วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสียงเพรียกหาจากสาละวิน ๑. ปฐมบท


 

เสียงเพรียกหาจากสาละวิน ๑. ปฐมบท

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561

                ร่างกายปลุกตัวเองขึ้นมาตอน 8 โมงเช้าพอดี สมองเริ่มทำงานโดยการทบทวนความทรงจำ ไล่เลียงความเป็นมา นี่ผมนอนอยู่บนที่นอนฟูก ในบรรยากาศเย็นสบายจากเครื่องทำความเย็น  ผมเพิ่งล้มตัวลงนอนไปเมื่อตอนตี 5 นี่เองไม่ใช่หรือ แล้วนี่คือห้องนอนที่บ้านของผมเอง

                นั่นสิ ผมและทีมงานอีก 4 คนพาร่างย้ายสะสารมาจากหมู่บ้านชายขอบริมแม่น้ำสาละวินทางตะวันตกเหนือขึ้นไปของไทย ติดกับชายแดนพม่า ดินแดนที่ห้อมล้อมไปด้วยสายน้ำ ขุนเขา และความเป็นธรรมชาติที่คงอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ ภายใต้อารยธรรมที่ยังคงไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยเทคโนโลยีเช่นสังคมเมืองอันห่างไกล ชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ มีสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์จากการหล่อหลอมด้วยธรรมชาติและความเป็นอยู่ที่ยังคงเป็นไปตามวิถีแห่งการดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม

                ด้วยระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร ผ่านวงแหวนตะวันออก ถนนสายเอเชีย นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก แม่สอน ท่าสองยาง สบเมย แม่สะเรียง ถึงแม่สามแลบ ผมและผู้โดยสายอีก 4 ชีวิต ที่ได้ใช้เส้นทางนี้ร่วมกันบันทึกความทรงจำในการเดินทางและการทำคุณค่าของชีวิตด้วยการสร้างความสุขและประโยชน์เล็ก ๆ ให้กับคนอื่น แม้จะแลกด้วยแรงกาย แรงใจ เวลา แต่ภารกิจ ความมุ่งมั่น ในการทำเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นสำคัญกว่า

                ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สัก 2-3 อาทิตย์ ผมได้ข่าวจากเพื่อนว่าจะมีการไปออกค่ายอาสาฯ ที่แม่ฮ่องสอน ซึ่งรายละเอียดไม่ทราบอะไรมากมายนัก แต่ด้วยความที่เคยทำกิจกรรมและมีจิตอาสา กอปรกับมีเวลาจากที่ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ก็เลยตั้งใจจะไปร่วมการทำกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย โดยภายหลังจึงรู้ว่า ค่ายอาสานี้ ดำเนินการโดยกลุ่มข้าวเปลือกต้นกล้า เป็นโครงการจิตอาสาร่วมเรียนรู้เพื่อพัฒนาชนบท ซึ่งได้ทำกิจกรรมแบบนี้ต่อเนื่องมาปีนี้เป็นปีที่ 17 แล้ว ผมก็แค่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมทำกิจกรรมที่ตนเองชื่นชอบและเคยทำมาก่อนหน้านี้หลายครั้งแล้ว แม้ข้อมูลที่ได้ไม่มีอะไรมาก คือรู้แต่ว่าจะไป แม้แต่วันเวลาที่จะออกเดินทางก็ยังมาสรุปเอาตอนก่อนเดินทางไม่กี่ชั่วโมง

7 ธันวาคม 2561 วันศุกร์

                ผมมีภารกิจทำงานอยู่ที่นิคมฯ 304 จังหวัดปราจีนบุรี กว่าจะเดินทางกลับมารังสิต และเตรียมข้าวของและขับรถออกไปรับสมาชิกแต่ละคนก็ปาเข้าไป 4 ทุ่มกว่า โดยสมาชิกที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันได้แก่ เก๋ ซึ่งรู้จักกันในนามเพื่อนร่วมเชียร์ฟุตบอลสโมสร BGFC หรือปัจจุบันคือ BG ปทุม ยูไนเต็ด ผมต้องขับรถย้อนไปที่หอพักของโรงพยาบาลสิรินธร เพื่อไปรับเก๋ และน้องอ๊อด ซึ่งเหตุที่ต้องขับรถไป เพราะต้องขนยาจำนวนหลายกล่อง ใส่ทั้งในรถและบนหลังคาได้พอดี แล้วก็ออกเดินทาง ระหว่างนั้นก็แวะรับอีกสองคนแถว ๆ สิงห์บุรี รวมเป็น 5 คน ผมขับไปถึงทางแยกเข้าตาก ก็เปลี่ยนให้เก๋ขับ ซึ่งระหว่างนั้น ก็ถือโอกาสงีบ แต่เนื่องจากทางจากตากไปแม่สอดนั้นอยู่ระหว่างการก่อสร้าง จึงต้องขับรถด้วยความระมัดระวังมาก ในที่สุดเราก็เดินทางไปถึงแม่สอด ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้า เราไม่มีเวลาแวะอะไรมาก เดินทางต่อไปทางเหนือ แม่ระมาด ท่าสองยาง โดยแวะรับประทานอาหารเช้ากันที่ ทางแยกเข้าอุทยานแห่งชาติแม่เมย ตรงข้ามกับวัดแม่สลิดหลวง

