วันที่ อังคาร มกราคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เราที่สอง รองภูมินทร์ นามปิ่นเกล้า


๗ มกราคม น้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ตามรอยพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วังหน้า

พระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช ผู้เปรียบเสมือนมือขวาของพระเจ้าแผ่นดิน โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาตำแหน่งนี้ขึ้นพร้อมกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 และสิ้นสุดลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2428

ปัจจุบันพื้นที่ที่เคยเป็นวังหน้าได้กลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โรงละครแห่งชาติ, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และพื้นที่บางส่วนด้านทิศเหนือของสนามหลวง โดยอาคารที่ยังคงเหลือในปัจจุบัน ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน, พระที่นั่งพุทไธสวรรย์, หมู่พระวิมาน และพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ รวมถึงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

มีเกร็ดว่าในการดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราช มีการปรับพื้นที่ใหม่ของวังหน้า เพื่อแก้ฮวงจุ้ย ในเขตพระราชฐาน ถึง 80 จุด ที่พระองค์ทรงประทับ พระที่นั่งที่สำคัญคือพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งคชกรรมประเวศ ในการสร้างพระที่นั่งแห่งนี้ เนื่องจากมีวัสดุเป็นไม้ มีความชื้น จึงมีการทำช่อง ปล่อง

พระที่นั่งคชกรรมประเวศเป็นอาคารที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในวังหน้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 เป็นอาคารที่มีเครื่องยอดทรงปราสาทองค์เดียวเท่านั้นในวังหน้า ด้วยเป็นลักษณะเฉพาะของฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน และจะสร้างขึ้นได้เฉพาะในพระบรมมหาราชวัง หรือวังหลวงเท่านั้น

 

ร่องรอยพระที่นั่งคชกรรมประเวศ

กระทั่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต อาคารประกอบพระเกียรติยศหลังนี้ก็หมดหน้าที่ และเนื่องด้วยเป็นอาคารที่สร้างจากเครื่องไม้ จึงผุพังเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาจนมิอาจซ่อมแซมได้ ปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงส่วนของเกยขึ้นช้างตั้งอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ที่บ่งบอกร่องรอยถึงการมีอยู่ของอาคารหลังนี้

 พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เป็นหอพระหรือที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่ จิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องนิทานพุทธประวัติ พระมหากษัตริย์ เทพชุมนุม ซึ่งวาดฝีแปรงโดยช่างเขียนในสมัยรัชกาลที่ 1 จิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องนิทานพุทธประวัติ พระมหากษัตริย์ เทพชุมนุม ด้วยแนวความอุดมคติสืบทอดมาจากสมัยอยุธยา ที่วาดฝีแปรงโดยช่างเขียนในสมัยรัชกาลที่ 1

จิตรกรรมฝาผนังแสนงดงามนี้ ถูกเขียนด้วยแนวความคิดอุดมคติที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยา แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ขอพระพุทธเจ้าเพื่อเสริมพุทธบารมี และเรื่องราวของพระราชาที่เชื่อว่าคือพระโพธิสัตว์ ผู้จุติลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

ที่พระที่นั่งพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ มีต้นไม้ดัด อยู่หลายต้น

ต้นไม้ดัดถือว่าเป็นพระราชนิยม ทั้งนี้ ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 3 นิยมในเรื่องของต้นไม้ ต้นไม้ดัด ที่นี่ มีอายุกว่าร้อยปีแล้ว ต้นไม้ได้แก่ต้นมะขามต้นตะโก และต้นข่อย ในเรื่องของต้นตะโก คนโบราณกล่าว เปรียบ เทียบว่า ดำเป็นตอตะโก เปลือกตะโก จะมีสีดำ

จิตรกรรมฝาผนังภาพนี้ มีทหารแต่งกายอย่างฝรั่งต่างชาติ น่าจะเป็นงานเขียนที่เขียนขึ้นในภายหลัง

ในสมัยพระปิ่นเกล้านั้น ทรงสร้าง พระที่นั่งอีกองค์หนึ่งคือพระที่นั่ง มังคลาภิเษก เอกอลงกต เป็นพระที่นั่งเพื่อทรงประทับเย็นๆ รื้อไปแล้ว

บริเวณที่จะไปโรงราชรถ

บริเวณที่นี้เป็นที่ตั้งของพระที่นั่งสนามจันทร์  ใกล้เคียงกันก็เป็นพระที่นั่ง ปาฏิหาริย์ทัศไนย เพราะรัชกาลที่ 6 ทรงทอดพระเนตรเห็น พระปฐมเจดีย์ มีแสงไฟ มีลวดลายดาวเพดานงดงามลวดลายแตกต่างกัน งามวิจิตร ตอนนี้อันเชิญพระที่นั่งองค์นี้ ไป ที่ พระราชวังสนามจันทร์ สวน พระที่นั่ง สนามจันทร์ ไม่มีใครทราบได้ว่าไปอยู่ที่ไหน

 

ศาลาหอแก้ว เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษา วังหน้า แห่งนี้

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

เป็นตึกสามชั้นแบบตะวันตก แต่มีความเป็นเรือนไทย ชั้นเดียวยกใต้ถุงสูง มีบันไดขึ้นเรือนจากภายนอก ซึ่งการผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกกับสถาปัตยกรรมเมืองร้อนนี้ จึงเป็นสิ่งที่บอกวิวัฒนาการของวังหน้า และวิถีชีวิตของคนไทยที่ค่อยๆ เปลี่ยน

 

