วันที่ ศุกร์ มกราคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เวทีมองไปข้างหน้าพรรคการเมือง “กับการสร้างหลักประกันสุขภาพ เพื่อคนไทยทุกคน” ...


สรุปการรับฟังเสวนา เวทีมองไปข้างหน้าพรรคการเมือง “กับการสร้างหลักประกันสุขภาพ เพื่อคนไทยทุกคน”

ตอนที่2: ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

สรุปการเสวนาโดยคุณบอม โอฬาร วีระนนท์

 

 

เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมรับฟังงานเสวนา ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิมิตรภาพบำบัด เนื่องในงานรำลึก 11 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ผลงานดีเด่น และถูกยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกและผลักดันโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นที่มาของโครงการ “30 บาทรักษาทุกโรค” และพัฒนาต่อมาจนปัจจุบัน

สำหรับผมเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับสังคมไทย เพราะไม่ใช่แค่นโยบายสุขภาพ แต่ครอบรวมไปถึงคุณภาพชีวิตของคนไทย อันจะเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศต่อไป ใครสนใจติดตามอ่านกันได้เลยครับ ยาวนิด แต่มีประโยชน์แน่นอน สำหรับใครที่ต้องการดูบันทึกการเสวนาย้อนหลังสามารถดูได้ที่ http://bit.ly/HealthPolicy2019

โดยตอนที่แล้วผมสรุปของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยไปแล้ว ตาม Link นี้ http://bit.ly/HealthPolicyV1

สำหรับตอนที่สองนี้ พรรคพลังประชารัฐ เนื้อหาจะเป็นอย่างไรไปติดตามอ่านกันได้เลยครับ

========================
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ
ช่วงแรก 7 นาที (นาทีที่ 43 - 50)

“เราต้องการเตรียมพร้อมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21”
-หัวใจสำคัญของพลังประชารัฐประการหนึ่ง เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทุกพรรคคงไม่ปฏิเสธ คือ “เราต้องการเตรียมพร้อมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21” และเพื่อเตรียมความพร้อมนั้น การลงทุนในสุขภาพ (Investment in Health) ก็คือการลงทุนในทุนมนุษย์ มีผลการศึกษารองรับมากมายว่าการลงทุนในสุขภาพนั้นจะช่วย Productivity ทั้งของคนและประเทศอย่างไร ดังนั้นคงไม่มีใครปฏิเสธว่าต้องทำ
-สำหรับเรา การมองเรื่องประกันสุขภาพ จะต้องไม่มองเป็นเรื่องการเมือง แต่ต้องมองว่า "หลักคิดนั้นเป็นหลักคิดที่ถูกต้องหรือไม่ และเราจะทำให้ต่อเนื่อง ทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร

“หลักประกันสุขภาพในอนาคต ต้องไปผูกกับการพัฒนาที่ยั่งยืน”
-ผมเชื่อว่า “หลักประกันสุขภาพในอนาคต ต้องไปผูกกับการพัฒนาที่ยั่งยืน” ไปตอบข้อ 8.2 ของ SDG (Sustainable Development Goals) คือ การเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเราทำได้ดีพอสมควรใน 16 ปีที่ผ่านมา เรากลายเป็น “ต้นแบบของโลก” ในการเป็นระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage)

“หลักคิดที่ถูกต้อง 3 ประการ”
สำหรับผมเราต้องเริ่มต้นด้วยหลักคิดที่ถูกต้อง ส่วนหลักปฏิบัติถ้ามันติดขัดค่อยว่ากัน 
-เรื่องที่1: “ส่งเสริม ป้องกัน รักษา คุ้มครอง”
หลักคิดที่ถูกต้อง คือ ที่ผ่านมาเราเริ่มต้นพัฒนาการจากมีคนป่วยรักษาอย่างไร (Sick Health) มาสู่สุขภาพดี (Good Health) คือเรื่องของการ “ส่งเสริม ป้องกัน รักษา คุ้มครอง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง คำถามคือจะทำอย่างไรให้เกิดขึ้น

-เรื่องที่2: “ดีช่วยป่วย รวยช่วยจน”
การเปลี่ยนจากต่างคนต่างดูแลตนเอง มาสู่การเรื่องของ “ดีช่วยป่วย รวยช่วยจน” ดังนั้นในเรื่องของบัตร 30 บาท จนกลายมาเป็นบัตรทองนั้น จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของสังคมแห่งการเกื้อกูลและแบ่งปันกัน (Sharing and Caring Society) คนที่สุขภาพดี คนที่รวย ก็ไม่ต้องไปใช้ มันก็จะเอาเงินไปช่วย ให้คนที่ป่วยและคนจน ซึ่งตรงนี้เราจะทำอย่างไรให้เกิดขึ้นได้มากกว่า