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2561

                ร้านอาหารและของฝากร้านนี้ เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับผู้เดินทางผ่านมาเส้นทางนี้ เพราะเป็นร้านที่โดดเด่น มีที่จอดรถและห้องน้ำให้บริการครั้งละ 3 บาท มีเด็กหญิงคนหนึ่งคอยเฝ้าตรงหน้าห้องน้ำ ผมเลยแกล้งถามว่า “ถ้าตอนไหนที่เราไม่ได้เฝ้าอยู่ แล้วเขาจะจ่ายตังค์ไหม” เด็กน้อยตอบแบบใสซื่อว่า “ไม่รู้ค่ะ”  เออ มันก็จริงของเธอ อันไหนที่ไม่สามารถรับรู้ได้ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับมัน เราสั่งอาหารมากินกันแบบรีบ ๆ เพราะต้องทำเวลาให้ทันกับกำหนดการ โดยหลังจากนั้นเราก็ได้ขับรถขึ้นไปชมวิวที่จุดชมวิวของอุทยานแห่งชาติแม่เมย ชมทะเลหมอกและถ่ายรูปกันนิดหน่อย ก่อนจะขับรถลงมาแล้วเดินทางต่อ โดยระยะทางที่ขึ้นไปประมาณ 1 กม. เท่านั้นเอง และผมได้เก็บบรรยากาศยามเช้าในเส้นทางที่เราขับรถผ่าน ซึ่งบางช่วงมีหมอกปกคลุมสวยงาม

                การเดินทางจากรังสิตไปตากนั้นประมาณ 500 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง แต่ระยะทางจากแม่สอดไปแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นมีระยะทางราว 276 กม. ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง เพราะเป็นทางคดเคี้ยวขึ้นเขาลงเขา แต่เดิมเส้นทางนี้ (หมายเลข 105) เมื่อหลายปีก่อนที่ผ่านมาทางนี้ เป็นเส้นทางที่ชำรุด และเดินทางลำบากมาก แต่ตอนนี้ได้รับการปรับปรุงอย่างดี ไม่มีจุดไหนที่มีผิวจราจรไม่ดี เว้นแต่มีจุดเดียวที่เป็นทางชำรุดเพราะดินทรุด ช่วงนี้ เก๋ ยังคงเป็นผู้รับผิดชอบในการนั่งอยู่หลังพวงมาลัย ขับรถต่อไปเรื่อย ๆ จนเรามาถึงทางแยกซ้ายเข้าถนนหมายเลข 1194 ไปยังแม่สามแลบ ซึ่งจะมีระยะทางราว 40 กม. เส้นทางนี้แต่ก่อนเป็นลูกรัง แต่ตอนนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นถนนยางมะตอย มีบางช่วงที่มีดินพังลงมาและกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง แก้ไขปรับปรุงเส้นทาง แต่ถือว่าเดินทางสะดวกกว่าแต่ก่อนมาก ฟุกุจัง (รถผม) ก็ยังสามารถวิงฉิวขึ้นเขาลงเขาได้อย่างสบาย จนเราไปถึง แม่สามแลบ ซึ่งเป็นท่าเรือ และจุดผ่อนปรนชายแดนไทยพม่า ในเวลาก่อนเที่ยง เร็วกว่าที่คาดไว้ เราก็เลยมีเวลาขนของลงจากรถ แต่ยังไม่เอาขึ้นเรือ แม้เรือจะมารอแล้วก็ตาม เพราะต้องรอทีมงานและสมาชิกทั้งหมดให้ครบก่อน ในครั้งนี้จะมีผู้มีจิตอาสาเข้าร่วมทำกิจกรรมทั้งหมด 25 คนด้วยกัน ซึ่งกำลังเดินทางมาจากทุกสารทิศ แล้วมารวมตัวกันที่นี่

                ในสมาชิกสายหมอเก๋ (จริง ๆ แล้วเก๋เป็นพยาบาลวิชาชีพ ผมชอบเรียกแบบนี้) มีสมาชิกคือผม และอีก 3 นาง ได้แก่ อ๊อด น้ำแข็ง และ นิน เพื่อนของน้ำแข็ง ทั้ง 3 คนนี้คือ เซอไพรซ์ของผม เพราะไม่เคยรู้จักมาก่อน และไม่คิดว่า พวกนางจะมีพลังและความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์มะนากระทาชายอย่างเรา ๆ 

