วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขับไปเที่ยวไปในนิวซีแลนด์ ( 2 )


                                                   ขับไปเที่ยวไปในนิวซีแลนด์ ( 2 )

 

                ลับมาอีกครั้งหลังสลัดความขี้เกียจออกไปจากรูขุมขนได้    จึงขอนำเรื่องราวของเกาะใต้นิวซีแลนด์ที่ได้ทำดราม่าขยักขย่อนเป็นหลายภาคมาปัดฝุ่นกันใหม่ 

          ครั้งก่อนผมเล่าถึงตอนที่ พวกเราต่างก็ลุ้นจนตัวเกร็งเมื่อรถต้องเข้าไปในอุโมงก์ Oneway ยาว 1.2 กม. ชื่อ อุโมงค์โฮเม่อร์ ( Homer Tunnel ) แล้วก็ต้องถอนหายใจกันอย่างโล่งอกเมื่องรถออกมาจากอุโมงค์

                      ไปครับ  เราไปต่อกันดีกว่า....

         หกโมงเช้าแล้ว  แสงอาทิตย์สาดส่องมาหลังม่านภูเขามหึมาเบื้องหน้าเป็นสีทองอ่อน ๆ  ดูสดชื่นกับการขับรถที่ไม่ต้องเร่งรีบนัก  เพราะมั่นใจว่าอย่างไรเสียเช้านี้ก็ต้องไปถึงท่าเรือก่อนเรือจะออกพอสมควรได้อยู่ดี   ใช่แล้วครับ  ไปลงเรือ  แต่วันนี้ “ ฉันจะได้ไปล่องทะเลสาปตามฝันอีกแห่งหนึ่งแล้ว ”  ( ผมคิดอย่างตื่นเต้นอยู่ในใจ)  จะเป็นการลงเรือที่ มิลฟอร์ดซาวด์ ( Milford Sound) ที่สวยงามมาก จนชาวนิวซีแลนด์อวดว่าที่นั่นเป็นสิ่งมหรรศจรรย์อันดับ 8 ของโลกเลยทีเดียว  แต่ ...   แม้ช่วงแรกผมจะเอ้อระเหย ขับไปเหลียวมองภูเขาแปลกตาไป   ผ่านไปสักพักปลายเท้าขวาของโชเฟอร์อย่างผมก็อดที่จะฝืนคำสั่งเจ้านายไม่ได้  จนเสียงแห่งอำนาจลอยมาอีก 

        “ ลดสปีดลงหน่อยเพ่  จะรีบไปไหน   เราจองตั๋วเรือรอบ 9 โมงเช้า  ยังไงก็ไปทันเวลาสบาย ๆ อยู่แล้ว ”

           ผมก็เลยยอมสยบฝีเท้าลงเหลือ Speed 100 เป๊ะ  ถึงท่าเรือ 7.30 น. กำลังเหมาะที่จะเช็คอิน  และเดินกระทบไหล่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีทั้งจีน  ฝรั่ง แขกมากมาย  กับได้อ่านข้อความตามผนังที่ผมแปลแบบภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงอธิบายเกี่ยวกับสถานที่นี้ไว้คร่าว ๆ ประมาณว่า....

            Milford Sound  คือ ฟยอร์ด ( Fiord )  ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Fiordland National Park ซึ่งมีเนื้อที่ถึง  12,607 ตารางกม. ใหญ่ที่สุดใน 14 อุทยานแห่งชาติของนิวซีแลนด์    ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะใต้และได้ชื่อว่าเป็นมรดกโลก    ฟยอร์ดในมิลฟอร์ดซาวด์นี้  เกิดจากการโก่งตัวของเปลือกโลกเมื่อหลายล้านปีก่อน

              คงสรุปได้เท่าที่จะมีปัญญาอ่านและแปลเพียงเท่านี้   

               ว่าแล้วพวกเราก็ชักชวนกันไปเดินปะทะลมหนาวบริเวณท่าเรือ  เห็นเรือหลายลำในดีไซน์แปลกตาต่าง ๆ กันหลายลำจอดรอนักท่องเที่ยว 


