วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระบอบประยุทธ์จงจำเริญ


         ระบอบประยุทธ์จงจำเริญ

                   เพราะระบอบประยุทธ์ยืนยัน ความหมายรูปแบบรัฐหมายถึงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นั่นคือระบอบนี้จึง จงจำเริญ ซึ่งในประเทศนี้มีความเชื่อว่า อะไรที่ยังถือเอาพระมหากษัตริย์ไทยเป็นประมุขทางสังคม จงเจริญทั้งนั้น

                    แต่ระบอบที่ไม่เอาพระมหากษัตริย์ไทยเป็นประมุขย่อมถึงซึ่งกาลวิบัติ อย่างน้อยๆไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกโดยกลุ่มไหน ประชาธิปไตยแก่หรือจัด ประชาธิปไตยอ่อนๆหรือครึ่งใบ หรือปี ๔๐ ๑๘ ๕๐ หรือ๖๐ล้วนไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคงต้องมีนัยพื้นฐานอย่างหนึ่งคือ(แม้ยังไม่เป็นลายลักษณ์อักษร)ต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งสิ้น สำหรับประเทศไทย

                   ผมกล้าพูดได้ว่าถ้าระบอบทักษิณหรือระบอบยิ่งลักษณ์ หรือระบอบใหม่ๆที่จะมีในอนาคต(บางทีจะแหยม ๑๑๒)ถ้าไม่ถือเอานัยนี้เป็นหลัก ก็จะพินาศอย่างไม่ต้องสงสัย แม้แต่ไม่เลื่อมใส สู้อุตส่าห์สร้างภาพเสียดิบดี ก็จะพินาศ

                   วันนี้มาถึงจุดที่ แบเบอร์กันไปเลย ผมถือว่าไม่ได้เลือกข้าง(ไม่ว่าจะถูกกล่าวหาว่าเลือกข้าง)เพราะวันนี้ไม่มีสีข้างให้เลือก เพราะมีแต่หัวใจ สมอง  และความรักเดียวเท่านั้นคือความอยู่รอดและวัฒนาถาวรของประเทศไทย

                  และคนในประเทศนี้ที่อยู่มาแต่ดั้งเดิม อพยพเข้ามา เป็นคนต่างด้าวที่มาอาศัยช่วยสร้างประเทศ(จากพม่า ลาว เขมร) หรือกระทั่งแขกที่มาเยี่ยมหรือนักท่องเที่ยวที่ส่งคุณูปการแก่สังคมไทย(อย่าหาว่าชาตินิยม)เขาย่อม”ถูก”(พาสสีพ วอยซ์)ถือว่า เรามีหัวใจเดียว สมองเดียว และความรักเดียวให้แก่พวกเขาเท่าเทียมกัน เสมือนเป็นพลเมืองไทยเท่าที่ย่างเท้าของเขาเหยียบในแผ่นดินไทยทั้งสิ้น ถ้านอกเหนือจากในอาณาเขตประเทศนี้เราคงให้เขาไม่ได้ที่จะ “ใช้สิทธิแบบคนไทยคนหนึ่ง”แก่เขาอย่างเต็มที่เป็นหนึ่งเดียวเช่นเดียวกับเรา เพราะ ไม่ต้องการก่ายก้าวประเทศเขา นอกอำนาจเราอย่างที่พวกเขาชอบกระทำ จริงไหม?

               ดังนั้นคำว่า นานาอารยะประเทศ เช่นประชาธิปไตยสากล เสรีประชาธิปไตย อียู ยูเอ็นหรือสื่อต่างชาติ หรือผลประโยชน์ทางสากล และอื่นๆที่ล้วนเอามาอ้าง ก็ว่ากันไปตามปฏิญญา หรือเอ็มโอยู หรือทวิภาคี สนธิสัญญา เราก็จะพยายามทำให้ได้ตามนั้น (เพื่อแสดงความเป็นสากลนิยมในโลก)เท่าที่จะทำได้

                  แค่นี้ พอไหม? ท่านนักสิทธิมนุษย์ชนทั้งหลาย-ฮา ความเข้าใจใน หลักพื้นฐานของสังคมไทยตรงกันนะครับ เข้าใจตรงกันนะครับ?”โดยเฉพาะท่านเจ้าปะคุณนักร้อง”

                 ระบอบประยุทธ์เกิดขึ้นมาจากซากสะลักหักพังของระบอบเผด็จการการสภา-นอมินีทักษิณที่อิงสากลนิยม(เสรีนิยมประชาธิปไตยที่นายทุนใหญ่ผูกขาดโลกครอบครองอยู่)และระบอบนอมินียกกำลังสอง-ยิ่งลักษณ์(หรือเสาไฟฟ้าคูณนอมินี-ฮา)

               กล่าวคือ(หมายความว่า)ถ้าระบอบทักษิณหรือระบอบน้องสาว(ระบอบนี้ไม่ได้หมายถึงทั้งสองท่านคิดเองแต่กลุ่มกระบวนการทั้งหมดในสมัยของท่านเป็นผู้นำ ความหมายคือทั้งกระบวน ซึ่งยังคงดำรงอยู่)ทำอะไรไว้ จะกลายเป็นปุ๋ยให้ระบอบประยุทธ์งอกงาม ระบอบเก่ายิ่งฉิบหายมาก หน่ออ่อนใหม่ก็จะงอกงามดี

           เช่นเคย “ดูด”อะไรไว้ ประยุทธ์(ไม่ใช่คุณประยุทธ์แต่เป็นกระบวนการที่เป็นผู้ควบคุมรัฐสมัยท่านประยุทธ์)ก็จะ “ดูด” มันและเอร็ดอร่อยยิ่งขึ้น-ฮา

           ยิ่งประจานว่าระบอบประยุทธ์ “ประชานิยม” ระบอบ “นิยมประชา”ของท่านประยุทธ์ยิ่งเป็นที่ชื่นอกชื่นใจของประชาไปกว่า

          ยิ่งประณามว่า “แจกก่อนเลือกตั้ง” การแจกนั้นยิ่งชอบธรรมเพราะเวลาของรัฐบาลที่ถูกกล่าวหา(จากสมุนระบอบเก่า)ย่อมเป็นเวลาที่จะบริหารงานที่ตรงจุดใจดำของประชาชน อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด-กล่าวคือผลของคะแนนเลือกตั้งจะบอกทีหลัง ก็ลองดูว่าถ้าประชาชนไม่เอาระบอบ”นิยมประชา”ของท่านประยุทธ์ก็ลองดูผลเลือกตั้งหลังวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๖๒ ไม่ใช่หรือ?กรุณาปล่อยให้ประชาชนตัดสินเหมือนที่ท่านเคยพูด ดีไหม?

          ยิ่งพวกเขาบอกว่าห้ามหาเสียงด้วยการแจกก่อนเลือกตั้ง(แต่ตั้งห้าปีไม่เห็นทำอะไร?) ยิ่งท่านตอกย้ำว่าอาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง ยิ่งกลับแสดงว่าคณะรัฐบาลนี้ ยิ่งรับผิดชอบต่อประชาชน ถ้าไม่สนใจแจกเพื่อ “ปากท้อง”ที่นักเลือกตั้งบอกว่า “ปากท้อง”เป็นปัญหาของประเทศที่คณะรัฐบาล –เผด็จการทำให้เกิดเป็นปัญหาของประเทศ(แม้ว่าจะเกิดจากการตกต่ำของทั่วโลกเอง  ก็ไม่วายที่จะบอกว่า ถ้าดีจริงต้องแก้ให้ได้)

        กลายเป็นว่าถ้าไม่แจก ไม่ช่วย เกษตรกร หรือคนยากคนจน อาจ “โดนยิ่งกว่า ๑๕๗-คือประพฤตมิชอบที่กระทำการฉีกรัฐธรรมนูญและพาประเทศถอยหลัง” หรือไม่ทำตามคำเรียกร้องของประชาชน รวมทั้ง

         เสียงโพนทะนาของสมุนระบอบทักษิณ ที่ตะเบ็งว่า”ปัญหาปากท้อง”ท่านประยุทธ์ละเลยมีส่วนสร้างขึ้นมา(ขณะเขียนนี้ กำลังเปิดกระบอกเสียงของทักษิณ สัมภาษณ์นายปอด  ท่านว่าประมงแย่เพราะ รัฐประหารทำให้อียูโกรธ ช่างไร้เดียงสาจริงนะท่าน ก็น่านนะซิ รัฐบาลประยุทธ์ประกาศอิสรภาพจากลัทธิผูกขาดมันจึงโกรธ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรไทยสายประมง ถูกทำลายลง แต่เวียดนาม พม่า และอินโดนีเซียอาจได้ไป เพราะอาหารทะเลจากเขามีคุณภาพดีกว่า กุ้งปลา หอยวางที่สามย่านและเยาวราช รับนักท่องเที่ยวได้ดี-ครัวโลก อนึ่งปัญหาประมงมีผู้ที่รับรายได้เป็นต่างด้าวมากที่สุด ผู้ประกอบการต่างหากที่สูญเสีย นี่ต้องเป็นการชดเชยของรัฐ-ซึ่งต้องรับผิดชอบเพราะรัฐประหาร เหยียบตาปลาอียู แต่ขณะเดียวกันกระบวนการทางเกษตรอุตสาหกรรมที่ไทยยังเป็นศูนย์กลางการผลิต จึงกลับสูงเด่นขึ้น ตามทฤษฎี “เพิ่มมูลค่าสินค้า” ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่หรือ? และความร่วมมือภายในอาเชี่ยนก็เป็นกระบวนการสร้างประเทศร่วมกับภูมิภาค ดังนั้นไม่เป็นแต่เรื่องประมง ผลผลิตทางการเกษตรอื่นที่พี่น้องร่วมภูมิภาคอาจทำได้ดีกว่าเรา  ทั้งแรงงานถูกกว่า-ไม่ต้องเอ็มโอยูนำเข้าแรงงานให้เกิดปัญหาอื่น เราอาจได้ประโยชน์พัฒนาอุตสาหกรรมและขนส่งต่อ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็นต้องเดินไม่ใช่หรือ-แหมให้เครดิตฟังทุกวัน พิธีกรอ้าปากค้าง ไม่รู้เชิญผิดตัวหรือเปล่า-รุ่นไหนวะ นักการเมือง?เดอมากิ๊กก๊อก)

         ท่านประยุทธ์(บ้องตื้น ขี้ตกใจ –เพราะแคร์ประชาชนมาก)ก็เลย แจก แจก และยิ่งแจก จริงไหม? เป็นใครก็กลัว “๑๕๗”(เอามาตรานี้มา แค่เปรียบเทียบ กระบวนวิธีพิจารณาทางการเมืองยังไม่สมบูรณ์ เป็นเหตุให้ประเทศถอยหลัง และอื่นๆ)

         ที่ท่านกล่าวหาว่า การ แจก แจก และแจก ทำไม่ได้เพราะอาจผิดกฎหมายเลือกตั้ง เอาเป็นว่าท่านคณะรัฐบาลคสช. ต้องแจก แจก แจก เพราะกลัวผิดข้อหาประพฤตมิชอบ-ทางการเมือง โดยเฉพาะขาดประสิทธิภาพไม่เป็นที่พอใจของประชาชน(ข้อสองนักเลือกตั้งกลัวยิ่งกว่าอะไร-ถ้าทำให้ประชาชนไม่พอใจ) และตอนนี้ท่านประยุทธ์ก็เป็นนักเลือกตั้งเหมือนกับท่านแล้ว ท่านจึงกลัวประชาชนไม่พอใจ เห็นใจนักเลือกตั้งด้วยกันซิครับ-ฮา

        นั่นแหละรัฐมนตรีสี่ท่าน(ชะตากรรมเดียวกับท่านประยุทธ์)จึงต้องพูดว่า  “ผมเสียเปรียบนะ” เพราะถ้าทำดี บริหารดี ที่แจก แจก และแจก ก็รอดตัวไปถ้าประชาชนชอบ ผลคือแค่เท่าตัว ไม่เจ็บตัว แต่เสียเปรียบเพราะถึงทำถูกก็ไม่มีใครชม เพราะมี “อำนาจรัฐ”

       แต่ถ้าไม่ดี ก็หาว่า “ขนาดมีอำนาจรัฐทำได้แค่นี้หรือ?” เสี่ยงถูกกล่าวหาว่า “ประชานิยม” หรือถูกด่าว่าทำแค่ “รักษาการ”เอางบมาถลุง จริงของเขา เขาว่าเขาเสียเปรียบ จริงแฮะ!   

       เอาเป็นว่ายิ่งประจาน ยิ่งกล่าวร้ายตามปะสา พวก DEMAGOGE(-หมายถึงนักการเมืองกิ๊กก๊อก พจนานุกรม ไขก๊อกว่า หมายถึงนักพูดทางการเมือง ที่สร้างความสะเทือนใจทางวาทกรรมแก่ประชาชน แต่เนื้อหาไม่ค่อยมี-เรียกว่าไม่ใช่นโยบาย หลายครั้ง นอนเซ็น-ไร้เหตุผล โอ้โฮ พรรคใครเอ่ย มีเป็นกระบุงๆเลย เข้าทำนองฝนตกขี้หมูไหน คนอะไร?มาพบกัน บางทีหาเขตไม่ได้ เอามันมาเป็นปาตี้ริส บางคนนักโต้วาที ได้ดีเพราะเห่า วิ่งหาปาตี้ริส อยู่กับคู่หูไม่ได้เพราะกลัวเสียงไม่พอแดก ขานั้นไป “เพื่อชาติหน้า”แบ่งไปเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน นครสองสามพันคน แถวรามสักห้าร้อย ส่วนตัวมาเป็นองครักษ์นายเหลี่ยมจัด ให้แหกปากตั้งแต่วันแรก พอชูสามนิ้วก็แหกปากกันตั้งแต่ “หนองแขม” ก็น่าเห็นใจหนึ่งในสี่รัฐมนตรีท่านอายุยังน้อยไม่รู้จัก ท่านตกใจ คำว่า “ถ้าเป็นรัฐบาลเอาคืน” ไม่รู้ว่าสี่ปีมึงยังลบสันดานวิวาทไม่ได้

         ก่อนปลดล็อกการเมือง เป็นการต่อสู้ ระหว่าง ฝ่ายเผด็จการทหารกับฝ่ายประชาธิปไตย แต่หลังปลดล็อก  พอชูสามนิ้วเท่านั้นก็เข้าสู่โหมดใหม่ คือเป็นการต่อสู้ระหว่างเผด็จการทหาร และฝ่ายอันตะพาน-ฮา)

         ยิ่งชี้โพรงให้กระลอก พวกสมุนๆคุณรู้หรือเปล่า รัฐบาลทหารที่ทึ่มก็จับทางได้ โกยคะแนนเป็นว่าเล่น-ฮา แล้วผิดอยู่ที่ใคร ก็ตัวทำตัวเองนี่แหละว้า!