                ช่วงที่ผมขับรถมาแถว ๆ นครสวรรค์ กำแพงเพชร น้ำแข็งและนิน ก็จะพยายามชวนคุยอยู่ตลอด ยกเว้น นังอ๊อด หลับกรนอย่างสบาย แถมเอาเท้าก่ายมาเกือบถึงข้างหน้า เพราะของมันเยอะ ทั้งเป้และกระเป๋า หมอเก๋ก็พยายามหลับ แต่หลับได้แป๊บเดียว ตอนแรกน้ำแข็งและนินก็ตั้งหน้าตั้งตาคุย แต่พอสลับให้เก๋ขับ บางคนก็คอพับกันไป มีบางช่วงที่ตื่นเต้น ทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาได้  นี่เป็นการพบเจอกันครั้งแรกในการออกค่ายอาสาครั้งนี้ของผม ซึ่งมีคนรู้จักเพียงคนเดียวคือหมอเก๋

                ยามเที่ยง เราจำเป็นต้องหาอะไรรองท้องกันหน่อย ที่แม่สามแลบ เป็นหมู่บ้านที่สร้างขึ้นโดยอาศัยพื้นที่แคบ ๆ ของชายฝั่งแม่น้ำสาละวิน มีหน่วยงานราชการประจำอยู่ที่นี่หลายหน่วยงาน  เช่น ป่าไม้ อนามัย ไปรษณีย์ ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ ถนนหนทางจึงเป็นเพียงซอยแคบ ๆ ที่บางช่วงรถสวนกันไม่ได้  มีร้านค้าอยู่หลายร้าน แต่ร้านอาหารมีเพียงร้านเดียว ที่ขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง รวมถึงส้มตำ เราสั่งก๋วยเตี๋ยวกันคนละชาม ยกเว้นน้ำแข็งสั่งข้าวกระเพาไข่ดาว ซึ่งมีรสชาติมาตรฐานพอใช้ได้ แต่ก๋วยเตี๋ยวไม่ผ่าน ส่วนผมเล็งเห็นครกกับสากอยู่ตรงหน้า จึงถามคนขายว่า ตำเองได้ไหม ได้รับคำตอบว่า “ตำเองได้เลย” จึงจัดตำไทยไปจานหนึ่ง ส่วนตำปลาร้านั้น ไม่ผ่าน เพราะน้ำปลาร้าไม่นัว และไม่มีปูเค็ม คนขายบอกปูเค็มมาพรุ่งนี้ นึกในใจ "คงไม่ต้องรอถึงพรุ่งนี้หรอกครับ จะกินตอนนี้"  พอทานเสร็จเราก็ยังมีเวลาเอ้อระเหยอยู่แถว ๆ นั้น สักพัก

                การเดินทางขึ้นล่องสาละวิน ณ จุด แม่สามแลบ นี้ จะต้องรายงานต่อหน่วยงานความมั่นคง โดยต้องแจ้งจำนวนผู้เดินทางและรายละเอียดตามที่กำหนดก่อนการเดินทาง เมื่อคณะเดินทางมาถึงซึ่งได้ขนของมาอีก 5 คันรถ เราจึงช่วยกันขนของทั้งหมดขึ้นเรือ และรอเวลาออกเดินทางไปยังหมู่บ้าน ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านพะละอึ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เราใช้เวลาประมาณ 45 นาทีในการล่องเรือจากแม่สามแลบไปยัง หมู่บ้านพะละอึ  ซึ่งการเดินทางด้วยเรือผ่านแม่น้ำสาละวินนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 ของผมแล้ว เพราะเมื่อราวสิบปีก่อน เคยเดินทางทวนน้ำขึ้นไปทางเหนือ ไปยังหมู่บ้าน ท่าตาฝั่ง และ ไกลที่สุดคือ หมู่บ้านจอซิเดอ แต่ครั้งนี้ เราเดินทางมาทางใต้ หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านสบเมยเพียงเล็กน้อย สามารถเดินเท้าไปหากันได้ สาเหตุที่เราเลือกเส้นทางน้ำนั้น เพราะใช้เวลาน้อยกว่าคือประมาณ 45 นาที ส่วนทางรถจะใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง สำหรับระยะทาง 30 กม.

