วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตอนที่ ๑ เมืองดาวรุ่งพุ่งแรง : ดูงานและท่องเที่ยวที่มุมไบ


ตอนที่ ๑ เมืองดาวรุ่งพุ่งแรง  : ดูงานและท่องเที่ยวที่มุมไบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำการจัดอันดับเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนมากที่สุด ได้ประกาศชื่อเมืองดังกล่าวในปีนี้ ชื่อองค์กรว่ายูโร แต่สำนักงานไม่ได้อยู่ที่ยุโรปหรอกครับ อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ในปี ๒๕๖๑ ได้จัด “Top 100 City Destination 2018” ซึ่งเป็นการจัดอันดับใหม่ ปรากฏว่าอันดับ ๑ คือ คือฮ่องกง ส่วนอันดับ ๒ คือกรุงเทพมหานคร ส่วนภูเก็ตหลุด จาก Top ten อย่างหวุดหวิด

ตอนท้ายของข่าวระบุว่าเมืองที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงและน่าจับตามองมากที่สุดคือ “โอซากา” และ”ชิบะ” ของญี่ปุ่น รวมถึงนคร “มุมไบ” ของอินเดีย เชื่อว่าจะแซงเข้ามาอยู่ในสิบอันดับ ได้ในปีหน้า

แหม ช่างเหมาะอะไรเช่นนั้น เพราะผู้เขียนเพิ่งเดินทางไปที่มุมไบพอดี แม้จุดมุ่งหมายหลักในการเดินทางครั้งนี้ไปเพื่อดูงาน แต่ก็ได้เรื่องท่องเที่ยวมาฝากท่านผู้อ่านเหมือนเดิมครับ 

ไปมุมไบ (Mumbai) หรือชื่อเดิมบอมเบย์ เป็นเวลา ๔ วัน ๓ คืน นับแบบทัวร์ที่ประกาศขายกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนะครับ ที่จริงนอนที่มุมไบเพียง ๒ คืน เท่านั้น นอนบนเครื่องบินเสีย ๑ คืน เดินทางไปถึงมุมไบในตอนเย็น อยู่มุมไบเพียง ๒ วัน และกลับถึงกรุงเทพมหานครในตอนเช้า

ดังที่เรียนแล้วว่าวัตถุประสงค์หลักในการเดินทางคือการดูงาน เพราะผู้เขียนในฐานะเป็นที่ปรึกษาบริษัท บริษัท โฟร์ทเคม เทรดดิ้ง จำกัด ได้นำคุณเกศกนก สอยโฮ้ กรรมการผู้จัดการ และคุณชลดา อุณาพรหม เจ้าหน้าที่บริษัทฯ ไปดูงานที่นั่น

เจาะจงไปที่บริษัท Heranba Industries จำกัด ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายเคมีภัณฑ์ตั้งต้น (Technical Product) ให้แก่บริษัท โฟร์ทเคม เทรดดิ้ง จำกัด และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองมุมใบ แต่มีโรงงานอยู่ที่เมืองวาปี ชื่อจำง่ายครับเหมือนเมืองวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม


ไม่เขียนถึงความสำเร็จในการเจรจาและรายละเอียดในการดูงานหรอกนะครับ แต่โดยที่ผู้เขียนเป็นนักท่องเที่ยวมืออาชีพ แฮะๆๆ เที่ยวบ่อยนะครับ จึงเขียนถึงสิ่งละอันพันละน้อยในการเดินทาง การดูงานและมีโปรแกรมท่องเที่ยวเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นกระษัย

แม้ว่าเมืองมุมไบไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวแต่ก็มีสิ่งละอันพันละน้อยให้ดูชม ก็ชมเท่าที่เวลาอำนวยครับ นอกจากนั้น ก็ถือโอกาสชมความก้าวหน้าด้านอื่นๆ ด้วย

เครื่องบินออกเวลา ๑๕.๐๐ น. แต่นัดกันไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ๑๒.๐๐ น. หลังจากเช็คอินแล้ว Boarding Pass แจ้งว่าให้ไปถึงที่ประตูทางออกเวลา ๑๔.๐๐ น. ก่อนเวลาเครื่องบินออกตั้งชั่วโมง

 

