วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใบไม้เริงระบำ ที่คันไซ (3) .. Kitano Tenmagu Shrine ในฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสี


ใบไม้เริงระบำ ที่คันไซ (3) ..  Kitano Tenmagu Shrine ในฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสี


ศาลเจ้าคิตาโน่เทนมานกุ (北野天満宮, Kitano Tenmangu) เป็นศาลเจ้าที่โดดเด่นมากๆของเมืองเกียวโต

เนื่องจากเป็น 1 ใน 2 ศาลเจ้าเทนมานกุที่สำคัญที่สุดในญี่ปุ่น โดยที่อีกแห่งหนึ่งนั้นจะอยู่ที่เมืองดาไซฟุ (Dazaifu)

“ศาลเจ้า” กับ “วัด” ต่างกันอย่างไร?

ถ้ายึดเอาจากแผนที่ … เครื่องหมาย “สวัสดิกะ” เป็นสัญลักษณ์แทนวัด ส่วนภาพซุ้มประตูที่ประกอบไปด้วยเสาสองข้างและคานพาดด้านบนสองชั้นที่เรียกว่า “โทริอิ” (Torii) เป็นสัญลักษณ์แทนศาลเจ้า

.. นั่นคือความแตกต่างของศาลเจ้ากับวัด

ศาลเจ้าทุกแห่ง อย่างน้อยจะต้องมีโทริอิอย่างน้อย 1 อันเสมอ หรือจะมากกว่านั้นก็ได้

เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงเขตแดนแยกอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ออกจากพื้นที่ทางโลกภายนอก

โทริอิ .. จะทำจากไม้ หิน โลหะ หรือปูน ก็ได้ทั้งนั้น แต่ไม่ว่าจะสร้างด้วยวัสดุชนิดใด ส่วนใหญ่มักจะทาด้วยสีแดงชาด

เสาโทริอิ ของศาลเจ้าคิตาโน่เทนมานกุ … สูงใหญ่ทีเดียว มีรูปปั้นสิงห์อยู่ทั้งสองข้างของเสา

และหากดูรวมๆแล้ว จัดว่าเป็นโทริอิที่ดูสวยมากค่ะ

คนที่จะเข้าไปในศาลเจ้าก็ต้องผ่านซุ้มเสาโทริอิ แล้วเดินตามทางเดินเข้าไปด้านใน

ตลอดทางเดินมีตะเกียงหินจำนวนมากตั้งเรียงรายขนาบทางดิน

มองเผินๆเหมือนเสานางเรียงในวัฒนธรรมของการสร้างศาสนสถานของเขมร

 

ศาลเจ้าแห่งนี้มีรูปปั้นของ “วัว” อยู่เป็นระยะๆ .. ไม่รู้ความหมายพอที่จะอธิบายค่ะ

แต่เดาๆเอาว่า อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของการเกษตรกรรม ทำนองนั้น

ซุ้มประตูไม้ชั้นที่สอง นำผู้มาเยือนเพื่อเข้าไปด้านในของศาลเจ้า ..

ซุ้มประตูนี้ สวยงามตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมของศาสนสถานของญี่ปุ่นดั้งเดิม

ก่อนเข้าไปด้านในของศาสนสถานของญี่ปุ่น จะมีบ่อน้ำพร้อมกระบวยตักน้ำไว้ให้ชำระล้างสิ่งสกปรก

โดยจะเริ่มจากการล้างมือซ้าย-ขวา แล้วบ้วนปากเล็กน้อย

มองเห็นมีศาลาไม้ขนาดใหญ่ซึ่งด้านบนประดับด้วยภาพวาดมากมาย (ไม่รู้ความหมายอีกค่ะ)

