วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประเทศกูก็มี เพื่อไผ พลังไผ


    ประเทศกูก็มี เพื่อไผ พลังไผ    

          อนิจจังสังคมไทย

                 ครานี้สุนัขตาย           นัขชู สี่ขา

          ยุงเหลือบเหลือ-หนอนกรู     ยั้วเยี้ย

           เห็บหอบเหิรหลวกรู้           หลบหลีก

           ไผบ่หนีราดเรี่ย                  แน่ไซร้ ชาดกระบือ

           

          สังคมไทยยามนี้ไปไกลมากแล้ว สหายบางคนยังจมปรักอยู่กับทฤษฎีเก่าๆที่เขาเล่ากันมาว่า “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

          ใครคือประชาชน? ตรงนี้ยังไม่รู้ว่าประชาชนไทยเป็นใคร? ถ้าจะเอานิยามของคำว่าประชาชน โดยเหมาเจ๋อตง ท่านก็จะบอกว่า ใครเป็นฝ่ายปฏิวัติ(โดยการนำของชนชั้นกรรมาชีพ)เขาคือประชาชน ใครต่อต้านการปฏิวัติ เขาไม่ใช่ประชาชน

           แต่ในความหมายของ “เพื่อไผ” เขาจะพูดว่า “ชน”ที่รักการเลือกตั้งเป็นชีวิตจิตใจ คือประชาชน และคนที่ไม่เอาการเลือกตั้งคือฝ่ายเผด็จการ ไม่เอาประชาธิปไตยที่ถือเอาผลการเลือกตั้งเป็นเกณฑ์ถือว่านิยมการสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่ประชาชน(ของเขา)

          ความหมายของการเลือกตั้งมีสองสามประการคือ

          หนึ่งย้อมแมวขาย ถ้าใครผ่านการเลือกตั้ง เขาเคยเป็นแมวดำหรือเทา เขาก็จะขาวบริสุทธิ์ ยิ่งท่วมท้นถล่มทลายก็ยิ่งขาวอย่างหิมะ

         ดูเหมือนเขาจะงมงายกับลัทธิประชาธิปไตยสหรัฐจนโงหัวไม่ขึ้นไปแล้ว  หรือไปเชื่อมาร์กซ-คอแนว แถวท่าพระจันทร์หรือแถวตีนดอยสุเทพ พวกนี้คิดเอาเองว่าตนเป็นผู้ก่อกระแสการเคลื่อนตัวเพื่อประชาธิปไตยของนักศึกษาเมื่อสี่สิบปีก่อน(๑๔ ตุลา ๑๖)

         แท้จริงแล้วกลุ่มศึกษาลัทธิมาร์กซในธรรมศาสตร์ตั้งแต่หกสิบปีที่แล้วคือตัวจริงเสียงจริงต่างหาก ผู้เสนอแนวคิดต่อสู้ทุกรูปแบบใช้ชนบทล้อมเมือง เพื่อต่อต้านการครอบงำของสหรัฐ

         พวกมาร์กซิส-คอแนว-ซ้ายสหรัฐต่อต้านสงครามเวียดนาม กับพวกนักปรัชญาเอกซิสเท็นเชี่ยลไทยบางคนช่วงนั้นซึ่งมีแนวคิดจาก ซาร์ตและกามู เป็นสำนักใหญ่ของซ้ายฝรั่งเศส ก็ได้สืบทอดตัวเองมาเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นคนหนุ่มสุดที่ได้เป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนปัจจุบัน และก็เป็นต้นแบบของกลุ่ม “ขวดนมใหม่ไทย”

        ในขณะที่คนหนุ่มสาวสหรัฐ เคว้งคว้างไม่รู้ว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน บางพวกยิงกันสนั่นโรงเรียนเขายกให้เป็นการก่อการร้ายไป?

         ผมไม่รู้ว่าทางโน้น(ฝรั่ง)เขามีธุรกิจอะไรเอามาหนุน แต่ทางนี้แพลมๆออกมาว่ายุค “ทางลาง” มันมาถึงแล้ว พวกเขาเตรียมตัวขึ้นแท่นเป็นเบอร์หนึ่งแน่นอน และเมื่อได้มีส่วนในนโยบายรัฐเขาอาจเป็นเบอร์ใหญ่สุดในอาเชี่ยนไม่ยาก “เจ็ดล้านเสียง” ของการเปิดบริสุทธิ์ของนักเลือกตั้งใหม่เป็นความฝันของพวกเขา

           อนึ่งการเข้ามาของกลุ่มนี้(กลุ่มอื่นๆก็ไม่ต่างกัน) ด้านหนึ่งแสดง “ความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของการเลือกตั้ง ของนักธุรกิจ –การเมืองอย่างสูง”ท่ามกลางกติกาที่ถูกกำหนดในรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรทีเล็งถึงการจัดการปัญหาใกล้กับรูปธรรมมากจนถึง ล้วงลึกวิถีชีวิตทางวัฒนธรรม สำหรับประเทศที่มีพื้นทางสังคมที่ มาจากระบอบอุปถัมภ์ และอำนาจนิยมหรือบางกลุ่มเรียกว่าศักดินานิยม

           ซึ่งหมายความว่านัยแห่งธรรมเนียมการปฏิบัติทางประชาธิปไตยไม่เคยหยั่งรากจากสังคมวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างง่ายๆ

          อีกด้านหนึ่งเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มุ่งสู่ทิศทางของมวลชนพื้นฐาน ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เสมือนได้ วางแผนกันไว้ –นั่นคือการกระจายแนวรบโดยมุ่งเป้าสู่เยาวชน อย่างมีแผนการที่-ลับหรือนัยหนึ่งเคลื่อนไหวไม่เปิดเผย อย่างมีแผนมาแล้วของพรรคหนึ่งๆเป็นแกน หรือเป็นแผนยุทธศาสตร์ร่วมกันแบบกว้างๆ

         ผ่านความสัมพันธ์ทางชนชั้นที่อาจไม่จำเป็นต้องมีปฏิญญาร่วมกัน แต่เป็นความสำนึกทางชนชั้นเดียวกัน

          จากปัญหาที่มีเพราะ การกำหนดของกติกาที่เป็นลายลักษณ์อักษร(รัฐธรรมนูญปี๖๐) กระนั้นความเป็นสังคมที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ยังล้าหลัง-ซากเดน เมื่อความสัมพันธ์ทางการผลิตใหม่งอกงามขึ้น-เป็นแบบทุนนิยม รูปแบบของความคิดล้าหลังที่มีอยู่ในสังคม ไม่ว่าจะมาจากมวลประชาชน หรือพรรคการเมืองที่เกิดจากพื้นฐานสังคมของตน

         จึงไม่ยากที่จะเข้าใจได้ว่า ลัทธิศรีธนนชัย จึงดำรงอยู่ในกระบวนทัศน์ของพวกเขาเพื่อเลี่ยงกฎแต่เอาผิดไม่ได้ “เลี่ยงบาลี” จนทำให้ต้องเขียนลายลักษณ์อักษรแทบจะทุกเรื่องละเอียด เพราะขาดประเพณีดั้งเดิมแบบตะวันตก

         เขาจึงมุ่งเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายที่มีถึงเจ็ดล้านคน(โดยชูประชาธิปไตยเสรีที่ไปไกลเกินสังคมจะตามทัน) พวกเขา ที่เป็นผู้เข้ามาในฐานการเมืองการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ จึงมีสองด้านคือด้านหนึ่งมาจากพื้นการศึกษาที่ครอบงำโดยสังคมตะวันตก-ที่เรียกว่า “นานาอารยประเทศ” ตรงนี้จึงได้ผ่านเข้าไปสู่ความสุดโต่ง ที่พวกเขาเข้าใจว่า “ไม่อาจส่งมอบสังคมนี้เข้าไปสู่อนาคตของพวกเขา” และเป็นว่าจำต้องผรุสวาทว่า ไฉนจึงอนุรักษ์-ล้าหลัง ไม่ได้อย่างใจ “ตีนมันไม่เข้ากับเกือก” ที่กูตัดให้วางเอาไว้ให้คุณ

           จึงเกิด “เพื่อกลุ่มคนก้าวหน้าเหล่านี้-สาขาของเพื่อไผ” เพราะพวกเขา-ทุนนิยมถนัดนักที่จะแยกองคาพยพหนึ่งออกจากองคาพยพหนึ่ง แล้วจัดการสร้างเอกภาพทางการเมือง-เศรษฐกิจแห่งชั้นชนเดียวกัน(ทฤษฎีแบ่งงานกันทำ) เพื่อเอาไปประกอบกับ-ประกับกับองคาพยพทางชนชั้นอีกหนึ่ง และองคาพยพอื่นๆ อื่นๆ เสมือนเป็นเครื่องจักรกลในระบบอุตสาหกรรมของพวกเขา และนี่แหละเป็นความคิดจักรกลของทุนนิยมแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์(วัตถุนิยมจักรกล-แปลว่าวิถีคิด อนาลอก)

              และในอีกด้านหนึ่งจักรกลตัวนี้ก็จะไปประกับกับจักรกลใหญ่ข้ามชาติ เข้าครอบงำจักรกลย่อย อ้างว่าประชาธิปไตยสากล-เสรี

             ตั้งแต่มีประชาธิปไตยเสรี –ทางการเมือง สังคมโลกก็เข้าสู่ ลัทธิคอมปานี(ข้ามชาติ)เพราะการค้านานาชาติไม่อาจถูกควบคุมได้ง่ายๆ เพราะโลกย่อมเข้าสู่การแลกเปลี่ยนสินค้า เมื่อไรเราพูดว่าเสรี เมื่อนั้นเราย่อมเข้าใจว่า “ไปมาหาสู่กันได้” มา “ทั้งเทพและมาร”

