วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แสตมป์ไทยชุด ๑๒ เมืองต้องห้ามพลาด ๒ ชุด มีประวัติด้วยค่ะ


 

 

แสตมป์ ชุด 12 เมืองต้องห้ามพลาด แผ่นที่ 1

1.แสตมป์หลงรักประเทศไทย ปีท่องเที่ยววีถีไทย 2559

2.แสตมป์รถม้าลำปาง จ.ลำปาง

3.แสตมป์การวาดลายลงชามตราไก่ จ.ลำปาง

4.แสตมป์วิถีช้างไทย  จ.

5.แสตมป์ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์

6.แสตมป์วัดพระธาตุผ่าซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์

7.แสตมป์เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

8.แสตมป์ปู่ม่านย่าม่าน วัดภูมินทร์ จ.น่าน

9.แสตมป์วัดพระธาตุเขาน้อย จ.น่าน

10.แสตมป์ทะเลหมอกดอยเสมอดาว จ.น่าน

11.แสตมป์ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ จ.บุรีรัมย์

12.แสตมป์ปราสาทพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์

13.แสตมป์ปราสาทเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์

14.แสตมป์พระธาตุศรีสองรัก จ.เลย

15.แสตมป์ประเพณีผีขนน้ำ จ.เลย

16.แสตมป์ภูหอ จ.เลย

17.แสตมป์วัดบางกุ้ง จ.สมุทรสงคราม

18.แสตมป์วีถีชีวิตยามเช้า จ.สมุทรสงคราม

19.แสตมป์ตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา จ.สมุทรสงคราม

20.แสตมป์เมืองต้องห้ามพลาด - rangforever.com

 

 

 เมืองน่าน ปู่ม่านย่าม่าน กระซิบรักบันลือโลก

 

ปู่ม่านย่าม่าน หรือ หนุ่มกระซิบ เป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน อันเป็นผลงานของหนานบัวผัน จิตรกรพื้นถิ่นเชื้อสายไทลื้อ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานที่ประณีตและเป็นภาพที่โดดเด่นประจำวัดภูมินทร์

โดยเป็นภาพชายหญิงคู่หนึ่งกำลังกระซิบสนทนา และมีชื่อเสียงว่าเป็นภาพ "กระซิบรักบันลือโลก" และกลายเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองน่านที่ไปปรากฏอยู่ในสินค้าจำนวนมาก อาทิ เสื้อยืด, โปสการ์ด หรือแม้แต่ข้าวของแต่งบ้าน

ที่มาของชื่อ

 หนานบัวผันได้ตั้งชื่อภาพดังกล่าวตามเจตนารมณ์ด้วยการกำกับชื่อด้านบนของภาพว่า "ปู่ม่านย่าม่าน" วินัย ปราบริปู ศิลปินและเจ้าของหอศิลป์ริมน่าน ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับที่มาของชื่อ "ปู่ม่านย่าม่าน" แก่ มติชนออนไลน์ ความว่า

 "ข้อความที่ เขียนกำกับว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน หมายถึงว่า เขาเรียกผู้ชายพม่า ผู้หญิงพม่าคู่นี้ เป็นนัย เป็นสามีภรรยา แล้วการเกาะไหล่กันเป็นธรรมชาติของผู้ชายผู้หญิงที่เป็นสามีภรรยา ถ้าเป็นหนุ่มสาว ถูกเนื้อต้องตัวไม่ได้ และรูปลักษณะการแต่งกายชี้ชัดไปอีกสอดคล้องกับคำว่า ปู่ม่าน ย่าม่าน

ม่านคือพม่า ปู่นี่คือผู้ชาย พ้นวัยเด็กผู้ชายเรียกปู่ พ้นวัยเด็กผู้หญิงเรียกย่า ซึ่งที่จริงออกเสียง "ง่า" ไม่ใช่ปู่ย่าตายาย โดย หนานบัวผัน เป็นศิลปินผู้เขียนจิตรกรรมประวัติศาสตร์ทั้งที่วัดหนองบัว และวัดภูมินทร์"