          แล้วรัฐบาล “รักษาการ?” หรือ “รัฐบาลแท้ๆ” ไม่ใช่ประเด็นใช่ไหม?เพราะมันแค่คำพูด เอาเป็นว่างานนี้ มันเป็นเรื่องรัฏฐาธิปัตย์ครับผม

         ไปถามนักรัฐศาสตร์ที่มีอยู่เป็นกระบุงว่า “รักษาการ” มันมีหรือในยุครัฐประหาร(แม้คุณไม่ยอมรับ) ใครรักษาการครับ ถ้าเอาปลัดกระทรวงรักษาการ แล้วถามว่า ใครเป็น ปลัดนายกรัฐมนตรีครับ-ที่จะรักษาการนายก(ไม่ใช่ให้ปลัดสำนักนายกมานะครับ ปล่อยให้ท่านเดินเด่นผมขาว ตามวัดเป็นหมื่น ลากมารักษาการ-ฮา)

         ถ้าวันนั้นท่านประยุทธ์ไม่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ให้ ยูเอ็นหรืออียูแต่งตั้งหรือไงพวก? ถ้าเอาตามธรรมเนียมการปกครอง และธรรมเนียมไทยมันก็หัวหน้าคณะรัฐประหาร-หรือไม่จริง?เพราะประชาธิปไตยในความหมายของแต่ละสังคมมันไม่เหมือนกัน ในสังคมตะวันตก เอาประชาธิปไตยเป็น “เป้าหมาย” แต่ในสังคมอีกกลุ่ม ประชาธิปไตยเป็นแค่ “วิธีการ” นำมาซึ่งการบริหารงานของอธิปไตยประชาชน(ถึง ถ้าจะเชื่อว่าประชาธิปไตยจะเป็นวิธีเดียวที่จะบรรลุผลประโยชน์ของประชาชนก็ตามทีเถอะ) ปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชน รัฐต้องแก้-ไม่มีข้ออ้าง และการบริหารราชการแผ่นดิน ขณะเลือกตั้ง ก็ยังคงเป็นรัฐบาล-ที่เป็นรัฐบาลจริง –ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการไม่ใช่หรือ?มันจะดีกว่าไม่ใช่หรือ?

         การมีรัฐบาลจริงในทุกเงื่อนไขสถานการณ์เป็นยอดปรารถนาของประชาชนครับ แต่ที่ประเทศประชาธิปไตยแบบแบบ สหรัฐหรืออียูจำต้อง หารัฐบาลรักษาการเพราะ โชคร้ายที่ทุกพรรคมันต้องเกี่ยงกันแน่ๆ  มันไม่ยอมกันจึงให้ “คนเก่า”รักษาการไปก่อน มันเป็นช่องแบ่งของอนาธิปไตยกับการคานอำนาจ แค่เส้นผม

           ที่มีการกล่าวหาว่า ปูตินแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐจนนายทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี “ไม่ใช่เพราะมีช่องว่าปราศจากอำนาจรัฐเสี้ยวหนึ่งไม่ใช่หรือ?” ขอให้นักรัฐศาสตร์ไตร่ตรองให้ดี

        พวกคุณคิดว่าองคาพยพที่มีอยู่อย่างมากมายในแต่ละรัฐ มันส่งคุณูปการแก่ประเทศขนาดไหน มันจำต้องมีชีวิตที่เดินไปตลอดเวลา เสมือนการมีชีวิตของร่างกายเรา องคาพยพเสมือนเป็นอวัยวะ(องคา + อพยพ คือ “องคาพยพ” ทางอักษรศาสตร์เป็นคำและความหมายเดียวกันกับ องค์อวัยวะ องคา+ อวยว เป็นองค์อวัยวะ)หนึ่งๆมันจะตายไม่ได้

          การมีรัฐบาลรักษาการไม่ต่างอะไรกับการฉีดยาสลบให้แก่ร่างกาย กล่าวคือให้แก่รัฐ เขาจำกัดรัฐบาลรักษาการมากมาย ไอ้โน่นไม่ได้ ไอ้นี่ไม่ได้ เกิดสงครามจะส่งทหารเข้าไปไม่ได้ จะเอาอาวุธหนักไปตรึงตรงโน้นไม่ได้

            แต่มีคณะรัฐบาลแท้ประจำอยู่ถือว่า เป็นโชคดีของประเทศไทยต่างหาก “ไอ้พวกใกล้เกลือกินด่าง” “ไอ้ไก่ได้พลอย” พวกคุณมันอะไรกันวะ ไม่เอาเกลือ จะแดก “ด่าง”เหมือนสหรัฐ ไม่เอา “พลอย” จะเอา”เศษกระจก” เหมือนอียู

           ระบอบประยุทธ์จงเจริญประการแรก

           ความหมายถึงระบอบเผด็จการประชาชนที่แสดงออกถึงการล้มเลิกความหลอกลวงของระบอบเสรีประชาธิปไตยที่ถูกผูกขาดโดยต่างชาติที่ร่วมผูกขาดกระทำต่อประเทศไทย

          จุดเริ่มต้นของระบอบสภาที่ครอบงำ ด้วยอำนาจเงิน และด้วยสื่อต่างชาติที่ถูกควบคุมโดยมหาอำนาจ-ผู้นั้น

         กล่าวคือหลัง “พฤษภาทมิฬ” กลุ่มมหาอำนาจได้เข้าทำลายระบอบอำนาจนิยมแบบนายหน้าทหาร”กลุ่มสุจินดา” ที่เตรียมเสนอให้ทุนใหญ่ต่างประเทศหันกลับเข้ามาหาประเทศไทย เหมือนแบบที่เคยเข้ามาก้าวก่ายประเทศสมัยรัฐบาลทหารแบบเดิม สฤษดิ์ ถนอม ประภาส ซึ่งมหาอำนาจเหล่านี้ไม่สามารถใช้การทหารของกลุ่มนี้มายับยั้งการคุกคามของระบอบเผด็จการประชาชนที่อยู่รอบบ้านของไทยได้

       เพราะรัฐบาลของพรรคปลาไหลที่เปิดสนามรบใหม่จากสงครามด้วยอาวุธเปลี่ยนเป็นสงครามการค้า-ตอนนั้นสงครามการค้าพูดในเชิงวาทกรรม(ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำสงครามการค้าระหว่างจีน –สหรัฐในทางยุทธศาสตร์แต่ต่างกันในเชิงการเมือง ที่ปี๒๕๖๑ ระหว่างจีน-สหรัฐ สหรัฐถือว่าต้องนำมาซึ่งการครอบครองและแบ่งโลก และการนำเอาธุรกิจการเมืองผ่านทางสภาจะมีประสิทธิภาพที่จะครอบงำไทยดียิ่งกว่าระบอบทหาร-จริงอย่างเขา!)

          แต่เมื่อมีการปฏิวัติรสช.โดยพวกสุจินดา จึงไม่เป็นผลเพราะสหรัฐไม่เล่นด้วยจึงไม่สำเร็จมีอายุอยู่ในรัฐบาลไม่กี่วัน(คงเป็นเพราะเข้าใจว่าสหรัฐและทุนผูกขาดตะวันตกจะเอาแบบเดิมๆ)

         สหรัฐต้องการให้มีการเลือกตั้งเพื่อดำเนินเผด็จการสภาอย่างที่เป็นอยู่ในรัฐเสรีประชาธิปไตยทั่วโลก เพราะอย่างไรเสียระบบผูกขาดตัดตอนในระดับโลกอยู่ในกำมือของพวกเขาหมดแล้ว เผด็จการสภา สิ้นเปลืองน้อย และเนียนกว่า “ว่างั้นเถอะ”

       สหรัฐต้องการใส่ดีเอ็นเอ ของการปกครองของเขาเข้ามาในระบบการเมืองไทย โดยควบคุม “รัฐซ้อนรัฐ”ผ่านระบอบนอมินี-ไม่ดีกว่าหรือ?

         สหรัฐจึงใช้สื่อรณรงค์สร้างกระบวนการจิตวิทยาว่า สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่ความมั่งคั่งโดยเป็นเสือตัวที่ห้าตามอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือสิงคโปร์ ตามดีเอ็นเอที่สหรัฐใส่ไว้กับประเทศเหล่านั้น และเสนอแนวทางรัฐสภา(ซึ่งช่วงเกิดสงครามเวียดนามและก่อนนั้นจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐเป็นต้นแบบสร้างเผด็จการทหารหุ่นเพื่อรับนโยบายรุกรานของสหรัฐ ในไทยใช้กลุ่มถนอม-ประภาส ในเวียดนามใช้เหงียนวันเทียว ในเขมรใช้ลอนนอล-เพลงประเทศกูมี มึงก็มีแต่ร้องแรกแหกกะเชอแค่เปลือก ลองศึกษาให้ลึกจริงมึงกลายเป็นแหกหานรกใหม่หรือไง?นรกเก่าร้อนและตาย นรกใหม่แม้แต่หนอนก็ไม่ตาย เพราะความร้อน และความทรมานจนเรียกหาความตายไม่พบ) และจากการเสนอและดำเนินระบอบเสรีประชาธิปไตย จึงเกิดกระแสการค้าเศรษฐกิจทุนนิยมเต็มขนาด ไม่ว่าจะมีการส่งทุนธนาคารเข้ามา ส่งเงินเข้ามาในระบบหุ้น  “ชักเข้าชักออก” ทำให้เกิดฟองสบู่แตก และสหรัฐเข้าควบคุมเศรษฐกิจไทย สหรัฐได้บังคับให้ไทยต้อง “ลดค่าเงินบาท” ประมาณปีที่ “ท่านจิ๋ว”เป็นรัฐบาล หลังจากนั้นต่างชาติ(ไอเอ็มเอฟ)เข้าคุมเศรษฐกิจไทย

        และระบอบสภานอมินีจึงเติบใหญ่ สร้างระบอบเผด็จการสภาอย่างเต็มรูปแบบ “ฟัสซิสม์ทางสภา”ซึ่งดีกว่า “ฟัสซืสม์ทางทหาร”แบบเก่า เพราะมีชนชั้นและชั้นชน ตลอดจนชนชาติส่วนน้อย และกลุ่มธุรกิจการเมืองก้าวขึ้นมามีส่วนในทางเศรษฐกิจถึงหนึ่งในสี่ของประเทศ(นี่เป็นการเปิดเผยของนักวิเคราะห์ทางสังคมเศรษฐกิจหลังการเข้ามาของนอมินีผู้พี่ ซึ่งแม้มีการรัฐประหารของคมช. ซึ่งก็ไม่เป็นที่พอใจของสหรัฐอยู่ดี-เพราะสหรัฐย้ำว่าไม่เอาแบบทหาร) จึงล้มเหลวในเวลาต่อมา สหรัฐใช้หมาป่าสวมเสื้อขนแกะ-เป็นนิทานกล่อมเด็กชัดๆ นอมินีเป็นฮีโร่ แล้วทำเป็นปลดไทยออกจากบัญชีดำ ผู้คนสรรเสริญ สุนัขรับใช้กันยกใหญ่-ฮา ทำหันรีหันขวาง “เอ็งว่าใครสุนัข” “ว่ามึงนั่นแหละ” ไม่บอก คิดเอาเอง-ฮาอีกแย้ว-ประทานโทษออกกูออกมึง เพราะจะได้ไม่งงว่าเป็นใคร เพราะไม่ใช่กลอนพาไป แต่เพราะเพลง”กูมี”พาไป

          ช่วงนั้น สื่อของพวกเขาได้หยอดยาหอมแก่ชนชั้นกลางใหม่ที่พอจะดำเนินระบอบรัฐสภาไทยที่เขายกยอ เขาเคยกล่าวว่าคนไทยที่จะเป็นผู้นำแบบเสรีประชาธิปไตยของไทยยกตัวอย่างแบบตรงไปตรงมาเช่น คุณแดนไกล คุณมาร์ก คุณรนหาที่ คุณกิจสังคม (ที่ไม่ใช่ท่านคึกฤทธิ์) นอกจากนี้ยังถือว่าสหรัฐและประเทศตะวันตกเป็นมิตรทางสากลกับประเทศไทย

        เขาปล่อยให้มีอีกพรรคหนึ่งที่นิยมเสรีประชาธิปไตยปกครองหลังจากนั้น และปล่อยให้มีการก่อกวนการประชุมอาเชี่ยน-อย่างน้อยๆ-เขาไม่ประณาม ทั้งที่ควรประณาม เพราะเขาอยากเห็น นอมินียกกำลังสอง-ผู้น้องกลับมากระมัง?ในช่วงปี๕๓ทูตสหรัฐเลือกข้าง “แดง”แฮะเพราะแบ่งแยกปกครองหรือ?อะไรไม่เข้าใจ?

         แต่ปี๕๗ เมื่อรัฐบาลประยุทธ์กระทำการรัฐประหาร พวกเขาไม่พอใจ ใช้สื่อใช้การเมืองระหว่างประเทศปิดล้อม หาเหตุต่างๆมากลั่นแกล้ง ไม่ว่าจะเรื่องการกีดกันสินค้าไทยที่อาจปนเปื้อน-การจ้างแรงงานเด็ก แรงงานต่างชาติและอื่นๆที่เนียนๆคือประมงที่เป็นรายได้ชั้นนำของไทย ที่เป็นเบสิคการกีดกันทางการค้าของพวกกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดต่างชาติ-เอากันเนียนๆ

         แต่การก้าวขึ้นมาของจีนที่โตวันโตคืน ซึ่งมีส่วนทำให้ระบอบกีดกันของพวกเขากระทำต่อไทยไม่ถนัดถนี่นัก รัฐบาลประยุทธ์อันเป็นที่ชื่นชอบของทุนกึ่งผูกขาดชาติไทย ที่พอจะเติบโตอยู่ในทางสากล โดยเฉพาะในจีน ประกอบกับทุนใหญ่ที่เป็นคนไทยเป็นทุนอสังหาริมทรัพย์ และสามารถต่อสู้กับทุนต่างชาติได้ระดับหนึ่ง ทำให้ทุนนอมินี-ธุรกิจการเมืองเสรีประชาธิปไตย(สองเขือพี่คิดเองอ้า?)ที่แสดงความละโมบเกินไปของพวกนิยมเผด็จการสภา ถูกเปิดโปงอย่างหนัก

             รวมทั้งวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยที่ถือเอาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐานพึ่งตนเองซึ่งเหมาะสมกับสังคมไทย และเป็นที่ยอมรับของหลายๆสังคมในระดับนานาชาติ เป็นปราการต่อต้านระบอบเสรีนิยม-ที่พัฒนาเป็นระบอบผูกขาดไปแล้ว และเศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นทางรอดของสังคมไทยมีผลต่อเศรษฐกิจในชนบทไทยหลายส่วนอาจไม่ทันใจ แต่ก็เป็นทางแคบๆทางเดียว

            เหล่านี้ทำให้ระบอบประยุทธ์มีโอกาสดำรงอยู่ และไม่เท่านั้นยังสามารถต้านการล้อมทางเศรษฐกิจการเมืองของพวกเขาได้

            เมื่อทางสากลเกิดปรากฏการณ์ เบรกสิท-อังกฤษออกมาถือสันโดษ หรือการถือเอาอเมริกันเฟิร์ส แนวการต้านทางเศรษฐกิจฝั่งยุโรปอีกหลายประเทศแม้เยอรมันก็ใช่ว่า สากลนิยมจ๋า ลึกๆเขาเป็นตัวของตัวเองมาก รวมทั้งรัสเซีย จีนเอง

           ทำให้ดุลอำนาจทางสากลทั้งเศรษฐกิจการเมืองยันกัน เป็นช่องว่างให้ระบอบประยุทธ์หลุดพ้นจากการกดดันจากกลุ่มทุนผูกขาดสากล โดยเฉพาะกลุ่มทีพีพี ที่สหรัฐของฝ่ายเดโมแครทที่ต้านจีนและไทย ล้มเหลวเพราะนายทรัมป์ไม่เอาด้วยลิทธิ “กลับบ้าน”ของนายทรัมป์-ซึ่งนายทรัมป์เป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่การล่าความมั่งคั่งจากภายนอกเหมือนแต่ก่อนที่พวกเขาเป็นมานับเกือบหนึ่งศตวรรษ