         มีเสือตัวหนึ่ง และมีเก้งหนึ่งตัว ถ้าปล่อย -ไม่ขัง ตัวใดตัวหนึ่ง  เก้งย่อมไม่มี “สิทธิ”กินเสือฉันใด บริษัทเล็กก็ไม่มี”สิทธิ”กินบริษัทใหญ่ การปล่อยเสรีคือการฆ่าบริษัทเล็กทางอ้อม(ทำไมผมใช้คำว่า “สิทธิ” ทั้งๆที่ปล่อยให้ เก้ง มีสิทธิ กินเสือได้ เท่าๆกับเสือที่มีสิทธิกินเก้ง แต่ความเป็นจริง เก้งกินเสือไม่ได้เพราะอ่อนแอกว่า แต่เสือกินเก้งได้เพราะแข็งแรงกว่า

         ดั้งนั้นสิทธิที่เก้งจะกินเสือ “ทำไม่ได้ “ สิทธินั้นจะเอาไว้ทำไม เพราะเสือใช้สิทธิผู้เดียวตามธรรมชาติ

          เช่นเดียวกันคนจนใช้สิทธิได้ เท่าคนรวย แต่เมื่อทำไม่ได้ เสรีของทั้งสองฝ่ายจึงไม่ใช่ อย่างที่เพลงร้องว่า “คนจนมีสิทธิไหมครับ?”ดังนั้นสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยในภาวะเหลื่อมล้ำกัน ไม่มีมานาน แล้ว ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยเสรีได้ไหม?

         ดังนั้นถ้าไม่จำกัดการนำเข้าเสรีประชาธิปไตย หรือนัยหนึ่งนำเข้าทุนข้ามชาติเข้ามา ประชาธิปไตยไทยจึงเป็นเรื่องหลอกลวง การให้เสรีการค้าจึงเป็นเรื่องหลอกลวง ตรงกันข้าม เศรษฐกิจผูกขาดนั้นจะกลายและแปรงตัวเป็นระบอบการเมือง กลายเป็นเผด็จการทางการเมืองชนิดหนึ่งโดยปริยายเพราะการเมืองเป็นผลิตผลของการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ บทสรุปของการเมืองมาจากบทสรุปของเศรษฐกิจ

          และแน่นอนในทางเศรษฐกิจหากมีการปล่อยเสรี โดยไม่เข้าอินเทอรับ หรือควบคุมก็เท่ากับว่าปล่อยให้มีการกดขี่ขูดรีดทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน นั่นคือการสนับสนุนการผูกขาดอย่างสิ้นเชิง และเร่งให้เกิดช่องว่างทางชนชั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

          “เพื่อไผ” คนนั้นที่อยู่แดนไกล ได้ถูกเรียกตัวให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม(ซึ่งยังไม่ถือว่ามีความผิดในคดีใดใด-ด้วยเหตุผลไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย ก็เป็นสิทธิโดยพื้นฐานทางสากล-แท้จริงในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายตะวันตก ยอมรับให้มีสถานที่ลี้ภัยของผู้มีความผิด-ทางกฎหมายรัฐเพราะรัฐเป็นสิ่งสัมพัทธ์ อาจถูกในสังคมหนึ่งแต่อาจผิดในอีกสังคมหนึ่ง เขาเคารพความเป็นมนุษย์ เพราะเขาถือว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป  เขาผิดเพราะมีบาป แต่วันหนึ่งเขาอาจกลับใจ ไม่ว่าบาปของเขา จะดำหรือแดงเข้มขนาดไหน) การจะนำท่านเข้ามาสู่ “ความเชื่อมโยงทางการเลือกตั้ง”ที่อยู่ในกติกาการเลือกตั้งปี๒๕๖๒ที่กำลังจะมีมา

         จึงไม่น่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญที่ “ไผ” คนนั้นถูกกล่าวหาว่าผิดรัฐธรรมนูญ เพราะท่านอยู่กระบวนการทางกฎหมายโดยสมัครใจไปแล้ว ในฝันของท่านที่ตะวันตกยอมรับได้?-คือไม่รับกติกาไทย นั่นคือไม่รับรัฐธรรมนูญปี๖๐ โดยปริยาย จึงไม่เข้าข่ายเกี่ยวข้องกับการ “ยุบพรรค”เพราะนั่นมันเป็นพรรคในจิตภาพของเขา-ฮา

         โดยตัวท่านเองไม่ได้ก่อให้เกิดความผิด ท่านไม่มีความผิดหรอกครับ  เพราะเขาเป็นผู้จะ “นำเข้า”(รัฐธรรมนูญปี๔๐ที่เขาชอบ-เพราะในนั้น “กูไม่ผิด”-ฮา)หรือ จะ”ทลายเครื่องกีดขวาง(กรง)”เข้ามา ท่านทำได้เพราะท่านไม่เกี่ยวข้อง-มีส่วนได้ส่วนเสียเสมือนเป็นคนนอกรัฐ(เพราะรัฐมีกฎหมายที่เป็นอิสระ-แม้ว่าอาจเป็นกฎหมายที่อาจไม่มีความยุติธรรมทางสากล)

         เพราะเจตนาของสุนัขป่าจะกินลูกแกะ สุนัขไม่ผิด แต่ผู้เปิดกรงให้สุนัขเข้ามาผิดแน่นอน ใครบ้างหรือองคาพยพทางการเมืองใดต่างหาก ที่เขาอยู่ในกติกา(ถ้าเขาไม่ยอมรับกติกา-บางทีอาจนำไปสู่การโหวตโน โดยประชาชนของเขา ก็ไม่มีปัญหา ย่อมทำได้)

          แล้วถ้าจะตัดสินว่าควร “ยุบพรรค” สามัญสำนึกของเอกชนคนหนึ่งของผมย่อมเห็นว่า ถูกต้อง เพราะเขาได้ปฏิเสธการมีพรรคในกติกานี้ไปแล้ว ไม่ใช่หรือ? เอาไว้รอรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ดีไหม? เอาอะไรก็เอาสักอย่างดีไหม? “พ่อไส้เดือน-สองเพศ”

          จึงมาถึงประเด็นหลักคือการ “ยุบพรรค”ไม่ได้มาจากเหตุผลว่า นายใหญ่ผิด จึง “ยุบพรรค” หากเพราะเขาอยู่ในสภาพของคนนอก ต่อภาพทางการเมืองไทย เขาจะคิดเห็นอย่างไรก็เป็นเสรีภาพทางสังคมโลก แต่ในสังคมการเมืองไทย การนำเข้าจะด้วยเหตุ “หลักศรีธนนชัย?” จึงไม่ยากที่กระบวนการยุติธรรมจะวินิจฉัยไม่ได้ ที่ “ผู้นำเข้า”โดยพรรคที่จำเป็นต้องยึดกติกาการเลือกตั้งไทยตามรัฐธรรมนูญปี๖๐ ว่าจะยุบหรือไม่ยุบ

         ดังนั้นจะอ้างว่ายุบเพราะคำสั่ง “คสช.” ก็ไม่ยุติธรรม เป็นการเลือกปฏิบัติ(ทางความคิด)ครับ เพราะพรรคไหนๆที่มีอยู่เพื่อการเลือกตั้งปี ๖๒ ต่างแสดงตนให้อยู่ในกรอบกติกาการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งสิ้น ถ้าไม่ยุบ “เพื่อไผ”กลายเป็นประเด็นของความยุติธรรมหรือไม่ ต่อๆไป ต่อๆไป ไม่ใช่หรือ?(สมมุติว่ามีการเลือกตั้งหรือจะมีหรือไม่มี ไม่ใช่เรื่องของผม และผมจะตั้งสมมุติฐานว่า เจตนาการไม่เอาเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้ามี! –จากประสบการณ์ของผมที่อยู่ในการเมืองนอกระบบ ลงถนนกว่า๔๐ปีทุกครั้งรวม “เข้าป่า-จับปืน” ยกเว้นปีห้าสามของพวกเสื้อแดง ผมไม่เกี่ยว ผม-ผู้มีประสบการณ์จริง –ไม่ได้คุย ไม่ได้โม้เชื่อว่า ไม่ได้หมายความว่า

            “พลังไผ”จะหาเรื่องล้ม

            “เพื่อไผ”อาจหาเรื่องก็ได้ เพราะโอกาสแพ้มีสูง หรือเข้ามาก็ง่อนแง่น อย่างที่รู้ “พลังไผ” มีแล้ว๒๕๐ ความรุนแรงที่ “บิ้กแดง”เล็งถึงอาจมาจากอีกฝ่ายก็ได้  เพราะว่า สัญชาติ “ไส้เดือน”ตระกูล “เพื่อไผ”

         นี่พบข้อมูลใหม่-ใน ”ประเทศกูมี” –เขากล้าหาญผิดปกติ-ฮา

         อนึ่งเรื่องของเพลง “ประเทศกูมี” ไหนๆก็ไหนๆ ผมพบว่าเพลงเพื่อชีวิตปรากฏครั้งแรกอย่างเป็นทางการ คือ

         “เปิบข้าวทุกคราวคำ จงสูจำเป็นอาจิณ เหงื่อกูที่สูกิน จึงก่อเกิดมาเป็นคน ข้าวนี้นั้นมีรส ให้ชนชิมทุกชั้นชน”