ภาพ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นหนึ่งในงานจิตรกรรมฝาผนังถูกวาดขึ้นช่วงปี พ.ศ. 2410-2417 ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมวัดภูมินทร์ในสมัยเจ้าอนันตฤทธิวรเดชครองเมืองน่าน ซึ่งตรงกับปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งภาพจิตรกรรมส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวในชาดก และแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวน่านในอดีต

แต่ภาพ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นหนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงของงานจิตรกรรมฝาผนังดังกล่าว ด้วยได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทั้งด้านองค์ประกอบและอารมณ์ รังสรรค์โดยศิลปินนิรนามที่คาดว่าเป็น หนานบัวผัน ศิลปินชาวไทลื้อที่เคยสร้างงานจิตรกรรมที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน

ด้วยเปรียบเทียบภาพจิตรกรรมทั้งสองก็พบความเหมือนทั้งลายเส้น, สีสัน, ใบหน้า และฉากกว่า 40 จุด ทั้งยังมีมุมมองและแนวคิดที่ทันสมัย รู้จักนำสีสันมาใช้ เช่น สีแดง ฟ้า ดำ น้ำตาลเข้ม และมีวิธีลงฝีแปรงคล้ายภาพวาดสมัยใหม่

รายละเอียดของ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นภาพที่แปลกแยกจากรูปอื่น ๆ โดยวาดเหนือภาพพระเนมีราชท่องนรกและสวรรค์ของชาดกเรื่อง เนมีราช แสดงให้เห็นรูปของชายหญิงคู่หนึ่ง โดยบุรุษใช้มือข้างหนึ่งเกาะไหล่สตรีแล้วมืออีกข้างหนึ่งป้องปากคล้ายกับกระซิบกระซาบที่ข้างหูสตรีผู้นั้นด้วยนัยน์ตากรุ้มกริ่มแฝงไปในเชิงรักใคร่

บุรุษในภาพสักลายตามตัว ขมวดผมไว้กลางกระหม่อมพร้อมผ้าพันผมแบบพม่า นุ่งผ้าลุนตะยา ส่วนสตรีในภาพแต่งกายไทลื้อเต็มยศ การแสดงท่าทางกระซิบหยอกล้อดังกล่าวมิใช่การเล้าโลมของคู่รักหนุ่มสาว หากแต่เป็นการแสดงความรักของคู่สามีภรรยา การแปลความหมายไปในทางกามารมณ์จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากเจตนารมณ์เดิมของศิลปิน

เคยมีการสันนิษฐานว่าบุรุษในภาพน่าจะเป็นผู้เขียนภาพ คือตัวหนานบัวผันเอง แต่ทว่าได้รับการปฏิเสธในเวลาต่อมาด้วยตัวหนานบัวผันเป็นชาวไทลื้อ ทั้งนี้ได้การแต่งคำบรรยายภาพดังกล่าวเป็นภาษาถิ่นพายัพอันสละสลวย ซึ่งแต่งและแปลโดยสมเจตน์ วิมลเกษม ความว่า

"คำฮักน้อง กูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว

จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม

จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป

ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้

ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา…"

แปลว่า

"ความรักของน้องนั้น พี่จะเอาฝากไว้ในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว

จะฝากไว้กลางท้องฟ้าอากาศกลางหาว ก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุมรักของพี่ไปเสีย

หากเอาไว้ในวังในคุ้ม เจ้าเมืองมาเจอก็จะแย่งความรักของพี่ไป

เลยขอฝากเอาไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร้องไห้รำพี้รำพันถึงน้อง

ไม่ว่ายามพี่นอนหลับหรือสะดุ้งตื่น"

ด้วยเหตุที่ "ปู่ม่านย่าม่าน" เป็นภาพของการกระซิบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์ล้อเลียนเป็นภาพบุรุษตะโกนใส่สตรีผู้หนึ่ง เพื่อล้อเลียนภาพกระซิบ

