วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2561

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตลุยมาเก๊า: มาเที่ยวหาเก๊าสิ


 

ช่วงปลายปีที่ผ่านมาผมเดินทางไปมาเก๊า 2 ครั้ง ครั้งแรกไป 3 วันเต็ม และก็ได้ตระเวณเก็บแหล่งท่องเที่ยวสำคัญให้ได้มากที่สุดตามที่จะเห็นตามภาพที่ผมคัดมาให้จบแบบตอนเดียว  ซึ่งก่อนที่ผมเดินทางไปสะพานจูไห่ มาเก๊า ฮ่องกงยังไม่เปิด  ไปครั้งที่สองสะพานเปิดแล้วในระยะเวลาที่ไม่ห่างกันมากนัก และการเดินทางก็สะดวกขึ้นเพราะมีเที่ยวบินตรงแอร์เอเซีย จากเชียงใหม่ ไปมาเก๊าตรง

เมืองแห่งนี้โดยสรุปย่อ ๆ คือเศรษฐกิจหลักคือ Casino Economy ทว่ามีมรดกโลกถึง 30 แห่ง เป็น อาคาร 22 แห่ง และ 8 จตุรัส และก็มี มีคาสิโนมากถึง 42 แห่ง ที่ถือครองสิทธิ์จากเอกชน 3 บริษัท คือ SAND  The Venetian Macau ที่มาเก๊า ซึ่งบริหารงานโดยเครือ Las Vegas Sands (LVS) และ Wynn ซึ่งถือว่าเป็นเมืองที่มีการเติบโตจากเงินกันพนันที่เติบโตสูงในระดับโลกแซงลาสเวกัสไปแล้ว

สถานะของมาเก๊าปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากการอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลโปรตุเกส อย่างยาวนานกว่า 400 ปี กลายมาเป็นเขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน   ภายใต้สภาพภูมิประเทศที่ขนาด 29.5 ตารางกิโลเมตร ป้ายภาษาต่าง ๆ ขึ้นต้นด้วยภาษาจีน ตามด้วยภาษาโปรตุกิสแทน

 

สิ่งที่มาเก๊าได้เปรียบและวาง Positioning ไว้คือการเป็นเมืองท่องเที่ยว” ด้วยแง่มุม และเรื่องราวการผสมผสานทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารการกินหลอมรวมจากอิทธิพลจากชนชาวโปรตุเกสวิถีชีวิตของชาวจีนท้องถิ่น กลายมาเป็นเสน่ห์ ของเมืองมาเก๊าในแง่มุม East Meets West

แน่นอนที่มาเก๊ามีเมนูอาหารที่สุดยอดในฐานะ“เมืองสร้างสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร”(Creative City of Gastronomy)ที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกในปีที่ผ่านมา ด้วยความหลากหลายของวัฒนธรรมอาหารทั้ง จีน โปรตุเกส และการผสมผสานจนทำให้เกิดอาหารแมคานีส(Macanese)อาหารท้องถิ่นที่หาทานได้แค่เพียงมาเก๊าที่เดียวเท่านั้นในโลกเพื่อให้มาเก๊ากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นทางด้านอาหารต่อไปด้วย 

ส่วนสถานที่ผมได้ไปตลุยเก็บภาพมีดังนี้ครับ

ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล(Ruins of St. Paul’s) เป็นโบสถ์ที่หลงเหลือเพียงซากด้านหน้าของอาคาร ซึ่งทางขึ้นไปจะเป็นบันไดหิน และซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลจะอยู่ด้านบนสุด เป็นเหมือนสัญลักษ์ของมาเก๊าอยู่ที่ใจกลางเมืองมาเก๊า ถือเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญที่ใครมามาเก๊าต้องมาคารวะเป็นแห่งแรก

 

ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลคือด้านหน้าของโบสถ์มาแตร์เดอิที่ถูกก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1602 – ค.ศ. 1640 ที่ถูกทำลายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในปี ค.ศ. 1835 และซากของวิทยาลัยเซนต์ปอลที่อยู่ถัดไปจากโบสถ์ ทั้งโบสถ์มาแตร์ เดอีเดิม วิทยาลัยเซนต์ปอล และป้อมปราการเป็นสิ่งปลูกสร้างของพระนิกายเยซูอิต และเข้าใจว่าเป็น “ป้อมปราการ” ของมาเก๊า ใกล้ๆ กันนั้นคือซากโบราณสถานของวิทยาลัยเซนต์ปอลที่เป็นหลักฐานของมหาวิทยาลัยแบบตะวันตกแห่งแรกในตะวันออกไกลที่มีหลักสูตรการสอนที่ละเอียด ทุกวันนี้ด้านหน้าของซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของแท่นบูชาให้กับเมืองนี้

ถัดจากซากประตูโบส์ถ์เซนต์ปอลไม่ไกลนักจะมีสถานทีท่องเที่ยวติด ๆ รัว กันตามนี้เลยนะครับ