           จากการที่มีการรับร่างรัฐธรรมนูญระบอบประยุทธ์ที่เรียกว่า “ปี๖๐” ทำให้รูปแบบการปกครองไทยมีสามรูปแบบหลังการปฏิวัติ๒๔๗๕ นั่นคือ

          หนึ่งเผด็จการสภา  สองเผด็จการทหาร และสามเผด็จการครึ่งประชาธิปไตย(ประชาธิปไตยครึ่งใบ-เรียกอีกอย่างว่า เผด็จการเพื่อประชาชน-ประยุทธ์นี่เองซึ่งพัฒนามาจากประชาธิปไตยครึ่งใบของพลเอกเปรม)

         เผด็จการที่สามแบบประยุทธ์นี่เอง เป็นลักษณะเดียวกับเผด็จการประชาชนในจีน หรือเวียดนาม และลาว ซึ่งมีลักษณะทางสังคมเดียวกัน

        แต่ระบอบประยุทธ์เกิดจากพื้นฐานทางสังคมไทยที่พัฒนาไปไกลกว่าประเทศเหล่านี้ หมายความว่าก่อนที่จะมีอิทธิพลของตะวันตก ลักษณะทางสังคมไทยคล้ายกับ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ที่เป็นระบอบศักดินากระเดียดไปทาง “วิถียุโรป”คือไม่ใช่รัฐศักดินารวมศูนย์แบบจีนที่เรียกว่า “วิถีเอเชีย”

         อนึ่ง สองวันก่อนได้พบกับเฮีย (ดร.ธเนศ) เพราะลูกสาวท่านมาจากสหรัฐจึงพบปะกันแบบพี่น้อง ท่าน(เป็นพี่ภรรยาผม)ถามผมว่าเป็นอย่างไรหนังสือแปลของท่านเรื่อง “ศักดินานิยมก่อนทุนนิยม” ของมาร์กซ-เองเกล ที่ท่านแปล(เรื่องนี้ท่านสอนผมตั้งสี่สิบปีก่อนขณะที่ท่านกำลังแปล วิชายังร้อนๆอยู่ซดกันแก้มกาแฟแก้หนาวบนเขาสูง)พิมพ์ใหม่ ตรงนี้น่าอ่านมาก เราจะพบกุญแจสำหรับสังคมไทย ซึ่งเชื่อว่าจีนยุค สี่สิบปีจาก “เติ้งเสี่ยวผิง” จนถึง “สีจิ้นผิง”พบกับความสำเร็จอย่าง “อัศจรรย์”เพราะจีดีพี พุ่งถึงเกือบ๔๐๐ล้านบาท-ท่านบอกว่าไปพบกับซ้ายไทยในฝรั่งเศสสองสามคน แสดงว่าท่านมีจุดยืนต่างกับผม แต่ยังคงมีความเชื่อเดียวกันคือสังคมเราและโลกต้องดีขึ้น ด้วยตำราเดียวกันด้วยซ้ำ(หลังการปฏิวัติ๑๙๔๙ของจีน เหมาประกาศว่าความขัดแย้งทางชนชั้นระหว่างจีนกับจักรพรรดินิยมตะวันตกและญี่ปุ่นสิ้นสุดลง ต่อไปจีนก้าวสู่การปฏิวัติประชาชาติประชาธิปไตย เข้าสู่กัาวปฏิวัติสังคมนิยมอย่างรวดเร็ว ก่อนอื่นต้องแก้ความขัดแย้งหลักคือ ระหว่าง เมืองและชนบท)

        เพื่อที่จะบรรลุความมั่นคง มั่งคั่งของประเทศตามระบอบประยุทธ์จึงจำเป็นต้อง ปฏิรูปยี่สิบปี

           ประการแรกคือการสร้างความเข้มให้แก่การ แข่งขันทางเศรษฐกิจ กล่าวคือหนุนกลุ่มทุนกึ่งผูกขาดไทยที่เคยถูกบิดเบือนว่า เข้าหารัฐ หาแนวทางอนุรักษ์อื่นๆที่เกาะติดการเมืองดั้งเดิมที่ถูกระบอบทักษิณทำลายลงผ่านการเอาวิสาหกิจต่างชาติเข้ามาแย่งเบียดขับ และพวกเขาอ่อนแอลง สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มตนเองเป็นทุนนายหน้า ทุนธุรกิจการเมืองจนสามารถเข้าครอบครองหนึ่งในสี่ของพลังทางเศรษฐกิจไทย(นักวิเคราะห์ต่างชาติพูดเอง)ระบอบประยุทธ์ได้หนุนช่วยพวกเขาให้กลับมาเข้มแข็งใหม่ซึ่ง ถูกต้องแม้จะถูกบิดว่า เป็นฝ่ายทุนผูกขาด ประเด็นอยู่ที่ว่า “ใครผูกขาด-ต่างชาติหรือภายใน”

          ถ้าหันไปเทียบกับจีนซึ่งจีนก็ได้ผลักดันให้ทุนจีนผูกขาดในประเทศ จนเห็นผล-ห่างจากปีที่ปฏิวัติ-เจ็ดสิบปีมาแล้ว คือทุนจีนเข้าสู่สากลเข้มแข็งอันดับสองของโลกในวันนี้จนสามารถทำสงครามการค้ากับมหาอำนาจผูกขาดร่วมเกือบร้อยปีได้

        แจ็กหม่า พูดว่า(ทั้งที่มีทุนมหาศาล-ยังทำใจไม่ได้ที่ยังอยู่ในคาบคิดแบบนายทุนแท้คือละโมบ)ยอมรับว่าเขาถูกจำกัดหลายอย่างจากทางการจีน นี่แสดงว่าทุนผูกขาดแห่งชาติก็ไม่สามารถทำตามใจปรารถนาของตนเองเมื่อขัดกับประชาชนส่วนใหญ่ ประชาชนยังใหญ่กว่านายทุนครับผม นี่คือประเด็น

        ดังนั้นการที่จะบอกว่าประยุทธ์เป็นพวกนายทุนผูกขาดไทย น่าจะเป็นการพูดที่บิดเบือน เพราะทุนผูกขาดแห่งชาติที่ควบคุมได้ ย่อมดีกว่าทุนต่างชาติที่ควบคุมไม่ได้ครับผม สหายทั้งหลายผู้ชอบเสรีประชาธิปไตย-มีง(แปลว่า “คุณ” แต่ดัดจริตเกินไป)จะเอาอย่างไรวะ(แปลว่า “ครับ”)ถ้าจะเสรีประชาธิปไตยจริง จงไปอ่านของ “เฮียธเนศ”ก่อนแล้วมาพูดกัน ท่านก็เห็นไปคนละด้านกับผม

       แต่ระบอบประยุทธ์(เผด็จการเพื่อประชาชน)เหนือกว่าระบอบเผด็จการประชาชนจีน คือมีอำนาจทางทหารที่ได้มา ผ่าน กระบวนการเป็นอำนาจรัฐดั้งเดิมที่ชอบธรรมจากระบอบประเพณี ไม่ใช่มาจากการสร้างจากกองทัพแดง(กองทัพประชาชน)ซึ่งเต็มไปด้วยการสูญเสียนับล้านๆ สำหรับระบอบประยุทธ์เป็นการปรับพัฒนามาอย่างยาวนานในรูปสำนึกใหม่ตลอดเวลา ถูกบ้างผิดบ้าง เผด็จการเบ็ดเสร็จบ้าง ประชาธิปไตยบ้าง ไม่มีการสูญเสียใหญ่หลวง และแม้ผ่านการทุจริตคอรัปชั่นนับพันล้านจากนายทหารรุ่นเก่า ก็ถูกควบคุมจนอยู่ในที่ทางกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้ แล้วอย่างนี้จะเอาอะไรอีก?

           ประการต่อมาการแก้ความขัดแย้งระหว่างเมืองและชนบทไทยง่ายกว่าจีนมาก แม้พื้นฐานจีน–ไทย ไปไม่ไกลนัก แต่พื้นฐานของ “วิถีการผลิตไทย”ซึ่งไม่ใช่การผลิตแบบรวมศูนย์แบบจีน-วิถีเอเชียโดยตรง เพราะสังคมไทยแต่เดิมเป็นแบบเมืองอิสระค่อนไปทางแบบ “วิถียุโรป”มาร์กซเรียก “วิถีเยอรมัน” ส่วน”วิถีสลาฟ”ของรัสเซียเป็นแบบผสมเยอรมัน-เอเชีย ซึ่งจีนเป็นต้นแบบ แบบเอเชีย     

       วิถียุโรปจะเกิดระบอบศักดินาที่มีรัฐหลายๆรัฐที่เป็นอิสระพัฒนาระบอบการผลิตค่อนข้างอิสระมาก่อน และมารวมกันเป็นแบบสหพันธ์ เช่นไทยเราพัฒนามาจากรัฐอิสระตั้งแต่ปีพ.ศ.๑๗๐๐ แต่รัฐหรือนครรัฐเล็กของยุโรปที่รวมกันเป็นสหพันธรัฐของพวกเขาจะพัฒนา(อย่างเป็นอิสระแต่ละรัฐเล็กเข้าสู่ระบอบทุนนิยมเอง และทำให้รูปรัฐรวมเป็นแบบทุนนิยมในที่สุด และมีการรวมตัวกันเกิดสภาผู้แทนราษฎรในภายหลัง ด้วยพื้นฐานที่หนาแน่น ขณะที่ไทยไม่ได้มีพัฒนาการของแคว้นอิสระที่เข้าสู่สังคมทุนนิยม แต่ยังคงเป็นรัฐอิสระหรือแคว้นที่ต้วมเตี้ยมอยู่ในระบอบศักดินากึ่งจีนกึ่งยุโรป ซึ่งนักประวัติศาสตร์ยอมรับว่า ระบอบศักดินาไทยในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ-ประมาณสี่ห้าศตวรรษที่ผ่านมาเป็นแบบฉบับเฉพาะและสมบูรณ์ที่สุดในดินแดนแถบนี้ คือประกอบด้วยการปกครองสองชั้นเป็นอย่างน้อย คือส่วนกลาง-แบบจีน ส่วนแคว้นรอบนอกเป็นชั้นๆ มีอิสระ-แบบเยอรมัน และบางส่วนแบ่งรับแบ่งสู้กับส่วนกลางตามอำนาจส่วนกลาง  จนเมื่อเกิดการปฏิวัติจากชั้นบน(ผ่านการลอกเลียนแบบตะวันตกในประมาณสมัยรัชกาลที่ห้าและหก  ตั้งแต่ร.ศ.”ร้อยสามสิบ” คือจากยอดปิรามิดลงล่าง)

       ถ้าอ่านข้อเขียนของท่านจันทน์(จิรายุ รัชนี)จะรู้ทันทีว่า “รุ่งอรุณแห่งสยาม”

ทางเหนือสุดเชียงรุ้ง กลายเป็นจิหงไปแล้ว เชียงตุงกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐฉาน เชียงรายเป็นเมืองเดิมของลวจังกะราช เชียงใหม่ของพ่อขุนเม็งราย พะเยาพ่อขุนงำเมือง สุโขทัยของพ่อขุนราม ละโว้เป็นของพญากาฬ สุพรรณเป็นของพ่อขุนพะงั่ว อโยธยา เพชรบุรีเป็นของพญาอู่ทองใหม่ นครศรีธรรมราชเป็นของพญาศรีธรรมโศก ปัตตานี สงขลา ไชยาล้วนมีอิสระมีเจ้านครของตนเอง

         ทางอีสานเหนือ-ใต้ และภาคตะวันออกก็ทำนองเดียวกัน ต่างกรรมต่างวาระใครอิสระ ใครขึ้นต่อใครก็เป็นไปอย่างหลวมๆ ที่เป็นดังนี้เพราะทุกตารางนิ้วในสยามเป็นทางผ่านของการเดินทางค้าขายของตะวันตก(อินเดีย) และตะวันออกคือจีน-ญี่ปุ่น และภายในภูมิภาคกันเอง เราสามารถขุดค้นพบของที่มาจากภายนอก ทั่วโลกโบราณ ทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่โรมัน อาหรับ จากจีน ญี่ปุ่นอื่นๆ เมืองต่างๆจึงเป็นอิสระต่อกันในระดับหนึ่ง จนสังคมไทยเข้าสู่ยุคทาส และศักดินาจึงมีการวมศูนย์เป็นระยะ ไม่ต่างกับใน “วิถียุโรป”ที่รวมตัวเป็นสหพันธ์ และมีสภาขึ้นมาเมื่อมีสงคราม

          ถ้าเราอาศัยพื้นฐานการเป็นกลุ่มรัฐโบราณซึ่งภาพของกลุ่มจังหวัด ที่กระจายความพิเศษของตนเองตามภูมิภาคต่างๆพัฒนากลไกทางเศรษฐกิจของตนเองในระดับหนึ่งก็น่าจะสามารถต้านทานอิทธิพลการปิดล้อมของพวกกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอี หรือ กลุ่มทุนผูกขาดไทยเข้าไปร่วมมือ

        อีอีซีภาคตะวันออกก็เป็นตัวอย่างที่ดี ทางจีนโบราณเคยเรียกว่า “โปโลเกียสือ” น่าจะมาจาก “ศรีพะโล”  “เจนลิฟู”อาจเป็นกลุ่มสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี หรือ “หลอฮกก๊ก” ละโว้ อโยธยา สระบุรี

        ดังนั้นภาพของลัทธิท้องถิ่นนิยม เหล่านี้นำไปสู่พรรคการเมืองที่ดำรงอยู่อย่างมีนัยยะที่เป็นผลแห่งการดำรงอยู่และพัฒนาการ ที่เรียกว่า กลุ่มรัฐโบราณซึ่งให้ภาพ “วิถีการผลิต ยุโรป-เยอรมัน”

         การเป็นแบบรัฐบาลผสมไม่ใช่เป็นผลของเจตจำนงผู้ใด แต่เป็นภาพสะท้อนดำรงอยู่ในสังคมไทยดั้งเดิม

       ถ้าจับภาพเงาของอดีต โดยฉายทางลักษณะของ โทโปกราฟฟี่- แต่ละท้องถิ่น ภูเขา หมู่บ้านแม่น้ำและชุมชนการผลิต ที่เป็นเอกภาพต่อกัน ก็สามารถสร้างรูปแบบการผลิตเฉพาะของตนเองได้

        อย่างเยอรมันหรือญี่ปุ่นเขาก็มีกลุ่มการผลิตของเขา เช่น ที่ราบสูงบาวาเลีย (โคราชเยอรมัน)เขาก็มีกลุ่มผลิตเครื่องบิน และรถยนต์ที่ชื่อดังชื่อหนึ่งของเยอรมัน ทำให้ที่นี่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กรุงเบอร์ลิน ถ้า โคราช สระบุรี บุรีรมย์ จะเป็นอย่างนั้นก็ไม่แปลก

      หรือชุมพร สุราษฎร์-นครศรี หรือสงขลา-พัทลุง(ตรงนี้-คู่นี้ วันนี้ พรุ่งนี้ เมืองลุงยังพูดไม่ได้ เพราะใครเอ่ย?ไม่เอาอีกลุง คือลุงกำนัน เขาชอบเสรีนิยมประชาธิปไตยคงไม่เอาด้วย-ฮา)จะเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง ทางเศรษฐกิจการเมืองเทียบเท่ากรุงเทพปริมณฑล ภายใต้รัฐบาลกึ่งเผด็จการระบอบประยุทธ์ยาวอีกสักยี่สิบปี-โห่ฮากันหน่อยก็ไม่แปลก-ดูท่าจะเป็นไปได้เพราะตะโกนกร้าวว่าจะเกาะเก้าอี้จนตาย-ฮา อย่าถึงขั้นตายเลยครับ เอาแค่ถึง ๘๕ปีก็พอ เพราะมหาเด่ ไม่เด่แล้วยังไปถึง๙๐กว่า นายมาร์กเราคง “อกอีแป้นจะแตก”-ฮา