โดยสตรีใช้มือปิดหูเอาไว้ สวมผ้าถุงลายน้ำไหลเมืองน่าน ส่วนบุรุษไว้ผมทรงโมฮอว์ก ด้วยทรงให้เหตุผลกับผู้ตามเสด็จว่า "ต้องตะโกนกัน เพราะกระซิบไม่ได้ยินแล้ว อายุมากกันแล้ว" ปัจจุบันภาพฝีพระหัตถ์ดังกล่าวถูกจัดแสดงที่หอศิลป์ริมน่าน

นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับปู่ม่านย่าม่าน ภายในสิมของวัดโพธาราม อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ที่มีภาพชายหญิงกระซิบรักเช่นกัน

โดยวาดเหนือภาพพระมาลัยโปรดนรก-สวรรค์ ไม่ปรากฏนามผู้วาด สันนิษฐานว่าภาพดังกล่าววาดในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นมา

 

ตะโกนรักเมืองน่าน พระอารมณ์ขัน "พระเทพ"

โพสต์ ทูเดย์ วันที่ 05 เม.ย. 2558 เวลา 10:12 น.

 

ตะโกนรักเมืองน่าน พระอารมณ์ขัน

 โดย....ระรินธร เพ็ชรเจริญ

คนเมืองน่านนั้นรักและผูกพันกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จนล้นหัวใจ ด้วยพระราชกรณียกิจมากมายที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อคนเมืองน่านมาอย่างยาวนาน ทรงพระราชทานโครงการตามแนวพระราชดำริจำนวนมาก เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ พัฒนาการศึกษา การรักษาและสืบทอดศิลปวัฒนธรรม ทั้งยังทรงใส่พระราชหฤทัยติดตามการพัฒนาต่างๆ ใน จ.น่าน อย่างต่อเนื่อง

วินัย ปราบริปู ศิลปินเมืองน่าน เจ้าของหอศิลป์ริมน่าน เป็นผู้หนึ่งที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดเฝ้าฯ รับเสด็จและทูลละอองพระบาทสมเด็จพระเทพฯ ในการเสด็จพระราชดำเนินหอศิลป์ริมน่านหลายครั้ง  ซึ่งทำให้เห็นถึงพระอารมณ์ขันที่สอดแทรกอยู่ในผลงานภาพวาดฝีพระหัตถ์ สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่ได้ชม

วินัย เล่าว่า เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2554  สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ หอศิลป์ริมน่านเป็นครั้งที่ 2 และทรงวาดภาพเลียนแบบ ภาพกระซิบรักบันลือโลก ปู่ม่าน-ย่าม่าน จิตรกรรมฝาผนังอายุกว่า 100 ปี ในวัดภูมินทร์ สัญลักษณ์ของเมืองน่าน

“ทรงมีพระอารมณ์ขันและมีมุมมองที่แตกต่างไปจากศิลปินอื่นๆ โดยทรงมองว่า ภาพปู่ม่านย่าม่าน บนจิตรกรรมฝาผนังของวัดภูมินทร์ มีอายุเก่าแก่ ตรัสทำนองว่า ถึงตอนนี้ปู่ม่านย่าม่านก็อายุมากแล้ว กระซิบคงจะไม่ได้ยิน ต้องตะโกนคุยกันแล้ว

ทรงวาดภาพเป็นลายเส้นและกำกับภาพด้วยคำว่า “ตะโกน” พระองค์ตรัสว่า “ภาพนี้ตะโกนนะ เพราะหูตึงกันแล้ว อายุมากแล้ว กระซิบไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว” ทำให้คณะผู้ติดตามต่างพากันหัวเราะ

พระองค์ทรงถ่ายทอดออกมาในภาพได้อย่างน่ารัก ในมุมมองที่แตกต่างจากศิลปินต่างๆ และภาพตะโกนก็เปรียบเสมือนภาพอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของ จ.น่าน เนื่องจากเป็นภาพวาดฝีพระหัตถ์ที่ทรงวาดที่ จ.น่าน และล้อภาพปู่ม่านย่าม่าน ซึ่งก็ถือเป็นภาพสัญลักษณ์ประจำ จ.น่าน ด้วยเช่นกัน”

วินัย บอกเล่าเรื่องราวด้วยสีหน้าที่แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดถึงความปลาบปลื้ม พร้อมกับนำชมภาพวาดฝีพระหัตถ์ ที่จัดแสดงไว้ชั้นบนของอาคารแสดงงานศิลป์เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสชื่นชม