                                                                  เรือหลายลำที่จอดรอนักท่องเที่ยว

      แต่โอ๊ะ..  ต้องภาพนี้เลย  ภาพเบื้องหน้าเป็นพาโนราม่าของภูเขา Mitre Peak เด่นสะท้อนน้ำทะเลใส ๆ แบบที่เห็นในภาพที่โชว์อยู่ตามสื่อท่องเที่ยวต่าง ๆ

                                                                 ภาพที่มองจากท่าเรือ

 

        เรียกว่าใครที่ไปที่ตรงนั้นแล้วยังลังเลในการซื้อตั๋วเห็นแล้วคงต้องรีบไปถามพนักงานขายเลยว่า “ ยังมีที่นั่งในเรือว่างอีกมั้ย”             คราวนี้พอเรือออกจากท่าพวกเราก็หาที่นั่งเหมาะ ๆ เล็งว่าให้ห่างกลุ่มคนที่ชอบส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันหน่อย  แล้วก็ออกลาดตระเวณ  เอ๊ย..ไม่ใช่  ออกไปหาจุดถ่ายภาพวิวแสนสวยบนชั้นดาษฟ้าเรือโดยไม่ลืมไม้เซลฟี่คู่กายไปด้วย   ตอนนี้ความหนาวหาได้เป็นอุปสรรคอันใดต่อนักเลงกล้องมือถืออย่างเราไม่   ทั้งถ่ายคลิป ภาพนิ่ง  กดรัว ๆ จนกล้องนิคคอนที่คล้องคออยู่ด้วยหมดความหมายเลย  เพราะเราไม่อยากเสียโอกาสกับทิวทัศน์งาม ๆ    โน่นก็น้ำตกที่ไหลจากหน้าผาสูงลงสู่ทะเลสาป   นี่ก็หน้าผาที่น่าสพรึง   และอีกหลายภาพที่ตื่นตาตื่นใจ  สร้างความรู้สึกว่าธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน 

 

 

                                                  ( ภาพนี้ถ่ายให้เห็นเครื่องบินเล็กที่มีบริการชมสถานที่ ) 

                                         น้ำตกที่สูงที่สุดในบริเวณนี้

          ผมกับผู้บังคับบัญชาคนสวยซิ่งหลบเพื่อนสองคนไปใช้ไม้เซลฟี่บ้าง   วานชาวบ้านเขาถ่ายรูปคู่ให้เราบ้างตามมุมโน้นมุมนี้ของดาดฟ้าเรือซะจนเพื่อนที่เดินตามมาค่อนขอดเอาว่า

                    “  สวีทกันอยู่นั่นแหละ  ไม่สนใจเพื่อนบ้างเลย “ 

                   “เออก็จริงของเขานะ "  เราพูดแล้วหัวเราะกัน  พร้อมกับรีบไปช่วยเพื่อน love 2 คนถ่ายรูปทันที

       เรือลำใหญ่พานักท่องเที่ยววนไปตามจุดที่น่าสนใจ   ขับเร็วบ้าง ช้าบ้าง  บางครั้งก็เฉียดเข้าไปสัมผัสธรรมชาติในระยะใกล้ ๆ  เช่นน้ำตกที่ถาโถมลงมาจากยอดเขาสูง   หรือเฉียดเข้าไปบริเวณที่โลมาและแมวน้ำแหวกว่ายอยู่  เสียดายที่กลุ่มเราทั้ง 4 คนรีบสาวเท้าไปมุมที่คนไปออกันไม่ทันก็เลยเห็นหลังโลมา แค่พริบตาเดียว   " เฮ้อ.. เราช้ากว่าคนจีนอีกแล้ว  มัวแต่ถ่ายรูปอยู่ได้ " เสียงเพื่อนบ่น

                                                          บริเวณที่โลมาและแมวน้ำอยู่ด้วยกัน

          บางช่วงเรือก็ไปจอดนิ่ง ๆ ตรงช่องทางเปิดสู่ทะเลแทสมัน ( Tasman Sea ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิค

                ขณะที่กัปตันที่แต่งตัวเท่ห์ก็ถือไมโครโฟนบรรยายแบบมัคคุเทศให้ความรู้ไปตลอดทาง 

                                                                กัปตันที่ขับเรือไปบรรยายไป

                                                         ภาพนี้ถ่ายย้อนกลับขณะที่ลงจากเรือแล้วเดินกลับไปที่รถ

           