มรดกโลกอีกแห่งเป็นวัดที่อุทิศสำหรับการสักการะนาช่า หรือนาจา ถูกก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1888 โบสถ์จีนโบราณเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับซากองค์กรเจซูอิตที่สำคัญประจำภูมิภาคที่แสดงถึงตรรกะแห่งอุดมคติของชาติตะวันตกและจีน เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของวัฒนธรรมที่หลากหลายและอิสรภาพทางศาสนาของมาเก๊า

และใกล้ ๆ ก็จะมีพิพิธีภัณฑ์ความเป็นมาของประตูโบส์ถ์เซนต์ปอลด้วย

เดินบันไดลงไปก็จะเซนาโด สแควร์ (Senado Square) เป็นจตุรัสใจกลางเมืองมาเก๊า รายล้อมไปด้วยตึกรามบ้านช่องและโบสถ์สไตล์ยุโรปซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากโปรตุเกส มีร้านค้าเปิดกันอยู่ทั้งสองข้างทาง เป็นทางเดินคดเคี้ยวเลี้ยวไปตามทางที่จะไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆ อยู่ที่ใจกลางเมืองมาเก๊า

สถานที่ใกล้เคียงคือ Friendship Statue หรือ รูปปั้นแห่งมิตรภาพ ที่เป็นรูปปั้นหญิงสาวชาวจีน มอบดอกบัวให้ชายหนุ่มต่างชาติ เป็นสื่อแทนของมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ราบรื่น เหมือนพระเอกนางเอกคู่นี้ที่ได้พบรักกัน หน้ารูปปั้นของทั้งคู่ 

เดินลัดมาเรื่อย ๆ ก็จะถึงจัตุรัสเซนาโดเป็นศูนย์รวมของชาวเมืองมาเก๊ามาหลายศตวรรษ และยังคงเป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอยู่ทุกวันนี้ ตั้งอยู่ใกล้กับอาคารวุฒิสภาเก่า วัดซำไก (วันควนไท) ยังแสดงให้เห็นถึงความมีส่วนร่วมของชุมชนชาวจีนในท้องถิ่นในกิจการพลเรือนทั่วไปซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวัฒนธรรมที่หลากหลายของชุมชนมาเก๊า จัตุรัสถูกล้อมรอบด้วยอาคารนีโอคลาสสิคสีพาสเทลที่สะท้อนบรรยากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน

 

 

 

 

 

 

โคโลอาน อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจไม่แพ้ที่อื่นใน โคโลอาน ก็คือ Ponte Cais de Coloane ท่าเรือและหมู่บ้านชาวประมงแหล่งผลิตอาหารทะเลแห้งทั้งปลา เค็ม กุ้งแห้ง ซึ่งปลาเค็มที่ มาเก๊า 

รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม (Kun Iam Statue) ตั้งอยู่กลางทะเลบริเวณ Outer Harbour ทางใต้ของฝั่งมาเก๊า เป็นรูปปั้นยืนสูง 20 เมตรบนฐานดอกบัวอีก 4 เมตร ยื่นออกไปทางทะเลเป็นระยะทาง 60 เมตร เป็นรูปปั้นทองสำริดมีรูปแบบที่ผสมกันระหว่างจีนและยุโรป จนเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของมาเก๊า ซึ่งโดดเด่นมากจนกลายเป็นหนึ่งในสัญญลักษณ์ของมาเก๊า

เจ้าแม่กวนอิมเป็นเทพเจ้าแห่งความเมตตา รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมริมทะเลที่มาเก๊า เป็นเพียงแห่งเดียวในโลกที่ไม่ได้หันหน้าออกทะเล และพระพักตร์ก็แปลกตาเพราะเป็นรูปพระแม่มารีย์ที่ เป็นการผสมผสานกัน ชาวมาเก๊านิยมมาขอพรให้ เกิดความรักความเมตตา และบางคนก็นิยมขอลูก จากเจ้าแม่กวนอิมอีกด้วย 

หมู่บ้านโคโลอาน Coloane village หมู่บ้านเล็กๆน่ารักริมทะเล มีพื้นที่ประมาณ 8 ตร.กม. เท่านั้น อยู่ทางตอนใต้สุดของมาเก๊า บ้านเรือนต่างๆเป็นบ้านเก่า มีตรอกซอกซอยเล็กๆเต็มไปหมด บ้านแต่ละหลังก็ยังคงอนุรักษ์อาคารดั้งเดิมเอาไว้ สามารถเดินชมหมู่บ้านเรียบไปกับทางเดินริมทะเลได้ บรรยากาศจะเงียบสงบกว่าที่หมู่บ้านไทปา ระหว่างเส้นทางเดินจะมีโบสถ์และวัดเล็กๆสามารถเดินเข้าไปเที่ยวชมได้ ที่สำคัญมีร้านกาแฟและขนมอร่อยมากอยู่ทางตอนใต้ของเกาะไทปา

