วันที่ พุธ ธันวาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพลง “ครูบนดอย” จุดแสงหิ่งห้อยกลางป่า คำที่ร้องผิดกันประจำ


เพลง “ครูบนดอย” จุดแสงหิ่งห้อยกลางป่า คำที่ร้องผิดกันประจำ

 

     เพลงครูบนดอย เป็นเพลงที่ฟังแล้วน้ำตาคลอทุกครั้งด้วยความซาบซึ้งเมื่อนึกภาพตาม ปกติผมมักฟังแต่เพลงต้นฉบับเท่านั้น ซึ่งการบันทึกเสียงครั้งแรกขับร้องโดย ธารทิพย์ ถาวรศิริ ถึงดนตรีจะเก่าหน่อย แต่ก็ไพเราะจับใจ และที่สำคัญได้ฟังเนื้อร้องที่ถูกต้องไม่ขัดหู ต่อมารุ่นหลัง ได้ยินหลายๆ คนเอามาร้องใหม่ ก็ร้องผิดกันไปเสียหมด ซึ่งทำให้ความหมายของเพลงเปลี่ยนไป และบางคำที่ผิดก็ทำให้ความหมายของเพลงเสียหายมาก และก่อนที่เนื้อร้องที่ผิดเหล่านั้นจะกลายเป็นเนื้อร้องที่ถูกต้องไปเสียแล้วโดยปริยาย จึงอยากจะขอเบรคเอาไว้สักนิด เผื่อใครจะนำไปร้องใหม่ จะได้ร้องให้ถูกต้อง และไพเราะกินใจเช่นดังเดิม

 

ภาพรวมของเพลง

          เนื้อหาในบทเพลง เป็นเพลงสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ร้องเล่าถึงชีวิตและเรื่องราวของครูบนดอยให้เราฟัง ไม่ได้เป็นเพลงที่ครูดอยออกมาร้องให้เราฟังโดยตรง ถ้าใครตีโจทย์ตรงนี้ผิด เอานักร้องมาใส่ชุดครูดอยแล้วร้องให้เราฟังก็คงไม่ค่อยเหมาะเท่าใดนัก เนื่องจากเนื้อหาหลายอย่าง กล่าวเชิดชูครูดอย เล่าถึงความยากลำบาก และขอความเห็นใจครูดอยจากผู้ฟัง ซึ่งถ้าตัวครูดอยเองออกมากล่าวเชิดชูตัวเอง และมากล่าวขอให้เห็นใจตนเอง ก็คงน่าเกลียดพิลึก คนฟังพาลจะหมั่นไส้เอา แทนที่จะเห็นใจก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเข้าใจในคอนเซ็ปท์ข้างต้นของเพลงตรงนี้ ก็จะฟังได้อรรถรส เข้าใจเนื้อหาและซาบซึ้งใจมากยิ่งขึ้น

          (สังเกตได้จากเนื้อร้องท่อนกลางของเพลงที่บ่งบอกชัดเจนว่า “เขาอยู่อย่างผู้สร้างสรรค์” นั่นคือ นักร้องกำลังกล่าวถึง “ครูบนดอย” ซึ่งเป็นบุคคลที่สามให้เราฟัง)

 

คำที่ร้องผิดกันเป็นประจำ

          มีเนื้อร้องบางคำ ซึ่งหลายคนมักร้องผิดกันเป็นประจำ แทบจะทุกรายกลายเป็นอมตะ จนคนฟังนึกว่าเป็นเนื้อร้องที่ถูกต้องไปแล้ว ในที่นี้ขอกล่าวถึง 2 จุดหลักๆ ได้แก่..

 

          (1) ตรงท่อนกลางของเพลง (หรือศัพท์วัยรุ่นเรียกว่า ท่อนฮุค) ที่ว่า..

 

          ครูบนดอย  ดุจ แสงหิ่งห้อยกลางป่า

          เนื้อร้องที่ถูกต้องคือ..