             สิริรวมที่นาวาลำนี้วิ่งวนให้เราสัมผัสธรรมชาติอันน่าตื่นใจใช้เวลาประมาณ 1.5 ชม. ก็กลับมาส่งเราที่ท่าเรือเดิม 

                  ล่องเรือเสร็จก็ขับรถย้อนกลับไปเส้นทางเดิมที่มาช่วงเช้า มุ่งหน้าสู่เมืองควีนส์ทาวน์  ระหว่างทางตั้งใจจะแวะชมทะเลสาบกระจก( Mirror Lake)  กันซะหน่อย  แต่ดูๆ แล้ว  เรามันไม่ใช่แนว Tracking   พูดง่าย ๆ ว่าแข้งขามันไม่ค่อยจะเป็นใจซะแล้วเพราะต้องเดินจากถนนใหญ่เข้าไปอีก 30 นาทีตามที่กางแผนที่ออกมาดูกัน  ทำให้สว. ถอดใจกันหมด    ภารกิจเดินป่าจึงต้องพักไว้ก่อน   ตรงดิ่งมาทานอาหารกลางวันที่เมืองเทอะนาว ( TeAnau )ดีกว่า

                                                            จุดชมวิวอีกแห่งระหว่างทาง

              รอบนี้โชเฟอร์สาวขับมาไม่นานมากก็ถึงเมืองเล็ก ๆ ประมาณอำเภอขนาดย่อม ๆ ของบ้านเรา  พอซอกแซกได้ที่ก็ได้ร้านที่ขนาดพอเหมาะกับคนยากไร้อย่างพวกเรา    หลังจากทำกะยึกกะยักแบบกะเหรี่ยงไทยกันที่ข้างร้านอยู่ชั่วครู่  กัปตันทีมก็พยักหน้าเดินยืดอย่างฝรั่งเปิดบานประตูร้านเข้าไป   แล้วก็รู้สึกไม่ผิดหวังกับร้านนี้เพราะเขาตกแต่งภายในสไตล์ Vintage ที่ถูกใจกันทุกคน   อาหารแต่จะจานแม้จะสั่งด้วยนิ้วชี้จิ้มไปที่รูปภาพเพราะเป็นอาหารฝรั่งที่แปลกใหม่  แต่ทั้ง 4 จานก็ไม่ทำให้ผิดหวัง จนต้องสั่งมาเพิ่มอีก

            นอกจากนั้นสิ่งที่ถูกใจโก๋หลังวังอย่างยิ่งก็คือได้เห็นภาพฝาผนังภาพหนึ่งสะกิดต่อมทรงจำในอดีตที่ชอบดูหนังคาวบอยขึ้นมาทันที   เพราะภาพนั้นเป็นภาพโฆษณาภาพยนต์เก่ายุค 1960 อันโด่งดัง เรื่อง 7 สิงห์แดนเสือหรือ The Magnificent Seven  ที่ยังจำได้ว่าคาวบอยที่ขี่ม้าเรียงหน้ากระดานในภาพนั้นมีดาราดังทั้ง คลิ้นท์ อีสวู้ด   ยูล บรินเน่อร์   สตีฟ แมคควีน   เจมส์ โคเบิร์น และอีก 3 คนที่ยังนึกชื่อไม่ออก

                                                                          หนึ่งในภาพที่ชอบในร้านอาหาร

             อิ่มแปล้กับครีมเลี่ยน ๆ ที่อร่อยมากแล้วก็ไปหาซื้อเสบียงสำหรับมื้อเย็น  แล้วก็ขับตะลอนต่อตามแผนที่ในโทรศัพท์มือถือและเสียงใส ๆ จาก GPS     ระหว่างทางช่วงนี้กลับมาผ่านถนนที่คดเคี้ยวเส้นเดิมที่เขาเรียกว่าเป็น Devil’s Staircase  ซึ่งแม้จะต้องขับอย่างมีสมาธิกับพวงมาลัย  ก็ยังผ่านทะเลสาปแสนสวยที่เราอดไม่ได้ที่จะแวะลงไปถ่ายภาพตรงจุดที่เขาจัดไว้ให้นักท่องเที่ยวจอดรถ    แม้จะเป็นยามบ่ายที่แดดเจิดจ้าก็ไม่ทำให้ดาราหน้ากล้องร้อนแดด  บางครั้งยังรู้สึกว่าหนาวกับลมแรง ๆ ด้วยซ้ำ

