วันที่ ศุกร์ มกราคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใบไม้เริงระบำ ที่คันไซ (8) .. พระราชวัง Ninomaru – Goten Palace


ใบไม้เริงระบำ ที่คันไซ (8) ..  พระราชวัง Ninomaru – Goten Palace


ภูมิภาคคันไซเจริญรุ่งเรืองมานาน เริ่มต้นที่ยุคนารา โยมีนาราเป็นเมืองหลวง .. ตามมาด้วยยุคเฮียวอัน ที่มีเกียวโตเป็นเมืองหลวงยาวนานหลายร้อยปี ระหว่างนั้นก็มีการรบพุ่งกันเรื่อยมา

จนท้ายสุด เมื่อท่านโชกุนอิเอยะสึ ขึ้นครองอำนาจ สามารถถล่มกองกำลังอื่นได้ราบคาบ จึงเป็นโชกุนสมบูรณ์แบบ กลายเป็นยุคเอโดะที่มีการสืบทอดต่อมาอีกสองร้อยปีเศษ …

ในยุคนั้น โตเกียว พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่กระนั้นเกียวโตก็ยังเป็นเมืองหลวงในระยะแรก เพราะองค์จักรพรรดิประทับอยู่ที่เมืองนี้

ท่านอิเอยะสึ จึงสร้างวังโชกุนขึ้นมาเพื่อใช้เป็นที่พัก

“โชกุน” (Shogunate) .. น่าจะมีความหมายว่า ผู้สำเร็จราชการ เพราะญี่ปุ่นในสมัยโบราณองค์จักพรรค์ เป็นเพียงสัญลักษณ์โอรสฟ้า แต่อำนาจทั้งหมดอยู่ที่โชกุน ถือเป็นผู้ปกครองแผ่นดินตัวจริง จึงมีการแย่งชิงตำแหน่งนี้กันมากมาย

ตำแหน่ง “โชกุน” เกิดขึ้นเมื่อกว่าพันปีก่อน และอยู่คู่กับญี่ปุ่นมาทุกยุคสมัย โดยมีตระกูลใหญ่ๆต่อสู่แย่งชิงตำแหน่งนี้กันเพียงไม่กี่ตระกูล …

ที่สำคัญที่สุด คือ ตระกูลมินาโมโต อันเป็นตระกูลใหญ่ในอดีต เคยเป็นโชกุนอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นก็ล่มสลาย

มาถึงยุคที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นยุคในช่วงรอยต่อระหว่างตระกูลโทโยโตมิ และตระกูลโตกุกาวา …

ตระกูลโตกุกาวาสืบสายเลือดต่อมาจากมินาโมโต จึงเป็นตระกูลที่ผู้คนให้ความเคารพมาก แต่อำนาจในยุคนั้นอยู่ที่ฮิเดโยชิ โทโยโตมิ ผู้ที่พยายามรวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นที่เคยแตกกระจายเป็นแว่นแคว้นต่างๆ โดยมีไดเมียวเป็นผู้ครองแคว้น ไม่มีใครครองทั้งแผ่นดิน

จึงเกิดสงครามระหว่างแคว้นอย่างยาวนานถึงราว 200 ปี เป็นช่วงกลียุคของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

ฮิเดโยชิ โทโยโตมิ มีคู่ต่อสู้ที่ฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกัน คือ อิเอะยาซึ โตกุกาวา ..

ทั้งคู่ต่อสู้กันหลายครั้ง จนสุดท้าย อิเอะยาซึ โตกุกาวา ตัดสินใจเข้าเจรจายอมอ่อนน้อม ยินยอมยกดินแดนของตนให้ทั้งหมด …

ฮิเดโยชิ โทโยโตมิ ก็ตกลงด้วยความยินดียิ่ง เพราะถ้า อิเอะยาซึ โตกุกาวา ยอมแพ้ ก็เท่ากับคนที่กระด้างกระเดื่องที่เหลือไม่กล้าสู้ต่อ จึงมอบ 8 มณฑลแห่งคันโต ดินแดนที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นให้กับ อิเอะยาซึ โตกุกาวา

ฮิเดโยชิ โทโยโตมิ สามารถรวบรวมทั้งญี่ปุ่น แต่เขาเองขึ้นมาดำรงตำแหน่งโชกุนไม่ได้ เพราะเหตุที่เขาเป็นเพียงลูกชาวนา ไม่ได้สืบสกุลมาจากตระกูลที่ยิ่งใหญ่