          วันนั้นเป็นวันที่ชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ หอประชุมใหญ่ เสกสรร นำการไฮปาร์ค แล้วมีคนพาออกไป เพราะมีข่าวว่าทหารจะเข้าจับกุมและรุ่งขึ้นท่านบอกว่าเพลียมากหลายวันแล้ว เพราะคนหายหมดเหลือร้อยกว่าคน(ถ้าวันนั้นเขาปราบ จบ แต่เพราะเขาตายใจ) จนวันรุ่งขึ้นมากันเป็นหมื่นๆจากรามคำแหงและทางท่าพระอาจเป็นมหิดลไม่แน่ใจ หลังจากนั้นเกษตรตามมา

         ฝนตกหนักจึงย้ายจากสนามฟุตบอล เข้าหอใหญ่ธรรมศาสตร์คนเหลือร้อยกว่าคน ผมหลับอยู่หน้าเวที วันที่-ประมาณ ๖หรือ๗ ตุลาปี ๑๖  หนุ่มผิวดำตัวเล็กผมยาว ขึ้นเกากีต้าร์ เพลง “เปิบข้าว”      ของ”หงา”ที่แต่งร่วมกันกับประเสริฐ จันดำ และสมคิด สิงสง อาจมี     วิสา คัญทัพด้วยที่ช่วยกันแต่ง ซึ่งคู่กับเพลง “คนกับควาย”ในเพลงต่อมา  ซึ่งเพลงเขาร้องเล่นๆกันเอง ตอนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ผู้ร้องไม่ใช่”หงา”แต่เป็นเด็กปีหนึ่งที่เกากีต้าร์เก่ง

        พวกเราตื่นขึ้นด้วยความแปลกใหม่ของมัน ผมเป็นนักวิจารณ์ดนตรี คลาสสิคสมัครเล่น พูดได้คำเดียวว่ามันเป็น “พรีลูด ออน เดอะเกรท ออกเตอเบ้อร์!” ชัดๆ ซึ่งประพันธ์โดยจิตร ภูมิศักดิ์ก่อนนั้นประมาณสิบปี

        หลังจากนั้น ไม่นานผู้ร้องคนนี้เขาก็เป็น “เพี้ยน” ผู้ร้องเพลง “เปิบข้าว”คนนี้ถูกพวกองค์การนักศึกษาธรรมศาสตร์ชักชวนมาให้เล่น ดูเหมือนพีรพลเป็นนายกองค์การ ส่วนธีรยุทธเป็นเลขาศูนย์นิสิต(ที่กำลังถูกขังเป็น “๑๓กบฏ”ในวันนั้น) เพราะเขาไม่มีพื้นฐานทางการเมือง “ถูกคุกคาม” ขอย้ำว่าผมเป็นหนึ่งใน๗๒คนแรกที่อยู่ในรถบัสที่ไปทวงถามให้ ถนอม-ประภาสปล่อยตัว “๑๓กบฏ”ที่โรงเรียนตำรวจบางเขน จำได้ถนัดถึงหน้าตาคล้ายๆอ.แก้วสรร ขี่เวสป้า(ฮาดีว่ะหน้าไม่เปลี่ยนเลยอย่าหาว่าผมหมิ่นประมาณนะหน้าตามีเอกลักษณ์ยาวถึง๔๕ปีหรืออาจเป็นอีกคนก็ไม่รู้ “ขวัญสรวง”-ฮา หน้าตาเหมือนจริงๆ)ท่านห้อมาอย่างไรไม่รู้ถึงก่อนไปก่อน และไฮปาร์คโจมตี ด่าถนอม-ประภาสเขามาสมทบกับพวกเรา และถอยกลับพร้อมกัน แต่เพราะที่นั่นคงแคบกว้างไม่พอที่จะจับพวกเราอีกเจ็ดสิบกว่าคน

        หลังจากนั้น-น่าจะเป็นวันที่๓ตุลาคม๒๕๑๖ เราเริ่มเช้ากลับมาบ่ายๆ(บางคนบันทึกว่าเราเริ่ม๕ตุลา นั่นเป็นวันสอบที่เราปิดประตูห้องสอบทั้งหมาวิทยาลัย แต่เราชุมนุมก่อนแล้วในวันที่๓ตุลาคม)เรากลับมาชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ ผมอยู่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันที่๑๓ช่วงดึกจึงเกิดเหตุการณ์๑๔ตุลา ผมอยู่ตลอด๒๔ชั่วโมงตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ไปไหนตั้งแต่เริ่มแรกจากวันที่๓ตุลาคม สิบวันเต็มๆ ๒๔๐ชั่วโมง

         พอได้ฟังหนูขวดนม ที่ร้อง “ประเทศกูมี”สำภาษณ์แล้วห่อเหี่ยวใจ เพราะมันดีเอ็นเอ เดียวกับพวกขวดนมทั้งหลาย(ไม่เหมือนพวกเราที่ “หย่านมนานแล้ว”)

          ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมต่อต้านเผด็จการทหาร หนูขวดนมตอบเมื่อสองวันก่อนว่า ผมคัดค้านทั้งเผด็จการสภาด้วย นักข่าวถาม ไม่เห็นว่าจะพูดถึงระบอบทักษิณเลย ดีเอ็นเอขวดนมตอบว่า ก็ยุคนั้นผ่านไปแล้ว ยุคนี้เป็นคิวของเผด็จการทหาร ถ้าหลังเลือกตั้ง ถ้ามีเผด็จการสภา ค่อยว่าใหม่นะครับ พอดีผมได้แว่วมาว่า มีการพูดถึง “๖ตุลา”ขอย้ำปีหนึ่งเก้านะครับ เดี๋ยวหนูๆจะสับสน แล้วมันเป็นเผด็จการไหน มันทำไฉนพูดถึงข้ามยุค ไม่เห็นอย่างที่หนูพูด

        เอาหละไปถามปรมาจารย์ที่มีลูกศิษย์เป็นพวกขวดนมใหม่ ตรงคอกกระบือรอบหอคองาช้าง ว่า 

        วันนั้นปี๒๕๑๖-๒๕๑๙ ประวัติศาสตร์การต่อสู้เผด็จการของนักศึกษาและประชาชนไทยเขาสู้กับใครที่เป็นตัวจริง

        ไม่รู้หรือว่า นั่นเป็นส่วนหนึ่งของ สงครามอินโดจีน สหรัฐเอาฐานทัพมาไว้เมืองไทยไม่ต่ำกว่าห้าฐาน

          โดยย้ายจากเกาะกวม-ฮาวายมา กินระยะทางกว่าหนึ่งส่วนสี่ของเส้นรอบวงโลก เขาประหยัดขนาดไหนที่ใช้ไทย ทั้งเครื่องบินบีห้าสิบสอง(พัฒนามาจากบี๒๙ที่ทิ้งระเบิดปรมณูที่ฮิโรชิม่า และนางาซากิ) และเอาเอฟ๑๕มาทดลองใช้งานจริง ที่ตาคลี เขาทำสนามบิน หันหน้าจากเหนือลง-ใต้ ขึ้นไป ตรงไปแค่๑๕นาทีก็ปลดระเบิดลงที่   ซำเหนือ หนูรู้จักไหมว่ามันคือถ้ำใหญ่ของขบวนการประเทศลาว ที่ครองประเทศลาวถึงวันนี้        

         แล้วปลดระเบิดที่เหลือในป่าที่มีคนลาวอยู่ตรงไหนไม่รู้ จนกระทั่งเขายอมรับทั่วโลกว่า ระเบิดทั้งสองฝ่ายในสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างพันธมิตรทั้งสองฝ่ายทิ้ง มันน้อยกว่าในลาวครับ อินโดจีนเสียหายล้มละลายขนาดไหนเพราะทุนขุนศึกนายหน้าไทย ยอมให้ประเทศเราเป็นที่หลบของโจรแอบปา “หินบนหลังคาเพื่อนบ้าน”สามประเทศนั้นไม่ถือว่าไทยสมคบโจรเพราะว่าขบวนการนักศึกษาและคนไทยไม่เห็นหรือรู้เห็นเป็นใจด้วย นี่คือเหตุหลักของการต่อสู้กับ เผด็จการชายชาติ

         แล้วเผด็จการประยุทธ์เป็นอย่างนั้นไหม?ตลอดสี่ปี

         นี่คือเนื้อหาหลักของเผด็จการถนอม-ประภาสและฟัสซิสม์อื่นกับเผด็จการเปรมและประยุทธ์

         ตรงกันข้าม ถ้าหนู(ขอโทษกรุณาดึงขวดนมออกจากปากก่อน แล้วฟังอย่างเดียวอย่างตั้งใจ-ฮา)สหรัฐเต้นผาง รวมทั้งลูกสมุนอียูเมื่อประยุทธ์ขึ้นมาด้วยรัฐประหาร และถือว่าเผด็จการสภาของระบอบทักษิณเขายอมรับและต่อสู้แทนด้วยนะสหรัฐ “เปี่ยนไป๋”หรือครับตลอดสี่ปี?และตลอด๔๕ปี เขายังคงทำอย่างนี้กับทั่วโลก ถ้าประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตยเลือกตั้ง เขาก็ “ตามน้ำ” ถ้าเป็นเผด็จการเขาก็ “ตามนั้น” หลานๆกรุณาลุกขึ้นนั่งแล้วฟังอย่างตั้งใจต่อ สหรัฐเขาไม่เปลี่ยนแต่เปลี่ยนรูปโฉม โดยเฉพาะหลังพฤษภาทมิฬ ปี๒๕๓๕ รัฐบาลทหารไทยยังไม่ทันเข้าทำเนียบ(ลุงเป็นคนชูธงว่า “นายกต้องมาจากการเลือกตั้ง”(เพราะเป็นปัญหาทางยุทธวิธี ไม่ใช่ปัญหายุทธศาสตร์ของประชาชนไทยตอนนั้น)  

