วันที่ พุธ ธันวาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุพรรณบุรี : มีสิ่งดีๆ ให้ชมอีกเยอะ


สุพรรณบุรี : มีสิ่งดีๆ ให้ชมอีกเยอะ 

สุพรรณบุรีอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครมากนัก เหตุที่เขียนว่าไม่ใกล้ไม่ไกล เพราะบางอำเภอของสุพรรณบุรีนั้นอยู่ใกล้มากแต่บางอำเภอก็ไกลออกไปหน่อย

ผู้เขียนเคยไปสุพรรณบุรีหลายครั้งแล้วครับ ขับรถไปเองบ้าง ไปกันเป็นหมู่เป็นคณะบ้าง ไปเที่ยวชมมาก็หลายที่ แต่คราวนี้ไปในที่ที่ไม่เคยไปและก็ไกลกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

เหตุที่ได้ไปสุพรรณบุรีในครั้งนี้ก็เพราะเพื่อนร่วมรุ่นที่จบการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ที่วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร หรือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในปัจจุบันนั่นแหละครับ


หลังจากได้แยกย้ายกันไปทำงานตามวิถีชีวิตของแต่ละคน แม้ว่าหลายคนได้เป็นครูและเจริญก้าวหน้าจนเป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่สูงหน่อยก็เป็นผู้บริหารในกรมและในกระทรวงศึกษาธิการ

แต่ก็มีอีกหลายคนมีอาชีพในหลายรูปแบบครับ ทำงานบริษัท เป็นนักธุรกิจ เป็นเกษตรกร เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงหมู หรือเป็นข้าราชการเช่นเดียวกับผู้เขียน แต่ที่พิเศษกว่าเพื่อนก็คือ มีเพื่อน ๒ คน ไปเป็นกัปตันหรือนักบิน เป็นนักบินมือหนึ่งเสียด้วยซิครับ

เมื่อเริ่มรวมตัวกันซึ่งเป็นปีไหนผู้เขียนก็จำไม่ได้แล้วละครับ ก็เลี้ยงกันเป็นประจำทุกปี เรียกว่า “งานประสานมิตร ๑๑” ก็จบเป็นรุ่นที่ ๑๑ ของวิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร นี่ครับ

ตั้งแต่พบกันครั้งแรกๆ ผู้เขียนก็ไปร่วมเกือบทุกปี ตอนที่ยังรับราชการอยู่ก็อาจเว้นไปบ้างเพราะติดราชการสำคัญ แต่หลังจากเกษียณอายุราชการแล้วก็ไม่ค่อยพลาด และปีนี้ก็พบกันเป็นครั้งที่ ๕๔ แล้วครับ

แต่ละปีก็แล้วแต่เลือกกันว่าไปที่ไหน ไปรวมพลกันไกลๆ ก็มีครับ เช่น ที่เชียงใหม่และที่นครพนม เป็นต้น ขึ้นรถ ลงเรือ ขึ้นเครื่องบินกันไป ก็ไปพบเพื่อนเก่ากันนี่ครับ

ปีนี้ตกลงกันว่าไปสังสรรค์กันที่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยส่วนใหญ่เดินทางไปรวมพลกันที่มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร หลายคนขับรถไปสบทบและพบกันที่ด่านซ้าย

 

แวะทำบุญถวายสังฆทานที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร สุพรรณบุรี เพื่อความสุข ความเจริญแก่พวกเราทุกคนรวมทั้งญาติพี่น้อง ตลอดจนอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บิดามารดา ดร. สาโรช บัวศรี อดีตอธิการ คณาจารย์และเพื่อนร่วมรุ่นที่ล่วงลับไปแล้ว

 

หลังจากนั้น ก็มีเวลาให้แต่ละคนได้ทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ ผู้เขียนและภรรยาและเพื่อนบางคนก็ไปกราบนมัสการหลวงพ่อโต ที่วัดนี้แหละครับ โดยถวายผ้าห่มให้แก่พระองค์ท่านด้วย

 

ภรรยาและเพื่อนแยกไปชมบ้านขุนช้าง แต่ผู้เขียนขอชื่นชมภาพฝาผนังที่สวยงามที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหารนี้เพียงคนเดียว

 

แล้วก็ได้เดินทางไปที่ีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่อนุสรณ์ดอนเจดีย์ กันครับ

เข้าไปถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน แม้จะรู้ลึกซึ้งถึงการกระทำยุทธหัตถีของพระองค์ท่านมาก่อน แต่เมื่อได้เห็นรูปภาพจำลองเหตุการณ์อีกครั้ง ก็ประทับใจในความกล้าหาญของพระองค์ท่านและทหารหาญ

 

