทรศัพท์มือถือแทน และเมื่อไม่มีใครอ่านหนังสือ บรรดาสำนักพิมพ์ที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดก็ค่อยๆ ทยอยปิดตัวกันไปทีละเจ้าสองเจ้า แม้แต่เจ้าใหญ่ๆ ก็ยังทนต่อการขาดทุนไม่ไหว กำลังจะหมดยุคหนังสือเล่มในอีกไม่ช้า

 

เมื่อไม่มีนักอ่าน แล้วนักเขียนล่ะ? ทำอย่างไรต่อ? 

 

เท่าที่ทราบทุกวันนี้นักเขียนก็ปรับตัว เมื่อสำนักพิมพ์มีน้อยลง การตัดกรองต้นฉบับกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง และมีผู้รอดชีวิตน้อยลงตามลำดับ เช่นเดียวกับยอดขาย เป็นดั่งการวัดฝีมือว่าใครกันแน่ที่จะเป็นผู้รอดชีวิตตัวจริงในวงการน้ำหมึกนี้ สมัยก่อนการเป็นนักเขียนดูไกลตัวยากเย็น กว่าจะมีผลงานออกสักเรื่อง แต่ในรอบสิบปีที่ผ่านมาวงการหนังสือคึกคัก การออกหนังสือสักเล่มไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และเมื่อวงการหนังสือเริ่มเข้าสู่วิกฤตดังในปัจจุบัน นักเขียนจำนวนไม่น้อย ไปทำอาชีพอื่น และมีอีกไม่น้อยที่ผันตัวมาเป้นผู้ผลิตเอง ด้วยการผลิตในจำนวนน้อย ตามความต้องการของผู้อ่าน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า หนังสือทำมือ นั่นคือผลิตเท่าที่มีกำลัง ผู้ซื้อก็คือแฟนตัวยงของผู้เขียนเหล่านั้น หรือแม้แต่ผู้อ่านหน้าใหม่ที่อยากทดลองอ่านหนังสือสักเล่ม โดยไม่สนใจว่าหนังสือจำเป็นจะต้องมาจากสำนักพิมพ์ที่เป็นที่น่าเชื่อถือ 

 

แต่แม้จะปรับตัวยังไงแล้วก็ตาม ช่วงขาลงของวงการหนังสือก็ยังดำเนินต่อไป นักเขียนมีต้นฉบับที่ไม่มีสำนักพิมพ์รับพิมพ์ ก็ต้องผลิตขายเอง ผู้อ่านอ่านหนังสือน้อยลง ตลาดลดขนาดลง ในวันที่ไม่มีใครอ่านหนังสือจึงยากนักที่จะพยากรณ์ได้ว่าต่อไปอีกสักห้าปีสิบปีข้างหน้า คนเราจะกลับมาอ่านหนังสือเยอะขึ้นอีกครั้งหนึ่งไหม รับรู้เพียงแค่ว่าในวันนี้น่าเป็นห่วงเหลือเกิน

โดย neananok

 

กลับไปที่ www.oknation.net