 

 

               วันนี้ตลอดวันเราจอดรถลงไปเก็บโอโซนเข้าปอดและถ่ายรูปกับธรรมชาติสองข้างทางหลายครั้ง  ทำให้รู้สึกว่าการขับรถเที่ยวด้วยตนเองก็นับว่าสะดวกและมีข้อดีหลายประการ  เช่นไม่ต้องรีบร้อนเวลาที่ยังกดชัตเตอร์ไม่หนำใจ   หรือจะสั่งให้คนขับที่รู้ใจจอดรถลงไปแอคชั่น  หรือจะแวะซื้อของตามใจชอบก็ได้   มิเว้นแม้แต่ความสบายใจของ 2 สาวเพื่อนเราที่เข้าสู่วัยของคนที่ไม่อยากอยู่ห่างห้องน้ำ   จึงเหมาะแล้วที่จะเลี้ยวรถเข้าไปหา ห้องน้ำที่มีป้าย เป็นสัญญลักษณ์รูปต้นไม้ใหญ่กับหุ่นผู้หญิงคู่กับผู้ชาย โผล่ออกมา  เหมือนจะบอกว่าอยู่ในป่านะ   “ แต่เอ๊ะมันซ่อนอยู่ไหนหว่าห้องน้ำของมัน" เราต่างก็บ่นเมื่อได้เวลาทำธุระส่วนตัว

           ก็ขับเลี้ยวซ้ายเข้ามาก็ตั้งไกลบนทางแคบ ๆ  เหมือนจะเข้าป่าก็ยังหาห้องน้ำไม่เจอ   ครั้นพอจะเปลี่ยนใจไปหาเอาที่อื่น  พลันก็เหลือบไปเห็นตู้ทรงกลมอะไรนั่นมีสัญญลักษณ์เล็กๆ หน้าตู้   เสียงร้อง “ นี่ไง ๆ ”  จึงตามมาอย่างโล่งอก  ครั้นพอเปิดเข้าไปดูก็เห็นมันไม่ค่อยสะอาดนัก  แต่ก็จำเป็นแล้วยามนี้  ไม่สะอาดและดีเท่าห้องน้ำที่อยู่กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตามทางที่ผ่านก็ช่าง   นับเป็นประสบการณ์ให้พวกเราหัวเราะกันอีกครา

                                        ห้องน้ำสาธารณะที่เดินหากันอยู่นาน

             กลับถึงเมือง Queenstown  เช็คอินที่ Blue Peaks Lodge  (โฆษณาให้เค้าหน่อย)  แม่ครัวทั้ง 3 ทำหน้าที่เช่นเคย  แช่ไวน์สัก 15 นาทีก็ได้อุณหภูมิห้องพอดีกำลังเหมาะกับคออ่อนทั้ง 4  ที่นั่งเม้าส์กันจน 5 ทุ่มเหมือนไม่เคยเจอกันมาก่อน  ก่อนที่จะพากันหลับไปบนที่นอนนุ่ม ๆ พร้อม Heater อุ่น ๆ ใต้ที่นอน

              เช้าวันที่ 6 ของการเดินทาง (เร็วจัง)  เช้านี้เราจอดรถไว้ที่โรงแรม  แล้วก็เดินไป   ชมเมือง ชมต้นไม้เปลี่ยนสีไปจนถึงเป้าหมายท่องเที่ยววันนี้เพราะอยู่ไม่ไกลมากนัก

         

            ครึ่งวันนี้เป็น Package Tour ชื่อ “ Water Peak Farm Tour  with BBQ “ ราคา NZD 125 ต่อคน  นั่นคือนั่งเรือกลไฟไปชมการสาธิตการตัดขนแกะพร้อมอาหารมื้อกลางวัน 

                                                          รอเรือกลไฟลำนี้เข้ามาจอดเทียบท่า

 

