วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คิดถึงพ่อ...


คิดถึงพ่อ... 

เมื่อวานนี้เป็นวันพ่อและเป็นวันชาติ เหนืออื่นใดคือการระลึกถึงพ่อหลวงหรือพ่อของแผ่นดิน พระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่เคยลืมเลือนหายไปจากหัวใจ

 

ไม่ได้นึกถึงพระองค์ท่านเฉพาะวันพ่อหรอกครับ ผู้เขียนยังน้ำตาซึมและคำพูดจะติดอยู่ที่คอทุกครั้งที่กล่าวถึงพระองค์ท่านแม้ในปัจจุบัน

ในขณะที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ผู้เขียนได้เขียนบทความเกี่ยวกับพระมหากรณีกิจของพระองค์ท่านที่มีต่อปวงชนชาวไทยเป็นประจำทุกปี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านนั้น นอกจากผู้เขียนได้พยายามช่วยเผยแพร่อยู่ในข้อเขียนเป็นประจำแล้ว ยังได้น้อมนำมาใส่เกล้าและถือปฏิบัติมาโดยตลอด

นอกจากพระองค์ท่านแล้ว พ่ออีกคนหนึ่งที่ไม่เคยลืมเลือนเช่นกันก็คือพ่อบังเกิดเกล้าของผู้เขียนเอง นายลด มณีศรี ซึ่งได้จากไปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือเป็นเวลา ๒๔ ปีกว่าแล้ว

 

แต่ก็แปลกครับ เมื่อคืนหลังจากไหว้พระสวดมนต์เป็นกิจวัตรประจำก่อนนอนทุกคืนก่อนนอนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามแล้ว ล้มตัวลงนอนก็นึกถึงพ่อของผู้เขียนขึ้นมาเป็นพิเศษ

นอนไปคิดไป ไม่ใช่เพราะความมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของพ่อหรอกหรือที่ทำให้ผู้เขียนได้ดิบได้ดีและอยู่เย็นเป็นสุขมาจนกระทั่งทุกวันนี้

ความดีของพ่อที่มีต่อผู้เขียนนั้นมีมากมายเหลือคณานับ แต่ผู้เขียนไม่เคยเขียนถึงพ่อ เมื่อคืนคิดว่าวันนี้ต้องเขียนถึงพ่อ เพราะมีหลายเรื่องหลายราวที่อยากเขียนถึง อาจเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกหลานต่อไป

พ่อของผู้เขียนไม่เคยไปโรงเรียน จึงไม่จบการศึกษาในชั้นใดๆ ทั้งสิ้น แต่พ่อก็อ่านออกเขียนได้เพราะความรักเรียนของพ่อ

ผู้เขียนเป็นคนบ้านนอก อยู่ในชนบทที่ห่างไกลออกไปจากตัวเมืองประมาณ ๘ กิโลเมตร ครอบครัวมีอาชีพทำไร่ทำนา ดังนั้น ทุกคนจึงต้องช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านหลายๆ อย่างเท่าที่ทำได้

สมัยเด็กๆ ผู้เขียนเป็นคนรักเรียน ด้วยความมีวิสัยทัศน์ของพ่อ พ่อได้บอกกับทุกคนไม่ให้ใช้งานผู้เขียน หากผู้เขียนกำลังอ่านหนังสือ

ผู้เขียนในตอนเด็กๆ นั้น เป็นคนขี้เกียจพอสมควร จึงได้ถือโอกาสนี้อ่านหนังสือโดยตลอด ไม่มีผู้ใดกล้าใช้ให้ผู้เขียนทำงานบ้าน แม้กระทั่งแม่ก็ไม่กล้าใช้

พ่อเป็นคนพูดน้อย แต่เมื่อพ่อพูดทุกคนต้องฟัง ขนาดแม่จะตีผู้เขียน ผู้เขียนก็วิ่งหนีได้ กลับมาแม่ก็ไม่ตีแล้ว ส่วนพ่อนั้นไม่อาจวิ่งหนีได้ เพราะพ่อสั่งให้หยุดก็ต้องหยุด อ้อ ไม่ต้องสงสัยว่าผู้เขียนชอบพูดมากมาจากไหน ก็ได้มาจากแม่ซิครับ ฮิฮิฮิ