... จักรพรรดิเองก็ไม่อาจจะฝืนประเพณีเพื่อแต่งตั้งเขาเป็นโชกุน

… อย่างไรตาม ท่านฮิเดโยชิ โทโยโตมิ ได้จัดระบบปกครองใหม่ โดยให้มีสภา 5 ไทโรขึ้นมา โดยเลือกไดเมียวผู้มีอำนาจสูงสุด 5 คนมาเป็นสมาชิกสภา และทั้งหมดขึ้นตรงกับท่านเพียงผู้เดียว

หลังจากนั้น ท่านฮิเดโยชิ โทโยโตมิ ก็สร้างปราสาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นที่โอซากา และยกทัพไปตีเกาหลี แต่ท่านฮิเดโยชิเสียชีวิต … การทำสงคราม 5 ปีที่เกาหลีจึงสูญเปล่า ไม่ได้ผลตอบแทนใดๆกลับมา

อย่างไรก็ตาม .. ท่านฮิเดโยชิ ยังมีทั้งเมียและลูกเป็นผู้สืบทอด โดยให้สภา 5 ไทโร เป็นผู้ดูแลตระกูลโทโยโตมิ และแต่งตั้งท่านอิชืดะ เป็นผู้สำเร็จราชการ เพื่อคานอำนาจท่านอิเอยาซึ  คนเดียวที่ท่านฮิเดโยชิมั่นใจว่าจะสามารถล้มอำนาจของตระกูลท่านได้

ถึงตอนนี้ ญี่ปุ่นก็อยู่ในช่วงเวลาสุ่มเสี่ยงต่อการแตกแยกอีกครั้ง เพราะขุนนางของท่านฮิเดโยชิ และของฝ่ายท่านอิชืดะ เกิดการไม่ลงรอยกันอย่างมาก

จนท้ายสุดเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นที่ทุ่งเซกิกาฮารา (Battle of Sekigahara) ..

.. ทหารของท่านอิเอะยะสึ มีเพียง 75,000 คน เข้าปะทะกับทหารของสภา 5 ไทโร ที่นำโดยอิชิดะ ที่มีกำลัง 130,000 คน …

แต่ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ทำให้ฝ่ายอิเอะยะสึ เป็นฝ่ายมีชัย และทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นครองอำนาจเป็นโชกุน สงครามครั้งนี้จึงโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

เมื่อได้รับชัยชนะในครั้งนั้น จักรพรรดิจึงแต่ตั้งให้เป็นโชกุน ด้วยเป็นคนในตระกูลมิยาโมโตอยู่แล้ว … อำนาจของตระกูลโตกุกาวา จึงรุ่งเรือง โดยยึดเมืองเอโดะ (ปัจจุบันคือเมืองโตเกียว) เป็นฐานที่มั่น

อย่างไรก็ตาม .. ตระกูลโทโยโตมิ ยังคงอยู่ในปราสาทโอซากา ถือเป็นเสี้ยนหนามที่สำคัญที่สุด และปราสาทโอซากาก็ยิ่งใหญ่จนต้องใช้เวลาโจมตีอยู่นาน กว่าจะสามารถทำลายปราสาทได้สิ้นซาก และทั้งเมียและบุตรของฮิเดะโยชิ ก็ฆ่าตัวตาย ถือเป็นการล้างตระกูลโทโยโตมิไปอย่างสิ้นซาก

ต่อจากนั้น ตระกูลโตกุกาวา ก็กลายเป็นโชกุนสืบต่อมาเกือบ 300 ปี (คศ. 1603-1868) ก่อนสิ้นยุคโชกุน เข้าสู่ยุคปฏิวัติเมจิต่อเนื่องมาถึงยุคปัจจุบัน

ดังนั้นจะเห็นว่า “โชกุน” มีมานานแล้ว .. แต่โชกุนที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ อิเอเยะสึ และตระกูลของโชกุนที่ดังที่สุด คือ โทดุกาวา

ปราสาทโอซากา ปราสาทนาโกยา … ล้วนเกี่ยวช้องกับ ท่านโชกุนโตกุกาวา อิเอะยะสึ ผู้นี้ทั้งสิน รวมถึงวังนิโจ ที่เกียวโตด้วย