เคยใช้บริการ Jet Airways ครับ พบกับสิ่งที่รักษาไว้เหมือนเดิมก็คือ ยังคงให้ผู้โดยสารทุกคนยืนเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อรอตรวจสอบร่างกายซ้ำอีกครั้งหนึ่ง เหมือนไม่ไว้ใจการตรวจของทางการไทยอย่างนั้นแหละครับ ครับ ก็เป็นข้อกำหนดของเขา ซึ่ง Air India ก็ทำเช่นเดียวกับ Jet Airways

เครื่องบินออกตรงเวลาครับ เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็หลงดีใจพอสมควรเมื่อเห็นประชาสัมพันธ์ที่ว่ามี Free in-flight entertainment ผ่าน JetScreen โดยต้องเปิด Airplane Mode แล้วเปิด WiFi นึกว่าได้ใช้ WiFi บนเครื่องบินต่างประเทศฟรีเป็นครั้งแรกเสียแล้ว

 

หลังจากทำตามคำแนะนำแล้ว เมื่อเครื่องบินขึ้นสูงจากพื้นประมาณ ๑,๐๐๐ ฟุต (เจ้าหน้าที่แจ้งครับ)   สัญญาณ WiFi ก็ขึ้นมาบนจอทันที แต่ใช้สำหรับติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้หรอกนะครับ เพียงแต่เข้าเน๊ตผ่าน Jetscreen.jetairways.com เท่านั้น

 

จากนั้นก็สามารถชมภาพยนต์ ฟังเพลง ดูเส้นทางการบินหรือข่าวสารต่างๆ ได้ เพราะบนเครื่องไม่มีจอภาพให้ชมเหมือนเครื่องบินสายการบินต่างๆ ผู้โดยสารต้องดูจากมือถือหรือ Notepad ทั้งหลายเท่านั้น นึกอีกทีก็ดีนะครับ สายการบินประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อจอภาพไปอีกหลายเงินทีเดียวครับ

 

แต่ไม่ดีสำหรับผู้โดยสารหรอกครับ เพราะจอมือถือเล็ก ตัวหนังสือก็เล็กมองยาก หากเป็นผู้สูงวัย หลายท่านมีแต่โทรศัพท์มือถือ ไม่มี Smart Phone อย่างนี้ก็แย่หน่อย เลยไม่ต้องดูกัน บริษัทการบินในเมืองไทย อย่าเพิ่งเอาเครื่องแบบนี้มาใช้เลยนะครับ สงสารผู้สูงวัยกันบ้าง

ถึงสนามบินฉัตราปตี ศิวะจิ ก็เข้าห้องน้ำก่อน แปลกใจครับ ที่เห็นตัวอักษรบนโถปัสสาวะอัตโนมัติระบุว่า Waterless Urinals eco produccts used ครับ เครื่องนี้ไม่ใช้น้ำครับ จึงประหยัดน้ำไปได้เยอะ

 

เมื่อถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง มองเห็นผู้คนจำนวนมากยืนเข้าคิวก็ตกใจ แต่ปรากฏว่าภาพที่เห็นคือผู้คนที่มีวีซ่าประเภทธรรมดา ดีที่คุณชลดาตาไวเห็นเครื่องหมายสำหรับผู้ที่มีอี-วีซ่า จึงเดินไปทางนั้นซึ่งไกลหน่อย แต่มีผู้คนรอคิวอยู่น้อยมากครับ โชคดีมากครับ ที่คณะของเรามีอี-วีซ่า ก็เลยเสร็จเร็ว

คิดจะไปอินเดียอย่าลืมทำอี-วีซ่านะครับ สะดวกดีด้วย ผู้เขียนเคยเขียนเรื่องอี-วีซ่าของอินเดียไว้แล้วครับ หากยังไม่ได้อ่านและสนใจ ก็โปรดเข้าไปชมได้ที่ http://oknation.nationtv.tv/blog/puthsup-govservice/2018/11/11/entry-1

แล้วก็ประหลาดใจครับ สำหรับผู้เขียนนั้นเพียงถ่ายรูปอย่างเดียวก็ผ่านได้ทันที ส่วนอีก ๒ ท่าน นอกจากต้องถ่ายรูปตามปกติแล้ว ยังต้องพิมพ์นิ้วมือทั้ง ๑๐ นิ้ว พร้อมทั้งสอบถามถึงเหตุผลในการไปอินเดียด้วย