อาหารกลางวันวันนั้นที่ร้านอาหารครัวลำพูนครับ กินกันเพลินเกือบลืมถ่ายภาพ ถ่ายเฉพาะบรรยากาศก็แล้วกันนะครับ ส่วนอาหารไม่ค่อยสวยเท่าไรเพราะบางจานพร่องไปเยอะแล้ว

 

แล้วก็เดินทางไปชมบ้านเสาใหญ่ กำนันดิน สำหรับกำนันดิน จันทร์สุวรรณ ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านนั้น ปัจจุบันอายุ ๘๘ ปี แล้ว ท่านไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนทางด้านการก่อสร้างมาจากไหนหรอกครับ แต่สามารถสร้างบ้านซึ่งใช้เสาไม้พันชาติ ซึ่งเป็นไม้ที่นำเข้าจากเขมรได้

 

ก็ไม่ใช่ไม้ธรรมดาครับ เพราะแต่ละต้นใหญ่โตมโหฬาร มีขนาด ๒ คนโอบ หรือ ๓ คนโอบ หรือมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า ๑ เมตร แต่ละต้นมีความสูงกว่า ๑๐ เมตร มีจำนวนถึง ๒๐๔ ต้น

คุณละเอียด วงศ์บัณฑิต ซึ่งเป็นน้องสาว เล่าให้ผู้เขียนฟังว่ากำนันดินสร้างบ้านทั้งหมดนี้กับลูกน้องด้วยความรัก ไม่ได้ใช้เครื่องมืออื่นใดนอกจากใช้รอกช่วยเพียงอย่างเดียว บางครั้งบางจุดสร้างแล้วก็ต้องรื้อออกเพราะไม่ถูกใจ แล้วก็สร้างใหม่เพื่อให้สมใจว่างั้นเถอะ

 

สังเกตคานซิครับ ใช้เสาไม้ทั้งต้นที่เหมือนกับเสาบ้านนั่นแหละครับ บ้านเสาใหญ่นี้มี ๓ หลัง ๒ หลังใหม่อยู่ด้านหน้าบริเวณเดียวกัน ส่วนหลังเล็กซึ่งเป็นบ้านหลังเดิมนั้น กำนันดินได้ดีดขึ้นแล้วยกไปวางไว้ในที่ใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านทั้ง ๒ หลังนี้ ออกไปประมาณ ๑๐๐ เมตร แต่ไม่ได้ไปชมกันครับ

 

คุณละเอียด เล่าต่อไปว่า ในการบำรุงรักษาบ้านทั้งสองหลังนี้ เฉพาะค่ากำจัดปลวกต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงปีละ ๒ แสนกว่าบาท แต่ยังให้คนไทยเข้าชมฟรี ทั้งๆ ที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะคิดค่าเข้าชมได้แล้ว


หลังจากอาบน้ำและพักผ่อนในห้องพักของโรงแรมศรีสุพรรณกันแล้ว ก็เดินทางไปเขื่อนกระเสียว ซึ่งเป็นเขื่อนดินที่ยาวเป็นอันดับสองของประเทศไทย (เขื่อนดินที่ยาวที่สุดคือเขื่อนป่าสักดิ์ชลสิทธิ์) เขื่อนนี้กั้นลำห้วยกระเสียว เหตุที่ตั้งชื่อว่าเขื่อนกระเสียวก็เพราะที่นั่นมีต้นกระเสียวมากนั่นเอง

เขื่อนนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จมาเปิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ 
อยู่ที่บ้านนาตาปิ่น หมู่ที่ ๓ ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง สุพรรณบุรี.ได้ขึ้นไปชมเรือนรับรองด้วย

 

ได้ถ่ายภาพเดี่ยวภาพคู่และภาพหมู่กันในบริเวณนั้นและก็ได้ภาพที่ถูกใจ โดยเฉพาะขณะนั้นพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน

 

หลังจากนั้น ก็ลงมาเดินบนสันเขื่อน ชมน้ำในเขื่อนยามเย็นพระอาทิตย์ลงต่ำมากแล้ว ได้บรรยากาศดีมากๆ ครับ

 

กลับโรงแรมเพื่องานเลี้ยงรุ่น ก่อนการเปิดงานอย่างเป็นทางการ ประสานมิตร ๑๑  ก็ได้รวบรวมเงินซื้อรถวีลแชร์และสบทบทุนให้แก่โรงพยาบาลด่านช้าง มอบให้แก่นายแพทย์เดชา พงษ์สุพรรณ ผอ. รพ. ด่านช้าง โดยมีผู้แทนรุ่นขึ้นไปช่วยกันมอบ รวมเป็นเงินจำนวน ๒๕,๓๐๐ บาท

 

