วันที่ เสาร์ กันยายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อยุธยาเมืองเก่าของเราแต่ก่อน


 

   ได้ยินชื่อรอมแพงเมื่อคราบุพเพสันนิวาส นึกไปถึงเธอที่เป็นนักเขียนเรื่องราวดอกไม้กลีบบางเบาสีหวานหวานหอมกรุ่น "ฟังเสียงดอกไม้ทักทายกัน" ที่ได้รับรางวัลชมเชยหนังสือบันเทิงคดี(สพฐ.)ปี ๒๕๕๑ และ "ดอกไม้ วันวาร และความทรงจำ" อ่านแล้วได้กลิ่นหอมกรุ่นๆนุ่มละไมลอยล่องมาจากตัวหนังสือ จะหยิบหนังสือมาอ่านเวลาใดแม้แต่ช่วงเช้าๆสายๆ แม้ว่าจะเป็นดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมยามราตรี ก็จะส่งกลิ่นอ่อนๆมาแตะนาสิกทันทีแม้ในยามทิวาวาร

   เมื่อมาสืบค้นดูกลายเป็นว่า รอมแพงคนที่เขียนหนังสือบุพเพสันนิวาส เป็นคนละคนกันกับรอมแพงที่เขียนเรื่องราวของดอกไม้ เพราะเธอคือ รอมแพง อริยมาศ ส่วน รอมแพงที่เขียนบุพเพสันนิวาส เธอชื่อรอมแพง เฉยๆ ไม่มีนามสกุล แต่เธอทั้งสองเป็นชาวใต้ด้วยกัน รอมแพงบุษเพฯเป็นชาวนครศรีฯ ส่วนรอมแพง อริยมาศเป็นชาวสงขลา บ้านอยู่หาดใหญ่

   ประวัติศาสตร์ของอยุธยาเป็นที่รู้จักกันอย่างดีเพราะบุพเพสันนิวาส เกือบทุกบ้านเกือบทุกครัวเรือนพูดกันแต่ออเจ้า ซาบซึ้งประวัติของแต่ละบุคคลในยุคสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจนละเอียดลึกซึ้ง รู้ถึงอุปนิสัยใจคอของแต่ละคนเป็นอย่างไร ชั่วร้าย เจ้าเล่ห์ อ่อนโยน ดีงาม มีครบทุกบทบาท ตั้งแต่นั้นมาอยุธยาจึงเป็นสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวยุคบุพเพสันนิวาสนับหมื่นแสนจนสถานที่ประวัติศาสตร์แทบเป็นผุยผง 

   ผมไปเยือนอยุธยามาหลายครั้งแล้วเช่นกัน แต่ละครั้งที่ไปก็เก็บความประทับใจและความภูมิใจในชาติบ้านเมืองของเราที่มีเอกลักษณ์ในศิลปวัฒนธรรมที่งดงาม แวะไปพระราชวังบางปะอินก็ประทับใจในสถาปัตยกรรม แวะไปศูนย์ศิลปาชีพบางไทรก็ซาบซึ้งในพระมาหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงเห็นคุณค่าของศิลปหัตถกรรมไทย ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ชนบท

   สถาปัตยกรรมวัดวาอารามในตัวเมืองอยุธยาล้วนนำมาสู่ความภาคภูมิใจ แม้ไม่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนช้อยงดงาม สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนา แม้แต่จิตรกรรมก็เป็นจิตรกรรมพระพุทธศาสนา

   สถานีรถไฟรังสิตที่ช่องจำหน่ายตั๋วผมยื่นธนบัตรราคาหนึ่งร้อยบาทแจ้งให้เจ้าหน้าที่จำหน่ายตั๋วว่าจะไปลงสถานีอยุธยาสองใบ ได้รับเงินทอนมา ๘๖ บาท ทำให้ผมแทบไม่อยากจะเชื่อว่าราคาตั๋วรถไฟจะถูกแสนถูกอย่างนี้ ใช้เวลาเดินทางราวๆ ๔๕ นาที รถไฟช่วงเช้านั่งสบาย ทุกบานหน้าต่างเปิดรับลมเย็นๆจากทุ่งนาที่รถไฟวิ่งผ่านทำให้อากาศภายในตัวรถเย็นเหมือนเปิดพัดลมเมื่อยามหน้าหนาว นั่งจนเพลินมองดูผู้คนขึ้นๆลงๆทุกสถานี  จนไม่รู้ว่าผ่านไปกี่สถานีเมื่อถึงจุดหมายปลายทางสถานีรถไฟอยุธยา  เมื่อใกล้จะถึงสถานีอยุธยาสถาปัตยกรรมของอยุธยาเมืองหลวงราชอาณาจักรสยามเมื่อ ๖๐๐ กว่าปีก่อนก็โผล่แซมประปรายตามหลังคาบ้านเรือน บางยอดโผล่แซมตามราวป่าโปรงๆ