          “ครูบนดอย  จุด แสงหิ่งห้อยกลางป่า

         

          ขอขยายความดังนี้

                    ถ้าใช้คำว่า “ดุจ” แสงหิ่งห้อยกลางป่า ดูเหมือนจะดูแคลนครูดอยให้ต่ำต้อยเกินไปสักหน่อย และไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ (เช่น จุดประกายความรู้ให้รุ่งเรืองไปทั่วดอย) ไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้ใคร โดยเฉพาะการเป็น "ความหวัง" ให้กับเด็กๆ ครูเองยังเอาตัวแทบไม่รอด เพราะในเชิงวรรณกรรม การเปรียบเทียบสิ่งใดเป็นดุจแสงหิ่งห้อยนั้นมักจะหมายถึงสิ่งที่มีอนุภาพน้อย รำไรเลือนรางริบหรี่ ซึ่งดูขัดแย้งกับเนื้อเพลงท่อนอื่นที่ปูทางไว้อย่างสวยงาม เพื่อจะเชิดชูเกียรติว่าสิ่งที่ครูได้ทำมานั้นมันยิ่งใหญ่ ลองคิดดูว่า ถ้าแม่พิมพ์ยังมีแสงอ่อนแรงโรยราเพียงหิ่งห้อยเท่านี้ จะไปสร้างลูกพิมพ์ที่มีความรู้ความสามารถได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือถ้าใช้คำว่า “ดุจ” คนฟังก็จะเข้าใจว่า ครูดอยนี้ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน ฟังแล้วรู้สึกสลดห่อเหียว คอพับสลบไปเลยทั้งเพลง

                    ถ้ามองกลับกัน การใช้คำเดิมที่นักแต่งเพลงเขาประพันธ์มาตั้งแต่ต้น คือคำว่า “จุด” แสงหิ่งห้อยกลางป่า เนื้อเพลงจะไพเราะขึ้นมาเป็นเท่าทวี และไม่ขัดแย้งกับเนื้อหาท่อนแรกๆ เพราะขณะนี้ ครูดอยได้เป็นผู้ริเริ่มมาจุดประกายแสงเล็กๆ หิ่งห้อยกลางป่า อันเป็นแสงแห่งความหวัง ซึ่งแสงจากหิ่งห้อยเล็กๆ เหล่านี้ เมื่อนำหลายๆ ดวงมารวมกัน ก็ทำให้ทั้งดอยสว่างไสวเรืองรองขึ้นมาได้เช่นกัน

 

          (2) ตรงท่อนสุดท้าย ที่ว่า…

 

                    “จากแสงเลือนรางระหว่างยอดดอย เริ่มส่องประกายใหญ่น้อย ความรู้ เรื่อง ดอยน้อยใหญ่

                    เนื้อร้องที่ถูกต้องคือ..

                    “จากแสงเลือนรางระหว่างยอดดอย เริ่มส่องประกายใหญ่น้อย ความรู้ เรือง ดอยน้อยใหญ่

 

          ขอขยายความดังนี้

                    การร้องผิดคำนี้ ทำให้ความหมายของเพลงโดยภาพรวมเสียหายมาก อุตส่าห์เล่าเรื่องราวอย่างเลิศล้ำน่าประทับใจมาทั้งเพลง มาตกม้าตายเอาตอนจบ เพราะครูสอนแค่ “เรื่องดอย?”

                    ถ้าใช้คำว่า ความรู้ “เรื่อง” ดอยน้อยใหญ่ ดูเหมือนความรู้ที่เด็กได้รับจะแคบเกินไป “ครูสอนแต่เรื่องดอยหรือ?” “ไปสอนเรื่องดอยทำไม? หลักสูตรบอกให้สอนเช่นนั้นหรือ” คงไม่ใช่กระมัง ครูดอยคงสอนเนื้อหาทุกอย่างตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ ตามหลักวิชาการที่ตนเองมี และสอนทุกเรื่องซึ่งเป็นเนื้อหาพื้นฐานและจำเป็นมากกว่า คงไม่เจาะจงสอนแต่ “เรื่องดอย” เพียงอย่างเดียวจนเด็กเชี่ยวชาญ และประการสำคัญ ตัวครูดอยเองคงมิอาจมีความรู้เรื่องดอยเพียงพอหรือเทียบเท่ากับชาวดอยท้องถิ่นแท้ๆ ไม่สามารถไปสอนเขาได้ ตรงประเด็นนี้ชาวดอยเองน่าจะเก่งกว่าครูเสียด้วยซ้ำ