Note : ขอขอบคุณเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ตอนหนึ่งของญี่ปุ่นจากบทความ Kansai My Love (10) โดยคุณ บุญยรัตน์ โรจนาปิยาวงศ์ : หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์

------

 

วังนิโจ หรือชื่อ “นิโนมารุ” (Ninomaru – Goten Palace) … สร้างโดยท่านอิเอะยะซึ ในปีที่ท่านขึ้นครองอำนาจเป็นโชกุนในปี คศ. 1603 เพื่อใช้ตอนที่ท่านเข้ามาเฝ้าองค์จักรพรรดิ แต่วังนี้สร้างติดต่อกันนานถึง 23 ปีจึงมาเสร็จในสมัยโชกุนรุ่นหลาน

วังนิโจถูกใช้เป็นที่อยู่ของโชกุนมาตลอดยุคโทกุกาวา ซึ่งเป็นเวลาราว 264 ปี รวมถึงปราสาทในเอโดะที่โชกุนในตระกูลนี้ใช้พำนักเป็นประจำ

เมื่อสิ้นยุคโชกุน วังนิโจ ก็กลายเป็นพระราชวังหลวงชั่วคราว จากนั้นจึงตกเป็นสมบัติของเมืองเกียวโต และเปิดให้ผู้คนเข้าชมกันจนถึงปัจจุบัน …

วังนิโจ เป็นเขตมรดกโลก และวังที่สมบูรณ์ที่สุดในญี่ปุ่นยุคนี้ เพราะเกียวโตได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่สองน้อยมาก จึงเหลือโบราณสถานเอาไว้ให้ผู้คนได้ดูอยู่เยอะมาก และที่นี่ก็เสียหายเฉพาะป้อมปราการ 5 ชั้นที่อยู่รอบๆวังเท่านั้น

วังนิโจ .. แบ่งออกเป็น 3 ส่วน

ชั้นแรก .. เป็นคูน้ำของปราสาท และกำแพงหินที่สูงมาก

ด้านใน .. เป็นส่วนที่มีต้นไม้เยอะมาก

ชั้นในสุด .. เป็นหมู่อาคารที่ได้รับการจัดเป็นกลุ่มชัดเจน

จากทางเข้าด้านที่ติดกับถนน … เจอประตูทางเข้าของวังที่เรียกว่า “คาราม่อน” (Karamon) รูปลักษณ์เหมือนประตูสไตล์จีน สูงใหญ่ทีเดียวค่ะ

เมื่อเดินตามทางเดินเข้ามาจนถึงลานหน้าวังโชกุน .. ประตูทางเข้าวังชั้นในสวยมากๆ

มีรายละเอียดของลวดลายประดับซุ้มประตูที่เด่นด้วยความละเอียดของลวดลายและการให้สีที่งดงาม

ปราสาทหรือวังแห่งนี้ไม่ได้มีรูปทรงสูงตระหง่านหลายชั้นเหมือนกับปราสาทหลายแห่งในญี่ปุ่น

แต่จะเป็นเหมือนท้องพระโรงชั้นเดียวที่มีการตกแต่งที่สวยงาม

วังนี้เป็นทั้งที่ทำงาน และที่พักของท่านโชกุนเมื่อยามที่มาเกียวโต …

แต่แม้จะมีพื้นที่กว้างขวางมากๆตามที่เห็นแผนผังคร่าวๆจากแผนที่ แต่ก็เปิดให้ชมแค่นิดเดียว ยังมีสวนที่ว่ากันว่าสวยงามมากอยู่ด้านในที่ไม่ได้เปิดให้ชม

จากประตูทางเข้าวังชั้นใน จะมองเห็นอาคารที่เขาเปิดให้ชม ซึ่งการเข้าไปชมจะต้องถอดรองเท้าก่อนจึงจะเข้าไปในบริเวณชั้นในของวังได้

จากนั้นจึงเดินขึ้นบันไดเตี้ยๆไปยังระเบียงของวัง … ภายในวังห้ามถ่ายภาพค่ะ

วังของญี่ปุ่นจะสร้างเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว แต่กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง มีห้องต่างๆเรียงรายอยู่ตามทางเดิน .. เราก็เดินวนไปรอบๆตามระเบียงไม้ที่กว้างขวางที่เป็นทางเดินนี่แหละค่ะ