-เรื่องที่3: “เปลี่ยนจากการแยกกันทำ เป็นร่วมกันเดิน”
16 ปีที่ผ่านมาของระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ทำให้เกิดภาคีมาร่วมกันทำงานและก้าวเดินไปด้วยกัน แม้จะมีข้อติดขัดมากมาย แต่ผมจะเสนอในประเด็นที่ท้าทายต่อไป

4 ประเด็นท้าทายประกันสุขภาพถ้วนหน้า
พปชร. เรามองว่ามี 4 ประเด็นท้าทาย ว่า 16 ปี ในการพัฒนา เราต้องตอบคำถาม 4 ข้อนี้ คือ
คำถามที่1: ประชาชนได้รับสิทธิถ้วนหน้ารึยัง? 
-อันนี้ตอบได้ว่า จากข้อมูลที่มี 3 กองทุนสามารถครอบคลุมประชาชนกว่า 90% อยู่แล้ว เมื่อเทียบกับผู้มีบัตรประชาชน ส่วนคนที่ไม่มีบัตรประชาชน หรือคนชายขอบที่จะนำมาเข้าระบบอย่างไรอันนี้ค่อยว่ากัน

คำถามที่2: มีสิทธิ์ แต่เข้าถึงสิทธิ์ได้จริงรึเปล่า? 
-หลายเรื่องที่เรามีสิทธิ์แต่เข้าถึงสิทธิ์ไม่ได้ เช่นเรื่องของทันตกรรม ถ้าเราจะให้อยู่ในบัตรทอง คำถามคือแล้วเรามีทันตแพทย์เพียงพอรึปล่าว ที่จะครอบคลุมเรื่องต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น

คำถามที่3: เมื่อเข้าถึงแล้ว เราได้รับบริการที่ดีเพียงใด? 
-นี่คืออีกเรื่องที่สำคัญ คือ Service Quality เราทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน

คำถามที่4: บริการที่ให้ไปแล้ว มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพียงใด?
-อันนี้คือเรื่องของงบประมาณ ว่าภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด เราจะทำเช่นไร เราจะเอาเทคโนโลยีและหลักการ บริหารมาใช้อย่างไร

“ปรับเปลี่ยน เชื่อมโยง ยกระดับ และขับเคลื่อน” คือ นโยบาย พปชร.
เมื่อเอาโจทย์ 4 ข้อมาแปลงเป็นนโยบายของพลังประชารัฐนั้น เรามอง 4 เรื่อง โดยมี Keyword สำคัญดังนี้

“ปรับเปลี่ยน เชื่อมโยง ยกระดับ และขับเคลื่อน”
- ปรับเปลี่ยน : กลไกให้เกิดความเท่าเทียมที่ยั่งยืน : อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะโจทย์ของหลักประกันสุขภาพเริ่มมาจากความเหลื่อมล้ำ ทำยังไรให้เกิดความเท่าเทียม แต่ในยขณะเดียวกันต้องเป็นความเท่าเทียมที่ยั่งยืนด้วย

- เชื่อมโยงภาคี : ก็คือการครอบคลุม ทุกภาคส่วน ทุกระดับ ทุกพื้นที่ ให้เดินหน้าไปด้วยกันได้อย่างไร

- ยกระดับ : ในแง่ของการ Operation แล้ว คือการทำอย่างไรให้เรามั่นใจได้ว่าประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและคุณภาพในการให้บริการนั้นได้มาตรฐานจริง

- ขับเคลื่อน : หลักประกันสุขภาพที่ดีในอนาคต จะต้องขับเคลื่อนให้เกิดสุขภาพที่ดีในทุกช่วงวัย

“รัฐสวัสดิการ คือเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง”
ตอบคุณบุญยืน : ในเรื่องการไปสู่รัฐสวัสดิการนั้น ผมถือว่า “เป็นเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง” ณ วันนี้ ประเด็นหลักที่เกิดขึ้นของ 3 กองทุน ผมคิดว่ามันเป็นเพราะความลักลั่นต่างๆ เช่น สิทธิ์ข้าราชการ 12,000 บาท ในขณะที่บัตรทอง 3,700 บาท แต่มันเป็นระบบที่แตกต่างกัน เพราะข้าราชการเค้าใช้จ่ายตามจริง (Freefall Service) เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายจะแพงมาก ขณะที่การบริหารจัดการของบัตรทอง เป็นลักษณะของการเหมาจ่าย หรือ “ดีช่วยป่วย รวยช่วยจน” มันจะมีประสิทธิภาพมากกว่า ดังนั้นเรามีโจทย์ว่าเราจะปรับการบริหารจัดการตรงนี้ได้อย่างไร

เจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี ทุกที่ 72 ชม. และจะครอบคลุมมากกว่านี้
ส่วนที่สองคือ “ความครอบคลุม” ในส่วนนี้ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ อย่างการเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี ทุกที่ 72 ชม. (UCEF : Universal Coverage for Emergency Patients) ที่เราพูดถึงนี่มันใช้ได้ทั้ง 3 กองทุน แต่ในขณะเดียวกัน Long Term Care โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงวัยที่ติดเตียง ติดบ้าน บัตรข้าราชการไปไม่ถึง ดังนั้นสิ่งที่ พปชร. พยายามขับเคลื่อนอยู่ คือ จะทำอย่างไรให้สามารถจัดระเบียบใหม่ โดยอาจจะไม่ใช่การรวมกองทุนเหลือเพียงกองทุนเดียว แต่คือการทำให้ทั้ง 3 กองทุน มีเหตุมีผลมากกว่านี้ได้อย่างไร

3 ส่วน สิทธิประโยชน์ที่ต้องจัดระเบียบใหม่
- ส่วนแรก : “สิทธิประโยชน์หลัก / สิทธิประโยชน์จำเป็น” (Basic Scheme)
ตรงส่วนนี้จะต้องให้ทุกกองทุนเหมือนกันหมด เพียงแต่มีการขยายในส่วนของสิทธิประโยชน์นั้นให้ครอบคลุมมากขึ้นได้อย่างไร ส่วนนี้คือส่วนที่ทุกกองทุนต้องลง
- ส่วนที่สอง: “สิทธิประโยชน์เสริม1” : คือ นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์จำเป็นแล้ว เอาไปเติมให้กับผู้รับสิทธิ์
- ส่วนที่สาม: “สิทธิประโยชน์เสริม2” : คือ ส่วนที่หากผู้ใช้สิทธิ์อยากได้รับบริการที่ดีขึ้น ก็ซื้อบริการหรือประกันเสริมเอง

ช่วงที่ 2: 5 นาที (นาทีที่ 1.38 - 1.44)
ดร.สุวิทย์ เมษิณทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

“มั่นคง ยั่งยืนไม่เพียงพอ ต้องใกล้บ้าน ใกล้ใจ”
เราพูถถึงกลไล ที่จะทำให้ 3 กองทุน มีความมั่นคงยั่งยืนอย่างไรไปแล้ว แต่แค่นี้ไม่เพียงพอ เรื่องที่สำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้เกิดนโยบายที่เป็น Primary Care เป็นสำคัญ ทำอย่างไรให้ “ใกล้บ้าน ใกล้ใจ”

นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ คือ ทำอย่างไรให้ประชาชน เหมือนมีหมอประจำตัว หนึ่งต่อหนึ่ง ณ วันนี้สิ่งที่เราพูดกันคือหมอครอบครัว ณ วันนี้เรามีประมาณ 800 ทีม เป้าหมาย คือ 6,500 ทีมภายใน 10 ปีข้างหน้า ทำอย่างไรให้หมอเหล่านี้สามารถที่จะลงชุมชน ดูแลทั้งที่บ้านและรักษา OPD ด้วย จะทำให้ รพ.ไม่แออัดและเน้น Primary Care แทน หมอครอบครัวเหล่านี้จะใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างย่ิงโทรศัพท์ Smart Phone มาติดต่อ ช่วยเหลือแทน

"ปัญหา 3 ประการที่ต้องแก้ไข หากจะไปให้ถึงเป้า"
เรื่องสำคัญในการพูดถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่เราไม่เคยพูดถึง Pain Point 3 ประการคือ
ประการที่1: รพ.แออัดมาก
ประการที่2: หมอและพยาบาลก็มีความรู้สึกไม่มั่นคง ทั้งเรื่องของการถูกฟ้องร้อง และค่าตอบแทน
ประการที่3: งบประมาณของคนมีสิทธิ์ แต่ไม่เข้าถึงสิทธิ์ จะแก้อย่างไร