พระที่นั่ง อิศเรศราชานุสรณ์ เป็นรูปแบบศิลปะตะวันตกและไทย มีบานเกร็ด เป็นบานไม้สามารถเลื่อนขึ้นลงปรับระดับได้ เงินแค่เปิดระบายอากาศหรือป้องกันฝนตก ที่บนอาคารมี สัญลักษณ์ขององค์เจ้าฟ้าน้อย คือปิ่นปักผม ช่อชัยพฤกษ์ บนพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นตราพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มีลักษณะที่เลียนอาคารเรือนไทยทั่วไปคือที่มีบันไดทางขึ้นเรือนจากด้านหน้า

ภายในห้องโถงกลาง

มีตู้ทอง ลายพระราชลัญจกรรัชกาลที่ ๒ พระ บาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย อีกด้านก็เป็นตู้ทองของสมเด็จพระ ศรีสุริเยนทรา บรมราชินีในรัชกาลที่ ๒ คือ เจ้าฟ้าหญิงบุญรอด ซึ่งเป็นธิดาของ กรมพระศรีสุดารักษ์  มีพระป้าย ของ สาม พระองค์ ด้านหลังมีบันได ลับ สำหรับข้าราชบริพารที่จะมาถวายงาน เป็นการส่วนพระองค์

 

วัตถุทรงกลม ใหญ่ในภาพ คือลูกแก้วปรอท (Mercury ball) บางที่ก็เรียกว่า gazing ball, butler's ball มีไว้เพื่อประดับห้องรับประทานอาหาร สำหรับพ่อบ้าน คอยชำเลืองมองดูแขกที่กำลังรับประทานอาหารเพื่อจะได้ทราบว่าต้องการอะไร แทนการจ้องมองไปที่แขกโดยตรง ซึ่งเป็นการเสียมารยาท ลูกแก้วปรอทนี้ เริ่มผลิตขึ้นมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ ๑๓ โดยทำจากแก้วฉาบปรอทแบบกระจกเงา เป็นที่นิยมในยุโรปในช่วงคริสตศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ นอกจากใช้ประดับตกแต่งห้องอาหารแล้ว ยังใช้ตกแต่งประดับส่วนอื่นๆเช่น สวน อีกด้วย ลูกแก้ววนี้คงเป็นเครื่องบรรณาการ ที่ชาวยุโรปนำมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และยังคงหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน  ข้อมูลจากfbวังหน้า: Wang Na

ก่อนที่จะสร้างตำหนัก อิศเรศราชานุสรณ์ พระปิ่นเกล้าโปรดให้สร้าง พระที่นั่งบวรปริวัติ แต่เนื่องจาก เป็นทิศที่พระอาทิตย์ขึ้นอากาศจึงร้อนชื้นประกอบกับพระองค์ทรงพระประชวร ทำให้อยู่ไม่สบาย จึงสร้างพระตำหนักวงจันทร์และ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในรูปแบบของศิลปะตะวันตกผสมกับศิลปะไทย

 มีช่องระบายอากาศ เป็น มะหวด ลูกแก้ว 

กรอบประตู มีลายเซาะร่อง ที่ประตู ห้องโถงกลาง 

กรอบประตู อีกห้องหนึ่ง จะเห็นเป็นลายประแจจีน

เมื่อเดินเข้าไป บ้านที่จะไปสู่ ห้อง สรง จะเห็นภาพสีน้ำมันของสมเด็จพระปิ่นเกล้า ทรงพระภูษา แบบทหารเรือ และจะเห็นว่ามีไว้พระมัสสุ

ด้านความสนใจในวิชาการ  ครั้งยังดำรงพระยศเป็นกรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทรงสั่งตำราภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องปืนใหญ่และการต่อเรือกลไฟมาศึกษาด้วยพระองค์เอง จนสามารถต่อเรือกลไฟแบบตะวันตกได้เป็นลำแรก และทรงนิพนธ์ตำราปืนใหญ่สำหรับทหารไทยไว้ด้วย แต่ในเรื่องรักสนุกของพระองค์ ก็มีเรื่องเล่ากันไว้มากเช่นกัน 

พระองค์ท่านมิได้ทรงสนพระทัยแค่วิชาการต่อเรือเท่านั้น ยังทรงสนพระทัยเครื่องแบบโก้ๆของราชนาวีอังกฤษด้วย และสั่งเข้ามาแต่งเล่น ที่สำคัญยังรับสั่งเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงที่คนอเมริกันก็ยังคิดว่าเป็นฝรั่งด้วยกัน

 

ใกล้ๆบริเวณพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์แห่งนี้ ยังมีเก๋งนุกิจราชบริหาร เก๋งจีนที่โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความทันสมัยของเจ้านายในสมัยรัชกาลที่ 4 ยุคเปลี่ยนผ่านที่มีการผสานวัฒนธรรมไทย เข้ากับจีนและตะวันตกได้เป็นอย่างดี

มีภาพจิตรกรรม ฝาผนัง จีน ฝีมือช่างชาวจีน เล่าเรื่อง การสงครามออกรบและมีภาพของบุคคลสำคัญ ในวรรณคดีจีน เรียกว่าห้องสิน การเขียนภาพ จัดทัพ ตามตำรา พิชัยสงคราม จะพบว่า การตัดไม้ข่มนาม แต่ครั้งนั้นแล้ว เป็นเรื่องของการเอาฤกษ์เอาชัย และเรียกกำลังใจ การสังเวยหมู

ภาพประวัติศาสตร์  ๒ ยุวกษัตริย์ทอดพระเนตรโรงเรือ ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมู่พระวิมาน ในพระราชวังบวรสถานมงคล

วันที่ ๓ มกราคม ๒๔๘๑

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เสด็จเยี่ยมชมพระราชวังบวรสถานมงคลและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ในคราวเสด็จนิวัติพระนคร พ.ศ. ๒๔๘๑      ภาพจาก  สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

  

 คลิป  ตามรอยพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วังหน้า วันที่ ๗ มกราคม๒๕๖๒  เพื่อน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net