                    ถ้าฟังผ่านๆ หูอย่างรวดเร็ว เราอาจจะฟังเป็น “เรื่องดอย” ได้ง่ายๆ แต่ถ้าตั้งใจฟังเพลงต้นฉบับดีๆ (ขอย้ำว่าเพลงต้นฉบับ) จะพบว่า เนื้อเพลงเขาร้องว่า “เรืองดอย” ซึ่งมีความหมายที่กว้างและไพเราะจับใจมาก หมายความว่า ความรู้ที่เด็กได้รับนั้นเริ่มส่องประกายแสงเรืองรอง เปรียบว่าดอยสว่างเรืองไปด้วยความรู้ นี่สิ…ถึงจะจบสวย

         

เนื้อเพลงที่ถูกต้อง

          มีดังนี้..

 

เพลง ครูบนดอย

คำร้อง/ทำนอง ประจักษ์ สิทธิกรทวีชัย

นักร้องต้นฉบับ ธารทิพย์ ถาวรศิริ

เรียบเรียงเสียงประสาน ราเชนทร์ เรืองเนตร

 

หวีดหวิววังเวง เพลงแห่งพนา

ซึ่งอยู่บนดอยเสียดฟ้า ยากหาผู้ใดกรายกล้ำ

เด็กตัวน้อยๆ คอยแสงแห่งอารยธรรม

เพื่อส่องเจือจุนหนุนนำ ให้ความรู้ศิวิไลซ์

 

ดั่งแสงเรืองรองที่ส่องนภา

ถึงจะไกลสูงเทียมฟ้า ความรักเมตตาพาใกล้

ท่ามกลางเด็กน้อย ภาพครูบนดอยซึ้งใจ

อุ้มโอบส่องชีวิตใหม่ เสริมค่าคุณไทยเทียมกัน

 

 * ครูบนดอย จุดแสงหิ่งห้อยกลางป่า

ขจัดความมืดนานา สร้างเสริมปัญญาคงมั่น

ศรัทธาหน้าที่ พร้อมพลีสุขสารพัน

เขาอยู่อย่างผู้สร้างสรรค์ สมคำขวัญครูผู้ให้

 

** จากแสงเลือนรางระหว่างยอดดอย

เริ่มส่องประกายใหญ่น้อย ความรู้เรืองดอยน้อยใหญ่

แต่ครูบนดอย ผู้คอยสร้างสรรค์ชาติไทย

ยังต้องลำเค็ญเข็ญใจ ขอได้อุ้มชู..ครูดอย

 (ร้องซ้ำ *, **)

(เนื้อเพลงถูกต้อง 100% By หน่อไม้ไร่ Proof)

++หมายเหตุ++ ตัวอักษรสีแดงคือ คำที่มักร้องกันผิดบ่อยๆ

 

สรุปปิดท้าย

          เพลงครูบนดอย เป็นเพลงที่ฟังแล้วซาบซึ้ง เล่าถึงความตั้งใจที่แน่วแน่คงมั่น และเปี่ยมไปด้วยศรัทธา ความเสียสละ ละทิ้งความสุขสบายทุกอย่าง เพื่ออุทิศตนสมกับเป็นครูผู้ให้ ดั่งท่อนเพลงที่ว่า “สร้างเสริมปัญญาคงมั่น ศรัทธาหน้าที่ พร้อมพลีสุขสารพัน เขาอยู่อย่างผู้สร้างสรรค์ สมคำขวัญครูผู้ให้” ต้องขอชมเชยผู้แต่งเพลงนี้ ที่เลือกใช้คำได้อย่างไพเราะเหมาะสม สื่อความหมายถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างประทับใจ นับเป็นเพลงดีสร้างสรรค์ มีคุณค่าน่ายกย่อง สมควรบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกหนึ่งเพลง

 

ตัวอย่างเพลง

 

 

โดย หน่อไม้ไร่

 

กลับไปที่ www.oknation.net