ทางเดินจะบังคับพาเราเดินผ่านห้องมากมาย เวลาเดินก็มีเสียงกุ๊งกิ๊ง จึงเรียกทางเดินแบบนี้ว่า Nightingale Floor นัยว่าเหมือนเสียงร้องของนกไนติงเกล

คนญี่ปุ่นคิดสร้างทางเดินที่มีเสียงกุ๊งกิ๊งแบบนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นกลไกในการป้องกันศัตรูที่เข้ามาจู่โจม เมื่อเข้ามาเหยียบที่พื้นยังไงก็จะมีเสียงเตือนให้ได้ยิน อันจะทำให้เหล่าซามูไรพิทักษ์โชกุนรู้ว่ากำลังมีผู้บุกรุกเข้ามา และออกมาฟาดฟันต่อสู้ได้ทันท่วงที

ห้องต่างๆที่เราเดินผ่าน จะเป็นห้องโล่งๆตาตามิปูด้วยเสื่อ ไม่มีสิ่งของที่ดูแล้วเปรียบเหมือนเฟอร์นิเจอร์ อาจจะเพราะคนญี่ปุ่นนิยมความเรียบง่าย นั่งกับพื้น ไม่ต้องนั่งบนเก้าอี้ …

สิ่งเดียวที่ใช้ในการประดับตกแต่งห้องเหล่านี้ คือ ภาพวาดโบราณเก่าแก่ที่ประดับบนประตูเลื่อน หรือบนผนังของห้องต่างๆ

ห้องที่เราเดินผ่านส่วนใหญ่เป็นห้องพักรอสำหรับแขกที่มาเข้าพบท่านโชกุน ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงเป็นพวกไดเมียว (ผู้ครองแคว้น) โดยไล่เรียงกันไปตามลำดับชั้น โดยห้ามพกพาอาวุธเข้ามาตามธรรมเนียมปฏิบัติ ส่วนไพร่พลและขบวนผู้ติดตามมาก็พักรออยู่ด้านนอก

การเดินชมต้องเดินไปดูไปทีละส่วน มีห้องพักรอเป็นระยะ และยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าความงดงามของการตกแต่งห้องด้วยภาพวาดโบราณจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นภาพวาดของเสือ ที่ฉันเดาเอาเองว่าคงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ..

แต่ยังไงทุกห้องก็ยังเป็นห้องโล่งที่ปูด้วยเสื่อตาตามิเพียงอย่างเดียว ปราศจากเฟอร์นิเจอร์ใดๆ

ห้องใหญ่ที่เป็นห้องประชุม จะมีหุ่นไดเมียวนั่งเรียงกันเป็นแถว จำลองเพื่อให้เราเห็นว่าบรรยากาศในสมัยนั้นเป็ฯอย่างไร

เดินเข้ามาเรื่อยๆ .. ด้านในจะเป็นห้องพักผ่อนของท่านโชกุน มีหุ่นท่านโชกุนนั่งอยู่พร้อมรูปปั้นสาวๆที่เป็นนางใน

เราเดินวน ชะโงกหน้าเข้าไปดูตามห้องต่างๆ แต่ไม่ได้ถ่ายภาพ (เพราะเขาห้ามค่ะ ไม่ได้สมัครใจ ฮ่า ฮ่าๆๆ) จนกระทั่งวนออกมายังทางที่เราเข้าไปในครั้งแรก อันเป็นการสิ้นสุดการชมวังของท่านโชกุนในส่วนที่เปิดให้ดู

เราเดินวนออกมาในส่วนที่เป็นสวนด้านนอกอาคาร ต้นไม่ที่เห็นส่วนใหญ่เป็นต้นสนขนาดใหญ่อายุคงเป็นร้อยปี ที่ได้รับการดูแล ตัดแต่งเป็นอย่างดีสลับกับการจัดวาก้อนหินและกราด

แต่ไม่มีดอกไม้ให้เห็นนะคะ .. อาจจะต้องรอในช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจะได้เห็นดอกซากุระบาน

วังแห่งนี้มีการจัดแสดงแสงสีในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีด้วยค่ะ แต่เราไม่มีเวลาที่จะรอดู .. และเรากำลังจะพาทุกท่านไปชมแสงสีที่สาดส่องบนต้นไม้ที่ใบไม้มีสีแดงส้มเหลืองกันค่ะ ตามมานะคะ

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net