        สรุปการสร้างเมืองผ่านชนบทไทยจึงวางเอาไว้ครึ่งหนึ่งแล้วโดยชนรุ่นโบราณ ที่ในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองถือว่า “มีชัยไปกว่าครึ่ง”แล้ว

       ดังนั้นการสร้างประชาธิปไตยแบบตะวันตก หรือแบบญี่ปุ่นแบบค่อยเป็นค่อยไปจึงไม่ใช่ความฝันที่เกินเอื้อมของสังคมไทย เพราะแต่ละท้องถิ่นไทยล้วนมีเอกภาพในตนเองระดับหนึ่ง

        การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชนบทจนขยับไปสู่เมืองที่มีอำนาจต่อรองสูงจึงไม่ใช่ปัญหา การสร้างเมืองนำร่องเพื่อเป็นศูนย์กลางพี่เลี้ยงในชนบทก็ไม่ถือว่าสูญเปล่าอย่างที่เคยกระทำมาในรอบ๘๐ปีของการปฏิวัติประชาธิปไตย๒๔๗๕ ที่เรียกว่าจากยอดไปสู่ฐาน หรือจากฐานไปสู่ยอดก็จะบรรจบกันในวันหนึ่ง

         การที่นายโกร่ง(ผมแว่วๆมาว่าเต้นผางกับระบอบประยุทธ์)อ้างเคยทำแผนให้ลาวมาแล้ว อย่าถือเป็นซุปเป้อร์ด็อกเต้อร์เศรษฐศาสตร์ ระวังจะตกม้าตาย เศรษฐศาสตร์ตอนนี้มันไม่ใช่เศรษฐศาสตร์แบบเดิม ถึงจะเป็นเศรษฐศาสตร์การเมืองก็ยังอยู่ที่ “ติดกับดักนโยบายรัฐ”เท่านั้น ยังไม่ไปถึงสหเศรษฐศาสตร์นะวัตกรรม ที่เขาไปแล้ว เพราะเศรษฐศาสตร์การเมืองไปถึงระบอบทุนผูกขาด-จักรพรรดินิยมขั้นทุนสูงสุด ตอนนี้มันกลายเป็นขั้นต่อยอดทางเท็คโนโลยี่ยืดวันตายทุนนิยมไปได้อีก กฎแห่งชนชั้นยังทำ อะไรไม่ได้ กฎเกณฑ์มันไม่มีแล้ว

          อย่างน้อยๆมันปั้มกรรมกร(หุ่นยนต์)ไม่มีปากเสียงอะไร(ไม่รู้รัฐสวัสดิการจะเป็นภาพไหน?) ทฤษฎีแรงงานมันไปอีกแบบและในจีนก็มีซ่องตุ๊กตา สิทธิสตรีมันคงเปลี่ยนไป-ฮา มีอยู่ทางเดียวต้องต่อเรือจัดการรัฐนาวาให้เข้มแข็งพร้อมโต้คลื่นที่ผันผวนต่างหากจึงจะอยู่รอดได้ ไอ้ที่เย้ยเย้าคุณประยุทธ์ว่าเผด็จการล้าสมัย อย่าดูเบาเพราะการจัดการว่าด้วย “คน”ยังคงต้องดำเนินอยู่ วันหนึ่งคุณจะหนาว

          ดูเหมือนท่านจะพูดไปแค่ อะไรๆที่แฟร์-แบบเสรีนิยมอยู่-แสดงว่ายอมจำนนชัดๆ มันเข้าทางระบอบทักษิณ นึกว่า “ฟันแฟร์ฟอร์อะคอมม่อนแมน” ที่แท้ “ปี่ฆ้องมอญหน้าหลุม” ฟังแล้วเศร้าใจว่ะ“อีโธ่เอ้ย”นึกว่ากึ๋นมีแค่ไหน?ท่านดอกเต้อร์-ฮา

          สรุปไม่เห็นจะแปลกถ้าจะอดตายก็แจกซิครับ ปล่อยให้ดิ้นได้หรือ? ไม่รู้จะเค้นหาตะเข็บไปทำไม เพราะความเป็นรัฐบาล ถ้าไม่ทำ จะให้ใครทำ?

          คงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดว่าบริหารกันอย่างไร ตั้งห้าปี ยังมีคนแทบจะอดตายถึงสิบล้านกว่า จนต้องแจก นี่ถ้ามาจากกระบอกเสียงของระบอบทักษิณคงไม่มีใครสนใจอะไร มาก แต่เป็นการโพนทะนากันจนเป็นสูตรว่ารัฐบาลทหาร(ทั้งฝ่ายประชาธิปไตยไม่เอา “เพื่อไผ”)ก็เป็นผู้ร่วมกระทำการโพนทะนาไปด้วย อย่างนี้คงต้องคุยกันอีกนาน

         ลักษณะแห่งระบอบประยุทธ์อีกประการหนึ่ง

          ไม่มีประเทศไหนไม่ยอมรับว่าสังคมที่เคลื่อนมาจากระบอบศักดินานิยม จะมีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพราะความเหลื่อมล้ำอันดับแรกคือการที่ที่ดินของสังคมจะกระจุกตัวอยู่กับชนชั้นศักดินาและขุนนาง เพราะมันมีความแตกต่างของการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่สำคัญคือที่ดิน เท่าๆกับฟ้าและเหวอยู่แล้ว

          นี่เป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธ ถ้าเราเอาคู่แข่งของไทยที่มีความเหลื่อมล้ำสูงคือ รัสเซีย และอินเดีย เราพบว่าในรัสเซียผ่านการปฏิวัติสังคม ที่ทำลายศักดินานิยม และกลุ่มทุนนิยมผูกขาดต่างชาติ โดยเลนิน เมื่อหนึ่งร้อยปีมาแล้ว

        มันมีทรัพย์สินสองชนิดในสังคมรัสเซีย คือทรัพย์สินของระบอบทุนนิยม และทรัพย์สินของศักดินานิยมดำรงอยู่ที่เป็นผลให้มีความเหลื่อมล้ำสูง เพราะรัสเซียมีพื้นที่กว้างใหญ่ การครอบครองของกลุ่มชนชั้นสูงมีอย่างมากมายทั่วประเทศ นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ที่ครอบครองซึ่งมีกลุ่มนี้น้อยนิดเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่

        ในขณะเดียวกัน การเป็นสังคมเมืองของรัสเซียก็สูง จนกระทั่ง การกระจุกตัวของชาวสลาฟอยู่ในเมืองมากกว่า ทำให้การปฏิวัติในรัสเซียอาศัยการเคลื่อนไหวจากยุทธศาสตร์เมือง(เมืองล้อมชนบท) ขณะที่จีน ชนบทกว้างใหญ่ เมืองมีการกระจุกตัวน้อย จึงใช้ชนบทล้อมเมืองเป็นยุทธศาสตร์

        การกระจุกของเมืองในรัสเซียสูงจึงทำให้กลุ่มทุนที่ครอบครองทรัพย์สิน(ที่ดิน)ไม่นับการ ครอบครองกำไรที่มากมายกว่าชนชั้นกรรมาชีพ

       เอาเป็นว่าพูดเรื่องเฉพาะที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นชนบท ชนชั้นศักดินาก็ครอบครองจนสุดโต่ง และกลุ่มทุนผูกขาดในเมืองก็จะครอบครองที่ดินที่มีราคาสูงอย่างมาก เราไม่นับการขายสินค้าที่ส่งกำไรสูง หรือการเก็บค่าเช่า และดอกเบี้ย-เราพูดถึงก่อนหรือหลังการปฏิวัติ เราไม่ต้องแปลกใจว่าสังคมรัสเซียยังคงมีความเหลื่อมล้ำอย่างสูงประเทศหนึ่งในโลก

         แล้วถามว่าการปฏิวัติในรัสเซียไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปรงอะไรบ้างหรือ คำตอบคือมี ความเปลี่ยนแปรงอย่างใหญ่หลวง นั่นคือการขจัดระบอบกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติที่พัฒนา นำไปสู่ชั้นจักรพรรดินิยม จนสามารถกำหนดเป็นตายให้กับราชวงศ์โรมานอฟซึ่งหลายส่วนเป็นเนื้อเดียวกัน

          ต่างจากฝรั่งเศสก่อนหน้านั้นที่กลุ่มทุนผูกขาดยุโรปยังไม่ได้พัฒนาผูกขาดเต็มที่นอกจากรวมตัวหลวมๆ แต่เข้มแข็งมากจนสามารถรวมตัวกันถล่ม”คอมมูนปารีส” และทำลายรัฐชนชั้นกรรมาชีพฝรั่งเศสในเวลาไม่นาน

           ในขณะที่สมัยของการปฏิวัติรัสเซียกลุ่มทุนผูกขาด ขัดแย้งจนกระทั่งก่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งรัสเซียจึงทำการปฏิวัติด้วยความราบรื่น ตรงนี้จึงเป็นกฎพื้นฐานของความสำเร็จในจีนที่กลุ่มทุนผูกขาดยังสาละวันอยู่กับการทำสงครามโลกครั้งที่สองทำให้จีนปฏิวัติได้อย่างลอยนวล-เป็นรัฐลอยนวลได้สบายๆ-ฮา

         สำหรับในไทย สมัยรัชกาลที่ห้า ซึ่งสนิทกับราชวงศ์โรมานอฟ ตรงนี้แม้ว่าราชอาณาจักรไทยจะไม่มีการเข้ามาของทุนนิยมอย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้ระบอบศักดินาไม่อาจถูกคุกคามโดยชนชั้นนายทุนผูกขาดที่เป็นจุดเริ่มต้นจักรพรรดินิยมสมัยใหม่ แต่ไทยยงคงถูกครอบงำโดยจักรวรรดินิยมแผนเก่า พระองค์ได้กระทำการปฏิรูปให้ทันสมัยเป็นแบบตะวันตก และเร่งปฏิรูปรวมศูนย์อำนาจ เพื่อกันพวกล่าเมืองขึ้น ที่ยึดชายขอบสยามทีละส่วนซึ่งก็ถือว่า “หนักเป็นเบา”

        และวิถีทางสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ห้าจึงเป็นแบบอย่าง-ที่มาจากพระองค์ท่านโดยแท้ สืบมาจนล้นเกล้ารัชกาลที่เก้าก็ได้สร้างความเข้มแข็งในชนบทท้องถิ่นที่ห่างไกล จนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภูมิคุ้มกันของท้องถิ่นที่มีความเป็นเมืองต่ำ

           ลักษณะนี้จึงเป็นสิ่งที่ความเป็นเนื้อเดียวระหว่างระบอบประยุทธ์และสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในการปฏิรูป๒๐ปี ตามแนวประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

         และกลับมาหาความเหลื่อมล้ำสูง –คู่แข่งของเราคือรัสเซีย แต่อย่าลืมว่าหลังจากนั้นไม่นานกลุ่มครูสชอฟ-เบรสเนฟได้พลิกฟื้นชนชั้นนายทุนผูกขาดของรัสเซียเอง และชนชั้นศักดินากลับมาครอบครองปัจจัยการผลิตในที่ดิน ในโรงงาน ซึ่งผมคงไม่สามารถค้นหาหลักฐานว่ามันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร นอกจากจะพูดว่ารัสเซียอาจจะเปลี่ยนกระบวนการการผลิต ของสังคมจากแบบศักดินานิยมเป็นทุนนิยม แต่การครอบครองปัจจัยการผลิตยังเป็นของชนชั้นนำเก่าและชนชั้นใหม่ที่แฝงอยู่ในพรรค และสร้างกลุ่มทุนผูกขาดใหม่ที่มีพลังเศรษฐกิจ แบบกลุ่มทุนนักลัทธิแก้-ทุนพลพรรคฉวยโอกาสในพรรคซึ่งในระยะนั้นรัสเซียสามารถต้านทานทุนผูกขาดตะวันตกได้เพราะพวกเขา ได้เอายุโรปตะวันออกเป็นฐาน ผลิตชิ้นส่วน ผลิตทางการเกษตร อื่นๆที่ต้องส่งไปเชื่อมต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในรัสเซีย และผลิตรวม จนสามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แกลุ่มรัฐสังคมนิยมได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ยุติธรรมเพราะกลุ่มยุโรปตะวันออกไม่สามารถมีอิสระ แต่ต้องขึ้นต่อรัสเซีย(ตรงนี้ถ้าไทยจะแยกออกมาจากเสรีประชาธิปไตยโลกในระดับที่เป็นอยู่เวลานี้เราก็สามารถร่วมกับกลุ่มอาเชี่ยนในการพึ่งตลาดภายในที่เท่าเทียมกัน รวมทั้ง มีจีน หรือญี่ปุ่น อินเดีย และกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆที่เป็นกลาง ประกอบกับ สหรัฐ-เผลอ-เพราะทรัมป์พลิกเกมส์”กลับบ้าน” ตรงนี้เราต้องคอยดูต่อไปในสงครามการค้า จีน-สหรัฐ และจะแปลวิกฤตเป็นโอกาสได้อย่างไร นี่คือปัญหาของรัฐบาล ฝ่ายเผด็จการทหาร กับรัฐบาลอันตะพาน เอ้ยไม่ใช่รัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย)

          ตรงนี้ถ้าทาง”เพื่อไผ”ที่เซ็งลี้พรรคมาจากกลุ่มสังคมนิยมเก่า จะถือเอาลัทธิประชานิยมของกลุ่มรัสเซียเป็นแนวทางซึ่งในพรรค “เพื่อไผ”เต็มไปด้วยกลุ่มซ้ายที่เคยอยู่ฝ่ายสังคมนิยม ที่ ง่ายที่จะเป็นกลุ่มฉวยโอกาสในขบวนการซ้าย ดูหน้าแต่ละคนไม่น่าไว้ใจตั้งแต่แรก อาจเข้าไปในพรรค”เพื่อไผ” และเสนอ ความม่งคั่งร่วม ผสานกับนักธุรกิจการเมืองทำให้เกิดส่วนผสมของลัทธิฉวยโอกาส  ดูไปพรรคพวกเหล่านี้คล้ายบอลเชวิคกลายพันธ์เหมือนกลุ่ม ครุสชอฟเบรสเนฟ ทำให้ช่องว่างทางชนชั้นห่างไกลกันยิ่งกว่าเดิมโดยเฉพาะ มากยิ่งกว่าสมัยก่อนการปฏิวัติของเลนินก็ว่าได้ ซึ่งสำหรับ “เพื่อไผ”ที่เอาพลังพื้นฐานกรรมกร ชาวนา นกศึกษาซ้ายฉวยโอกาส รับเอาประชานิยมเต็มๆ ยิ่งข้อมูลของกลุ่มเครดิตสวิสที่บอกว่า ไทยกำลังมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก (พูดเมื่อ๑๒ปีมาแล้ว มันตรงกับใครหว่า?ถ้าไม่ใช่ “เพื่อไผ”

           อยากทราบว่าปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ไทย ธรรมศาสตร์ จุฬาหรือสถาบันพระปกเกล้าอื่นๆที่มี  รู้กันบ้างหรือเปล่าว่าอย่างนี้ประเทศกูก็มีที่ตะโกน อะไร ฟรี –แฟร์ เหม็นน้ำลายจากไรฟันเต็มโต๊ะ