             ถือตั๋วคนละใบ เตรียมพูด Yes, No, Ok, Thank you  เวลาเจอพนักงานฝรั่ง   แต่ก็ไม่ต้องหรอก...เพราะเราแค่ยิ้มสยามแล้วยื่นตั๋วก็ผ่านได้   เสร็จแล้วต้องให้ไว  หาที่นั่งว่าง ๆ แข่งกับอาหมวย  อาเจ๊  อากู๋  ตึ่งนั้งคะโจ่ย(แปลว่าคนจีนเยอะจัง )  ให้ได้ไว้ก่อน   แล้วทีนี้ก็รอคอยเสียงปู๊นดังๆ แบบเรือโบราณที่จะบอกเราว่าเรือออกแล้ว   เชิญท่านไปทัศนาวิวทะเลสาปกับภูเขาสวย ๆ ข้างบนได้   ซึ่งดูแล้วทะเลสาป “ วาคาติปู “  ( Wakatipu ) ก็งดงามตามที่เสียงตามสายบอกจริงๆ  อีกทั้งแม้เรือจะมีเสียงเครื่องยนต์แบบเครื่องจักรไอน้ำดังหึ่ง ๆ ไปหน่อย  แต่ก็แล่นได้นิ่มนวลทีเดียว

                                                                     เครื่องยนต์เรือแบบไอน้ำด้านล่างของเรือ

 

                                         Specification ของเครื่องยนต์ 

          เรือนอกจากจะลำใหญ่วิ่งได้ราบเรียบแล้ว  แถมบริเวณหัวเรือก็มีมุมที่เราสามารถยืนแอ๊คชั่นแบบ Jack & Rose ในหนังเรื่อง Titanic ได้ซะอีก  ฮ่า ๆ เข้าทางเราสองอีกแล้วว...

             เรา 4 คนผลัดกันเฝ้าโต๊ะและขึ้นไปถ่ายรูปบนดาดฟ้าเรือจนพอใจ  กระทั่งเรือแล่นมาถึงฝั่งซึ่งเป็นเกาะขนาดเล็กของเอกชนที่มีฟาร์มแกะและร้านอาหารอยู่ด้วยกัน

                                                        บนฝั่งที่เราจะขึ้นไปชมการตัดขนแกะและทานอาหาร

 

            พอขึ้นจากฝั่งผู้คนก็พากันเดินไปตามทางเดินเล็ก ๆ ตรงลิ่วไปสู่เวทีการแสดง  คนไทยเดินช้ากว่าชาวต่างชาติ  เพราะเห็นภูเขากับต้นไม้สวย ๆ ก็แวะถ่ายรูปก่อน

 

  กระนั้นก็ยังได้ที่นั่งพอเหมาะกับกล้อง Sumsung  กับ Iphone  ที่จะเก็บภาพคนตัดขนแกะที่จะแสดงให้ดู 

 

            พอได้เวลาพิธีกรก็บรรยายกระบวนการตัดขนแกะเป็นภาษาอังกฤษ  แล้วมีล่ามแปลเป็นภาษาจีน   ประมาณว่าต้องตัดขนมันก่อนที่จะเข้าฤดูหนาว  เพื่อให้ขนใหม่งอกเร็วขึ้นตามธรรมชาติภายใน 6 เดือน  แต่ถึงแม้เราจะไม่ตัดขนมัน  ธรรมชาติมันก็จะผลัดขนอยู่ดี  ถึงตรงนี้ได้ยินฝรั่งที่นั่งใกล้ ๆ กันทำเสียงฉงนว่า “  Really ? “  ซึ่งตรงกับพวกเราที่พูดว่า  “ เฮ่ย  มันจริงเหรอ  "  และผู้รู้ในทีมเราก็ตอบทันทีว่า “ ไม่จริง ๆ อ่านมาแล้ว มันไม่เปลี่ยนขนทีเดียวหมดตัวขนาดนี้ "    เฮ้อ  เรื่องธรรมชาติอย่างนี้ข้าพเจ้าก็ไม่รู้นะ  แต่รู้ว่าสงสารมันน่ะ   สรุปแบบที่ฟังไม่ค่อยได้ศัพท์แล้วจับมากระเดียดก็คือ  แกะแต่ละตัวจะถูกตัดขนเพื่อเอาขนไปทำผลิตภัณฑ์ขนแกะหลายๆ อย่างปีละ 2 ครั้ง  การตัดขนแกะครั้งนี้เป็นวิธีการดั้งเดิม ซึ่งบางประเทศอาจจะทันสมัยกว่านี้   แกะที่นำมาตัดขนนี้เป็นพันธ์ Romney   ส่วนสุนัขต้อนแกะซึ่งเป็นดาวเด่นและเป็นผู้ช่วย  เป็นสุนัขพันธ์ Huntaway ซึ่งจะแสดงโชว์ต่อไป