            แม่น้ำสาละวิน (อังกฤษ: Salween River; พม่า: သံလွင်မြစ်; คำเมือง: Lanna-river-Salawin.png; กะเหรี่ยงสะกอ: โคโหล่โกล[2]) เป็นแม่น้ำสายที่ยาวเป็นอันดับที่ 26 ของโลก ยาว 2,800 กิโลเมตร [3] และเป็นแม่น้ำที่มีความยาวเป็นอันดับสองของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ รองมาจากแม่น้ำโขง[4] มีต้นกำเนิดจากการละลายของหิมะเหนือเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ที่ซึ่งเรียกแม่น้ำนี้ว่า นู่เจียง (อักษรจีน: 怒江) หมายถึง "แม่น้ำพิโรธ"[4] และผ่านประเทศพม่าผ่านรัฐฉาน รัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดน ระหว่างพม่ากับไทยที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำเมย หลังจากนั้นแม่น้ำสาละวินจึงไหลวกกลับเข้าประเทศพม่า และไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดียที่อ่าวเมาะตะมะ รัฐมอญ (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

                เมื่อเรือพาคณะเรามาจอดเทียบท่าที่บ้านพะละอึ สิ่งแรกที่เราได้เห็นคือ หาดทรายกว้างใหญ่กว่าสนามฟุตบอล 2-3 สนาม ความสูงจากระดับน้ำถึงเนินสายราวสัก 120 ซม. แต่ความสูงจากหาดทราย ถึงหมู่บ้าน น่าจะเกือบ 10 เมตรได้ ขณะที่เรากำลังตะลึงอยู่กับภาพเบื้องหน้านั้น หน้าที่ของพวกเราคือขนของออกจากเรือขึ้นฝั่ง ซึ่งสัมภาระของเรามีปริมาณเยอะแยะมากมาย ทั้งยารักษาโรค เสื้อผ้า ผ้าห่ม อุปกรณ์การเรียนรู้ เครื่องครัว เตาแก๊ส และถังแก๊ส 2 ถัง น้ำดื่ม 3 ถัง กล่องโฟมแช่อาหารและน้ำแข็ง 5 กล่องใหญ่ เครื่องปั่นไฟ วัตถุดิบสำหรับประกอบอาหาร อีกมากมายราวกับจะมาอยู่สักเดือนหนึ่งกันเลยทีเดียว  ชาวบ้านมารอรับเราถึงท่าเรือ และช่วยกันขนของขึ้นฝั่ง รวมถึงเด็ก ๆ ด้วย ต่างก็พากันกรูเข้ามายกของคนละไม้ละมือ

                อันว่าหาดทรายที่เรามองเห็นนั้น เมื่อย่างกรายเข้าไป มันก็จะดูดเอาพลังงานของเราไป ทำให้การเดินบนทรายต้องใช้พลังงานเยอะกว่าปกติ ข้าวของก็พะรุงพะรัง ยิ่งมาเหนื่อยหนักช่วงปีนขึ้นตลิ่งอันสูงชันเพื่อขึ้นสู่โรงเรียนที่เป็นจุดหมาย แต่ในที่สุดพวกเราก็สามารถขนของได้สำเร็จ ด้วยอาการเหนื่อยหอบ เหงื่อท่วมกายทั้งชายหญิง  ในช่วงเวลาที่ชุลมุนกันนี้ ทีมงานเดิมที่เคยเป็นผู้ร่วมทำงานกันสืบทอดมายาวนานก็จะรู้งานรู้หน้าที่เป็นอย่างดี เริ่มจากการจัดคัดแยกสิ่งของ การแบ่งหน้าที่ ฝ่ายครัวและอาหาร ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายสันทนาการ ฝ่ายกิจกรรมนันทนาการ และฝ่ายสนับสนุนกิจกรรม (คือพวกที่ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรอย่างผมนี่แหละครับ) แม้ว่าจะมีการประชุมแนะนำตัวกันไปคร่าว ๆ แต่ผมคิดว่าสมาชิกหน้าใหม่ก็คงยังจำชื่อใครไม่ได้มากในขณะนั้น โดยเฉพาะผมเอง ขนาดพวกที่มาด้วยกันยังจำกันไม่ค่อยได้เลยครับ

                เราใช้เวลาที่เหลือเพียงเล็กน้อย เพราะเรามาถึงก็ล่วงเข้าไปบ่าย 4 โมงแล้ว ทำงานในส่วนที่เตรียมการต่าง ๆ ก่อน เช่นเตรียมทำอาหาร ที่พัก ติดตั้งเครื่องปั่นไฟ การจัดหาที่หลับนอน เรื่องราวต่อจากนี้จะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ขอยกยอดในตอนต่อไปนะครับ

 

ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาบริจาค โดยสรุปยอดเงินจำนวน 26,300 บาทถ้วน และได้มอบเป็นค่ายาในกิจกรรมค่ายอาสาฯ แห่งนี้ เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท ที่เหลือจะนำไปทำกิจกรรมที่จังหวัดน่านต่อไป โดยจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับ

 ขอบคุณเพื่อนร่วมทางทุกท่าน, ขอบคุณคณะจิตอาสา, ขอบคุณภาพจากทุกท่าน

 

  

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net