ในสมัยก่อนการคมนาคมไม่ค่อยสะดวกนัก หากไปตัวเมืองต้องเดินข้ามเขาไปหนึ่งลูกจึงถึงตัวเมือง ระยะทางบางจุดมีโคลนถึงหัวเข่า

รองเท้าต้องแขวนบ่าไปครับ เพราะนอกจากโคลนแล้ว บนถนนใกล้เมืองเป็นหลุมเป็นบ่อ หากฝนตกก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำ ต้องมาสวมรองเท้าที่โรงเรียนศรียาภัย โดยใช้น้ำที่คูน้ำของโรงเรียนเป็นที่ล้างเท้าแล้วใส่ถุงน่องรองเท้าโดยไม่ต้องเช็ดเท้า ปล่อยให้เท้าแห้งไปเอง

ด้วยความมีวิสัยทัศน์ในการศึกษาของพ่อดังได้กล่าวข้างต้น พ่อได้ให้ลูกชายทั้งสามคนเข้ารับการศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาในเมือง แต่ผู้หญิงทั้งหมดจบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาเพราะไม่อาจปล่อยให้ไปศึกษาต่อในเมืองได้

ผู้เขียนโชคดีที่ได้ไปอาศัยอยู่กับเพื่อนซึ่งอยู่ในเมืองบ้าง บ้านอาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนักบ้างและบ้านน้าชายซึ่งเป็นทหาร แต่มีรถรับส่งลูกหลานไปโรงเรียนในเมือง มีเพียงปีเดียวเท่านั้นที่ต้องเดินจากบ้านไปโรงเรียน

พ่อต้องตื่นแต่ใกล้รุ่งเพื่อหุงข้าวให้ผู้เขียนนำไปกินที่โรงเรียนในตอนกลางวัน เพราะผู้เขียนไม่มีเงินเพียงพอซื้ออาหารกลางวันที่โรงเรียนได้

ตอนผู้เขียนเข้ามาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ พ่อก็ห่วงใย รู้ว่ากลับบ้านตอนปิดเทอม หากตรงกับฤดูที่มีผลไม้ พ่อห้ามไม่ให้ใครเก็บลางสาด (ลองกอง) กิ่งหนึ่งโดยเด็ดขาด เพราะเก็บไว้ให้ผู้เขียนโดยเฉพาะ

พ่อเป็นห่วงใยผู้เขียนตลอดเวลา เป็นคนหาฤกษ์แต่งงานให้ผู้เขียน หาฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ แม้กระทั่งได้มานอนเอาฤกษ์กับผู้เขียนในบ้านใหม่ซึ่งเป็นบ้านที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ในปัจจุบัน เพียง ๒ คน

เพราะผู้เขียนรับราชการจึงหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนพ่อที่ชุมพรไม่บ่อยครั้งนัก ตอนที่พ่อยังแข็งแรงอยู่ก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนผู้เขียนที่ กทม. โดยทางรถไฟ

ตั้งแต่ผู้เขียนทำงานได้เงินเดือน ผู้เขียนส่งเงินไปให้พ่อแม่ใช้ทุกเดือน โดยส่งเงินไปให้น้องสาวเพื่อซื้อข้าวของที่พ่อต้องการ กลับไปเยี่ยมพ่อและแม่คราวใดก็ให้เงินสดพ่อกับแม่ใช้

ระยะหลังก่อนที่พ่อเสียชีวิต ตาของพ่อเป็นต้อหินและไม่ยอมผ่าตัด เพราะชอบเก็บเงินไม่เป็นที่จึงมีปัญหากับพี่สาว โดยพ่อกล่าวหาว่าพี่สาวซึ่งอยู่คนละบ้านขโมยเงินพ่อไป เพื่อขจัดปัญหาผู้เขียนจึงไม่ให้เงินสดกับพ่ออีก แต่ฝากไว้กับน้องสาวเพื่อให้พ่อใช้เช่นเดิม จนพ่อบ่นกับลูกๆ ว่าเดี๋ยวนี้ผู้เขียนไม่ให้เงินพ่ออีกแล้ว

ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๓๕-๒๕๓๖ ผู้เขียนพาภรรยาและลูกไปทำบุญและฟังธรรมในวันอาทิตย์ ซึ่งส่วนใหญ่แสดงโดยท่านปัญญานันทภิกขุอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนเลื่อมใสศรัทธาในธรรมะของท่านเพราะเป็นธรรมะที่เข้าใจง่าย

เดือนธันวาคม ๒๕๓๖ ท่านปัญญานันทภิกขุได้เทศนาเรื่องวันพ่อ ยังจำได้มาจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านเทศนาว่าหากพ่อแม่ต้องการสิ่งใดที่ลูกหาให้พ่อแม่ได้ ก็ให้แก่ท่านตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เถิด การไปเคาะฝาโลงให้หรือทำบุญไปให้ท่านตอนที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น

เทศนาของท่านปัญญานันทภิกขุทำให้ผู้เขียนตาสว่าง รู้สึกผิดเป็นอย่างมากที่ไม่ได้ให้เงินสดกับพ่อโดยตรง วันนั้นได้บอกกับภรรยาและลูกว่าปีใหม่ ๒๕๓๗ ไม่ให้นัดกับใคร เพราะตั้งใจไปกราบพ่อพร้อมๆ กับไปสวัสดีปีใหม่พ่อกับแม่ที่ชุมพร

ก่อนกลับ กทม. ได้ให้เงินพ่อ ๒ พันบาท พ่อถามว่าใบละเท่าไร ต้องแบ่งให้แม่ไหม ก็ตอบคำถามพ่อพร้อมกับบอกพ่อว่าไม่ต้องแบ่งเพราะให้แม่ไว้แล้ว พ่อเก็บเงินใส่เสื้อกันหนาวที่ผู้เขียนซื้อมาฝากจากออสเตรเลียทดแทนเสื้อกันหนาวตัวเก่าที่ได้ซื้อมาฝากจากสหรัฐอเมริกา

ยังรู้สึกดีใจที่ธรรมะของท่านปัญญานันทภิกขุได้เตือนสติผู้เขียนได้ปฏิบัติให้พ่อได้เห็นความรักของผู้เขียนที่มีต่อพ่อก่อนที่พ่อเสียชีวิต เพราะหลังจากนั้นเพียงเดือนกว่าๆ พ่อก็จากไป ในกระเป๋าเสื้อของพ่อซึ่งใส่ไม่ยอมห่าง ยังมีเงินสดอยู่ในกระเป๋าเสื้อ ๑,๗๐๐ กว่าบาท พ่อใช้ไปไม่เท่าไรเลย

เหตุการณ์ที่ทำกับพ่อในครั้งนั้นยังจำอยู่ในใจของผู้เขียนมาจนถึงปัจจุบันนี้ มีโอกาสเมื่อใดเป็นต้องสอนลูกหลานหรือเด็กที่ใกล้ชิดว่าอย่าทำกับพ่อแม่เหมือนที่ผู้เขียนได้ทำกับพ่อมาแล้ว และหลังจากนั้นแม่อยากได้อะไร ผู้เขียนก็เสาะหาไปให้แม่

ขอฝากเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้ทำกับพ่อไว้ให้ท่านผู้อ่านที่ยังมีพ่อและแม่มีชีวิตอยู่ด้วย ชีวิตหนึ่งมีพ่อเพียงคนเดียวและแม่เพียงคนเดียวเท่านั้น ตอบแทนพระคุณท่านให้เต็มที่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นะครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี

 

ป.ล. ไม่ค่อยมีภาพพ่อเท่าไรครับ หาได้เพียง ๒ ภาพ ภาพใส่เสื้อสากลได้มาจากน้องสาว ส่วนอีกภาพได้จากน้องชาย ซึ่งถ่ายกับแม่ตอนที่น้องชายบวช

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net