วันที่ เสาร์ มกราคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการ......


 

 

ความก้าวหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบาย Thailand 4.0

เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับ

เคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบาย Thailand 4.0 ครั้งที่ 1/2562

โดยท่านนายกฯได้ย้ำให้ทุกฝ่ายช่วยกันสร้างการรับรู้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจเห็นถึงความจำเป็นและประโยชน์ที่ประชาชน

และประเทศจะได้รับจากการปฏิรูป และนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ

ให้รวดเร็วขึ้นครับ

สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบาย THAILAND 4.0 มีความก้าวหน้าใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. ประเด็นการปฏิรูประบบราชการ พัฒนาก้าวหน้าใน 3 ด้าน ได้แก่

1) การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐ (Service Reform) เช่น

(1) การขึ้นทะเบียน ผลิตภัณฑ์สุขภาพของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ลดคำขอค้างที่ยื่นก่อนวันที่ 7 สิงหาคม 2560

ได้ทั้งหมดรวมกว่า 8,000 คำขอ และลดระยะเวลาการพิจารณาคำขอลงโดยเฉลี่ยร้อยละ 20

(2) การจดทะเบียน ทรัพย์สินทางปัญญาของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขจัดคำขอค้างสะสมสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในภาพรวมลดลงได้

ร้อยละ 19 

(3) การจดทะเบียนที่ดินของกรมที่ดินลดระยะเวลาดำเนินการรังวัดให้ไม่เกิน 60 วัน ระยะเวลารอคิว รังวัดทั่วประเทศเฉลี่ย 39 วัน

(4) การนำเข้าและส่งออกของกรมศุลกากร ให้บริการระบบ Single Form สินค้า วัตถุอันตรายแบบ G2G เชื่อมโยงข้อมูลครบ 100%

5) ธุรกิจพาณิชยนาวีของกรมเจ้าท่า นำระบบ e-Payment มาใช้ในการจ่ายค่าธรรมเนียม

(6) VISA & Work Permit ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการขยาย ขอบเขตของ SMART VISA ให้ครอบคลุมกลุ่มบุคคล

มากขึ้น

2) การพัฒนาและการรังสรรค์นวัตกรรมในรูปแบบใหม่ (Sandbox) มีความก้าวหน้า เช่น

(1) การแก้ไขพื้นที่ป่า และการใช้ประโยชน์พื้นที่จังหวัดน่านและกลไกการบริหารจัดการ ได้สร้างความรู้ความเข้าใจการดำเนินการ

Nan Sandbox เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาให้มีเอกภาพและยั่งยืน

(2) โรงเรียนร่วมพัฒนา เริ่มดำเนินการแล้ว ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 มีสถานศึกษาในโครงการ จำนวน 50 โรงเรียน ใน 34

จังหวัด มีผู้สนับสนุนจาก ภาคเอกชน จำนวน 11 บริษัท 1 มูลนิธิและรุ่นที่ 2 จะเริ่มดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562

จำนวน 184 โรงเรียน ใน 28 จังหวัด มีผู้สนับสนุนจากภาคเอกชน จำนวน 11 บริษัท

3) การเป็นรัฐบาลดิจิทัล ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ได้เริ่มมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานเจ้าของข้อมูลบางหน่วยงานที่มี

ความพร้อมสำหรับการเชื่อมโยงข้อมูลแล้ว รวมทั้งโครงการยกเลิกการขอสำเนาเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้าน

2. ประเด็นการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 สนับสนุนงานสร้างกระบวนทัศน์และหลักคิด ผ่านภาคีเครือข่าย ที่ทำงานเกี่ยว

กับคุณลักษณะ 5 ประการ ได้แก่ ความพอเพียง ความมีวินัย ความสุจริต จิตสาธารณะ และความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้พิจารณาให้ดำเนินโครงการหรือแนวทางการปฏิรูปครอบคลุม 3 ด้านด้วยกัน คือ ปฎิรูปการศึกษา ปฎิรูป

สาธารณสุข และปฎิรูปเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วย

1. ยกระดับความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ (STEM) โดยยกระดับ

ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเยาวชนไทยควบคู่กับ การพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์สู่ประเทศไทย 4.0

ในแนวทางต่าง ๆ เช่น พัฒนาเมืองสะเต็มศึกษา (STEM Edupolis) เป็นฐานปฏิบัติการฝึกแนวทางสะเต็ม และการปรับเปลี่ยนการเรียน

การสอนผ่านการฝึกอบรมและ พัฒนาครูให้เป็น STEM Facilitator (ครูวิทย์ 4.0) สร้างเครื่องมือการเรียนการสอน STEM ที่ส่งเสริมให้

เกิดความรู้ ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ และสามารถบูรณาการร่วมกับสาขาวิชาต่าง ๆ ได้ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ.