          เพราะสหรัฐรู้ว่าใช้เผด็จการทหารต่อไปไม่ได้แล้ว ไม่ใช่ว่านักศึกษาและประชาชนไทยชนะครับ “การรบไม่จบ ยังไม่นับศพทหารเลย”สหรัฐคิดว่าคนไทยไม่เอาแบบเผด็จการทหารแน่(แทนที่จะเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า ที่แท้คนไทยไม่เอารัฐบาลที่แทรกแซงโดยสหรัฐต่างหาก ไม่ใช่ ประชาธิปไตยหรือเผด็จการ มันจึงลองเผด็จการสภาอย่างไรล่ะหนูทั้งหลาย เรื่องอย่างนี้พ่อนิธิและพ่อชาญวิทย์ไม่สอนหรือครับ ที่บอกว่าไม่อยากสมัครเป็นสภาชิกเลย เพราะเดี๋ยวหาว่านักวิขาการเลือกข้างไม่ดี ท่านไม่ได้เลือกข้างครับ แต่ตำราของท่านมันเลือกข้างประเทศไหนต่างหาก เพราะมันเป็นตำรา มาร์กซิสม์-คอแนล มากกว่ามั้ง ผมไม่ขอฮาเฮอะไรหรอกครับ เพราะศิษย์ไม่ต้องการล้างครูถ้าครูเดินผิด นอกจาก “ขอแสดงความเศร้าอย่างสุดซึ้งครับ”)

          แต่เขาเอามาปะปนกลับสมัยนี้ ว่า “นายกต้องมาจากการเลือกตั้ง” เหตุไฉนไยฉะหนอไม่พูดตั้งแต่สมัย “พฤษภา๓๕”พวกเขาอีกนั่นแหละยืมคำนี้มาใช้จนสมัยประยุทธ์ที่ “รัฐธรรมนูญปี๖๐”ที่เขาใช้ระบอบเลือกตั้งของสหรัฐนั่นแหละโหวตยอมให้ “นายกมาจากที่ใดก็ได้ถ้าสภาเลือกมา” เขาโหวตผ่านระบอบเลือกตั้ง ทำไมมันจึง “ตอแหลขนาดนี้วะ” พ่อต้นตำหรับเสรีประชาธิปไตย

           ถ้าถามว่า ๒๕๐เสียงเหตุไหนลากมา ทำไมไม่เลือก อ้าว แล้วถ้า ลากมาเพื่อให้คนเลือกอย่างที่ระบอบทักษิณทำมา มันจะเปลืองงบ และไม่เบื่อกันบ้างหรือวันหนึ่งฟังสภาผัว อีกวันฟังสภาเมีย ลงมติตอนตีสามตีสี่ ยอมงดกิจกรรมจำเป็นเอาอย่างนั้นเลยหรือ พลอยทำให้เราพลอยต้องอด(ขอโทษอดนอน)ไปด้วย

             เขามา มาในมาดประชาธิปไตยสภา(ที่น้องหนูก็เชื่อว่าเป็นเผด็จการสภาใช่ไหม?) หลังจากนั้นเป็นใครบ้าง และที่เป็นหัวแก้วหัวแหวนของสหรัฐ กระทั่งปีห้าสาม ใครเป็นทูตประเทศไหน หนังสือสื่อไหนมันไปยืนหน้าแถว “ทหารแดงกองเกียรติยศ” หลังจากนั้น โลกล้อมประเทศจนอ่อนใจแล้วถอยไปเองในสมัยทรัมป์ ใครล้อมประเทศไทย?

            ใครสมคบต่างชาติต่างหากเป็นประเด็น ไม่ใช่เผด็จการสภาหรือเผด็จการทหาร?

          ถามว่ารู้จักไหมว่า กลุ่มทุนขุนศึกนายหน้าหมายถึงอะไร?

          คำตอบคือกลุ่มทหารเผด็จการที่ เป็นหุ่นนายหน้าที่เปิดประตูให้กลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยตรง ในขณะที่ประเทศเป็นเผด็จการทหารฟัสซิสม์

           แล้วถามว่า กลุ่มทุนนายหน้า หรือทุนสามานนั้นคือใคร

           คำตอบคือกลุ่มทุนที่อ้างว่าเป็นเสรีประชาธิปไตย ที่ดำเนินการในลักษณะนอมินี ให้ทุนใหญ่ข้ามชาติเข้ามาแสวงหาประโยชน์ด้วยระบอบเสรีทางการค้า ที่(เอาเสือมายัดกรงพร้อมกับเก้ง แล้วมีกติกาว่า  “เก้งนะเอ็งกินเสือก็ได้นะ ส่วนเสือเอ็งก็กินเก้งได้นะ”)

           มันเกิดขึ้นในสมัยระบอบการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาเผด็จการสภา-ฟัสซิสม์

         เอาล่ะไม่ว่ากัน เอาไว้ “หย่านมให้ขาด” แม้เลิกดูดนมแม่ หรืออย่านมวัว-ควายแล้ว แต่ยังดูด “จุกเทียม”ก็รอจน”กินข้าว”เหมือนผู้ใหญ่ แต่ถ้าเห็น “หญ้าเป็นข้าว”ก็อีกนานครับผม

         เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบบีห้าสิบสองสามารถบรรทุกระเบิดนิวเคลียล์ได้ทีละสองสามลูก ก่อนนั้น เขาใช้ฐานทัพในไทยไปทิ้งที่เมืองท่าไฮฟอง-เวียดนามเหนือ ผมฟังข่าวสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยทุกเช้า  เขาทิ้งลงไปโดยคำสั่งของประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน ไปถามพ่อนิธิ พ่อชาญวิทย์

         ทุกๆหัวเช้าวิทยุประเทศไทยแห่งเผด็จการทหารรายงานอย่างชื่นชม เขารายงานว่าน่าจะทำให้ ลาว เขมร และเวียดนามเหนือหมดประเทศแล้ว (ประมาณปี๒๕๑๐-๒๕๑๖)จนกระทั่งเสมือนว่าพวกลาว เวียดนาม เขมร “ฉิบหาย” พวกเขาชาวอินโดจีน เชื้อแถวชิดสนิทกับเราที่สุด ไม่ว่าคนไทยสักคำ เพราะประชาชนไทยนักศึกษาไทยต่อต้านงานขายชาติครั้งนี้ของรัฐบาลเผด็จการทหาร

          ขบวนการนักศึกษา และประชาชน ๑๔ตุลา๑๖ และ๖ตลา๑๙เขาต่อต้านเผด็จการทหารภายใต้การครอบครองของสหรัฐที่เป็นอันตรายต่อเอเชียอาคเนย์

           สหรัฐเปลี่ยนแผนมาใช้เผด็จการสภา เพราะการใช้การรบ สหรัฐเสียคนหนุ่มสาวไปกว่าห้าแสนคน ถูกคนหนุ่มสาวสหรัฐต่อต้านอย่างหนักจึงถอย นี่แหละเขาจึงเปลี่ยนมาใช้ระบอบสภาไงละครับ หนูขวดนมใหม่ พ่อนิธิ และพ่อชาญวิทย์รู้ดีและวันนี้ สมคบกับประชาธิปไตยเลือกตั้งล้วนๆ โดย ใครชักใย น้องๆหนูๆดูไม่ออกหรือว่ากระแสนี้มันเป็นทิศทางลมมาจากไหน “สงครามเศรษฐกิจสหรัฐ-จีน”ก็ยังเป็นเรื่องเดียวกัน แต่มันซับซ้อนจนดีเอ็นเอ”ศรีธนนชย”ของหนูๆไม่เข้าใจ ระวังจะเป็นแบบเด็กคนนั้นทีร้องเพลง “เปิบข้าว”เพลงเพื่อชีวิตโดยที่เก่งแต่ฝีมือ แต่หามีรากฐานทางความคิดการเมืองพอ “กลายเป็นบ้าบอ และเพี้ยน” ผมยาวกระเซิง ผม-เรียกลุงดีฝ่าไหมเพราะ รักหนูๆเหมือนกัน อย่าโกรธลุงนะ

         ที่หนูๆร้อง “ประเทศกูมี” หลังจากกลิ่นนมวัวกระจาย แล้วมาสัมภาษณ์ท่อนท้ายที่ว่า ไม่มีเจตนาว่าประเทศไทย และบอกว่าต่อต้านเผด็จการทหารเพราะยุคนี้ก็ต้านทหาร

         ลุงขอบอกว่ามันเป็นเสรีภาพ ถูกของหนูมันเป็นเสรีภาพของสากล แล้วลุงถามว่ามันผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญปี๒๕๖๐ไหมล่ะ

ลุงไม่ได้ว่าอะไร แต่วันนี้ หนูเตรียม ร้องเพลง “กูพูดไม่ได้ กูพูดไม่ได้”แล้วหรือยัง เพราะที่พังๆนั้นเป็นเพราะดีเอ็นเอศรีธนนชัย รุ่นแก่ มันทำอะไรไว้จึงมีเพลงนี้  แล้ววันนี้ ดีเอ็นเอ”ศรีธนนชัย”ของ “พรรคขวดนมใหม่”ทั้งจากหัวหน้าพรรค และโฆษกหญิงบอกว่า “กล้าหาญ”เชียร์ขาดใจเลย

          เพลง “กูพูดไม่ได้ กูพูดไม่ได้”โปรดิวเสร็จเตรียมร้องได้แล้ว เพราะวันนั้นลุงมี”ป่าและปืน”คุ้มกะลาหัว และมีป๋าเปรมที่เป็นเช่นเดียวกับ ป๋ายุทธที่น้องว่าเป็นเผด็จการทหารหรือประชาธิปไตยครึ่งใบนั่นแหละเขาจะเป็นใคร ก็ไม่รู้ แต่เขามีสองลักษณะ

         คือหนึ่งรู้รักสามัคคี และสอง ไม่เห็นว่าเขาเกี่ยวข้องกับการขายชาติเมื่อไหร่ เพราะตั้งแต่เขาขึ้นมาจนบัดนี้ ใครบีบเขาจนหน้าเขียว ตั้งแต่ใช้สื่อซีไอเอทั้งหลาย

        วันนี้น้องมีแต่ พวก ดีเอ็นเอ “ศรีธนนชัย”ทั้งนั้น เห็นเขาร้องเพลง “ประเทศนี้กูมี” ในห้องราคาห้าแสน ที่ฮ่องกง สิงคโปร์ ที่ดูไบทุกคน อย่าลืมว่า พวกดีเอ็นเอ ขวดนมใหม่ รวยอันดับที่ไม่เกินสามสิบของไทยมันจะนอนห้องห้าแสนไม่ได้เชียวหรือ?