       ว่าแล้วแกก็โชว์ความเก๋าจับแกะนั่งจ๋องเหมือนคนพิงที่ซอกขาของแก  ก่อนจะใช้ปัตตาเลี่ยนไฟฟ้าขนาดใหญ่ไถปรื๊ด ๆ  ให้แกะกึ่งสะดุ้งกึ่งเสียวรอบลำตัวซะไม่กี่ปรื๊ดด้วยความชำนาญ  แกะน่ารักก็กลายเป็นแกะเปลือย เห็นหนังอ่อนล่อนจ้อนท้าลมหนาว  โดยมีเจ้าสุนัขต้อนแกะที่ฝึกมาแล้วสองตัวคอยหมอบจ้องอยู่ข้าง ๆ เหมือนจะขู่เจ้าแกะผู้น่าสงสารว่า

                         “ เอ็งอย่าขัดขืนนะว้อย   ดูเขี้ยวข้าซะก่อน  “ 

               แกะเลยนั่งตัวสั่นสงบนิ่งเหมือนถูกมนต์สะกดให้คนไถเอาไถเอาทุกส่วนของร่างกาย   เห็นแล้วก็น่าเวทนาพวกมันอยู่เหมือนกัน  เพราะเขาไถปัตตาเลี่ยนแบบติดหนังจนเห็นว่ามันเป็นแผ่นบางๆ  ติดออกมาด้วย   แล้วอย่างนี้จะให้มันไม่แสบและหนาวในขณะเดียวกันได้อย่างไร

               มีแกะผู้รับกรรมเป็น Presenter 2  ตัวที่ต้องเหลือแต่หนังล้านเลี่ยน   ที่เหลือนอกจากนั้นอีกหลายตัวก็ถูกต้อนออกไปกลางลานโล่งให้สุนัข 2 ตัวโชว์พาวด้วยการวิ่งต้อนหน้าต้อนหลังโชว์จนกลับเข้าคอก  โดยมีเสียงนกหวีดสั้นบ้างยาวบ้างสั่งเจ้าหมา 2 ตัวอีกทีหนึ่ง   เรียกเสียงปรบมือได้กราวใหญ่ก่อนที่การแสดงจะจบลง 

              ดูโชว์แกะ ๆ หมา ๆเสร็จก็ได้เวลาทานอาหารกลางแบบ BBQ buffet  กลุ่มเราทั้ง 4 ก็พากันก้าวเท้าด้วยสปีด 5 ตรงไปห้องอาหาร   เพราะเราก็แอบที่จะอคติกับการตักอาหารของชาวจีนบางคนจนเกรงว่าจะเป็นอย่างนั้นอีก 

แต่ครั้นมาถึงห้องอาหาร การก็หาเป็นเช่นนั้นไม่   เพราะพวกเขาแต่ละคนก็ค่อยตักค่อยเดินเรียบร้อยดีอยู่   ไม่ยักจะเหมือนพวกที่โกยกุ้งเผาที่โรงแรมในกรุงเทพฯตามคลิปที่เราแชร์ต่อกันสมัยก่อนเลย  

          มื้อนี้เลยไม่รู้ว่าจีนหรือไทยจะตักอาหารเยอะกว่ากัน  เพราะเราก็เดินตักอาหารกันหลายรอบตามรอยอาหารอร่อยอยู่เหมือนกัน  

         ถึงตรงนี้ก็เลยต้องขออภัยชาวจีนทั้งแผ่นดิน  และขอหลบกลับไปตั้งหลักใหม่จนถึงภาค 3 ครับ

                 http://oknation.nationtv.tv/blog/sinchaij/2019/01/29/entry-1

                          ----------------------------------------------------------------------------

โดย สาครงค์

 

กลับไปที่ www.oknation.net