วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กษัตริย์เขมรสั่งเสียให้บริจาคเนื้อหนังมังสาเป็นอาหารแร้งกาเมื่อสวรรคต


โดย: โรม บุนนาค

 

สมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี
 
สมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี

 
 
นักองค์ด้วงได้หนีจากเขมรเข้ามาอยู่กรุงเทพฯขณะมีพระชนมายุ ๑๖ พรรษา เพราะไม่เห็นด้วยกับสมเด็จพระอุทัยราชา ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯอภิเษกให้ครองราชย์ที่เขมร แต่แปรพักตร์ไปพึ่งญวนในรัชกาลที่ ๒
 
จึงเข้ามาพำนักที่วังเจ้าเขมรที่สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี พระบิดาเคยพำนักอยู่ และหลังจากพำนักอยู่กรุงเทพฯถึง ๒๗ ปี จึงเดินทางกลับไปเขมรพร้อมกับกองทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ซึ่งรัชกาลที่ ๓ ทรงส่งไปต้านญวนที่จะเข้ายึดครองเขมร
 
เจ้าพระยาบดินทร์เดชาใช้เวลาถึง ๘ ปีจัดการวิกฤติการณ์ในเขมรเรียบร้อยแล้ว จึงอภิเษกนักองค์ด้วงขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุ ๕๑ พรรษา 

เมื่อครั้งทูตฝรั่งเศสไปขอทำสัญญากับกรุงกัมพูชา สมเด็จพระหริรักษ์ฯตอบว่า กรุงกัมพูชาเป็นประเทศราชขึ้นกับสยาม จะทำสัญญาโดยพละการไม่ได้ เมื่อมีการงานเกี่ยวข้องก็ให้ไปว่ากับกรุงเทพฯ แล้วส่งพระราชสาสน์มากราบทูลให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบข้อความที่ได้พูดจากับทูตฝรั่งเศสทุกประการ
 
ทำให้ทูตฝรั่งเศสต้องถอยออกจากกัมพูชาไปขอทำสัญญากับญวน แต่ญวนไม่ยอมรับทูตฝรั่งเศส เรือรบฝรั่งเศสจึงยิงป้อมปราการญวนและยึดป้อมได้ ทำให้ญวนต้องยอมทำสัญญา นับเป็นก้าวแรกของฝรั่งเศสที่เข้ามายึดครองอินโดจีน

สมเด็จพระหริรักษ์ฯยังทรงส่งพระราชโอรสสองพระองค์ คือ พระองค์เจ้าราชาวดี กับ พระองค์เจ้าศรีสวัสดิ์ เข้ามาศึกษาและฝึกงานในราชสำนักสยามตั้งแต่เด็ก จนในปี พ.ศ.๒๔๐๐ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯจัดการบรรพชาพระองค์เจ้าราชาวดีที่วัดบวรนิเวศครบพรรษาแล้ว
 
สมเด็จพระหริรักษ์ฯได้กราบบังคมทูลขอรับพระราชโอรส ๒ องค์ที่รับราชการอยู่กรุงเทพฯกลับไปช่วยราชการเมืองเขมร และขอพระราชทานให้ทรงตั้งพระองค์เจ้าราชาวดี เป็นมหาอุปราช กับพระองค์เจ้าศรีสวัสดิ์ เป็นสมเด็จพระแก้วฟ้า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาให้

พระองค์เจ้าราชาวดี เป็น สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ มหาอุปราช
พระองค์เจ้าศรีสวัสดิ์ เป็น สมเด็จพระหริราชรัตไนไกรแก้วฟ้า

พร้อมทรงพระกรุณาพระราชทาน พระราชยาน พระกลด พานพระศรี ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยยศให้แก่เจ้าทั้ง ๒ แล้วโปรดเกล้าฯให้ส่งกลับไปกรุงกัมพูชา

ในปี พ.ศ.๒๔๐๒ สมเด็จพระหริรักษ์ฯทรงประชวรอาการหนัก ทรงคำนึงถึงการกุศล จึงมีดำรัสให้เบิกเงินพระราชทรัพย์ไปช่วยไถ่ชายหญิงที่เป็นทาส ปล่อยให้เป็นอิสระรอดพ้นจากความทุกข์ ประมาณ ๑๐๐ คนเศษ สิ้นพระราชทรัพย์ไป ๗๐๐ แน่น
 
แล้วทรงรับสั่งว่า ถ้าพระองค์สิ้นพระชนม์ชีพเมื่อใด ให้แล่พระมังสาของพระองค์พระราชทานให้เป็นทานแก่แร้งกาแลสรรพสัตว์ทั้งหลาย บริโภคเป็นภักษาหารตามความพอใจ

ต่อมาไม่นาน สมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดีมีพระอาการหนักลง ทรงเสวยทิพยทิวงคต พระชนมายุได้ ๖๕ พรรษา อยู่ในราชสมบัติได้ ๑๔ ปี

เมื่อเสด็จสู่สวรรคตแล้ว สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ มหาอุปราช สมเด็จพระหริราชรัตไนไกรแก้ว พระราชบุตรี บุตรา พระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมด้วยมุขมนตรีน้อยใหญ่ ได้มาประชุมพร้อมกัน กระทำตามพระกระแสรับสั่งที่ได้ทรงสั่งไว้
 
ให้แล่พระมังสาพระราชทานแก่สรรพสัตว์ จึงได้แล่พระมังสาพอสมควร ประดิษฐานบนพานเงิน นำไปให้ทานแก่สัตว์จตุบาท ทวิบาท ได้รับพระราชทานบริโภคตามกระแสรับสั่งที่ได้ทรงสั่งไว้
 
จากนั้นจึงอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐานในพระสถาน (พระโกศ) ตั้งไว้ในท้องพระโรง แล้วจำหน่ายราชทรัพย์อันมีค่าปลงถวายพระสงฆ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาสดับปกรณ์ที่พระบรมศพเสมอมิได้ขาด

ครั้นจัดการพระบรมศพเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระราชินี พร้อมด้วยมุขมนตรีน้อยใหญ่ ได้อัญเชิญให้สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ มหาอุปราช ขึ้นครองราชย์สมบัติขณะพระชันษาได้ ๒๖ พรรษา

สมเด็จนโรดมพรหมบริรักษ์ครองราชย์อยู่จนถึง พ.ศ.๒๔๔๗ จึงสวรรคตเมื่อพระชนมายุได้ ๗๐ พรรษา เสด็จอยู่ในราชสมบัติ ๔๕ ปี เสนาบดีในสภารัฐมนตรีพร้อมกับข้าหลวงฝรั่งเศสผู้สำเร็จราชการประเทศเขมร
 
จึงถวายราชสมบัติแด่ สมเด็จพระหริราชรัตไนไกรแก้วฟ้า หรือ พระองค์เจ้าศรีสวัสดิ์ พระอนุชาผู้เป็นมหาอุปราช ขึ้นครองราชย์ในพระนาม สมเด็จพระเจ้าศรีสวัสดิ์ หรือ สมเด็จพระเจ้าศรีสุวัตถิ์
 
ซึ่งนับเป็นกษัตริย์กัมพูชาพระองค์แรก ที่มีผู้สำเร็จราชการอินโดจีนของฝรั่งเศส สวมมงกุฎให้ถึงพระเศียรในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
 
 
ขอบคุณ MGR Online
คุณโรม บุนนาค
 
สิริสวัสดิ์วรวารค่ะ

โดย vinitvadee

 

กลับไปที่ www.oknation.net