ขอบคุณ โพสต์ ทูเดย์ - คุณระรินธร เพ็ชรเจริญ

 

 

รถม้าเมืองเขลางคนคร

 

ชามตราไก่เมืองรถม้า

 

วาดลวดลายบนชามตราไก่
 

“ชามกาไก่” หรือ “ชามตราไก่” ที่ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองลำปางมาช้านาน โดยหากอยากรู้เรื่องราวของชามตราไก่ ขอแนะนำให้มาเยือนที่ “พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี” ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้เรื่องชามตราไก่

อีกทั้งยังเป็นพิพิธภัณฑ์เกียรติประวัติของนายอี้ (ซิมหยู) แซ่ฉิน ผู้ก่อตั้งโรงงานเซรามิคแห่งแรกของจังหวัดลำปาง หรือโรงงานธนบดีสกุล ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดีแห่งนี้

ภายในพิพิธภัณฑ์มีประวัติของ “อาปาอี้” (คุณพ่ออี้) ชาวจีนที่มาตั้งรกรากที่เมืองไทย และพบว่าที่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง มีดินขาวคุณภาพดีเนื้อดินสวยงาม เผาอุณหภูมิไม่สูงมากเหมาะสำหรับการปั้นถ้วยชาม อาปาอี้จึงนำดินขาวมาใช้ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา

ส่วนชามตราไก่นั้นมีต้นกำเนิดมาจากเมืองจีนกว่าร้อยปีแล้ว บางส่วนส่งมาขายที่ประเทศไทย โดยไก่ถือเป็นลวดลายมงคลหนึ่งของจีน ภายหลังโรงงานธนบดีสกุลแห่งนี้จึงผลิตชามตราไก่ออกขายเรื่อยมา 

 “ชามกาไก่” หรือ “ชามตราไก่” ที่ถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองลำปางมาช้านาน โดยหากอยากรู้เรื่องราวของชามตราไก่ ขอแนะนำให้มาเยือนที่ “พิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดี” ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้เรื่องชามตราไก่

อีกทั้งยังเป็นพิพิธภัณฑ์เกียรติประวัติของนายอี้ (ซิมหยู) แซ่ฉิน ผู้ก่อตั้งโรงงานเซรามิคแห่งแรกของจังหวัดลำปาง หรือโรงงานธนบดีสกุล ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เซรามิคธนบดีแห่งนี้

ภายในพิพิธภัณฑ์มีประวัติของ “อาปาอี้” (คุณพ่ออี้) ชาวจีนที่มาตั้งรกรากที่เมืองไทย และพบว่าที่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง มีดินขาวคุณภาพดีเนื้อดินสวยงาม เผาอุณหภูมิไม่สูงมากเหมาะสำหรับการปั้นถ้วยชาม อาปาอี้จึงนำดินขาวมาใช้ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผา

ส่วนชามตราไก่นั้นมีต้นกำเนิดมาจากเมืองจีนกว่าร้อยปีแล้ว บางส่วนส่งมาขายที่ประเทศไทย โดยไก่ถือเป็นลวดลายมงคลหนึ่งของจีน ภายหลังโรงงานธนบดีสกุลแห่งนี้จึงผลิตชามตราไก่ออกขายเรื่อยมา

ตัดความมาจาก "หนาวแล้วเที่ยว "ลำปาง" นั่งรถม้า ซื้อชามตราไก่ ไหว้พระดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยพระฌานเผยแพร่: 22 ธ.ค. 2560 11:39  ปรับปรุง: 27 ธ.ค. 2560 13:24 โดย: MGR Online Facebook : Travel @ Manager

ขอบคุณ MGR Online

 

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

 

 Image result for ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์

 

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นทับหลังที่ปราสาทหินพนมรุ้ง เป็นโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของไทย ที่เชื่อว่าถูกโจรกรรมไปเมื่อราวปี พ.ศ. 2503 ในช่วงสงครามเวียดนาม และถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ในที่สุดชาวไทยนำโดยรัฐบาล และ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ก็ได้ทับหลังชิ้นนี้คืนมาทันวันพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งพอดี ในปี พ.ศ. 2531

ภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์

ที่ทับหลังของมณฑปด้านทิศตะวันออกปราสาทประธาน เป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์ โดยพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวาเหนือพระยาอนันตนาคราช ซึ่งทอดตัวอยุ่เหนือมังกรอีกต่อหนึ่งท่ามกลางเกษียรสมุทร มีก้านดอกบัวผุดขึ้นจากพระนาภีของพระองค์ มีพระพรหมประทับอยู่เหนือดอกบัวนั้น

พระนารายณ์ทรงถือ คฑา สังข์ และจักรไว้ในพระหัตถ์หน้าซ้าย พระหัตถ์หลังซ้ายและพระหัตถ์หลังด้านขวาตามลำดับ ส่วนพระหัตถ์หน้าขวารอบพระเศียรของพระองค์ ทรงมงกุฏรูปกรวยกภณฑล กรองศอ และทรงผ้าจีบเป็นริ้ว มีชายผ้ารูปหางปลาซ้อนกันอยู่ 2 ชั้นด้านหน้าคาดด้วยสายรัดพระองค์ มีอุบะขนาดสั้นห้อยประดับ มีพระลักษณมีชายาพระองค์ประทับนั้นอยู่ตรงปลายพระบาท

สำหรับพระพรหม ซึ่งประทับเหนือดอกบัวนั้น มีสี่พักตร์ สี่กร ถัดจากองค์พระนารายณ์มาทางซ้ายบริเวณเลี้ยวของทับหลัง มีรูปหน้ากาลคายพวงอุบะขนาดใหญ่ เหนือหน้ากาลมีรูปครุฑใช้มือยึดนาคไว้ข้างละตนนอกจากนี้ยังปรากฏรูปสัตว์อื่น ๆ ได้แก่ นกแก้ว ลิง และนกหัสดีลิงก์คาบช้างอยู่ด้วย

การบรรทมสินธุ์ของพระนารายณ์คือ การบรรทมในช่วงการสร้างโลก การบรรทมแต่ละครั้งนั้นจะเกี่ยวกับยุคเวลาในแต่ละกัลป์ ภาพทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ปราสาทพนมรุ้ง ได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์วราหปุราณะ เป็นคัมภีร์ที่ให้ความสำคัญแก่พระนารายณ์เป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่

ในขณะที่พระนารายณ์กำลังบรรทมอยู่นั้นได้ทรงสุบิน มีดอกบัวผุดจากพระนาภีและได้บังเกิดพระพรหมในดอกบัวนั้น พระพรหมทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์และสิ่งต่าง ๆ โดยมีนัยสื่อถึงการกำเนิดของสรรพสิ่งใหม่หลังการล้างโลก ในความหมายของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน คือ การอำนวยพร

ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นทับหลังรูปพระนารายณ์ที่มีความงดงามที่สุดในโลก และยังถือว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นเดียวที่ประเทศผู้เป็นเจ้าของสามารถทวงคืนกลับมาจากผู้นำไปครอบครองได้สำเร็จ - วิกิพีเดีย

 


 Phitakon masks.JPG

 

ผีตาโขน เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคอีสาน ของประเทศไทย เป็นเทศกาลที่เกิดขึ้นในเดือน 7 ซึ่งมักจัดมากกว่าสามวันในบางช่วงระหว่างเดือนมีนาคม และกรกฎาคม

โดยจัดขึ้นในวันที่ได้รับเลือกให้จัดขึ้นในแต่ละปีโดยคนทรงประจำเมือง ซึ่งงานบุญประเพณีพื้นบ้านนี้มีชื่อเรียกว่า บุญหลวง โดยแบ่งออกเป็นเทศกาล ผีตาโขน, ประเพณีบุญบั้งไฟ และงานบุญหลวง (หรือ บุญผะเหวด)