อย่างไรก็ตาม ประวัติความเป็นมาของศาลเจ้าแห่งนี้มีอยู่ว่า …

“ศาลเจ้าคิตาโน่เทนมานกุ”  .. สร้างขึ้นในปี 947 ภายหลังเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ทั่วประเทศญี่ปุ่น และอุทิศให้แด่ “สุกาวะระ มิชิซาเนะ” (Sugawara Michizane) นักวิชาการและนักการเมืองผู้เป็นตัวแทนของยุคกลางของ Heian (คศ.794 – คศ.1185)

ซึ่งคนญี่ปุ่นเชื่อกันว่าท่านมีความเชื่อมโยงกับเทพ “เทนจิน” (Tenjin) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการเรียนรู้ การศึกษาตามศาสนาชินโต

นอกจากนั้นยังเป็นเทพเจ้าของงานศิลปะ โชคดี และเทพเจ้าแห่งเกษตรกรรม

ดังนั้น จึงดึงดูดผู้ศรัทธาทางศาสนาจำนวนมากให้เดินทางมาสักการะ และขอพร

ศาลเจ้าในปัจจุบันสร้างในปี 1607 โดย Hideyori Toyotomi.

ด้วยเหตุนี้ ทุกๆวันจึงมักจะมีเด็กนักเรียน นักศึกษา หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ มาไหว้พระ และอธิษฐานขอพรให้ประสบความสำเร็จกันเป็นที่เจนตา..

 … ตามด้วยการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศษลเจ้า โดยโยนเหรียญไปที่กล่องไม้ที่อยู่หน้าวัตถุมงคล แล้วก็สวดมนต์ขอพร ต่อด้วยการลั่นระฆัง

… ถ้าเป็นศาลเจ้า ก็ต้องตบมือ 2 ครั้งก่อนที่จะสวดมนต์ขอพร

กรณีที่จะมาขอพรอย่างเดียวก็เป็นสถานที่ ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

ศาลเจ้าอันเก่าแก่แห่งนี้ มีชื่อเรื่องความสำเร็จทางการเรียนและการทำงาน  ... จะเห็นนักเรียนนักศึกษามาไหว้ขอพรกันเยอะทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการสอบ

สถานที่สักการะ … พึมพัมอธิษฐานและขอพรจากเทพเจ้า

เสร็จแล้วอาจจะเขียนคำอธิษฐานลงบนแผ่นป้ายไม้ เพื่อนำไปแขวนไว้ให้เทพเจ้ามาอวยพร

... เป็นการสื่อสารในรูปแบบที่คนญี่ปุ่นเชื่อและปฏิบัติ

ศาลเจ้าคิตาโน่เทนมานกุ นอกจากจะมีชื่อเสียวโด่งดังในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆแล้ว …

บริเวณโดยรอบศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีชื่อในเรื่องของการเป็นจุดชมดอกบ๊วย (Plum Tree)  และ ใบไม้แดงที่เรียกได้ว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งในเกียวโต

ต้นบ๊วย (Plum Tree) เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับศาลเจ้ามาอย่างยาวนาน

และยังเป็นที่ชื่นชอบของสุกาวะระ มิชิซาเนะ (Sugawara Michizane) นักปราชญ์และนักการเมืองชื่อดังคนหนึ่งในยุค “เฮอัน” (Heian) เมื่อพันกว่าปีก่อน ผู้ที่มีความสำคัญแก่ศาลเจ้าแห่งนี้มากๆ

… มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่าต้นบ๊วยที่ศาลเจ้าเทนมานกุที่เกาะคิวชู เกิดจากเมล็ดจากต้นที่เกียวโตลอยไปนี่เองล่ะค่ะ

ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ศาลเจ้าจะเปิดให้เข้าชมสวนเมเปิ้ลทางด้านซ้ายมือ โดยต้องเสียค่าผ่านทางเล็กน้อย …

 หลังจากที่ผ่านประตูเข้าไปแล้ว … เราแวะดื่มน้ำชาพร้อมขนม ที่เป็นอภินันทนาการฟรีจากการซื้อบัตร

เป็นการเรียนรู้วิถีแห่งญี่ปุ่นอีกครั้ง ...