        เราอาจพูดได้ว่าสังคมที่เปลี่ยนจากสังคมศักดินา มาเป็นสังคมทุนนิยม ที่ยังไม่ผ่านเข้าสู่สังคมสังคมนิยม จะมีความเหลื่อมล้ำสูง (ตรงนี้เราไม่ยอมรับว่าสังคมรัสเซียเป็นสังคมสังคมนิยมแท้) พวกเขาจึงมีความเหลื่อมล้ำสูงดังกล่าว

     แล้วถ้าจะถามว่าสังคมทุนนิยมในยุโรป หรือญี่ปุ่นหรือสหรัฐ จึงมีความเหลื่อมล้ำน้อยกว่า ตรงนี้ เสมือนเป็นการพูดแบบกำปั้นทุบดิน คือสังคมของเขามีชนชั้นกลางสูง แล้วถามว่าชนชั้นกลางคือใคร ก็คือผู้ประกอบการอิสระนั่นเอง รวมทั้งอาชีพอิสระอื่นเช่น ศิลปิน นักร้องทนาย หมอ หรือชนชั้นปัญญาชนอื่น นักออกแบบเป็นต้น

      สำหรับความเหลื่อมล้ำของอินเดีย คงไม่ต้องมีการอธิบายอะไรเลย

       แล้วเหตุไฉนไยฉะหนอไทยจึงเป็นคู่แข่งของพวกเขาสองประเทศ มีความวิปริตในความเหลื่อมล้ำอย่างคลาสสิค

       ในสังคมไทย-ที่กลุ่มธนาคารสวิสกระมังบอกว่า ไทยสุดคลาสสิคยิ่งกว่า และพูดมาแล้วสิบสองปี จนกระทั่งบัดนี้สมัยท่านประยุทธ์ถึง ท็อปทรี ไม่ใช่กระจอกอย่างท็อปเท็นนะที่ท่านรัฐมนตรีหนึ่งในสี่บอกว่า ถ้าไม่แจกก็จะอดตาย

       ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เรื่องเดียวกับ เรื่องต่อไปนี้

        (ข้อหนึ่ง)  ความยากจนข้นแค้น(หรือใครเถียงว่าพื้นฐานยังมีกิน ในวัดยังมีของเหลือให้สุนัขกินเป็นโขลง แต่ถ้าจนหมายถึงหนี้สินพะรุงพะรังไม่เถียง บิดาพวกคุณแดนไกลก็สร้างไว้เพียบ)

       (ข้อสอง) ไม่ใช่เรื่องของความความอัตคัด ขาดเงิน สภาพนี้เขาเรียกว่าสภาพคล่อง มันเป็นตั้งแต่ยาจกจนกลุ่มทุนใหญ่ครับอย่าบิดเบือน (เหมือนข้อแรก)

       (ข้อสาม) ไม่ใช่เรื่องของความด้อยพัฒนา(อะไรๆที่ผลิตไม่กี่ร้อย เขาจะเผื่อส่งมาขายในเมืองไทยสองสามชิ้น(เช่นเฟอร์รารี่ ลัมโบกินี่ พวกค้ายาก็มีได้ และเมืองไทยมีเกลื่อน) และเปิดตัวแห่งแรกที่ประเทศไทยก็มี ไปถามอาจารย์สังสิทธิ-ขอประทานโทษที่เขียนชื่อผิดแน่ๆ เงินหมุนเวียนที่เรียกว่ารายได้รวมในตลาด และรายจ่ายรวมในตลาด ทั้งมืดและแจ้งในไทยมหาศาลระดับโลก อย่าพยายามตีความว่า เหล้า เลวไทยเสพย์ระดับโลก ยาบ้า ยาอี  กัญชา(ซึ่งอาจเพิ่มจีดีพีมโหฬารเพียงแค่เส้นยาแดงเดียว ถูกหรือผิดกฎหมาย หรือแค่ม.๔๔) หรือบ่อนเถื่อนหวยเถื่อน ถ้าเป็นตัวเงินหรือเป็นเครดิตที่ต้องจ่าย มันเอาออกมาแสดงให้เห็นให้หมด จะสร้างจีดีพี ไทยอาจถึง๕๐ล้านล้านบาทเท่ากับสามเท่าที่เปิดเผย ถ้าไปดูในกลุ่มชนชั้นต่ำที่บางบ้านอาจมีพัดลมมีใบพัดหมุนสามใบโด่เด่ เป่าพ่อที่เมายังไม่สร่าง บางทีเราเข้าใจว่าเขาคุยเงินร้อยสองร้อย บางทีเขาคุยเงินหมื่นเงินแสนกันทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นเอ็นพีแอลระดับหมู่บ้านเสียส่วนใหญ่ และพวกเศรษฐีนั่งรถหรูบางทีมันจนติดลบยิ่งไปกว่านั้นคือมีหนี้ห้าล้านสิบล้าน เอาหละทีนี้ความเหลื่อมล้ำมันอยู่ตรงไหนครับ เขาไม่มีเงินซื้อนมให้ลูกกิน แต่เขามีรายจ่าย-คือหนี้ ที่อาจไม่มาจาการกู้เพื่อลงทุน แต่กู้เพื่อมาจ่ายอะไรก็ไม่รู้วันละพันบาทเป็นปีๆก็มี ไม่ต่างคนขี่เบนซ์หนี้ท่วมหัว นี่เหลื่อมล้ำหรือเปล่า? เพียงแต่ว่าเขาอาจไม่ถึงจุดจบในการหมุนเงิน

       และถ้าจะถามว่าภาพวาดของปีกาดโซ่ หรือแวนโกะที่คนๆหนึ่งครอบครองเป็นความมั่งคั่ง (ส่งผลต่อจีดีพีในบางกรณีหลังการประมูล) และในตลาดพระที่ดูจะเหลวไหลในสังคมตะวันตก มีการซื้อขายหลักหมื่น แสน ล้าน และสิบล้านเหมือนกัน และที่ซ่อนตามวัดหรือสิ่งปลูกสร้างเชิงศาสนาและวัฒนธรรมที่เป็นตัวเงินสำหรับคนไทย ถ้าขุดมาวางเรียงรายให้หมด เกี่ยวข้องกับความจนรวยบ้างไหม?แล้วกัญชาหรืออะไรอีกหลายอย่างถือว่าผิดกฎหมายแต่ซ่อนอยู่แอบซื้อขายเป็นตัวเงิน บ่อนเถื่อนอื่นๆ ถ้าเปลี่ยนเป็นของถูกกฎหมาย ถือว่าเป็นความมั่งคั่งและมีส่วนในจีดีพีเกี่ยวกับความรวยจนไหม? เอาหละไม่เกี่ยวเพราะไม่สร้างสรรค์และถามว่าเจ้าสัวหลายท่านชั้นแนวหน้ารวยเพราะน้ำเมา เหตุไฉนไยฉะหนอจึงบวกเข้าไปจนเป็นเจ้าสัวมือหนึ่งสองสามล่ะ ผมจึงขอถามว่าอะไรแปลว่าจนและด้อยพัฒนา เอาสินทรัพย์มาวัดหรือ ไม่มีทรัพย์สินอะไรในบ้าน หรือว่าการศึกษาต่ำ แต่เอาละรวมๆก็เป็นหนี้สาธารณะก็แล้วกัน ซึ่งเป็นเอ็มเพริโก้ –ข้อมูลประจักษ์ หนี้สาธารณะของเรามันยังผลาญไปได้อีก๒๐เปอร์เซ็นต์ถึงเข้าขั้นรัดเข็มขัด จริงไหม?เราจนมากใช่ไหม?

         แล้วเจ้าสัวมีรายจ่ายกับผู้หญิงสวยบางคนนับล้าน แต่ชายชู้ไม่จ่ายเลยและได้หญิงนั้นมาเปล่าๆเกี่ยวกับจีดีพี และความเหลื่อมล้ำไหม?ครับ และถ้าชายนั้นปล่อยมือจากหญิงนั้นให้เจ้าสัวและได้เงินแทนสักแสนเป็นรายได้ใช่ไหม ?บวกเป็นจีดีพีหรือเอาไปบวกรายรับรายจ่ายตรงไหน? ท่านเจ้าทฤษฎีความเหลื่อมล้ำทั้งหลาย!

       แต่ท่านบอกว่า ประเทศไทยมีความทุกข์น้อยที่สุด หลายปีซ้อน เพียงแต่ว่าเป็นตัวเงินไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าภาพยนตร์หรือเหล้ายาปาปิ้งกีฬาหรืออะไรที่เป็นตัวเงินในจีดีพี เขาเอามาวัดได้ ที่สำคัญทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทยทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าเที่ยวที่สุดและทำเงินเป็นกอบเป็นกำ แสดงว่าสิ่งที่เป็นตัวให้เกิด “เงินตรา”ได้ เอาเป็นกัญชาก็อย่างหนึ่งหล่ะ เหล่านี้มีอยู่ในเมืองไทยมากมาย แต่สูตรของนักทฤษฎีเหลื่อมล้ำไม่เอามาวัด เพราะอะไร ที่ผมพูดไปมันเป็นบันเทิงที่เป็นตัวเงินได้ไม่ใช่หรือ?

      ที่ว่า “ทุกข์น้อยที่สุดในโลก” ทำไมจะพูดว่าหมายถึงการ “มีความสุขที่สุดในโลก”ไม่ได้? แล้วทีท่านพูดว่า “ประชาธิปไตยเป็นระบอบเลวน้อยที่สุด” แล้วดัดจริตพูดไปว่า นั่นคือ “ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ดีที่สุด” อันมาจากเพราะเลวน้อยที่สุด ท่านผู้นิยมประชาธิปไตย น่าจะเป็นพวกที่ “ตอแหล” มากที่สุดนี่เรื่องจริงซินะ?

        (ข้อสี่) ความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่เรื่องของประเทศไม่มีอธิปไตยเป็นของตนเองนี่แหละเรื่องใหญ่ ประเทศไทยโดยเฉพาะระบอบประยุทธ์ได้ทำให้ไทยมีอิสระไม่ต้องพึ่งเขาจนเป็นเมืองขึ้น ดีกว่าประเทศอื่นร้อยละเก้าสิบในโลกนี้เห็นจะได้

          อย่างการเลือกตั้งที่จะมีมาตามแนวทางที่วางกันไว้ มีเสียงว่าให้ต่างชาติมาพิสูจน์ความโปร่งใส มันเป็นข้ออ้างอย่างไม่ต้องสงสัย

         ประการแรกต้องการแสดง (จากทั้งฝ่าย”อยากขายชาติ”และฝ่าย”อยากซื้อชาติ”)ว่าการรัฐประหาร และการรบราฆ่าฟันในแต่ละประเทศที่ทำให้สหประชาชาติต้องส่งทหารเข้าไป หรือว่าเป็นรัฐล้มเหลว หรือว่าเป็นรัฐที่ประชาชนถูกข่มเหง จนต้องให้ผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติเข้าไปดูแล  เอาเป็นว่าต้องการประจาน อยากแก้ผ้ารัฐไทยรัฐประหารให้ล่อนจ้อน? วิธีนี้ไม่ต่างอะไรกับ เด็กสาวบริสุทธิ์ ถูกข่มขืน แล้วให้ไปแจ้งความ ขณะสอบสวนก็จะถามว่า เวลาเขาเอาอวัยวะเพศใส่เข้าไปแล้วเด้งรับไหม-ขอโทษครับมันมีเรื่องอย่างนี้จริงครับ นี่เป็นวิธีการที่เขาอ้างว่าเป็นหลักการ ถามว่าถูกข่มขืนแล้วไม่ร้อง ท้องก็ไม่รับ เอาประมาณนี้ พูดกันตรงๆว่า -มึงอยากแสดงว่าการรัฐประหารเลว เลว และเลว จนทำให้กระแสโลกบางส่วนที่ไม่เข้าใจ ฮาป่ากันแล้วแยกย้ายกันไปใช่ไหม? แล้วอย่างนี้อยากเอาชาติไปทำขายหน้า มันต่างกับขายชาติตรงไหน?ที่พูดว่าเพื่อการยอมรับความสง่างาม อาจทำให้ไทยน่าลงทุน พูดตรงไปตรงมาที่สุดลืมไปว่าสังคมไทยมีซากเดน ศักดินา และซากเดน ทรราษฎร์ยังมีพวกกากเดน”สงคมทาส” อยู่ในสนดาน กระทั่งปัญญาชนทั้งหลายก็ไม่เว้น-ฮา

           ดูเหมือนว่าจะเอาเธอ-ประเทศไทยไปทำอย่างนั้นเพราะเข้าใจว่า การใช้อำนาจนิยมท้องถิ่น(เนตีฟ ไม่ใช่โลคัล)แบบไทยๆ เป็นเรื่องน่าหัวเราะ ไร้เดียงสาทางการเมืองระดับโลกและนานาชาติ ที่แท้พวกที่คิดว่า ซิวิไลซ์นั้นน่าจะป่าเถื่อน และ(สุมหัว)คิดว่าตนเองเหนือผู้อื่น-ก็เพราะร่ำรวย ทำอะไรไม่น่าเกลียด เป็นประชาธิปไตยทันสมัย ที่แท้อยู่ในคาบล้าหลังสุดคือแบบโรมัน(ประชาธิปไตยทั่วถึง-ยกเว้นพวกทาส-ฮา)

            และในรอบสิบปีมานี้การต่อสู้ของคนไทย และระบอบประยุทธ์ได้ถอนตัวออกจากอำนาจต่างๆนานาที่จะครอบงำคนไทย เอากันง่ายๆ เรามีรัฐประหารที่พวกอียูไม่พอใจเขาบีบคั้นไทยจน ข้าราชการเก่า คนสนิทนายใหญ่ พูดว่า แทบจะส่งของทะเลไปที่ยุโรปเท่ากับศูนย์ ท่านเสียใจที่ “น่าจะเป็นทาสต่อ” หรือเป็นไอ้ลูกหมาเพื่อให้มันลูบหัวได้ กลับไปเป็นลูกหมาดีกว่าเผื่อมันจะซื้ออาหารทะเลไทย ทำไมไม่มองว่า –ผมขอโทษเจ้าของเรืออาจโกรธผม อย่างนี้รัฐบาลไทยต้องชดเชย เพราะท่านกำลังสร้างคุณูปการให้แก่การพัฒนาอุตสาหกรรมทะเลที่สูงขึ้น เพราะเราอาจหันไปสร้างครัวโลกได้โดยปล่อยให้ประเทศรอบบ้านจับมาขายเรา ส่วนเราแปรรูป และเป็นศูนย์กลางส่งขายทางอาหารทะเล แล้วแถวเยาวราชสามย่านเขาไม่กินไอ้ตัวจิ๋วจากทะเลไทย ฝั่งเวียดนาม เขมร พม่าเขาอยากกินทั้งนั้นแหละดีไม่ดีเอาไส้ออกไม่หมดซัดถุงยางอนามัยแถมไปอีก  ที่เหลือแรงงานในเรือเราไม่ต้องเหนื่อยเพราะคนไทยไม่มี มีแต่ลาว เขมร พม่า เท่านั้นไม่ต้องเอ็มโอยูเข้ามา กึ๋นไอ้พวกเฮฮาตามปะสาข้าราชการปลดเกษียณไปฟังอะไรกับท่านเล่า เพราะท่านจะครวญเพลง ท่าฉลอมกับมหาชัยให้มันอยู่ในวงของมัน-ฮา

        (ข้อห้า) ความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่เรื่องของลัทธิการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ในเรื่องระหว่างการมีเลือกตั้งหรือไม่ อย่างที่ว่า “ฝ่ายประชาธิปไตย กับเผด็จการ”ที่เป็นวาทกรรมของพวกสมุน “เพื่อไผ”ทั้งหลาย อาจสร้างความเหลื่อมล้ำน้อยลงได้ ก็ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยเลือกตั้ง ได้ เลือกตั้ง “สมเสี้ยนแล้ว” จะเห็นผู้รากมากมีดี ลงมายกมือท่วมหัวกระทั่งลืมไปไหว้สุนัขจรจัดเผอิญไปมุงดูที่หน้าบ้าน “เป็นปี้เป๋นน้องกั๋น” แล้วมีกินมีใจ้เอามาแบ่งปันกันบ้าง ห้าร้อยหกร้อย เผด็จการก็ต้องลงมากับเขาด้วยเพราะไม่อย่างนั้น “ตกขบวน” ภาวะนี้จึงแจกระดับนโยบายที่รับรองถูกกฎหมายแน่นอน(เพราะวันนี้ กฎหมายไม่ว่าระบอบไหน เขายิงเป้าไปก่อน ลงตรงไหนก็ไปเขียนเป้าวงกลมรอบทีหลัง จะวาดคะแนนร้อยตรงลูกธนูตรงเผงๆยังได้เลยครับ รับรองตามกฎหมายเปี๊ยบเลย-ที่นางโซดาลั้ง คนของโจโฉปู้นแน่ะ ไม่ผิดหรอกผมไม่ได้ว่าท่าน “เกียงหว่ายุด” เพราะกฎเส้าหลิน ข้อที่สี่จั่บสี่ ทำได้ทุกอย่าง!