          และลุงว่ารีบๆเข้า “แต่งเพลง “กูพูดไม่ได้ กูพูดไม่ได้”เผื่อเอาเป็นค่าเครื่องบิน และไปนอนแฟรงเฟริดหรือสต็อกโฮม นอนมือสั่นครวญเพลง “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชน....”ร้องไม่ออกเพราะ “คุณพากินสัน”

          วันนี้ดร.กระสันอยากปวดเศียร ตบมือชอบใจใหญ่ ดีกรีประมาณมาร์กซิสม์-คอแนล หรือไอ้ศักดิ์หัวโตอยู่แถวปารีส เป็นตัวอย่าง พวกมันมาดูดำดูดีแค่ไหน?”ที่ว่าเอาทักษิณไม่เอาศักดินา”ท่องจนเปลี่ยนมาเป็น “เอาทักษิณไม่เอาประยุทธ์” จริงๆ “มันเอาสหรัฐหรือเอาประเทศไทยวะ?” สมัยโน้น มันท่องแต่ตำรา “เผด็จการทหารจงพินาศ”มันไม่เคยเห็นอะไรอีกหลายอย่างนอกจากตำราของมัน ตำราที่ลุงกับอีกหลายๆคนไม่อยากอ่านเปลืองกะลา เพราะมันบอกว่าเอาสภาเผด็จการดีกว่าเอาเผด็จการทหาร

          กลับมาใหม่เรื่องของผมที่จะพูด มันยาวครับ

      เอาว่าเรื่อง”ยุบพรรค”ต่อ

       มันเป็นเพราะพรรค-พวกเขาบินไปแสวงหาเงินทุนจากภายนอก โดยอ้างว่าไปชอปปิ้ง ตามหลักศรีธนนชัย ไม่มีใบเสร็จ แต่อย่าลืมว่าพฤติกรรมมันส่อเจตนา –นี่แหละคือรัฐธรรมนูญปี๖๐ ที่เขาเปิดกว้างให้วินิจฉัยการกระทำลับๆล่อๆ องค์การอิสระทำได้ครับ ไม่เช่นนั้น ประเทศไทยก็เป็นทาสเขาอยู่ร่ำไปครับ พวกตะวันตกไม่ใช่ไม่มีศรีธนนชัย ในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูก็ต่อสู้กับพวกนี้มาตลอด เขาเรียกพวกเลี่ยง “บาลี” ว่าพวกฟาราสี “เขาปล้นในที่ลับ แต่แจกทานในที่แจ้ง”

          ไม่ใช่กติกาของสหรัฐ อียูหรือมาตรฐานสื่อหรือนักสิทธิมนุษย์ชนสากลและกระนั้นก็ไม่ใช่กติกาของรัฐธรรมนูญไทยปี๔๐ก็เถอะ? เพราะพวก “ขวดนม”ก็จะเข้าข่าย “อย่างไร้เดียงสา”-ซึ่งเป็นโรคประจำตัวยังไม่รับการเยียวยาอย่างถูกต้อง  เพราะท่านจะเอาการ “เลือกตั้งในกติกา๖๐” มาชุบใหม่เป็นรัฐธรรมนูญคล้ายๆ๔๐ มันจะทำได้หรือ? ฟังดู  ดีเอ็นเอของ มดน้อยตัวนี้ ไม่ต่างอะไรกับมดตัวพ่อ ยังไม่ทันอะไรก็ออกลายทางแล้ว พอได้ชุบตัวจากการเลือกตั้ง ก็จะเอาเสียง แห่งมติของการ “กาในคูหาแค่ไม่ถึงสองนาทีเป็นมติ” ผ่านสภา-เผด็จการกันแล้ว

        หรือที่จะทำโน่นนี่-หรือจะเกณฑ์ที่พลอมแพลมออกมาว่าจะล้มปี๖๐-หรือแค่เปลี่ยนเนื้อหาบ้าง เป็นนโยบายที่เอ่ยไปแล้ว ผู้คนที่รับรู้กันแล้วก็เห็นดีด้วยจึง “เลือกท่าน” เป็นปริญญากันแล้ว

        ไม่ต่างอะไรกับแม่ปูที่ เอานโยบายข้าวช่วยชาวนามาทึกทักว่า ปะชาชนชาวนาผู้เลือกตั้งเขาเข้ามาชอบอย่างนั้น?-ถ้าอย่างนั้น ผมก็เชียร์ไม่ผิดสักกะนิดเดียว อย่างที่ “บิ้กแดง” พูดเอาไว้เมื่อรับตำแหน่งใหม่ๆจะหาว่าท่านไม่เตือนหรือ ผมว่าท่านพุดของท่านถูกจริงๆ ไม่ผิดหวังที่ท่านมาในยุคนี้-ฮาอีกทีซิ)

        การเลือกตั้งมีกติกา –แม้ว่าจะเป็นกติกาของหมาป่ากินลูกแกะ ถ้าปฏิเสธกติกา ยังจะเข้าสู่การเลือกตั้งได้อย่างไร?

        ถ้าเป็นผมไม่บากหน้ามาเสนอตัวอยู่ใน “แนวทางสภา”หรอกครับ แม้ไม่มีป่าให้มุด ก็เอาป่าในเมืองนี่แหละ จะมาทำตัวล่อกระสุน ให้ถล่มชาวบ้านตายฟรีทำไม และก็หนีไป ต่างแดนตามระเบียบคัมภีร์ไบเบิ้ล แล้วก็ทำตัวอย่างกับพ่อและแม่ทางการเมืองวันนี้ เหมือนโมเสสหนีจากอียิปต์ไป มีเดียน แล้วมามีสง่าราศีใหม่ทีหลัง แต่โมเสสเขากลับมาดูดำดูดีพี่น้องอย่างกลมเกลียว

           ไม่เหมือนท่าน ปล่อยให้ผองพี่น้อง ต้องร้องเพลง “กูพูดไม่ได้ กูพูดไม่ได้” นอนรอมีดผ่าตัด แทนที่จะร้องคลอตาม กลับไปนอนในห้องห้าแสน เปิดเพลง “ประเทศของกูมี”สนั่น มันอะไรกันวะ ท่านสภาพบุรุษ สุภาพสตรี ของประเทศนี้ “กูก็มี”คนอย่างนี้หรือ?

         เอาละ กลับมาหาอีกประเด็นที่เป็นอีกด้านของภาพทางสังคมคือเศรษฐกิจการค้า อันเนื่องมาจากการสาธยายการขับเคี่ยวทางการเมืองดังกล่าว ซึ่งได้พูดเอาไว้ว่า การเมืองนั้นเป็นผลผลิตจากเศรษฐกิจ เศรษฐกิจมันกำหนดการเมือง

        ถ้าเมืองไทยมีแต่บริษัทเล็ก ถ้าไม่หามาตรการป้องกัน  ก็ไม่มีบริษัทไทยเกิดและเติบโตได้ เพราะบริษัทเป็นผู้สร้างทุนทางประชาธิปไตยโดยตรง(ในอีกด้าน) ใครมีทุนมากก็สร้างธุรกิจการเมืองเข้มแข็ง และธุรกิจการเมืองที่เข้มแข็ง ก็จะทำให้การเมืองของผู้เข้มแข็งกว่า ชนะในที่สุด

         แล้วใครล่ะจะเข้มแข็งที่สุดในทางธุรกิจ ก็ไม่พ้นธุรกิจข้ามชาติ  และใครจะขวางธุรกิจการเมืองข้ามชาติได้ก็คือรัฐ และถ้ารัฐบาลถูกนอมินีต่างชาติครอบงำ ใครจะห้ามได้ว่าการเมืองในประเทศจะไม่ถูกบงการโดยธุรกิจการเมืองข้ามชาติ

           กลับมาหา อีก “เพื่อ” ที่ไม่ต่างในกระบวนการทางพรรค อย่างน้อยๆมีความร่วมกันทางชนชั้น หรือน้อยกว่านั้นก็มีแนวเดียวกันที่ ได้ประกาศเปิดเผยว่า ไม่เอา “การสืบทอดอำนาจ” เหมือนกัน