ผีตาโขน นั้น เดิมมีชื่อเรียกว่า ผีตามคน เป็นเทศกาลที่ได้รับอิทธิพลมาจากมหาเวสสันดรชาดก ชาดกในทางพระพุทธศาสนา ที่ว่าถึงพระเวสสันดร และพระนางมัทรี จะเดินทางออกจากป่ากลับสู่เมืองหลวง บรรดาสัตว์ป่ารวมถึงภูติผีที่อาศัยอยู่ในป่านั้น ได้ออกมาส่งเสด็จด้วยอาลัย

ซึ่งวันแรกจะเป็นเทศกาลผีตาโขน ซึ่งเรียกวันนี้ว่า วันรวม (วันโฮม) โดยจะมีพิธีเบิก พระอุปคุตต์ ในบริเวณระหว่างลำน้ำหมันกับลำน้ำศอก วันที่สองของเทศกาลดังกล่าวจะมีพิธีจุดบั้งไฟบูชา พร้อมด้วยเครื่องแต่งกายที่หลากหลาย รวมถึงการแข่งขันเต้นรำตลอดจนขบวนพาเหรด

ส่วนในวันที่สามและวันสุดท้ายจะมีการให้ชาวบ้านฟังเทศน์ ทั้งนี้ ผีตาโขนยังได้รับการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ และฉายาประจำทีม สโมสรฟุตบอลเลย ซิตี้ เช่นกัน

ประเพณียังคงมีความเชื่อกันว่า สำหรับคนที่เล่นหรือมีการแต่งตัวเป็นผีตาโขนใหญ่ ต้องถอดเครื่องแต่งกายผีตาโขนใหญ่ออกให้หมดและนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้าน เป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายไป และรอจนถึงปีหน้าจึงค่อยทำเล่นกันใหม่ 

 

 

 

แสตมป์ ชุด 12 เมืองต้องห้ามพลาด แผ่นที่ 2

1.แสตมป์หลงรักประเทศไทย ปีท่องเที่ยววีถีไทย 2559

2.แสตมป์โอ่งมังกร จ.ราชบุรี

3.แสตมป์กระทงสี จ.ราชบุรี

4.แสตมป์หนังใหญ่วัดขนอน  จ.ราชบุรี

5.แสตมป์เกาะกระดาด จ.ตราด

6.แสตมป์จุดชมวิวแหลมงอบ จ.ตราด

7.แสตมป์เกาะช้าง จ.ตราด

8.แสตมป์เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

9.แสตมป์อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล จ.จันทบุรี

10.แสตมป์ชุมชนริมน้ำจันทบุรี

11.แสตมป์เกาะกระดาน จ.ตรัง

12.แสตมป์เกาะลิบง จ.ตรัง

13.แสตมป์เกาะเหลาเหลียง จ.ตรัง

14.แสตมป์ศาลกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ หัวเขาถ่าน อ.สวี จ.ชุมพร

15.แสตมป์ฉลามวาฬ เกาะหลักง่าม จ.ชุมพร

16.แสตมป์ชุดวิวเขามัทรี จ.ชุมพร

17.แสตมป์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช

18.แสตมป์โลมาสีชมพู จ.นครศรีธรรมราช

19.แสตมป์บ้านศีรีวง จ.นครศรีธรรมราช

20.แสตมป์เมืองต้องห้ามพลาด - rangforever.com 

 

 

 

 

ศาลกรมหลวงชุมพร ฯ  ตั้งอยู่บริเวณหาดทรายรีหาดทรายยาว ทรายขาวสะอาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานของ พลเรือเอกพระบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตร อุดมศักดิ์ ผู้ทรงสถาปนากองทัพเรือสมัยใหม่ให้กับประเทศไทย

ทรงเป็นเสด็จเตี่ยของชาวเรือทั้งปวงและเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป อนุสรณ์สถานประกอบด้วยศาลเจ้าพ่อกรมหลวงชุมพรฯหลังเก่าและหลังใหม่ที่สร้างขึ้นบนเนินเขา

ซึ่งหาดทรายรีเป็นสถานที่สิ้นพระชนม์ของพระองค์  ตัวศาลอยู่บนเรือรบหลวงพระร่วงจำลองที่หันหน้าออก สู่ทะเล จึงเป็นจุดที่มองเห็นทิวทัศน์ของหาดทรายรีได้ชัดเจนตลอดเวิ้งอ่าว