หมู่บ้านวัฒนธรรม(A Ma Cultural Village)เป็นส่วนต่อขยายจากวัดอาม่าหรือวัดทินหัว(Tin Hua) คนไทยเรียกว่าเจ้าแม่ทับทิม เดิมซึ่งเป็นวัดเล็กๆอยู่บนเขาจนกลายเป็นคอมเพล็กของวัดสไตล์จีนขนาดใหญ่ด้วยเงินบริจาคทั้งหมด ที่มีรายละเอียดต่างๆที่งดงามมาก ตั้งแต่ เสาหินแกะสลัก ซุ้มประตูหิน รูปปั้นหินอ่อนแกะสลักต่าง ไปจนถึงบันได อยู่ตอนกลางของย่านโคโลอาน(Coloane)

วัดตำกงวัดนี้มีหลังคาสูงที่สวยงามและรูปปั้นกระเบื้องซึ่งเป็นวัดสำหรับตำกง เทพเจ้าของนักเดินเรือ นอกจากภาพของเทพเจ้าตำกงแล้ววัดแห่งนี้ยังมีเรือมังกรจำลองขนาดสี่ฟุตที่ทำจากกระดูกปลาวาฬ และหุ่นลูกเรือที่จำด้วยไม้ในชุดสีแดงและหมวกสีเหลือง

มีจิตรกรรมฝาผนังของเสือโคร่งกับกระบอง ตาโตและมีลายสีส้ม ฉากหลังเป็นหินและต้นสนที่สลับไปมา

ในหมู่บ้านโคโลเอนมีวัดสองแห่งที่เป็นวัดสำหรับเจ้าแม่ทับทิม วัดที่ใหญ่กว่าคือวัดเจ้าแม่ทับทิมซึ่งที่ประตูทางเข้าจะมีรถดับเพลิงโบราณที่ต้องเข็นด้วยมือ ใกล้ๆ กันนั้นบริเวณ Travessa da República คือวัดที่เล็กกว่าที่มีภาพแกะสลักเคลือบทองที่ประตูทางเข้าและประตูพระจันทร์ที่หันหน้าไปทางทะเล

แหล่งที่เป็นสีสันของมาเก๊าอีกแห่งหนึ่งคือ Taipa Village แต่เดิมเคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนทางประวัติศาสตร์และเป็นพื้นที่ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ดีที่สุดในภาคใต้ของเกาะไทปา (Taipa, Tam Chai) สถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่คุณสามารถเยี่ยมชมความสวยงามทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันระหว่างความทันสมัยของอาคารบ้านเรือนสมัยใหม่ ผสมผสานไปกับอาคารโคโลเนียลหลากสีทั้งสีเหลือง, สีฟ้าและสีเขียวในสไตล์โปรตุเกสและวัดจีนเก่าแก่ในตลอดเส้นทางของการเดินทางท่องเที่ยวรอบหมู่บ้าน โดยสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่น่าสนใจนั้นมีมากมาย ได้แก่

Rua do Cunha (官也街) หรือ Cunha Street ถนนคนเดินอยู่ในใจกลางหมู่บ้านไทปา ถนนที่เต็มไปด้วยนานาร้านอาหารต้นตำรับดั้งเดิม, ร้านขายของที่ระลึก, ร้านขนมหวานหลากชนิด ได้แก่ คุกกี้อัลมอนด์, ขนมไข่, ขนมถั่ว, มะพร้าวขูด เป็นต้น นอกจากนี้ทุกวันอาทิตย์บริเวณจัตุรัสยังมีตลาดนัดไทปา และยังมีอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของถนนสายนี้คือ Cunha Bazaar Macau (官也墟) ร้านขายของที่ระลึก 


Carmo Garden (嘉模花園 (氹仔市政花園)) สวนสาธารณะถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1955 และถือเป็นหนึ่งในแปดสถานที่น่าสนใจในมาเก๊าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน

Church of Our Lady of Carmel (嘉模聖母教堂) ตั้งบนเนินเขาที่มองลงไปเห็นหมู่บ้านไทปา เป็นโบสถ์คาทอลิกที่เงียบสงบและสวยงาม จึงมักเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับคู่บ่าวสาวมาถ่ายรูปงานแต่งงาน

Taipa Houses Museum (龍環葡韻住宅式博物館) สร้างขึ้นในปี 1921 เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชการชาวโปรตุเกสที่อาศัยอยู่ในเมืองมาเก๊าในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ต่อมาในปี 1999 เขตปกครองพิเศษมาเก๊าได้ปรับปรุงบ้านสีเขียวทั้ง 5 หลังนี้เพื่อให้เป็น พิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวมาเก๊าในยุคอาณานิคม

มาเก๊าเป็นเมืองน่าเที่ยวเก็บเกี่ยวจริง ๆ แล้วอย่าลืมมาเที่ยวหาเก๊านะ มาเก๊า

อ้างอิง : http://th.macaotourism.gov.mo

โดย อาคม

 

กลับไปที่ www.oknation.net