เราเดินมาตามทางต่างระดับที่เป็นสโลปลดหลั่นจากด้านบนลงไปเรื่อยๆ

มีมุมเก๋ๆที่มีฉากหน้าและฉากหลังเป็นต้นไม่ที่ใบเปี่ยมสีสัน ให้หยุดเก็บภาพอยู่มากมาย

ทางเดินจะจัดให้เป็นเส้นทางเดินทางเดียว ไปตามลำธารเล็กๆ ที่ชื่อว่า Tenjin River ซึ่งไหลผ่านเขตศาลเจ้า จะเดินกลับไปมานานเท่าไหร่ก็ได้ แต่ถ้าเดินออกประตูที่ตรงสุดทางแล้วก็จะเข้ามาใหม่ไม่ได้

ในช่วงที่เราไปเยือน … ต้นเมเปิ้ลที่ขึ้นอยู่รอบๆสวนยังไม่เข้าสู่ช่วงที่เปลี่ยนเป็นสีแดงจัดจ้าน และยังคงมีสีเขียวและสีส้มเหลืองอ่อนๆแทรกตัวแซม …

แต่ก็เริ่มส่งสัญญาณลดโทนสีเขียวเข้มลงไปอีกเฉดสี ในขณะที่บางต้นเปลี่ยนสีสันไปแล้ว

ฉันมองว่า ต้นไม้เหล่านี้ที่เปี่ยมเสน่ห์ในแบบที่เป็นตัวเองอย่างแท้จริง …

... ใบของมันเล็กละเอียด แต่เป็นแฉกสีเขียว และสีอื่นๆ ทีเมื่อเวลาสะท้อนแสงแดด จะสวยงามมากมาย

บางกิ่งก้านบริเวณส่วนยอดเริ่มจะมีสีแดง .. เหมือนจะโอ้อวดว่า ที่เราเห็นนั้นเป็นแค่ตัวอย่าง หากยามเมื่อใบทุกใบพร้อมใจกันผลัดเปลี่ยนเป็นสีส้มเหลืองแดง จะสวยงามมากขนาดไหน

สะพานโค้งไม้สีส้มสถาปัตยกรรมแบบญี่ปุ่น … เป็นความโดดเด่นอย่างหนึ่งของศาลเจ้าแห่งนี้

ทุกคนต้องเดินผ่านสะพานสำคัญ ที่ใครก็ต้องหยุดถ่ายรูปตรงนี้

ฉันชอบการเดินชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามที่ศาลเจ้าแห่งนี้ ...

... เพราะการมีนักท่องเที่ยวไม่หนาแน่นเหมือนสถานที่ดังๆที่อื่นๆในเกียวโต

.. ทำให้การเดินชมเป็นไปอย่างรื่นรมย์ และสามารถที่จะหยุดเก็บภาพสวยๆตามที่ใจนึก

ความชื่นฉ่ำและสงบภายในสวน ทำให้ฉันรู้สึกหลงรักlวนภายในเขตศาลเจ้านี้ได้ไม่ยาก

และนั่นส่งผลให้ เมื่อเดินไปที่มุมไหนด้านไหน เมื่อเจอม้านั่ง จึงอดไม่ได้ที่จะนั่งใช้เวลาในการส่งสายตาไปยังความบรรยากาศที่สงบ ร่มเย็นรอบตัว จนไม่อยากเดินพ้นขอบรั้วของศาลเจ้ากลับออกไป

ระเบียงสีส้มแดงที่โดดเด่นเหนือหุบเขา .. เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนียภาพของใบไม้เปลี่ยนสีได้งดงามและกว้างไกล

หากอยู่ในช่วงพีคของฤดูกาล .. ทั้งหุบเขาจะเป็นเหมือนทะเลเพลิงแห่งใบไม้ ที่จะสกดทุกสายตาให้เพ่งมองอย่างประทับใจ ก่อนที่จะกดชัตเตอร์กล้องรัวๆ

อาคารของศาลเจ้า … มองจากบนเนินเขา

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net