           และที่ว่ารัฐเอาใจกลุ่มทุนผูกขาดน้ำมัน ถ้าครึ่งหนึ่งเป็นหุ้นของรัฐ มันมีชัยไปกว่าครึ่ง  เนื่องจากว่าเขาต้องเผชิญกับการแข่งขัน แม้นว่าอีกครึ่งหนึ่งเป็นใครไม่รู้ หรืออีกครึ่งหนึ่งส่งใครไม่รู้ที่เป็นพรรคหรือทหารหรือผู้มีอำนาจเข้าไปเพื่อกำหนดนโยบายเพื่อคนที่มีหุ้นอีกเกือบครึ่งหนึ่งที่เป็นเอกชน ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่มีก็ช่วยกันออก ไม่ต้องตกใจ ของของเราก็เป็นของเรา การทำอะไรที่เข้าทางเขาก็อาจมีบ้าง ไม่อย่างนั้นเขาจะเข้มแข็งไม่พอที่จะมีความสามารถในการแข่งขันอันเป็นยุทธศาสตร์หลักหนึ่งของประเทศ

          ถ้ามันไปชนะเปโตรนาตก็ดี อย่าให้แพ้ ส่วนผลประโยชน์แท้จริงวันหนึ่งเราก็ค่อยเปิดโปงอีกที แต่วันนี้ด้วยสายตาโง่ๆของผมยังไม่เห็นว่าท่านจะทำเสียอะไร(งานนี้คงไม่ใช่เรื่องของผมคนเดียว)

         และถ้าเจ้าสัวไทยที่พูดว่า “อั้วะเป็งไทย” เขาก็เป็นไทยจริงๆ เพราะเขามีกิจการตั้งแต่สากกะเบือยันดาวเทียม ก็ดีเพราะมันต้องจ้างแรงงานไทยอยู่ดี ส่วนจะขูดรีดขนาดไหนก็ไปว่ากันอีกที องค์กรคนงานมันเป็นใบ้ก็เรื่องของมัน ผมก็ไม่เกี่ยว

        และที่ว่าให้เงินคนจนใช้จ่าย พวกเถ้าแก่เปิดกระเป๋ารับ แล้วมันมีปัญหาอะไรหรือ? ดีกว่าไปให้สุนัขรับใช้พวกตะวันตกกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติได้ไป ยังงงอีกหรือ?     

        ก็อยากจะรู้ว่า ถ้าคุณแข่งกีฬาไทยลีดหรือลีค มันมีตัวดีๆออกมาสิบกว่าตัว เราก็ให้เขาไปติดทีมชาติ ถ้าจะเปรเงินให้เขาหนักหน่อยเพื่อพัฒนาฝีมือให้แข็งแกร่งเพื่อจะเอาชนะทีมต่างชาติอื่นๆ ไอ้”เพื่อไผ”ทั้งหลายลองมาตะโกนซิครับ โดนกระทืบแน่ “เดี๋ยวเหลื่อมล้ำ อย่าทำ เดี๋ยวเหลื่อมล้ำ”

        ถามว่านโยบายสร้างความเข้มแข็งนั้นเอาเฉพาะเอสเอ็มอีหรือชนชั้นกลาง หรือให้คนจนได้ใช้เงินฟรีๆกลุ่มเดียวถลุงเงินภาษีผู้อื่น ล่ะ มันก็อีหรอบเดียวกัน ทุนผูกขาดแห่งชาติก็เผชิญชะตาเดียวกัน ทั้งเสี่ยงกว่าด้วย บางคนเสี่ยงหายไปเป็นหมื่นล้านแม้ว่ากระเป๋ายังไม่ฉีก แต่แรงงานคนไทยในนั้นล่ะ หรือภาษีที่ได้จากพวกเขาล่ะ ทีนี้ผมคงจะถูกด่าว่า อะไรวะจะมาเลียเศรษฐีหรือ?ตรงกันข้ามผมพูดถึงองคาพยพทางเศรษฐกิจหนึ่งๆที่เป็นหน่วยชีพของมัน ถ้าช้างไทยมันล้มลง หรือมดไทยตัวหนึ่งตายผมก็ไม่ต้องการให้เกิด หรือเสือหรือสิงโตจะตายไปก็ดีนะ “เพื่อไผ”เอ๋ย เพราะมันจะได้ไม่ไปกินกระต่าย เก้งในป่า ถ้าพวกคุณขืนมองอย่างนี้ ก็ทำสวน”สัตว์คนจน”ปิดไปเลยครับ เศรษฐศาสตร์รุ่นไหนวะ ห่วงโซ่อาหาร หรือห่วงโซอุปทานมันไม่ต่างกันเพียงแต่ว่าเราจะรักษาสมดุลอย่างไร?ความเป็นพ่อหรือรัฏฐาธิปัตย์ก็ไม่ต่างกัน

            ถ้าห้างใหญ่ๆที่เปิดตามเมืองเล็กเมืองรอง หรือร้านสะดวกซื้อจะเปิดและทำลายร้านค้าชุมชน การให้คนจนไปอุดหนุนเหล่านี้ถือว่าอุ้มคนรวยทำลายร้านเล็กก็คงคิดผิดเพราะไม่มีวิธีอื่นหรือที่จะเจรจาหรือเรียกร้องภาษีหรือค่าจ้างคนงาน หรืออื่นๆที่เพื่อประโยชน์แก่ชุมชน

         แต่การเข้าลงทุนในชนบทหมู่บ้านนั่นคือปรัชญาพื้นฐานการกระจายรายได้ความเหลื่อมล้ำตามเศรษฐศาสตร์การเมือง เพราะ

         ด้านหนึ่งถ้าไม่ให้พวกนายทุนเข้มแข็งชนชั้นกรรมกรก็ไม่เข้มแข็งเพราะแม่(คือนายทุน)แข็งแรงลูก(คือกรรมกรในท้องแม่)ก็แข็งแรงตาม

         อีกด้านหนึ่งการสร้างเมืองในชนบทเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในเชิงมหภาคครับ ส่วนช่องว่างอื่นที่เป็นความขัดแย้งหรือปัญหารองแก้ด้วยกฎหมายการเจรจา หรือสร้างความรู้ความเข้าใจแก่มวลชนเองที่จะต่อรองกับเขา

        เอาล่ะถ้าจะเมา เมาเบียร์ไทย ถ้าจะให้เขารวยก็เป็นเขาที่เป็นทุนผูกขาดแห่งชาติ เพราะถ้าเราจะบีบเขาให้ตายก็ง่ายกว่าเพราะเขาเป็นสิง-เสือที่อยู่ในกรงเรา แต่ถ้าเป็นสิง-เสือต่างชาติ จะทำอะไรเขาได้ เขามีแต่จะจ้องกินเราตอนไหนไม่รู้

       ดังนั้น พวก”ขวดนมใหม่” ถ้าริจะกินเหล้าก็เลือก “เหล้าใหม่ในขวดเก่า” หรือ”เหล้าเก่าในขวดใหม่”เพราะรุ่นพี่นั้นดีแต่ เสี้ยมเขาให้ชนกัน ไม่ใช่เสี้ยมได้ดี

         (ข้อหก) ความเหลื่อมล้ำ บางทีไม่ใช่เรื่องของความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐหรือพูดตรงๆว่า “ไม่ได้เป็นข้อเสียของการรัฐประหาร”

         มันเป็นเรื่อง “เศษกระดาษ” สอนรัฐโง่ๆที่บอกว่า “เสรีนิยมประชาธิปไตย” เป็นทางรอดของพวกคุณๆทั้งหลาย เพราะเป็นทางเดียวที่ พวกคุณ “จูงควายขึ้นเครื่องไปค้า จูงม้าขี่ ม้สแตง ไปขาย” เป็นเรื่องของความเจริญ ความเท่าเทียมกัน?                                                                                      

        ถ้าพูดกันจริงๆแล้วเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำ เอากันสุดๆไปเลยคือคนที่รวยที่สุดในโลกร้อยคนกับคนไทยตาดำๆคนหนึ่ง เช่นคนไทยธรรมดาคนหนึ่งจะขี่จักรยานสักคันหนึ่งไปเก็บเศษขยะ กับเศรษฐีชาวสหรัฐคนหนึ่งนั่งกระสวยอวกาศไปเก็บภาพโลกสักครั้งหนึ่งมันมีราคาต่างกันขนาดไหน สำหรับโลกใบนี้ นักเศรษฐศาสตร์ฉบับสวิสรุ่นไหน ที่พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำในไทย เพื่ออะไร?

         สำหรับคนไทยแทนที่เรามารบกันเองกับทุนผูกขาดไทย เหตุไฉนไยฉะหนอ ไม่ไปรบกับเศรษฐีผูกขาดโลก ไอ้ลูกพี่เครดิตสวิส มนช่างยุจริงๆ เข้าใจเบนเรื่อง ทำไมจะทำไม่ได้ ประเทศจนๆที่ถูกขุดในระดับโลกมากมาย ร่วมกันกับเขาไม่ดีกว่าหรือ?จีนก็พวกเรา เรามากัดทุนผูกขาดไทยทำไม? ช่วยเขาให้สู้กับมันบนเวทีโลกไม่ดีกว่าหรือ?

        ที่จริงเราไม่รู้เส้นสนกลใน แต่ที่แน่ๆ “สมุนพรรคเพื่อไผ”เอามาพูดเป็นวรรคเป็นเวน เพื่อถล่มรัฐทหาร โดยไม่วายที่พูดถึงตนเองว่าสร้างความเหลื่อมล้ำขนาดไหน?

      เอาเป็นว่าผมเชื่อว่าถ้ากลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติ เข้ามาครอบงำประเทศไทยจนหมดสิ้น กลุ่มทุนไทยที่มีอยู่ก็จะถูกทำให้จนลงๆ และเจ้งกลายเป็นนายทุนกลาง และบางทีเหลือแต่ทรัพย์สินที่ดิน ไม่กี่แปรง และ มีระยะห่างจากรายได้ และมีทรัพย์สินพอๆกันกับเศรษฐีปกติ ความเหลื่อมล้ำจะลดลงอย่างน่าใจหาย นี่ไม่ต้องแก้อะไร  “เพียงปล่อยมันเข้ามาโกยให้หมด” ลัทธิเสรีประชาธิปไตย มันก็แน่ละซิ ความเหลื่อมล้ำจะไม่มีเท่าวันนี้ ในขณะเดียวกัน

            อนึ่ง ถ้าไม่มีการส่งเสริมคุณโปร์เมย์ ไม่มีการยกย่อง ปล่อยให้เรามีนักกอฟเป็นไปตามยถากรรมก็คงมีแต่พวกเรานั่งดูพวกเขาตามหน้าจอ ซื้ออุปกรณ์กอฟมาเล่นดูนักกอฟต่างชาติเล่นกัน เกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐ ไม่ได้ชิงรางวัลเป็นล้านๆแบบพวกเขา สงสัยพวกคุณคงอยากได้ แค่นั่งดู ตีตั๋วให้เขาเป็นค่ารางวัลอุดหนุนพวกเขาตลอดชาติ ไม่ต่างอะไรกับแจ็คหม่า นายทุนผูกขาดสิงคโปร์มาเล่นระบอบผูกขาดไปทีละอย่าง ปล่อยให้ทุนผูกขาดไทยกลับมาเท่าเทียมกันกับคนชั้นกลางไทยลดความเหลื่อมล้ำดีไหม? และวันหนึ่งจะมีคนจนเท่าเทียมกัน?

            วิธีแก้ไขความไม่เท่าเทียมกันของ”เพื่อไผ” ก็เตะตัดขาให้มันกลับมาคลานพร้อมๆกันใช่ไหม?มันคือวิธีคิดมหาปะลัย?

            ประการสุดท้าย ระบอบประยุทธ์หาได้ไม่มีความต่อเนื่องของประวัติศาสตร์ไทยไม่ ตรงกันข้ามระบอบประยุทธ์เป็นกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และได้แสดงตนเอง ที่จะเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ต่อผลประโยชน์ของชนชั้นและชั้นชนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอด ไม่เพียงแต่เป็นความอยู่รอดที่ต้องสง่างาม

           ไม่ใช่อย่างที่ถูกเยาะเย้ยว่า เป็นระบอบเผด็จการที่เพื่อความอยู่รอดของชนชั้นนำไทยอย่างเดียว อย่างที่วันสองวันนี้ได้มีการรวมตัวของกลุ่มนักวิชาการชั้นนำสายเสรีประชาธิปไตยสหรัฐบอกว่าเผด็จการประยุทธ์เป็นการดำเนินการตามเผด็จการสฤษดิ์ ที่เกิดขึ้นบนแนวเดียวกับระบบ “พ่อขุน”อะไรทำนองนั้นซึ่งไม่ผิดเลยเพราะเป็นภูมิปัญญาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเฉพาะที่ ที่ประวัติศาสตร์ของพวกเขา-สหรัฐเกิดขึ้นมาไม่น่าจะเกินสามร้อยปี ซึ่งยากจะเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยที่ดำเนินมานับพันปีบนดินแดนแถบนี้ที่ไม่ได้ย้าย ไปไหน หรือมาจากไหน และไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของการครอบครอง แต่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการแบ่งปันเสียด้วยซ้ำ

          การเข้าไปสู่ระบบการศึกษาที่พวกเขาถือว่ามาจากประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดของโลก แล้วกลับมาหัวร่อต่อประเทศที่ล้าหลังทางเท็คโนโลยี่กว่า และน่าจะกระเดียดไปทาง “เอ็ดโนเซ็นติสซึ่ม”กับบ้านเกิดเมืองนอนตนเอง น่าจะหันมาคิดใหม่ว่าลัทธิเสรีประชาธิปไตยของเขาก็ต่อต้าน “เฮ็ดโนเซ็นติสซึ่ม”ในตัวเอง ต่ออีกวัฒนธรรมหนึ่ง(ซึ่งเป็นพื้นฐานของวัฒนธรรมตนเอง) แสดงความล้มเหลวของลัทธิตนเองที่ น่าจะเข้าหลักคณิตศาสตร์ที่ว่า “ลบคูณบวกเป็นลบ” หมายความว่า “ไปเรียนกลับมา” จากบวก เมื่อมามองตนเองลบ แปลเป็นไทยว่า “ที่ไปเรียนมาสูญเปล่า” วันหนึ่งเขาเคยพูดว่า “เกิดจากลำไม่ไผ่พอเหลาลงไปเป็นบ้องกัญชา” น่าจะเปลี่ยนเป็น “นึกว่าเป็นใบกัญชา ที่แท้เป็นเพียงใบไผ่” เอาไปเผาเป็นไร่ๆ กลิ่นไม่ต่างอะไรกับไฟไหม้ฟาง เหม็นคุ้งทั้งทุ่งจนหายใจไม่ออก “หาฤทธิ์ทางยาให้เฮฮาไม่มี”-ฮา