 

 
 

เขามัทรี จุดชมวิว 360 องศา ทะเล วิถีชีวิตเรือประมง ป่าเขา แสงแรก และแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ มนต์เสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวมาสัมผัสอย่างไม่ขาดสายที่ปากน้ำชุมพร

จุดชุมวิวเขามัทรี เป็นภูเขาสูงตั้งอยู่ติดกับทะเลอ่าวไทย ในพื้นที่ ต.ปากน้ำชุมพร อ.เมือง จ.ชุมพร มนต์เสน่ห์ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศเดินทางผ่านมาจังหวัดชุมพร แล้วต้องเข้าไปสัมผัสกับความสวยงามอย่างมีความสุข

หากเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ถึงบริเวณสี่แยกปฐมพร ถนนเพชรเกษม ต.วังไผ่ อ.เมืองชุมพร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมืองชุมพร ผ่านไปยังปากน้ำชุมพร ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ก็จะพบกับเขามัทรี สูงตระหง่านอยู่ริมทะเล ที่แต่ละวันจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดขัตฤกษ์ สร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน

เขามัทรี จุดชมวิว 360 องศา จังหวัดชุมพร เพิ่งจะฟื้นฟูมาได้ราว 2 ปี จากการปล่อยทิ้งให้รกร้างทรุดโทรมมาเป็นเวลานานนับ 10 ปี กลายเป็นแหล่งมั่วสุมทางเพศ และยาเสพติด

จนกระทั่ง นายพีรศักดิ์ หินเมืองเก่า ผวจ.ชุมพร ในขณะนั้น จับมือกับ นายสุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม นายธวัช บุรินทร์วัฒนา สองนักธุรกิจที่ปรึกษา ผวจ.ชุมพร หันมาร่วมมือกันพัฒนาอย่างจริงจังยั่งยืน ปรับปรุงโฉมใหม่ ทั้งทางขึ้นรถที่จอดรถสะดวกสบาย

ให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติได้อย่างรอบทิศทาง ทั้งทะเล เกาะแก่ง วิถีชีวิตเรือประมงในปากน้ำชุมพร ป่าเขาลำเนาไพร และแสงแรกแย้ม แสงสุดท้ายยามอัศดงของพระอาทิตย์อย่างสวยงาม จนปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับ 1 ของจังหวัดไปเลยทีเดียว

จุดชมวิว จุดถ่ายภาพที่บรรจงสร้างให้เข้ากับความสวยงามตามธรรมชาติ ที่มีทั้งป่าเขา เกาะแก่งในทะเลอ่าวไทย เรือประมงที่จอดเรียงรายอยู่ในแม่น้ำปากน้ำชุมพร พระอาทิตย์ขึ้น-ลง ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ถือเป็นมนต์เสน่ห์ที่นักต้องเที่ยวมาเยี่ยมชมแล้วเมื่อกลับไปก็อยากจะมาเยือนอีกครั้ง

บนยอดเขาสูงจุดชมวิวเขามัทรีแห่งนี้ ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือพระโพธิสัตว์เกวนอิม ปางมหาราชลีลาองค์ใหญ่ มีลักษณะคล้ายกับท่านั่งขององค์จตุคามรามเทพ เพื่อให้นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้บูชาขอพรเป็นมงคลแก่ชีวิต

ตัดความและภาพมาจาก  แวะชมวิวทะเล วิถีชีวิตประมง รับแสงแรกส่งแสงสุดท้ายแบบ 360 องศา ที่เขามัทรี จ.ชุมพร

เผยแพร่: 6 ม.ค. 2558 13:14   โดย: MGR Online

 


Phra That Nakhon.jpg

 

วัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร หรือ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร

พ.ศ. 854 เจ้าชายทนทกุมารและพระนางเหมชาลา (พระโอรสธิดาในพระเจ้าโคสีหราชกับพระนางมหาเทวี ผู้ครองเมืองทันทบุรี) และบาคู (แปลว่า นักบวช) ชาวสิงหล ได้สร้างวัดพระบรมธาตุวรมหาวิหาร เจดีย์องค์เดิมเจดีย์แบบศรีวิชัย คล้ายเจดีย์กิริเวเทระ ในเมืองโบโลนนารุวะ ประเทศศรีลังกา

พ.ศ. 1093 พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ปทุมวงศ์ แห่งอาณาจักรตามพรลิงก์ ทรงสร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น พร้อมกับการก่อสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ เป็นเจดีย์แบบศาญจิ

พ.ศ. 1770 พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมาโศกราช กษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งอาณาจักรตามพรลิงก์ และเป็นพระอนุชาของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ได้บูรณะพระบรมธาตุเจดีย์ เจดีย์แบบลังกา ทรงระฆังคว่ำ หรือ โอคว่ำ

มีปล้องไฉน 52 ปล้อง สูงจากฐานถึงยอดปลี 37 วา 2 ศอก ยอดปลีของปล้องไฉน หุ้มทองคำเหลืองอร่าม สูง 6 วา (เท่ากับ 2 เมตร) 1 ศอก (เท่ากับ 0.50 เมตร) แผ่เป็นแผ่นหนา เท่าใบลานหุ้มไว้ น้ำหนัก 800 ชั่ง (เท่ากับ 960 บาท) รอบพระมหาธาตุ มีองค์เจดีย์ 158 องค์

พ.ศ. 2155 และ พ.ศ. 2159 สมัยสมเด็จพระเอกาทศรถมีการซ่อมแผ่นทอง ที่ปลียอดพระบรมธาตุ

พ.ศ. 2190 สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ยอดพระบรมธาตุได้ชำรุดหักลง และได้มีการซ่อมสร้างขึ้นใหม่

พ.ศ. 2275 - 2301 สมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีการดัดแปลงทางเข้าพระสถูปพระบรมธาตุบริเวณวิหารพระทรงม้า

พ.ศ. 2312 สมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ปฏิสังขรณ์พระอารามทั่วไปภายในวัด และโปรดให้สร้างวิหารทับเกษตร ต่อออกจากฐานทักษิณรอบองค์พระบรมธาตุ

สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) ได้บูรณะพระวิหารหลวง วิหารทับเกษตร พระบรมธาตุที่ชำรุด

ปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บูรณะกำแพงชั้นนอก วิหารทับเกษตร วิหารธรรมศาลา วิหารพระทรงม้า วิหารเขียน ปิดทองพระพุทธรูป

พ.ศ. 2457 สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ติดตั้งสายล่อฟ้า ยอดองค์พระบรมธาตุเจดีย์

พ.ศ. 2515 - 2517 บูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวง และพระอุโบสถ

พ.ศ. 2530 ซ่อมกลีบบัวทองคำ ที่ฉีกขาดเปราะบาง เสื่อมสภาพเป็นสนิม เสริมความมั่นคงแข็งแรงที่กลีบบัวปูนปั้น ในวันที่ 28 สิงหาคม 2530 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยรวรางกูร ขณะดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จอัญเชิญแผ่นกลีบบัวทองคำ ขึ้นประดิษฐบนองค์พระบรมธาตุเจดีย์

พ.ศ. 2537 - 2538 บูรณะปลียอดทองคำพระบรมธาตุเจดีย์ และเสริมความมั่นคงปูนแกนในปลียอด ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 50 ล้านบาท สิ้นทองคำ 141 บาท (มาตราชั่ง ตวง วัด ของไทย 1 บาท เท่ากับ 15.2 กรัม)

กรมศิลปากร ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 53 ตอนที่ 34 วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479 และคณะกรรมการมรดกโลก มีมติในการประชุมคณะกรรมการสมัยที่ 37 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556 รับรองวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารเข้าสู่บัญชีเบื้องต้นก่อนเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลก

 

ขอบคุณ วิกิพีเดีย - rangforever.com - MGR Online

สิริสวัสดิ์วรวาร มานอวลเสาวรภย์ค่ะ

 

โดย vinitvadee

 

กลับไปที่ www.oknation.net