การทำบุญให้แก่โรงพยาบาลในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของเพื่อนประสานมิตร ๑๑ และถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะได้ร่วมกันทำอีกในปีต่อๆ ไป นอกเหนือจากการทำบุญ

เป็นประเพณีที่ได้กระทำกันตลอดมาว่าจะเลือกประธานจัดงานล่วงหน้าอีก ๑ ปี ดังนั้น หลังจากคุณมนูญ กาญจนภักดิ์ ประธานรุ่น ปี ๒๕๖๑ กล่าวเปิดงาน และมอบงานให้คุณสมควร ณ ตะกั่วทุ่ง ประธานรุ่นปี ๒๕๖๒ แล้ว จึงได้เลือกประธานรุ่นปี ๒๕๖๓ ซึ่งได้แก่คุณศักดา วังทอง (ภาพสุดท้าย)

 

ปีนี้มีเพื่อนที่นำของที่ระลึกมาฝากกันมากมาย ที่ฝากครบทุกคนคือคุณมนูญ กาญจนภักดิ์ คุณอนันต์ อินทรกุมาร และคุณศักดา วังทอง ส่วนเพื่อนที่นำมา ๖ ชิ้น คือผู้เขียนและภรรยา คุณสายพิณ มณีศรี ส่วนที่นำมา ๑ ชิ้น คือคุณชำนิ สุนทราคม จึงต้องจับฉลาก ก็ถ่ายภาพรับมอบกันหน่อย

 

ครับ หลังจากนั้น ใครใคร่ดื่ม... ดื่ม ใครใคร่กิน... กิน ใครใคร่ร้อง...ร้อง ใครใคร่เต้น...เต้น อ้อ มีใครใคร่กอด...กอดด้วย ตอนเป็นนิสิตแต่ละคนนิ้วก็ไม่ให้สัมผัส ตอนนี้เจอกันก็กอดกัน ก็เป็นแบบนี้ทุกปีแหละครับ

 

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังอาหารเช้าแล้ว ก็ได้เดินทางไปชุมชนน้ำพุร้อน ชุมชนแห่งนี้หลวงพ่อวัดน้ำพุร้อนเป็นผู้ริเริ่มให้ชาวบ้านทอผ้า สร้างป่าชุมชน และทำโฮมสเตย์

 

ชุมชนนี้มีสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างไทยพื้นบ้านและลาวครั่งด้วย.ประสานมิตร ๑๑ ได้ร่วมทำบุญที่วัดน้ำพุร้อนด้วย

 

หลังจากนั้น ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ชุมชนพุน้ำร้อน พิพิธภัณฑ์นี้ หลวงพ่อวัดน้ำพุร้อนเป็นผู้ริเริมในการจัดทำ โดยเมื่อท่านฉันข้าวแล้วก็เดินเข้าไปในป่าเพื่อรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้โบราณมาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์นี้ พร้อมทั้งชวนเชิญให้ชาวบ้านนำของโบราณให้นำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์นี้ด้วย

 

ผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟังว่า ชุมชนนี้มีน้ำพุร้อน แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปเยี่ยมชม รวมทั้งใช้บริการ ทั้งการแช่และเป็นที่พักต่อไป ก็คงอีกไม่นานที่จะมีแหล่งน้ำพุร้อนให้นักท่องเที่ยวได้ใช้บริการเพิ่มขึ้น

แล้วก็เดินทางถึงสามชุก ตลาด ๑๐๐ ปี ซึ่งเป็นตลาดห้องแถวริมน้ำท่าจีน มีทั้งคนไทยและคนจีน ขายทั้งขนมโบราณและของทั่วไป อ่านโคลงสิบบทของสุนทรภู่ที่เขียนไว้เมื่อปี ๒๓๘๕ ปีเดียวกับที่ผู้เขียนเกิดในภาพสุดท้ายซิครับ

 

ในตลาด ๑๐๐ ปีนี้ มีพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงค์จีนารักษ์อยู่ด้วย เป็นบ้านไม้ ๒ ชั้น ครับ ชั้นล่างมีรูปจำลองชุมชนสามชุกตลาด ๑๐๐ ปี แผ่นโปสเตอร์แสดงความเป็นมาของร้านค้าต่างๆ ส่วนชั้นบนก็เป็นห้องนั่งเล่นและห้องนอน ปัจจุบันเจ้าของบ้านได้ยกให้บ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์แล้วครับ

 

จากนั้นคณะก็เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ปีหน้าตกลงกันแล้วว่าจะไปเยือนจังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดอ่างทอง ส่วนจะนอนกันที่จังหวัดใดนั้น ประธานและคณะจะเลือกอีกครั้งหนึ่งครับ

พบเพื่อนเก่าครั้งใดก็มีความสุขครั้งนั้นแหละครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net