           เพราะ “การสืบทอดอำนาจ”แห่งปี๒๕๕๗-การรัฐประหารมันเป็นตัวจักรการอินเทอรับ “เสรีประชาธิปไตย” ถูกต้องจริงๆครับท่าน ไม่ผิดความจริงแม้สักนิดเดียว

          ถ้าจะพูดตรงไปตรงมาที่สุด เขาเอาคำว่า “ประชาธิปไตยเลือกตั้ง”เป็นการเคลื่อนไหวทางความคิด ความชอบทางวัฒนธรรมนั้นผิดถนัด ตรงกันข้าม คำว่า “เสรีประชาธิปไตย” เป็นภาพของการต่อสู้ขององคาพยพทางเศรษฐกิจอย่างไม่ต้องสงสัย-แต่ถูกบิดเบือนว่า ชอบหรือไม่ชอบ เสรีภาพ หรือเผด็จการ

           แท้จริง “เสรีประชาธิปไตย” มันคือเนื้อนอกของ เสรีนิยม ซึ่งเป็นลัทธิทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”ชัดๆ พูดให้เด็กไร้เดียงสาเข้าใจง่ายๆว่า “ปล่อยเสือแดกเก้ง”อย่างเลือดเย็น

         นั่นคือแนวคิดของพรรค “ขวดนมใหม่”ด้วย เขาพูดถึงเสรีภาพ-อย่างเข้ากระดูกดำ อย่างที่กล่าวมา “เจ็ดล้านคน” ที่เขาน่าจะมีส่วนเปิดบริสุทธิ์ในกลุ่มคนที่เรียกว่า “เยาวชน”ได้มากที่สุดพรรคหนึ่ง ถ้าได้สามสิบในร้อยก็มีส.ส.ในมือสามสิบคน แต่ที่แน่ๆถ้าเป็นคะแนนตกน้ำ  เพราะแถวท่าพระจันทร์ สามย่าน ตีนดอยสุเทพ และตะวันรอนที่ขอนแก่นก็มีอีกเป็นเกวียน กลุ่มหัวแถวที่มีอาจารย์อยู่แถวตีน       ดอยสุเทพเป็นธงนำก็จะได้ขึ้นวออย่างต่ำห้าหกคน กลุ่มนี้คงไม่หนี “เพื่อไผ”ตราบใดที่มีกระบือหนุ่มและห้าว ถูกต้อนมาอออยู่แถวหอคอยงาช้างอีกหลายคอก-ฮากันได้อีกสองสามคาบ

          ไหนๆก็ “เหล็ก” แล้ว แท้จริง มันไม่มีอะไรมาก  ใครจะขายถูกแพงก็ไม่ใช่เรื่องเหมือนในแนวพลังงาน แต่เมื่อมีการขึ้นภาษีเหล็กในสงครามการค้า เหล็กจีนเข้าสหรัฐยาก ย่อมแปรได้สองทาง คือเหล็กที่มาจากสหรัฐก็จะแพง (รวมถึงเครื่องจักรกลสหรัฐ-โดยเฉพาะรถยนต์ซึ่งอาจจะไม่ใช่สินค้าสหรัฐที่เป็นเหมือนสมัยเฮนรี่ ฟอร์ต)

         ตรงกันข้ามในจีนอาจมีราคาถูก ก็อีกนั่นแหละ อินเดียที่เป็นแถวสองของสหรัฐ ต่อจากอียู ออสเตรเลีย เขาก็มีการขาย การซื้อ เราก็ไม่รู้ว่ามันจะจับต้นชนปลายอย่างไร

          แต่เมื่อคนที่เขาเรียกว่ามีอนาคต เขาก็หากินมันได้ไม่ยากในยุคทางลาง อย่างน้อยๆมีลางรถไฟสองหมื่นไมล์จะเพิ่มเป็นห้าหมื่น เหล็กต้องใช้เท่าไหร่?

           แท้จริงแล้วถ้าไม่เริ่มเชิดฉิ่งวิ่งเข้าทลายสิ่งเก่าๆที่เขาไม่อยาก

“เอาไปมอบให้สังคมใหม่ของเขา” เขาก็ยังอยู่ในพลวัติของประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการ(รวมศูนย์ได้) เพราะขนาดแจ็คหม่าเขายังเอาไว้เลย แต่คงอยู่ในกรอบ

          ระดับเศรษฐีอันดับหนึ่งของไทยและอีกหลายอันดับ กว่าจะถึงพวกท่านอันดับร่วมสามสิบ(ส่วนอันดับยี่สิบ ที่หาที่มาของทรัพย์สินไม่ได้ –อยู่เมืองไกล ยังพูดกันยาก) ท่านยังเลี้ยงให้มาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ๒๐ปี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สังคมประชาธิปไตยรวมศูนย์ของท่านเลย(ตรงนี้ท่านเบอร์หนึ่งของประชาธิปัตย์ รับไม่ได้ตรงไหน กับคำว่านโยบายรวมศูนย์)

         แต่ตรงนี้มันก็ไปซ้ำกับลุงป้าน้าอาของท่านที่ เขาไปทางโน้นที่มีสามสหาย ตรงนี้ผมคงไม่อาจสอนจระเข้ว่ายน้ำเพราะเขาสร้างพรรคได้ขนาดนี้ ที่อา(น้า) หลาน คงคิดได้ไกลขนาดว่าไม่ใช่มีพรรคสำรองมีได้ แต่ธุรกิจสำรองก็มีได้ เข้าทำนองธุรกิจ”เขต”-เผื่อเป็นรัฐบาล กับธุรกิจ”ปาร์ตี้ลิส”-เผื่อเป็นฝ่ายค้าน ที่จะคิดกันไม่ได้-ขอฮาสามทีดีไหม?

       แล้วอย่างนี้ดาวที่ไม่ได้อยู่บนฟ้าแถวขอนแก่น เด็กปากดูดหัวนมเทียมแถวสามย่าน หรือจ่าหน้าแก่แถวท่าพระจันทร์ กับพวกเสี้ยนเลือกตั้ง โดยเฉพาะปรมาจารย์สองสามท่านผู้ต้อนกระบือหนุ่มเดินแถวเข้าสู่อนาคต “ทางลาง” มิต้องกลายเป็นกระบือยังไร้เขาไปอีกหนึ่งคอกใหญ่ ที่เขาต้อนไปรวมกันรอบๆหอคอยงาช้างแต้มสี “ชาด”ที่โคนหอของพวกเขา-ฮาสามที

           ดังนั้นวาจาที่คุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำนม ที่ว่าสิทธิ-เสรีภาพ เสรีประชาธิปไตย มันคือเลเซ-แฟร์หรือลัทธิทุนนิยมเสรี ที่มันเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากระบอบทุนผูกขาด ที่ไม่มีใครสักคนหลีกหนีออกไปจากโลกผูกขาดนี้ได้ ถ้าเขาเป็นนายทุนก็มีทางเลือกสองทางคือหนึ่งติดสอยห้อยตาม –เป็นนายหน้า สองหันเข้าหาแนวสร้าง “พลังแห่งการแข่งขัน” กับมวลชนในชาติและภูมิภาค

           ไม่มีใครพูดหรือกระทำ โดยไม่ประทับตราแห่งชนชั้น

           ความเป็นอนิจจังของสังคมไทยไม่ได้มองที่ เผด็จการรัฐสภาหรือประชาธิปไตยรวมศูนย์(ครึ่งใบ)

          แต่มันเป็นระยะประวัติศาสตร์ที่อยู่ในข้อบังคับของกฎสังคม

          ประการที่สอง การเลือกตั้งมันเป็นสิ่งสัมพัทธ์ ที่จำเป็นต้องเกิดเพื่อหลอก(เอ้ยไม่ใช่) เพื่อเกณฑ์คนเข้ามาเป็นโล่มนุษย์เพื่อให้นายใหญ่(เอ้ยไม่ใช่) เพื่อนายหน้าของทุนใหญ่ยักษ์จะเข้ามาผูกขาดตัดตอน ในระยะสุดของสุดท้าย ท้าย ท้าย เพราะเลนินบอกว่าที่สุดทุนนิยมจะผูกขาดโดยกลไกที่เป็นเผด็จการแบบบังคับ-ที่มันมีต้นทุนถูก แต่ตอนนี้มันไปไกลกว่านั้น  การผูกขาดด้วยการใช้ทุนที่สายป่านยาวกระทำการทารุณกรรมทุนที่อ่อนแอกว่า โดยการลดต้นทุนสินค้า หรือแกล้งลดราคา อันเป็นจังหวะแรกของทุนจักรพรรดินิยม

             ผ่านทุนที่ต้องใช้ต้นทุนสูงไปอีกคือก้าวเข้าสู่การลงทุนกับการครอบงำทางการเมือง(เผด็จการฟัสซิสทหาร-ซึ่งผ่านไปแล้วหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ที่ทุนสูงสุดของสหรัฐ และอียูกระทำต่อเยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น และในอินโดจีนทั้งหมด รวมทั้งไทย –หลังการปฏิวัติประชาชน  “พฤษภาทมิฬ”ปี๒๕๓๕)

             สหรัฐและอียูจึงได้สนับสนุนทุนฟัสซิสผ่านระบอบรัฐสภา ที่เรียกอย่างโก้หรูมากคือ “ระบอบเสรีประชาธิปไตย”

             นักวิชาการมาร์กซิส-คอแนวไม่ได้จำแนก จะแกล้งไม่รู้หรือ?เพราะอยู่แต่หอคอยงาช้างก็ไม่อาจรู้ได้ ว่านับจากกลุ่มสฤษดิ์ ถนอม-ประภาส หรือกลุ่มสุจินดา ซึ่งปลายยุคสมัยของพวกเขา(สหรัฐ)นี่เป็นคณะทหารฝ่ายหนึ่ง