“ยกระดับ อย่างเท่าเทียม”
-ในส่วนนี้พรรคพลังประชารัฐมีนโยบาย ที่จะยกระดับการให้บริการประชาชนให้เท่าเทียมกันทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ โดยประชาชนได้รับความสะดวก โดยผู้ให้บริการต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม โดยรัฐต้องปรับปรุงระบบงบประมาณตามความสามารถทางการคลัง

-สิ่งที่เรามองว่าจะช่วยลดความแออัดไม่ใช่แค่หมอครอบครัว แต่เป็น Technology และ Application ทั้งเรื่องการดูประวัติผู้ป่วย (Medical Record), การนัดหมาย, การดูเวลานัด, ขั้นตอนการรักษา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีอยู่ แต่เราจะขยายผลอย่างไร รวมถึงเรื่องการใช้ TeleMed หรือ Tele Medicine ในการให้คำปรึกษาผ่านทางไกล แทนที่จะต้องมาที่โรงพยาบาล

-สิ่งสำคัญต่อมา คือ มาตรา 41 คือ No false compensation สิ่งเหล่านี้่ต้องทำให้เป็นรูปธรรมอย่างไร ให้บุคลากรทางการแพทย์มีความมั่นใจ ในการที่ไม่มีความผิดละเมิด

-อีกเรื่องสำคัญคือ เราต้องทำให้ รพ. มีอิสระในการบริหาร ex. รพ.บ้านแพ้ว ความคล่องตัวในการตัดสินใจ จะบ่งบอกประสิทธิภาพได้มากขึ้น

-สิ่งสำคัญอีกอย่าง “การเจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาฟรี ทุกที่ 72 ชม.” (UCEF) ณ วันนี้เริ่มเป็นรูปธรรม ประชาชนมีความพึงพอใจ แต่ยังมีึความไม่มั่นใจ พปชร. เราจะสานต่อทำให้เกิดขึ้นอย่างถ้วนทั่ว

"Genomic คือเรื่องสำคัญช่วยลดต้นทุนกว่า 70,000 ล้านบาท"
-ในอนาคตนอกเหนือจากเทคโนโยโลยีในการให้บริการแล้ว อีกสิ่งคือ “Genomic” (พันธุกรรม) เราจำเป็นจะต้องให้กระทรวงสาธารณสุข มุ่งเน้นในการพัฒนา Genomic Thailand ให้เกิดขึ้น เพราะว่าถ้าเราสามารถที่จะลงไปถึงระดับ DNA ได้ เราถึงจะเข้าไปถึงระดับ Precision Medicine หรือ Personalize Medicine ได้ หรือการเข้าไปถึงการป้องกันก่อนป่วย ตรงนี้พรรคพลังประชารัฐคาดการณ์ไว้ว่า และช่วยลดต้นทุนงบประมาณลงไปได้กว่า 70,000 ล้านต่อปี นี่คือภาพรวมทั้งหมด ที่เรามองว่าเราจะเอาหลักของการประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้ยั่งยืนต่อไปจาก 16 ปีที่ผ่านมา จะทำอย่างไรให้เกิดสามารถยกระดับคุณภาพการเข้าถึงมากขึ้นได้อย่างไร

-ทั้งเรื่องทันตกรรม, UCEF, มะเร็ง, ผู้ป่วยสูงวัย และเข้าถึงแล้วจะสามารรถยกระดับการให้บริการ โดยที่สามารถลดต้นทุนลง โดยบริการยังคงได้มาตรฐานผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งในอนาคตเป็นไปได้อย่างสูงครับ

ตอนต่อไปจะรวมอีก 3 พรรค คือ พรรคอนาคตใหม่, พรรคไทยรักษาชาติ และ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ติดตามกันได้เลยครับ

ด้วยความปรารถนาดี 
บอม โอฬาร วีระนนท์

ปล. สำหรับใครที่ต้องการดูบันทึกการเสวนาย้อนหลังสามารถดูได้ที่http://bit.ly/HealthPolicy2019 
#ไทยทะยาน #ThailandTakeoff #คนรุ่นใหม่ #เลิกทะเลาะ #เดินหน้าประเทศไทยไปด้วยกัน #สุวิทย์เมษินทรีย์
#หลักประกันสุขภาพ #งานลำรึก11ปีนายแพทย์สงวนนิตยารัมภ์พงศ์

ขอขอบคุณเนื้อหาเรื่องราว รูปภาพจากเฟสคุณบอม โอฬาร วีระนนท์

โดย redribbons07

 

กลับไปที่ www.oknation.net