   ถึงแล้วอาณาจักรอยุธยา ลงไปสอบถามประชาสัมพันธ์ได้รับ Leaflet การท่องเที่ยวเมืองอยุธยา หลังจากนั้นก็ติดต่อเช่ารถตุ๊กๆเพื่อให้พาชมวัดวาอารามต่างๆเท่าที่เวลาจะอำนวยให้ โชเฟอร์ที่นี่มีความรอบรู้ดีมากเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยา หากเราไม่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์อยุธยามาบ้างก็จะงงและไม่เข้าใจอาจจะเบื่อที่จะรับฟังก็ได้

   รอยเท้าของผมค่อยๆเหยียบย่ำลงไปในร่องรอยของประวัติศาสตร์  วัดวาอารามทุกหนแห่งในอยุธยาล้วนมาจากความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาของมหาชนชาวอโยธยา แดดอ่อนๆที่ส่องมาจับต้องยอดเจดีย์ของวัดทำให้จิตของผมกระหวัดหวนรำลึกถึงกาลเวลาที่ผ่านพ้นมาเมื่อ ๖๐๐ ปีก่อน อาณาจักรอยุธยาช่างยิ่งใหญ่จริงๆ ศิลปวัฒนธรรมรุ่งเรืองถึงขีดสุด แล้วก็ถึงเวลาล่มสลายไปในที่สุด

สถานีรถไฟอยุธยา

   วัดพนัญเชิง เป็นวัดที่มีประวัติอันยาวนาน ก่อสร้างก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา และไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามหนังสือพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งเป็นผู้สร้าง และพระราชทานนามว่า วัดเจ้าพระนางเชิง[ต้องการอ้างอิง] และพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวไว้ว่า ได้สถาปนาพระพุทธรูปพุทธเจ้าพแนงเชิง เมื่อปี พ.ศ. 1867 ซึ่งก่อนพระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี

 

พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อซำปอกง

 

   วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อ "วัดป่าแก้ว" หรือ "วัดเจ้าไท" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร ปัจจุบันเป็นพื้นที่ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดเด่นของวัดได้แก่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้แล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2544 อีกด้วย

   สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพุทธสักราช ๑๘๙๓ ลุถึงปีพุทธศักราช ๑๙๐๐ ทรงสร้างวัดป่าแก้วเป็นพระอารามหลวง เป็นที่ประทับของสมเด็จพระวันรัตน์ ตำแหน่งพระสังฆราชฝ่ายขวา 

   พระเธียรราชาและพวก ฝช้พระอุโบสถวัดป่าแก้วนี้เสี่ยงเทียน และขอฤกษ์จากเจ้าอาวาสวัดป่าแก้วนี้ก่อนลงมือปฏิบัติการใหญ่ ด้วยการจับตัวขุนวรวงศาธิราชและท้าวศรีสุดาจันทร์ไปสำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา

   ต่อมาวัดป่าแก้วนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดใหญ่ชัยมงคล(จากเกร็ดพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา โดยลำจุล ฮวบเจริญ)

 วัดมหาธาตุ

   สมเด็จพระราชาธิราช ที่ ๑ (ขุนหลวงพงั่ว) ทรงสร้างวัดมหาธาตุในปี พุทธศักราช ๑๙๑๗ แต่ไม่แล้วเสร็จ แต่เสร็จสมบูรณ์ในสมัยสมเด็จพระราเมศวร

   ก่อนพม่าเผากรุงศรีอยุธยาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ มีอีกา ๒ ตัวจิกตีกันกลางอากาศ แล้วบินถลาลงมาถูกยอดเจดีย์เสียบอกตาย เป็นลางร้ายก่อนเสียกรุง(จากเกร็ดพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา โดยลำจุล ฮวบเจริญ)

 

 

พระปรางค์และองค์พระพุทธรูปหน้าพระปรางค์ประธาน

พระพุทธรูปและเจดีย์

พระพักต์อิ่มเอิบ เป็นที่เคารพศรัทธา

เศียรพระ หน้าวิหารเล็ก

เจดีย์ราย (เจดีย์แปดเหลี่ยม)

   วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่ตำบลท่าวาสุกรี อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บริเวณเชิงสะพานป่าถ่าน ติดกับวัดมหาธาตุทางบริเวณทิศตะวันออก ห่างจากพระราชวังโบราณ เพียงเล็กน้อย จัดเป็นหนึ่งในวัดที่ใหญ่และมีความเก่าแก่มากที่สุดในพระนครศรีอยุธยา สร้างโดยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ หรือเจ้าสามพระยา ในปี พ.ศ. ๑๙๖๗ วัดราชบูรณะมีชื่อเสียงและความโด่งดังมากในเรื่องการถูกกลุ่มคนร้ายจำนวนหนึ่ง ลักลอบขุดกรุภายในพระปรางค์ประธาน ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ และลักขโมยทรัพย์สมบัติจำนวนมากมายมหาศาลหลบหนีไป ต่อมากรมศิลปากรเข้าทำการบูรณะขุดแต่งต่อภายหลัง พบทรัพย์สมบัติที่หลงเหลือและเครื่องทองจำนวนมากมาย ปัจจุบันทรัพย์สมบัติภายในกรุถูกเก็บรักษาไว้ที่ห้องราชบูรณะ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา

พระปรางค์วัดราชบูรณะ

วัดราชบูรณะ

 