             กับอีกฝ่ายคือกลุ่มพลเอกเปรมและถึงนักรัฐประหารจำเป็น-ประยุทธ์ เขาเป็นคนละเรื่องกัน แม้ว่าจะมีกระบวนทัศน์คล้ายกันเสมือนลอกมาอย่างกับพิมพ์เดียวกัน 

              คนที่เข้าใจระบอบการเมืองจริงๆ(วัตถุนิยมวิภาษวิธี) เขาย่อมเข้าใจได้ไม่ยากว่า ถ้ากลุ่มทหารที่เข้ายึดอำนาจไม่แอบอิงลัทธิกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติ เขาไม่ใช่เผด็จการฟัสซิส

            เขาเรียกตนเองว่าเป็นเผด็จการทางการเมืองปกติ ไม่อาจเรียกว่าเผด็จการฟัสซิสตรงกันข้ามเขาใกล้เข้าไปสู่เผด็จการโดยความเห็นชอบของประชาชน เข้าทำนองใกล้เข้าสู่ประชาธิปไตยรวมศูนย์ที่คุณอภิสิทธิพอจะมองเห็น และก็ไม่อยากเข้าร่วมอย่างสนิทใจนัก

            อย่างไรก็ตามผมก็ยังมองไม่เห็นว่ามีกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติไหนเข้ามาหนุนคุณประยุทธ์โดยตรง ซึ่งถ้าไม่มีฐานมวลชนขนาดใหญ่พอก็คงอยู่ไม่ได้ถึงสี่ปี และถ้าไม่อิงแอบกับสถาบันหลักของชาติ(ใครอาจพูดว่าเป็นพวกต่อต้านความก้าวหน้า แต่ผมเชื่อว่านั่นเป็น “วัคซีน”ที่ถอดเขี้ยวเล็บแล้ว ตรงกันข้ามเป็น ภูมิคุ้มกันของชาติต่างหาก) และมีกลุ่มทุนใหญ่สัญชาติไทยที่พอมีกำลังทางระดับภูมิภาคหนุนอยู่ คงอยู่ไม่ได้  แต่ปัจจัยการดำรงอยู่ของรัฐบาลประยุทธ์มาจากการถ่วงดุลระหว่างจีน สหรัฐ และการขยายตัวทั้งเศรษฐกิจการเมืองของหมู่มวลประเทศแห่งภูมิภาคเหล่านี้เอง ที่เป็นกำลังประสานไม่ให้ใครมีที่มา เป็นมหาอำนาจมีอำนาจเด็ดขาดในภูมิภาคนี้

            ตรงกันข้ามเผด็จการฟัสซิสในไทยกลับเป็นเผด็จการทางสภาเลือกตั้งซึ่งระบอบทักษิโณมิกค์เป็นเผด็จการฟัสซิสผ่านสภา ตั้งแต่การเลือกผู้ที่จะมาเป็นส.ส. การโหวต และอื่นๆที่แสดงให้เห็นนับเกือบสองทศวรรษ ผู้นำสูงสุดเกือบไม่อยู่ในการถูกซักฟอกในสภา

            และได้สร้างฐานมวลชนแบบประชานิยมเต็มตัว ซึ่งไม่ใช่นโยบายทางการเมือง หรือแผนงานทางการเมือง หรือกลยุทธ์ทางการเมือง แต่เป็น “งานต่างตอบแทน”-ซึ่งไม่ต่างกับการรับจ้าง ในทางธุรกิจ อย่างที่เรียกว่า”ธุรกิจทางการเมือง”

         และสุดท้าย พรรคนี้ ไม่ได้แสดงว่าไม่เกี่ยวข้องกับทุนข้ามชาติ (หมายความว่าถ้าตั้งข้อสังเกตว่าเกี่ยวข้องกับทุนใหญ่ข้ามชาติ-มีอะไรมาแก้ข้อหานี้ได้ไหม?)จึงเป็นปรากฏการณ์เผด็จการฟัสซิสม์ทางสภาแทบทุกประการ

             ซึ่งการนี้เป็นการลงทุนของกลุ่มทุนผูกขาดสูงเข้าไปอีกเพราะเขามีทั้งนายหน้าใหญ่ พรรคการเมืองใหญ่ แจกประชานิยมขนานใหญ่ ทั้งในลาตินอเมริกา อาฟริกา เอเชีย เอเชียอาคเนย์

             ใครใช้ประชาธิปไตยรวมศูนย์ ตั้งแต่จีน คิวบา เกาหลีเหนือกระทั่งไทยต้องเจอกับพวกเขา เขาลงทุนขนาดที่มีสื่อระดับซุปเปอร์สื่อเข้าโรมรันปิดล้อมจนยากที่ทุนใดใดจะตามทัน

              เขาลงทุนกระทั่งเครื่องบินรถรบ จรวด หาเหตุให้ประเทศโน้น ประเทศนี้ทะเลาะกันวุ่นวายไปหมด (ทุนหนาขนาดนี้ใครจะสู้การค้าของเขาได้ เพราะทั้งโลกเป็นการค้าของพวกเขา)

              และในวันนี้พวกเขาถอยออกไปหนึ่งก้าวใหญ่ ทูตสหรัฐคนที่เพิ่งจากไปและรอให้รัฐทหารไทยดำเนินการเลือกตั้ง ไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากจะปล่อย แต่เพราะเขาไปตั้งหลักเพราะสิ่งที่เขาทำวันนี้ คือ “สงครามการค้ากับจีน”ซึ่งถือว่าจีนคือรัฐประชาธิปไตยรวมศูนย์หลักของโลกกำลังคุกคามลัทธิการค้าของพวกเขาจนใกล้ถึงลิ้นปรี่ของเขา

             ต้นไม้ประชาธิปไตยใหญ่ของพวกเขากำลังทำท่าจะไปไม่รอด เพราะหมดน้ำยาไปเอง นายทรัมป์หันเข้าหาลัทธิอสังหาริมทรัพย์ที่เขาเคยมั่งคั่งมาก่อนหลังจากยึดมาจากพวกอินเดียนแดงสามสี่ร้อยปีมาแล้ว เพราะสี่สิบเปอร์เซ็นต์ของทรัพยากรโลกขูดรีดต่อไปยากแล้ว

เพราะประเทศส่วนใหญ่ในโลกกำลังก้าวเข้าสู่การปลดปล่อย            

        นี่แหละในประเทศไทย นายใหญ่ เอ้ย นายหน้าใหญ่ไทย จึงเหลือกระสุนจำกัดไปด้วย ที่มีก็เอามาใช้แต่พอประทังธุรกิจการเมืองระดับสองท้องถิ่นใหญ่ที่ถือว่า ยังมีทรัพยากร พอที่จะปลุกขึ้นมาสักครึ่งหนึ่ง ทรัพยากรการเลือกตั้ง ทรัพยากรเศรษฐกิจ-ธุรกิจการเมืองเดิมๆอนุรักษ์เอาไว้ยังมีมากโขอยู่

           นำมาซึ่งเหตุผลประการที่สามของ “การเลือกตั้ง”ทางยุทธวิธีของเขาที่เขาถนัดนักคือ กลุ่มการเมืองสองเพศ –ไส้เดือน หญิงก็ได้ชายก็ดี ชักเข้าก็สนุกชักออกก็สนุกนั่นคือ

          ทะลุกลางปล้องมากระทำการสร้างกระแส เสี่ยงต่อการถูกยุบพรรค ซึงเขาก็ไม่เกรงกลัวเพราะฐานประชานิยมของเขาแน่นหนาพอ คือตะโกนอยากได้กว่าสามร้อยเสียง ถ้าไม่ได้ สองร้อยกว่าก็ดี

          ตรงนี้ไม่ต้องย้ำ กล่าวคือเป็นการสร้าง”ขวัญและกำลังใจ” ซึ่งโครงสร้างกลลวง ที่เรียกเสียโก้ว่า “นโยบาย”อันมีมวลชนรายล้อมรอการสานต่อ ความมั่งคั่งที่ขาดตอน(ทุกระดับที่เขาเคยได้กินได้ใช้จนเคยตัว ซึ่งขาดเยื่อใยไปอย่างมาก จนหลายคนเป็นเห็บกระโดดหาที่อยู่ใหม่ บ้างก็ “ตาสว่าง”เพราะทนกินข้าวแดงขณะที่ท่านนอนวันละแสนอย่างสุขสบาย)

           ที่สำคัญเขาถูกนิรโทษกรรมแล้วโดยปริยายถ้าไม่ติดตาม “นายใหญ่” บางคนแสดงออกมาถึงการปรองดองกับสายที่ เขาเรียกว่า “สืบทอดอำนาจ” โดยแสวงหารัฐ “เฉพาะกาล” “รัฐบาลแห่งชาติ” หรืออาจเข้าร่วมรัฐบาลผสม บ้างก็ยอมให้ดูด

        ขุมกำลังของพวกเขาร่อยหรอ ทางเดียวคือสร้างกระแสเพื่อ ให้เห็นว่าเขายังมีพละกำลังเหลือเฟือ ทุกอย่างน่าจะสายเกินกว่าจะแก้

        เพราะอีกฝ่ายรู้ทันเกมส์ ด้วยถ้อยคำง่ายๆจาก ผบทบ.ที่ว่า “ถ้าอยู่ในความสงบก็ไม่มีปัญหา”

         ท่านไม่ผิดที่พูดเช่นนั้น เพราะสองท่านแรกปี๔๙ผบทบ.บอกว่า ไม่มีการรัฐประหาร พวกเขาได้ใจ ไม่สงบ จำต้องมีรัฐประหาร ท่านที่สองปี๕๖ ท่านบอกว่าไม่มีการรัฐประหาร พวกเขาได้ใจจนเหลิง จำต้องกระทำการรัฐประหาร

             วันนี้ท่านผบทบบอกว่า ไม่แน่ถ้าไม่สงบ ท่านต้องพูดตรงกันข้ามกับผบทบ.สองท่าน และเชื่อว่า “เพื่อไผ” บางส่วน ออกตัวออกจากนายใหญ่นั้น น่าจะคิดถูก และเพื่อเป็นการสยบ ไม่ให้เหลิง ผมเชื่อว่า ไม่น่ามีการรัฐประหาร แน่นอน เพราะถ้าย้ำว่าไม่มี มันเป็นเงื่อนไขให้มี ถ้าบอกว่าอาจมีคงไม่มีเพราะเขาไม่กล้าเหลิงครับ!