เหตุผลคงเป็นเพราะอาจเห็นว่าผู้เขียนเป็นประเภทขาประจำ ก็เคยไปอินเดียมาแล้วถึง ๖ ครั้ง แล้วนี่ครับ ส่วนอีก ๒ ท่าน เพิ่งไปอินเดียเป็นครั้งแรก

บริษัท Heranba Industries จำกัด ได้ประสานให้รถของโรงแรม Hotel Kohinoor Continental, Mumbai รอรับที่สนามบิน โรงแรมอยู่ห่างจากสนามบินไม่มากนัก รถใช้เวลาเพียง ๑๕ นาที ก็ถึงแล้ว โรงแรมนี้สวยงามและสะอาดครับ เย็นนั้นกินอาหารเย็นกันที่โรงแรม มีดนตีบรรเลงให้ฟังขณะกินอาหารเย็นด้วยนะครับ

 

แม้ว่าต้องรีบนอนเพราะต้องตื่นแต่เช้า แต่เมื่อเห็นงานเลี้ยงแต่งงาน ผู้เขียนก็แวะไปถ่ายรูปหน่อย เสียดายที่ไม่พบเจ้าบ่าวและเจ้าสาว หลังจากนั้น ก็ไปแลกแบงค์ย่อย เพื่อเป็นค่าทิป ถ่ายรูปบริเวณล๊อบบี้แล้วขึ้นนอน

 

นำระบบ ๐๕.๓๐ ๐๖.๓๐ ๐๗.๓๐ ของทัวร์มาใช้ครับ ดังนั้น หลังอาหารเช้าแล้ว ก็ลงมาถ่ายรูปในล๊อบบี้เป็นการรอ Mr. Prakash Kumar ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศของบริษัท Heranba Industries จำกัด ซึ่งขอเรียกว่า “เพื่อนอินเดีย” ขับรถมารับไปในตัว ทั้งนี้ เพื่อเดินทางไปชมโรงงานที่เมืองวาปี ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรม ห่างจากมุมไบ ๑๔๒ กม.

 

ในเมืองมุมไบ ยังมีการก่อสร้างถนน สร้างทางด่วนกันเยอะพอสมควรครับ 


เส้นทางจากมุมไบไปเมืองวาปีเป็นถนนไฮเวย์ ๖ เลน เป็นครั้งแรกที่นั่งรถในอินเดียแล้วสบายหน่อย สองข้างทางไม่มีอะไรครับ ภาพสุดท้ายเป็นสถานที่ขายพวงมาลัยให้รถบรรทุกซื้อไปประดับเพื่อความสวยงาม

 

เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยครับ ที่อุตสาหกรรมเคมีของทุกบริษัทตั้งอยู่ที่เมืองวาปีครับ ตอนหน้าจะได้เขียนนะครับว่าเหตุใดทางการจึงไม่อนุญาตให้ตั้งอยู่ในเมืองมุมไบและช่วยเหลือบริษัทเหล่านี้อย่างไร  

รถที่อินเดียวิ่งเช่นเดียวกับบ้านเราเพราะใช้ระบบอังกฤษ ตามกฎกติกาทั่วไปรถบรรทุกซึ่งขับช้านั้นต้องขับเลนซ้าย แต่ไฮเวย์สายนี้พิเศษครับ พิเศษจริงๆ รถบรรทุกเป็นใหญ่ครับ ดังนั้น จะขับเลนไหนก็ได้ ใครจะทำไม

 

สังเกตไหมครับตรงที่จ่ายเงินมีคำว่า Hybrid ซึ่งควรจะแปลว่าเป็นลูกผสม แต่นำมาใช้ที่เลนจ่ายเงิน ถามเพื่อนอินเดียแล้วก็ไม่ทราบ ขากลับจึงถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่าเป็นลูกผสมจริงๆ คือสำหรับรถยนต์ทั่วไปและรถ VIP ส่วนช่อง VIP นั้น รถเพื่อนก็ผ่านได้ ถามแล้วเพื่อนบอกว่าที่อินเดีย ใครๆ ก็เป็น VIP เอ้า เป็นงั้นไป

 

ตอนที่ ๑ นี่ขอเพียงหอมปากหอมคอก่อนครับ ไว้ตอนหน้าไปเที่ยวเมืองวาปี เมืองอุตสาหกรรมเคมีกันครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net