              ความเป็นลักษณะทางประวัติศาสตร์เชิงวัตถุที่เป็นเอ็มเพริโก้ หรือที่เรียกว่า ฮิสตอริกัล เมททีเลี่ยว  ทำให้ระบอบประยุทธ์ที่เป็นผลผลึกของรัฐที่ผ่านการพัฒนาจนเป็นรัฐเผด็จการประชาชนทื่ถือว่าเป็น “อธิปไตยประชาชน”อย่างหนึ่ง ที่เรียกว่าระบอบประชาธิปไตย ที่มีแบบเฉพาะของตนเอง และประกาศความเป็นระบอบที่พวกเขา “ขบขัน”ว่า “แบบไทยๆ”กล่าวโดยย่อจากผลของมันที่เป็นรูปธรรมกล่าวคือ

            ผลของความถูกต้องของระบอบประยุทธ์ใกล้ตัวที่สุด

           เรื่องแรก ผลของการให้ปตทชนะการประมูลทั้งหลุมเอราวัณ และหลุมบงกช แสดงให้เห็นถึงความเป็นรัฐร่วมอุดมการณ์เดียวกับรัฐเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพจีนที่ต่อสู้ด้วยความเหนื่อยยากอย่างยาวนาน

           เรื่องที่สอง การให้กลุ่มทุนผูกขาติสัญชาติไทย(ผมกล้ายอมรับความผูกขาด)เข้าชนะการประมูลเส้นทางรถไฟ ไปอู่ตะเภา นี้เป็นจุดยืนที่ถูกต้องชัดเจน

         เรื่องทีสาม การกระทำของคุณดอนที่ไม่ต้องการให้มีผู้สังเกตการณ์ต่างชาติในการเลือกตั้ง “ปี๖๒” เพราะต้องการแสดงว่าเราทำการรัฐประหารและดำเนินการเลือกตั้ง เองเป็นการประกาศว่าเรามีเกียรติ แต่การเอาผู้สังเกตการณ์จะเข้าทางกับพวกไม่รักชาติที่จะประณามร่วมกับสมุนทุนต่างชาติ(ในนามของนานาชาติผู้ซิวิไรซ- แสดงว่ารัฐนี้มันมีคนอยากเลหลังชาติจริงว่ะ?ทำให้พวกเราชาวไทยทั้งหลายจงเตรียมตัว เพราะมี ผู้อยากเปิดประตูเมือง ศรีอยุธยาไม่คนคนดีมีได้ กรุงรัตน์โกสินทร์มีพระยาจักรีผู้เปิดประตูเมืองจริง พึงระวัง)ท่านดอนพูดสองวันนี้ ผมซึ้งใจ ท่านเป็นเป้าถูกสมุน “เพื่อไผ”โจมตีหนักนับวันความเป็นสมุนของพวกนอมินีกำลังเป็นสมุนสายตรงจากกลุ่มผูกขาดต่างชาติโดยไม่รู้ตัว ถ้าโจมตี ท่านดอน บ่อยๆ

          และเรื่องต่อมา วันสองวันนี้ทางฝ่ายรัฐไทยยังไม่เข้าสู่ กลุ่มแปซิฟิกที่มาจากสายจีน หลังจากที่ทางการไทยปฏิเสธกลุ่มแปซิฟิกสายโอบาม่าจนสายนี้เจ้งเพราะทรัมป์ก็ไม่เอา ถือว่าเรามีเกียรติภูมิพอที่จะเลือกแนวทางของเราเอง เพราะ สงคราม การค้า สหรัฐ-จีน ไม่เพียงแต่เราไม่เข้าข้างใคร ยัง “เวทแอ่นซี” เพราะความเป็นรัฐที่ประเสริฐแล้ว ซึ่งนับจากสมัยล้มเกล้ารัชกาลที่ห้า ช่วงระบอบประยุทธ์นั้นถือว่าเรามีเกียรติและมีศักดิ์ศรีที่สุด การเอาคำว่า “อำนาจนิยม”มาย้ำไม่ได้ทำให้เกียรติภูมิของระบอบประยุทธ์สูงเด่นมีศักดิ์ศรีลดลง ระบอบนี้สมกับเป็นประธานอาเชี่ยนจริงๆ อย่ามาแถเลยครับ โลกนี้เต็มไปด้วยอำนาจรัฐแต่ละรัฐที่เป็นอิสระ การปกครองก็ด้วยอำนาจเป็นสิ่งชอบธรรม แต่จะชอบธรรมยิ่งขึ้นถ้าเป็นความชอบธรรมที่มาจากประชาชน พวกคุณมักจะพูดว่าการรัฐประหารปี๒๕๕๗ไม่ชอบธรรม พวกคุณเอาอะไรมาวัด ประชาชนไทยกล้าต่อสู้ กล้าเอาชนะอย่างมีเหตุผล กับสิ่งที่ไม่ชอบธรรม

             ประชาชนไทยพิสูจน์มานานทั้ง “๑๔ตุลา” “พฤษภาทมิฬ” ถ้ารัฐบาลประยุทธ์ไม่ชอบธรรม ประชาชนจะทำลายลง ไม่ทันพลิกฝ่ามือ รัฐบาลประยุทธ์ชอบธรรมไม่ใช่หรือแม้จะถูกปิดล้อมโดยกลุ่มทุนต่างชาติมากมายหลายครั้ง มิตรประเทศยังอยู่เฉยแต่เราก็ผ่านได้ จนยุโรปบางประเทศเริ่มเข้าใจ เราจัดการปัญหาได้

           ถ้าเราสังเกตดูให้ดี การดำรงอยู่ของระบอบประยุทธ์ส่งผลต่อการ เบรทสิทไม่ขั้นใดขั้นหนึ่ง ส่งผลต่อการจัดการความวุ่นวายในฝรั่งเศส และส่งผมต่อเยอรมันที่เข้าหาไทย เพราะแท้จริงเยอรมันก็เป็นรัฐที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทีจะมีรัฐบาลผสมแบบไทย

          อนึ่ง ครั้งหลังสุดที่ท่านประยุทธ์ไปเยือนเยอรมัน นายกหญิงเยอรมันถามว่า ท่านเคยเป็นผู้บัญชาการทหาร และมาเป็นนายก คิดอย่างไร (สมุน”เพื่อไผ”เอามา เย้ยว่า เขาเยาะ)ผมกลับเห็นว่าถ้าท่านประยุทธ์ย้อนถามว่า

          แล้วเมื่อไม่นาน รัฐเยอรมันเคยเป็นต้นแบบ “จอมเผด็จการโลก” มาวันนี้เหลือท่านเป็นผู้นำประชาธิปไตยโลก เพราะนายทรัมป์ก็ไปแล้ว อังกฤษก็กำลังไป ฝรั่งเศสก็กำลังออกม.๔๔(ไม่รู้ฝรั่งเศสเขาแปลว่าอะไร-ฮา)กำลังสาละวันกับการควบคุมสถานการณ์(ถามว่าจะให้ท่านประยุทธ์ช่วยอะไรได้ไหม?)เหลือแต่เยอรมันยังเป็นประธาน(โดยปริยาย)ประเทศประชาธิปไตยโลก(อียู)มันคงสร้างความผะอืดผะอมดีนะครับ!ที่จอมเผด็จการที่มีมาไม่เกินครึ่งศตวรรษกลับเป็นผู้นำประชาธิปไตยโลก  ในขณะที่แม้ในวันนี้ยังมีกลุ่มฟื้นฮิตเล่อร์ในเยอรมันเลย-พับผ่าเถอะ!

          ดีนะที่ท่านไม่ถามเพราะนายกหญิงเยอรมันคงพลิกตำราไม่ทัน คนของเรามีมารยาทเสมอ เพราะการทูตไทยมันสุดคลาสสิคอยู่แล้ว!?      

        ประการที่สองการพัฒนาระบอบประยุทธ์เป็นการก้าวหน้าสุดของระบอบ “พ่อขุน”ถ้าเขาให้นิยามเป็นอย่างนั้นก็ไม่ปฏิเสธ ยินดีน้อมรับ

         ขอพูดสั้นๆ ถ้าต้องการความรู้หลักฐานไปหาเอาเอง

          เมื่อสามพันปี และไล่ลงมาจนระยะพ.ศ.๒๕๐ บวก ลบ ได้เกิดรัฐหรือแคว้นที่เริ่มมีการรบระหว่างกันในดินแดนส่วนใหญ่ที่เป็นประเทศไทย(กลองมโหระทึกที่มีอยู่ทั่วไปเป็นประจักษ์ถึงการรบ)

          ประมาณพ.ศ.๘๐๐-๙๐๐เป็นยุคที่มีมหาราชอาณาจักรพนมที่ถือว่า ใหญ่โตกว่าเปอร์เชีย เป็นรองแค่จีนและโรมัน ระยะห่างการรวบรวมจักรวรรดินั้น

         ห่างกันประมาณ๑๐๐๐ปี

         ระหว่างปีพ.ศ.๑๑๐๐ได้มีการรวบรวมกันเป็นทวาราวดี(ตอนบน) และศรีวิชัย(ตอนล่าง) และสลายลงในประมาณปีพ.ศ.๑๕๕๐ เพราะการสลายลงด้วยการโจมตีของราเชนทรโจฬะและพวกทมิฬ(สำนวนที่ว่า โจร และใจทมิฬ จึงติดมาในภาษาไทย)

        ห่างกันประมาณ๕๐๐

        ระยะปีพ.ศ.๑๗๐๐ รุ่งอรุณแห่งสยามกลับมาใหม่ รัฐและแคว้นที่พูดภาษาไทยเกิดขึ้นกระจายไปทั่วตอนใต้ของจีน และได้รวมศูนย์กันเป็นราชอาณาจักรอยุธยาปิดท้ายเมื่อประมาณเมื่อประมาณพ.ศ.๑๘๐๐กว่า และถูกทำลายลงประมาณปี๒๑๑๒โดยพม่าและกลุ่มรัฐอื่นๆที่ร่วมกันมาจากด้านตะวันตก-เชียงใหม่ด้วยกระทั่ง เขมร ลาว

       ห่างกันประมาณ๓๐๐ปี

       และเมื่อมีการรวมศูนย์ที่อยุธยาสมัยพระนารายณ์ ไทยรุ่งเรือง และหลังจากนั้นก็เสื่อมลงเพราะแรงเคลื่อนไหวจากการปฏิวัติ กบฏ หลายครั้งรวมทั้งกบฏชาวนา จนเข้าสู่ยุคการรุกรานของตะวันตก และกลุ่มท้องถิ่นที่ไม่พอใจรัฐกลาง เป็นเหตุให้พม่าเข้าโจมตีอยุธยา ในปี๒๓๑๐

       ห่างจากวิกฤตครั้งก่อน(ปี๒๑๑๒) ประมาณ๒๐๐ปีพอดี

       และเมื่อมีการฟื้นขึ้นใหม่ของอยุธยาและย้ายมาทางใต้คือกรุงเทพ-ธนบุรี และผ่านไปจนถึงรัชกาลที่สาม การขยายตัวทางการค้า เกิดเท็คโนโลยี่จากตะวันตกเช่น การต่อเรือกลไฟ หรือมีหลายสิ่งหลายอย่างตามมา ชนชั้นกลางเริ่มมีบทบาท ผ่านการเข้ามาของพ่อค้าจีนและฝรั่ง ชาติต่างๆ ประเทศไทยก็ก้าวเข้าสู่การเป็นเมืองพึ่งของตะวันตกอย่างมีจังหวะก้าว โดยเฉพาะการมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เริ่มจากสัญญาเบาริ่ง

       นั่นคือการเป็นเมืองขึ้นจนแทบกระดิกตัวไม่ได้ ประมาณต้นรัชกาลที่๔ ห่างจากการเสียกรุงให้พม่าครั้งที่สอง ๑๐๐ปีแทบจะพอดี

      เมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ห้ามีการปฏิรูปการศาลสำเร็จ(ซึ่งเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่๔)เพื่อให้เสมอกับชาติอื่น เป็นช่วงเดียวกับญี่ปุ่นก็ก้าวเข้าสู่สมัยเมจิ เราเน้นการเคลื่อนไหวปฏิรูปทางการเมือง กฎหมายและสังคม ในขณะที่ญี่ปุ่นเร่งทางเท็คโนโลยี่ เพราะญี่ปุ่นถูกควบคุมโดยสหรัฐตั้งแต่นายพลจัตวาเชลี(อาจจำชื่อผิด)สหรัฐปิดเมืองท่าญี่ปุ่น และเปลี่ยนญี่ปุ่นให้ทันสมัยชาติแรกๆในเอเชีย

      ตรงนี้เราพบว่าสังคมญี่ปุ่นเป็นแบบศักดินาสวามิภักดิ์คล้ายยุโรป

      กล่าวคือ เขาสามารถพัฒนากลุ่มท้องถิ่นที่มีลักษณะทางสังคมที่ค่อนข้างเป็นอิสระตามขุนนางที่กระจายตัวไปโดยโชกุนเป็นตัวประสานในเชิงสหพันธ์ และมีอำนาจเหนือระบอบกษัตริย์ ในขณะที่สังคมไทยมีส่วนผสมเหมือนยุโรป และจีน คือทั้งรวมศูนย์และต่อสู้ระหว่างแคว้นต่างๆ

         แต่ที่สุดการสร้างระบบเทศาภิบาลทำให้เกิดการรวมศูนย์ได้ชัดเจน แม้ว่ามีอำนาจขุนนางอยู่แบบโชกุนคือสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ แต่ก็อ่อนตัวลง เพราะรัชกาลที่ห้าได้ทรงทำการเลิกทาส ทำให้ ทาสได้ถูกปลดปล่อยออกมาเป็นอิสระ และสามารถเข้าไปทำงานในธุรกิจกึ่งอุตสาหกรรม โรงเลื่อย โรงกลั่นสุรา โรงสี ในเรือกลไฟอื่นๆและการเกษตรในชนบทไม่ติดกับเจ้าขุนมูลนายอื่นๆ

          “ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโยงโยงยางที่ปลายเสา

           ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน” ผมจะกระท่อนกระแท่น สุนทรภู่ซึ่งมีชีวิตอยู่จนปลายรัชกาลที่สี่ แสดงว่ามีชนชั้นกรรมกรแล้วอาจตั้งแต่รัชกาลที่สาม ความคิดมี

        “ปาเลียเม้นท์ประเด็นขำ”ของเทียนวรรณก็เริ่มส่งอิทธิพลแล้วในช่วงนี้

        ความจริงความคิดต่อต้านระบอบศักดินามีมานานแล้วตั้งแต่สมัยปลายรัตนโกสินทร์ตอนต้น “ อยู่ปราสาทเขาคอดยอดด้วน กำแพงแก้วแล้วล้วนด้วยเลียวหนาม มีทหารหอนเห่าเฝ้าโมงยาม” มหามนตรีทรัพย์หยอกเย้าพวกขุนนางสมัยนั้นที่เป็นระบบเจ้าขุนมูลนาย ในขณะที่พระองค์ท่านไม่ถือโทษ เพราะพระองค์(รัชกาลที่สาม)เป็นเสมือนพ่อค้าที่เดินเรือไปขายกับจีน ไม่ได้ทรงอยู่บนระบบหากินกับค่าเช่า ดอกเบี้ยเหมือนพวกขุนนางทั่วไป นี่แสดงว่าพระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้เข้ากับระบอบศักดินา ทางเศรษฐกิจโดยตรง แต่ได้มีความคิดทุนนิยม อันมีลักษณะไปทางญี่ปุ่นหรืออังกฤษเสียด้วยซ้ำ