           ที่เขาออกตัวมาทั้งที่เสี่ยงต่อการยุบพรรคก็เพื่อเป็นขวัญ เพราะมวลชนของพวกเขาในระบอบเลือกตั้ง ไม่ใช่ประชาชนตาดำๆทั่วไป แต่เป็นมวลชนที่มีพันธะสัญญาต่อกัน “จึงขึ้นต่อความเชื่อมั่น”เพราะมันเป็นของที่ผิดธรรมชาติ มัน “หวั่นไหวง่าย”ท่านรู้ดี!    

           ถ้าไม่ถูกยุบก็อาจไปถึงสามร้อยพร้อมพันธมิตร แต่ถ้าถูกยุบ ก็เป็นการ “ขายขี้ทิ้งเอาไส้ไว้” กรุงเทพขายทิ้งเพราะเป็นขี้ เหลือปี้น้องจาวเหนือล้วนๆ เพราะกรุงเทพกับเชียงใหม่ เฮาเอาน้องสาวบ่ดีกว่าหรือ? เพราะวันนั้นเขายังไร้ทำเนียบอยู่ให้เขาเสร็จสมอารมณ์หมายไปเสียที ดูบุรีรมย์ทีซิเขาตัดได้ กรุงเทพเขาก็ทิ้งได้ เพราะ “เพื่อไผ”มีต่อไปอีกได้หลายเพื่อ ทำไม “เพื่อปี้น้องหมู่เฮา”จะทำไม่ได้

            ไม่ต้องแปลกใจสหายหญิงจากกทม.จึงละล้าละรังที่จะขึ้นเขียง แต่ม้าแกลบม้าแก่ที่เลี้ยงดูกันมานาน สีเก่าแก่เดียวกัน “ยอมครับ” เพราะใครก็รู้ว่าสหายหญิงกทม.คือ”ขี้” แต่เจ้อีปี้ มันคือ”ไส้”ตรับ ส่วนหลงจู้พรรคอันมีทั้งพวก๑๔ตุลา-ถอนทุน ลำบากมามากถึงทีโกยยืนสลอนเป็นแถว หรือมือวางอันดับสองจากแปดริ้ว มันแค่ “แนวร่วมครับ”ทั้ง สุกรโล้นไม่กลัวน้ำร้อน ปรับทัศนะคติบ่อยๆจน ลูกพี่นอกรัฐ –สิทธิเสรีภาพ ทั้งหลายเคลื่อนไหวช่วยเหลือ เขาว่าของเขาไม่ผิด แต่ข้างในชาติ เขาว่าผิดครับพระยาจักรีผู้เปิดประตูเมืองมันมีทุกยุค! ถ้าข้าศึกบอกว่าเปิดประตูดี คนไทยบางคนก็บอกว่าดีด้วยก็มีจะได้จบๆกัน? เพราะรำคาญปล่อยให้มันเข้ามาก็ลองดู

           เรื่องนี้คอยดูต่อไป คล้าย “เรื่องประเทศกูมี” จะผิดหรือถูกไม่ใช่ประเด็น แต่ถ้าเกิด แผ่นเสียงตกร่อง เกิดล้มตายอย่างที่ผบทบไม่รับประกัน ก็ “กูว่าแล้ว” ท่านบิ้กแดง ทำถูก ยังไม่รู้หรือว่า เพลง “ประเทศกูมี”มันจะร้องเพลง ภาคสอง “กูพูดไม่ได้ กูพูดได้” อีกสี่สิบปีรอในห้องขังกินข้าวแดง รอคนที่พูดว่า “กูไม่ผิด กูไม่ผิด” มันสนุกที่จะร้องเพลงในห้องราคาห้าแสน แล้วเหลียวดูกันบ้างไหม? มันก็ได้แต่ร้องเพลงว่า ถ้ากูอยู่ไม่ได้ ประเทศนี้ก็อยู่ไม่ได้

           ดังนั้น(ขอย้ำ) ไม่รู้หรือว่า เพลงประเทศกูมี มันมีภาคสองของมันคือ “กูพูดไม่ได้ กูพูดไม่ได้ กูพูดไม่ได้”

           ดังนั้นการกระทำการเสี่ยงยุบพรรค เสมือนเป็น หนึ่ง “สำแดงตัวตน” สองยืมดาบฆ่าคน และสามแม้ไม่ได้ ก็ไม่เสีย และนี่คือ “ยุทธ์สันดาน”ของธรรมชาติแห่งพรรคไส้เดือนเขาแหละ

           จึงไม่แปลกใจที่ “กระบือนอกคอก”หลุดออกมาอย่างไม่ขาดสาย เพราะ”ตาสว่าง”คงค้างแต่ “ชาดกระบือ” ถ้าจะพูด ชาติ-ชาดกระบือหรือ “กระบือยกกำลงสอง” ก็ไม่ผิด ที่รอถูกเชือด ฝรั่งเขาเห็นเมืองไทยว่ามี วอเต้อร์บัฟฟาโล่ เดี๋ยวนี้พันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า “เรดบัฟฟาโล่”ที่เขาเอามาเพาะในไทยหลายปี โดยมาร์กซิส-คอแนว จะสูญพันธุ์ตาม ก็ดูหลังเลือกตั้งนี้แหละ

        และนี่คือกวีของ วิสา คัญทัพ ถ่ายมาจากกวีอาหรับคนหนึ่งกลับมาเตอะ วิสา “ไผ” จ่วยเฮาบ่ได้หรอก แล้วไผจะเดินตาม “เพื่อไผ”ก็จะเป็นอย่าง “ไผ”ไม่ว่ากันถ้ามีกะตังค์ แต่ไปร้องเพลงในเบอร์ลิน “กูพูดไม่ได้ กูพูดไม่ได้” รอมีดผ่าตัดอย่างนี้ มันจะมีกันอีกนานไหม? เพราะไอ้โรค “ไร้เดียงสา”เรื้อรัง

           ก่อนจะจบบทความนี้ด้วยบทกวี วิสา ตัญทัพ ได้ยินแว่วๆจากทีวีว่า ทั้งหัวหน้าและโฆษก “พรรคขวดนมใหม่” บอกว่า เพลง"ประเทศนี้กูมี"เป็นความกล้าหาญอย่างวีรชน ก็บอกไว้ก่อนว่า ต้องฝึกร้อง “กูพูดไม่ได้ กูพูดไม่ได้” เป็นวรรณกรรมเสริมภาคสองด้วยนะน้อง

         ไม่รู้ว่าท่านเลนิน กล่าวถึง “โรคไร้เดียงสาเอียงซ้าย”ร่วมร้อยปี(๑๙๑๗-๘)ปี๒๐๑๗-๘มันยังใช้ได้อีกหรือ?

        พิษไข้ทรพิษ  กาฬโรค ร้อยปีมันหมดไปแล้ว มันไม่ดื้อด้าน แต่-“โรคไร้เดียวสา ฝ่ายซ้าย”มันโคตรจะด้าน เพราะ เพราะมันเป็นดีเอ็นเอ ทุนนิยมแฝง(ชนชั้นนายทุนน้อย)

         มันขี่ม้านำหน้าสง่างาม ชู ย่ามเก่าๆของคนยากคนจน โบกแทนธง ห้าวหาญ ไม่มีเกราะสรวม ไม่สวมหมวกเหล็ก ห้าวหาญอย่างกับ    ลิโป้ และกวนอู มีภู่ผ้าพลิ้วที่ศีรษะ มั่นใจถึงเพลงทวน และเพลงง้าว ว่าหนาแน่นรัดกุม แทนเกราะได้

         ร้องเพลง”ประเทศกูมี”ให้พวกเขาเดินตาม ประสานอย่างไพเราะ

         เมื่อเกิดสงครามปะทะ เห็นแต่ซากศพของพวกยากไร้กองพะเนิน บ้างก็ร้อง”กูพูดไม่ได้ กูพูดไม่ได้” แปลกแฮะเด็ก “ขวดนมใหม่”นอนเตียงทอง ห้องราคาห้าแสนทุกทีไป ร้องเพลง”กูไม่ผิด กูไม่ผิด”

          ทั้งหมดขึ้นต่อความเป็นอนิจจังของสังคม!

         “ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองผ่านมาแล้วสาบสูญ

ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน           ประชาชนสมบูรณ์นิรันไป

เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่               ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่

เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ        ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

      (สร้อย-นายใหญ่ยังจะไร้แผ่นดิน? ถ้ายังดิ้นอย่างสิ้นคิด)

    ศรีภูมิ ประสานพล ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๑

โดย enjoyjing

 

กลับไปที่ www.oknation.net