   วัดธรรมิกราช เดิมชื่อ วัดมุขราช เป็นอดีตพระอารามหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ใน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดกับพระราชวังโบราณ และวัดพระศรีสรรเพชญ์ วัดธรรมิกราช สร้างขึ้นโดย พระยาธรรมิกราชโอรสของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงสันนิษฐานว่าคงสร้างขึ้นก่อนที่จะสถาปนากรุงศรีอยุธยา ซึ่งเดิมชื่อวัดมุขราช ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อตามผู้สร้างเป็นวัดธรรมิกราช

   วัดธรรมมิกราช มีจุดเด่นที่สำคัญคือเป็นวัดที่มีการพบเศียรพระธรรมิกราชซึ่งนับเป็นเศียรพระพุทธรูปสำริดที่มีขนาดใหญ่สุดและมีความสำคัญมากที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย ปัจจุบันได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และเจดีย์ทรงกลมที่มีปูนปั้นรูปสิงห์ล้อมที่หาชมได้ยาก เพราะส่วนใหญ่ที่พบคือวัดที่มีรูปปูนปั้นเป็นช้าง ในสมัยสุโขทัย เรียกว่า วัดช้างล้อม ซึ่งในวัดแห่งนี้เดิมมีสิงห์ล้อมถึง ๕๒ ตัว แต่ปัจจุบันเหลือเพียง ๒๐ ตัว

   ปัจจุบันยังเป็นวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาและปฏิบัติธรรมอยู่ โดยมีพระครูสมุห์ธรรมภณเป็นเจ้าอาวาส(วิกิพีเดีย)


 เจดีย์ทรงกลมที่มีปูนปั้นรูปสิงห์ล้อม  ๕๒ ตัว ปัจจุบันเหลือเพียง ๒๐ ตัว

เศียรพระธรรมิกราช

 

   วัดโลกยสุธาราม สันนิษฐานว่าได้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ในรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช พระราชบิดาเจ้าสามพระยา ราว พ.ศ. ๑๙๙๕ วัดนี้มีพระพุทธไสยาสน์ ปางไสยาสน์ ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะเมืองอยุธยา ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง ก่ออิฐถือปูน มีความยาว ๔๒ เมตร และสูง ๘ เมตร พระพักตร์หันไปทางทิศเหนือ ที่พระเศียรมีดอกบัวรองรับ พระบาทซ้อนกันเป็นมุมฉาก นิ้วพระบาทยาวเท่ากัน มีดอกบัวเกยซ้อนรองรับพระเศียรแทนพระเขนย สันนิษฐานว่าแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปไม่ทรงเครื่อง แต่การบูรณะใน พ.ศ. ๒๔๙๙ คงมีการแก้พระเศียรเป็นอย่างพระพุทธรูปทรงเครื่อง รอบองค์พระมีเสาอิฐ ๘ เหลี่ยม รวม ๒๔ ต้น ซึ่งแต่เดิมคงจะมีการสร้างวิหารครอบพระพุทธไสยาสน์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้พังทลายลงเมื่อใด

   พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ได้รับการขุดแต่งโดยโรงงานสุรา ร่วมกับกรมศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ คุณหญิงระเบียบ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และครอบครัว ได้บูรณะพระพุทธไสยาสน์เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ นาย ธำรง และ พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี (วิกิพีเดีย)

ภายในบริวเณวัดคงเหลือแต่ซากปรักหักพัง มีเพียงพระนอนเท่านั้น

   วัดพระศรีสรรเพชญ  มีพื้นที่ ๒๘ ไร่ เดิมเป็นพระราชวังหลวงของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) จนเมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ(พระราเมศวร) แห่งราชวงศ์เชียงราย เสวยราชสมบัติเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๙๑ โปรดให้ย้ายพระราชวังขึ้นไปทิศเหนือ แล้วใช้พระราชวังเดิมสร้างวัด โดยสร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่คือพระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เพื่อความสะดวกแก่การที่จะทรงบำเพ็ฐพระราชกุศล เป็นวัดที่อยู่ในกำแพงพระราชวัง เฉกเช่นวัดพระศรีรัตนศาสดารามในกรุงเทพมหานคร(จากเกร็ดพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยา โดยลำจุล ฮวบเจริญ)

พระเจดีย์ใหญ่สามองค์ โดยเจดีย์องค์ทางขวามือคือทางฝั่งทิศตะวันออก และทางซ้ายมือคือฝั่งตะวันตก

 

นักเรียนฟังคำบรรยายจากอาจารย์

นักท่องเที่ยวที่มาเป็นหมู่คณะ

   ร่องรอยประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ว่าชนชาติใด หากเราไม่รุกรานเขาเขาก็รุกรานเรา  ยามใดที่เราแกร่งกล้าเข้มแข็งเราก็ขยายอาณาเขตไปยังดินแดนอื่นๆ ยามใดที่เราอ่อนแอไร้ความสมัครสมานสามัคคี เราก็ถูกรุกรานย่ำยี ประวัติศาสตร์ทุกชนชาติเป็นเช่นนี้เอง

 

ขอบคุณครับที่เข้ามาชม

____________________________________

โดย สำรวจฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net