           ตรงกันข้ามทุกพระองค์ล้วนส่งพระโอรสธิดาไปเรียนต่างประเทศ และเข้ามารับราชการ และเตรียมที่จะปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย เพื่อสร้างพลังการขังขันให้สังคมไทย ผิดกับการบิดเบือนของพวกล่าเมืองขึ้นทั้งเก่าและใหม่ที่ถือว่าพระองค์เป็นศักดินาใหญ่ แท้จริงพวกกลุ่มทุนนานาชาติเหล่านั้นคอยหนุนขุนนางชั้นรองๆลงมาต่างหากที่จะเข้าสู่แคว้นท้องถิ่นต่างๆ

          เช่นเข้าไปทวาย-ตะนาวศรี หัวเมืองเหนือเชียงใหม่เชียงตุง ในทางอีสานและลาวเขมรซึ่งยังอยู่ในเขตไทย เข้าไปร่วมมือกับหัวเมืองเหล่านั้นซึ่งเสมือนเป็นขุนนางแบบยุโรปทำการตีตัวออกห่างจนสำเร็จในสมัยรัชกาลที่ห้า พวกเขาสร้างสังคมทุนนิยมขึ้นมากระจายตัวออกไปอย่างมีจังหวะก้าว ที่สังคมเหล่านี้กลับสอดรับกันดีในระบอบจักรพรรดินิยมสมัยใหม่ในเวลาต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยรัชกาลที่หกตอนปลาย

         เกิดร.ศ.๑๓๐คือพ.ศ.๒๔๕๕ ห่างจากการเป็นสังคมกึงเมืองขึ้นกึ่งศักดินา พ.ศ.๒๔๑๐ ประมาณ ๕๐ปีพอดี

        และเมื่อก้าวเข้าสู่ปีพ.ศ.๒๔๗๕ เกิดการปฏิวัติประชาธิปไตย ห่างกันกับร.ศ.๑๓๐ที่คณะขุนนางททหารสมัยใหม่กบฏในช่วงรัชกาลที่ห้าตอนปลาย ต่อรัชกาลที่หก

       ห่างกัน ๒๕ปี

       เราพบว่าลักษณะการเคลื่อนไหวทางชนชั้นและชั้นชนในประเทศไทยที่ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ไทย-สยามยุคหลังชุมชนบุพกาลก่อนยุคทาส(๒๐๐๐ปีเป็นอย่างน้อย)

      เราพบการเปลี่ยนแปรงที่ไม่ต้องสงสัยว่า มีแรงผลักดันการต่อสู้ทางชนชั้นและชั้นชน ชนชาติ และประชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

     เราพบว่าระยะการเปลี่ยนแปรงใหญ่เริ่มกระชั้นลงเป็นขั้นตอน

     กล่าวคือ

               การเข้ามาของสังคมภายนอกตอนต้นพุทธกาล-มีแคว้นเล็กกระจายตัวกน ถึงสมัยราชอาณาจักรพนม ๑๐๐๐ปี มาถึงทวารวดี ๕๐๐ปี สมัยรุ่งอรุณสยาม เกิดอยุธยา จนเข้าถึงการเสียกรุง ห่าง๓๐๐ปี และเสียกรุงครั้งที่สอง ๒๐๐ปี และเป็นกึ่งเมืองขึ้น๑๐๐ปี หลังจากนั้น เกิดกบฏร.ศ.๑๓๐ ห่าง ๕๐ปี จนปฏิวัติ๒๔๗๕ ห่าง๒๕ปี

          และจากนั้นเกิดการเป็นเมืองกึ่งเมืองขึ้นกลุ่มทุนผูกขาดสหรัฐและอียู ในประมาณสิ้นสงครามโลกครั้งที่๒ ห่างประมาณ๑๕ปี

         อีกเจ็ดปี ใช้ไทยปิดล้อมจีนต่อต้านลัทธิเผด็จการประชาชนโดยการนำของจีน

        อีก ๓ปีเกิดการเปลี่ยนแปรงใหญ่เลือกตั้งสกปรก

        อนึ่ง ที่นักวิชาการเสรีประชาธิปไตย กลุ่มนักวิชาการธรรมศาสตร์ พระปกเกล้า จุฬาอื่นๆวันสองวันนี้ พูดว่าคล้ายการก่อตัวของประยุทธ์ ที่จะเลือกตั้ง “ปี๖๒”ทั้งที่ยังไม่เกิด กลับมั่วไปก่อน

       ผมเข้าใจว่าถ้ามองจากกฎประวัติศาสตร์มันน่าจะเหมือนกลุ่มเผด็จการสภามากกว่า ที่ถูกประยุทธ์ล้ม และควรจะหมายถึงกลุ่มมนังคสิลาของจอมพลป.ที่ดูจะทำการ “สภาสกปรก” และนำไปสู่การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ผมว่าน่าจะหมายถึง พรรค”เพื่อไผ”เหมือน พรรค “เสรีมนังคสิลา”

      เอาล่ะประยุทธ์เหมือนสฤษดิ์เหมือนตรงที่

     ท่านประยุทธ์รัฐประหาร ระบอบทักษิโณมิกค์

     ท่านสฤษดิ์รัฐประหารสภาจอมพลป.พิบูลสงคราม

     ซึ่งถูก-ที่ประยุทธ์เหมือนสฤษดิ์

     และถ้าประยุทธ์เป็นจอมพลป.(หรือสฤษดิ์)และจะมีทักษิโณมิกค์มาปฏิวัติผ่านการเลือกตั้งหรือ(ที่คิดว่าเลือกตั้งปี๖๒ อาจมีเงื่อนงำจึงต้องให้สหประชาชาติ-อียูมาเป็นพยาน)ตกลงเป็นตรรกวิทยาอะไรกันหว่า?งงจริงๆท่านสุภาพบุรุษนักลัทธิมาร์กซิสม์คอแนว ออกฟอร์ททั้งหลาย ช่างเป็นความคิดจักรกลในกะลาจริงๆ เมาตำราเพราะไม่เคยผ่านการต่อสู้ทางการเมืองจริงๆนอกจากในห้องทดลองนี่หว่า!

      ทำไปทำมาสหรัฐ “หาเรื่อง”หัวเหว่อ

       และนักวิชาเกินคอแนว-แนวสหรัฐ มันดูจะคล้ายกันที่ “หาเรื่อง”

    ประณามท่านประยุทธ์ มันตำราเดียวกันจริงๆ

        เมื่อเข้าปีพ.ศ.๒๕๐๐ กลุ่มสฤษดิ์ ถนอม-ประภาส ดำเนินรัฐบาลเผด็จการภายใต้การครอบงำของสหรฐอย่างสิ้นเชิง

        หนึ่ง การมีพระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยนิยามถึงความเป็นศัตรูของสหรัฐและจีน และบังคับให้ไทยถือจีนเป็นศัตรู รวมทั้งคนไทยต้องเป็นศัตรูด้วย ถ้า ประชาชนคนไหนไม่เป็นก็จะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในความหมายของสหรัฐ คนไทยเกินครึ่งกลายเป็นคอมมิวนิสต์โดยปริยาย และหลบซ่อน ในองค์กรมวลชนรูปแบบต่างๆ จนไม่รู้วาประเทศเป็นของใครกันแน่

      สอง มีการสร้างแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาตามแนวทางของสหรัฐ เหมือนกับที่สหรัฐทำกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์

       สาม สร้างฐานทัพ และสนามบินเพื่อเตรียมสงครามกับประเทศรอบบ้านไทย และบังคับให้รัฐบาลทหารซื้อเครื่องมือรถรบ อื่นๆแปรกองทัพไทยให้เป็นกองทัพแบบสหรัฐ สามารถรบแทนสหรัฐถ้าสหรัฐถอยกลับประเทศ

       สี่ จัดตั้งกลุ่มซีอาโต้เป็นแนวต่อต้าน จีน-รัสเซีย ต่อจากองค์การนาโต้ในยุโรป สร้างยุทธศาสตร์ ตามลูกพี่อย่างสิ้นเชิง

       ถ้ามองการต่อสู้ของชนชั้นกลางในปัญหาประชาธิปไตย

       ตั้งแต่ ร.ศ.๑๓๐(๒๔๕๕) การปฏิวัติเดือนมิถุนายน(๒๔๗๕)จนยุติการปฏิวัติประชาธิปไตย ที่ค่อนข้างใช้ความรุนแรงถึงปีที่สิ้นสุดความรุนแรงของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย(ประมาณปี๒๕๒๕) ซึ่งมีระยะเวลาหนึ่งร้อยปี

       ระยะห่างแต่ละช่วง จะเหมือนกับ ระยะห่างของสงครามแบ่งโลกของลัทธิผูกขาดของตะวันตก กล่าวคือ

       ร.ศ.๑๓๐ตรงกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

       ช่วงปฏิวัติ๒๔๗๕ถึง๒๔๘๕ เป็นระยะเดียวกับสงครามโลกครั้งที่สอง

       และ๒๕๑๕(๑๔ตุลา๑๖) ตรงกับสงครามอินโดจีนโดยสหรัฐเป็นกลุ่มทุนผูกขาดใหญ่

       เราจึงไม่แปลกใจว่า ความเป็นไปของไทยที่เป็นกึ่งเมืองขั้นถูกผูกติดกับ อิทธิพลของกลุ่มทุนผูกขาดอย่างไม่ต้องสงสัย

      เราอาจพูดได้ว่า ในปี๒๕๓๕ ที่เกิดพฤษภาทมิฬ ไม่สามารถดำรงรัฐทหารได้ไม่ใช่เพราะประชาชนไทยไม่ต้องการรัฐประหาร แต่เป็นไปตามความต้องการของสหรัฐที่จะสร้างเผด็จการรัฐสภาแทนต่างหาก เพื่อดำเนินให้ไทยมีลักษณะแบบที่เป็นเสมือนรัฐหนึ่งที่ห่างไกลของสหรัฐ คล้ายๆกับฟิลิปปินส์หรือฮาวายไม่มีผิด เพื่อเชื่อมต่อแนวยุทธศาสตร์ครอบครองทะเลจีนใต้

          ซึ่งจะเห็นว่าสมัยโฮบาม่าเขาทำไม่สำเร็จในการสร้าง ยุทธศาสตร์แปซิฟิกและทะเลจีนใต้ เพราะได้มีการเปลี่ยนแปรงในสหรัฐหลังนายทรัมป์ก่อน

          หลังปี๒๕๔๐ ที่สหรัฐกำลังสถาปนาระบอบรัฐสภาในไทย เพื่อดำเนินระบอบทุนนิยมผูกขาดของสหรัฐในไทย(ซึ่งก็ไม่สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่น) ที่สหรัฐต้องใช้สภาแทน การรัฐประหารที่เคยหนุนให้ทหารไทยทำเสมอๆ เป็นดังนี้เพราะสหรัฐก่อนนายทรัมป์สหรัฐสามารถควบคุมการผูกขาดผ่านกฎเกณฑ์ที่กลุ่มทุนผูกขาดวางเอาไว้หมดแล้วในทางสากล ซึ่งเขามีมาตรการนานาชาติเรื่องต่างๆรองรับมากมายเช่น

         การใช้แรงงานเด็ก การใช้ห้ามสารเคมี การมีอุตสาหกรรมที่ทำลายสภาพแวดล้อม โลกร้อน การใช้แรงงานจากบางชาติที่สหรัฐถือว่าไม่เป็นที่ยอมรับ หรือการวางกฎเกณฑ์การประมง หรืออื่นๆที่สามารถกีดกันทางการค้าได้

        แต่เมื่อจีนสามารถพัฒนาตนเองทัดเทียมกบสหรัฐในหลายๆด้าน ทำให้สหรัฐในสมัยทรัมป์กลับไปมีนโยบายไม่รับข้อตกลงต่างๆที่สหรัฐเองเป็นผู้นำในการใช้ เศรษฐกิจของจีนขยายตัวไปถึงเกือบ๔๐๐ล้านล้านต่อปี ถ้าขยายตัวไปอีกไม่ถึงสิบปีประมาณร้อยละ๗ ขณะที่สหรัฐย่ำอยู่กับร้อยละ๒ จีนจะเอาชนะสหรัฐแน่นอนไม่เกินหนึ่งทศวรรษ

        การรัฐประหารของระบอบประยุทธ์เพื่อยับยั้งการเป็นนอมินีของกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติ ที่ระบอบทักษิโณมิกค์นำรัฐไทยเข้าไปอยู่ในวังวนเหล่านั้นอย่างมีจังหวะก้าว และคณะทหารประยุทธ์สามารถยืนหยัดอยู่ได้เพราะ เกิดสภาพช่องว่างทางการเมืองที่เปลี่ยนแปรงนโยบายกะทันหันของสหรัฐ

        ระบอบประยุทธ์จึงเป็นระบอบที่จำเป็นต้องเป็นกึ่งเผด็จการประชาชน เพื่อดำเนินเอกราช และเอกภาพของสังคมไทยในระยะที่กลุ่มทุนผูกขาดอ่อนแอชั่วขณะหนึ่ง

        และระบอบเผด็จการประยุทธ์ จะสามารถเป็นที่ยอมรับในระบอบเผด็จการทางสภาเพื่อดำเนินยุทธศาสตร์๒๐ปี ในการเลือกตั้ง”ปี๖๒”แน่นอน

       หลังจากที่ชนะใจประชาชนมาแล้ว โดยประชาชนได้รับร่างรัฐธรรมนูญของคณะระบอบประยุทธ์เป็นขั้นแรกแล้ว เพื่อดำเนินวิถีประชาธิปไตยนำวิถีที่ทรงประสิทธิภาพ ผ่านระบอบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

          ในข่วงหลังพ.ศ.๒๕๐๐ที่ความถี่ของการเปลี่ยนแปรงทางการเมือง มีระยะกระชั้น จาก๑๐๐๐ปี มา๕๐๐ ๓๐๐ ๒๐๐ ๑๐๐ ๕๐ ๒๕ ๗ ๓และ๐ปีในปี๒๕๐๐ตรงกับสมัยสฤษดิ์

          ระบอบการปกครองไทยก็ได้เข้าสู่ยุคการปฏิวัติใหญ่และปฏิรูปทางชนชั้น ระหว่างพวกล่าเมืองขึ้นใหม่และประชาชนไทย

          ได้เข้าสู่โหมด เผด็จการสภา เผด็จการทหาร สลับกันไป ย่อมหมายความว่าเป็นการเรียนผิดเรียนถูกที่จะก้าวออกจากการหลุดออกจากอิทธิของกลุ่มทุนผูกขาดต่างชาติอันมีสหรัฐเป็นผู้นำ เฉกเช่นเดียวกับจีน

          ระบอบประยุทธ์(ซึ่งจะเป็นทั้งเผด็จการทหารและเผด็จการทางสภา หมายถึงการเป็นเผด็จการที่มีประชาชนชี้นำ และผลประโยชน์เพื่อประชาชน) จงจำเริญ (อีก๒๐ปี)

         ศรีภูมิ ประสานพล ๒๐ ธันวาคม ๒๕๖๑

โดย enjoyjing

 

กลับไปที่ www.oknation.net