2562 (ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี) และมุ่งหวังให้คะแนนสอบ PISA2021 ของนักเรียนไทยมีค่าเฉลี่ยสูงขึ้น

2. การพัฒนาย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี มุ่งพัฒนาสินทรัพย์บนพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างย่านโยธี เพื่อผลักดันการใช้งานนวัตกรรมด้าน

การแพทย์ของกลุ่มบุคลากรวิจัย นวัตกรรม ด้านการแพทย์ย่านโยธี อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดย 1) พัฒนาโครงการ

นวัตกรรมการแพทย์ โครงการและผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมในย่าน และส่งเสริมและผลักดันงานวิจัยผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ให้สามารถ

ไปสู่ท้องตลาดได้ 2) บริหารจัดการสินทรัพย์นวัตกรรมภายในย่าน 3) บริหารจัดการย่านนวัตกรรม ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มศักยภาพและ

การให้บริการด้านสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนแก่ประชาชน ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 – 2572 (10 ปี) โดยคาดหวังให้เกิด

DeepTech Startup ด้าน Health and Medical จำนวนไม่น้อยกว่า 50 ราย สร้างมูลค่าการลงทุน ด้านการพัฒนา MedTech ไม่น้อย

กว่า 3,000 ล้านบาท รวมทั้งเกิดการลงทุนเฉลี่ย 11,900 ล้านบาท /ปี และสร้าง ผลกระทบและการลงทุนกว่า 47,600 ล้านบาท

3. การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการบูรณาการจีโนมิกส์ประเทศไทย (Genomic Thailand) พ.ศ. 2563 – 2567 ซึ่งการแพทย์จีโนมิ

กส์เป็นการใช้ข้อมูลพันธุกรรมและข้อมูลจำเพาะอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องของบุคคล เพื่อเลือกใช้หรือเพิ่มประสิทธิภาพของยาและ

เทคโนโลยีในการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษาฟื้นฟู ลดภาวะแทรกซ้อน และป้องกันผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นจากการรักษา จึงส่ง

ผลให้การดูแลรักษาสุขภาพ ของประชาชนดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ไม่แม่นยำ มีเทคโนโลยีระดับสูงไว้บริการใน Medical Hub

และส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจรในประเทศ

4. การขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG in Action) โดยมีแนวทางการขับเคลื่อนใน 5

ส่วนหลัก และ 3 ภูมิภาค ได้แก่ พลังงานและวัสดุชีวภาพ สุขภาพการแพทย์ เกษตรและอาหาร การท่องเที่ยว และดิจิทัลและไอโอที

ซึ่งจะได้นำแนวทางทั้ง 5 ส่วนหลักไปขับเคลื่อนในส่วนภูมิภาค โดยพิจารณาให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นการต่อยอดและสร้าง

ความเข้มแข็งให้ Innovation Hubs พัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเชิงอุตสาหกรรม (Industrial research,

Development and Innovation Platform: Industrial rDI Platform) ซึ่งจะเป็นฐานการสร้าง นวัตกรรมระดับท้องถิ่นที่เข้มแข็งของ

ประเทศในอนาคต โดยจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 140,000 บาท และก่อให้เกิดการจ้างงานทักษะสูงไม่ต่ำกว่า

10,000 ตำแหน่ง ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้สู่ทุกภูมิภาคของประเทศ

5. การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ให้การดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เสนอผ่านทางคณะกรรมการ ป.ย.ป.

และจัดตั้งคณะอนุกรรมการ ป.ย.ป. ด้านพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นที่ปรึกษา ท าหน้าที่เป็น Executive Committee พิจารณากำหนดแนวทางการพัฒนา

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การสร้าง สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และกำหนดโจทย์ในการวิจัยและพัฒนา พร้อมทั้งให้สำนักงาน

ป.ย.ป. เป็นฝ่ายเลขานุการฯ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ดำเนินการไปอย่างมีเอกภาพ มี

ประสิทธิภาพ และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และ

6. การพัฒนาสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ ให้กำหนดเรื่องการพัฒนาสมุนไพรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศเป็นวาระ

แห่งชาติ และให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง 10 กระทรวง ร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อ ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกวัตถุดิบ

สมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของภูมิภาค ASEAN ภายในปี พ.ศ. 2564 มูลค่าของวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์

สมุนไพรภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่าตัว (จาก 180,000 ล้านบาท เป็น 360,000 ล้านบาท) ภายในปี พ.ศ. 2564

ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ 

https://www.facebook.com/drsuvitpage/?epa=SEARCH_BOX

โดย redribbons07

 

กลับไปที่ www.oknation.net