วันที่ อังคาร มกราคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใบไม้เริงระบำ ที่คันไซ (12) .. อลังการใบไม้แดงที่ Tojukuji Temple


ใบไม้เริงระบำ ที่คันไซ (12) .. อลังการใบไม้แดงที่ Tojukuji Temple


เรามาถึงเกียวโตในวันที่ใบไม้เปลี่ยนสีกำลังฉ่ำเต็มที่

ใบไม้เปลี่ยนสีที่เกียวโต สีสันแจ่มจัดจ้านและเข้มข้นกว่าที่ไหนๆ ความสวยงามของใบไม้แดงที่ฉันเห็น ไม่อาจสามารถบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ใกล้เคียงกับความงดงามที่อยู่เบื้องหน้า ที่สัมผัสได้ด้วยสายตาและจิตวิญญาณ

คำพูดที่ว่า .. เกียวโตในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลเป็นใบไม้เปลี่ยนสีนั้นสวยงามที่สุดในญี่ปุ่น จึงไม่ใช่การอวดอ้าง หรือกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด

สีสันจัดจ้านในหลากหลายเฉดสีของธรรมชาตินั้น ดูแปลกตา และได้ขับให้เมืองโบราณแห่งนี้ดูลึกลับ งดงาม เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์

วัด Tofukuji ตั้งอยู่ที่ทางทิศใต้ของเมือง Kyoto ถือเป็นวัดเซนขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่โด่งดังมากในเรื่องของการเป็นจุดชมใบไม้แดงที่สวยงามที่สุดของเมืองเกียวโต

วัดนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1236 โดยตระกูล Fujiwara

ชื่อของวัด Tofukuji มาจากการนำชื่อวัดใหญ่ 2 แห่งของเมืองนาราซึ่งอยู่ภายใต้ตระกูล Fujiwara มารวมกัน คือวัด Todaiji และวัด Kofukuji นั่นเอง

วัด Tofukuji ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามที่สุดในเมืองเกียวโต และยังถือว่าติดอันต้นๆของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

วัดโทฟุคูจิ เป็นวัดที่มีสวนสวยมากแห่งหนึ่งในเกียวโตในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จึงมีผู้คนรีบไปเข้าแถวตั้งแต่เช้า รอให้ทางวัดเปิดขายตั๋ว

แล้วเข้าไปถ่ายภาพเป็นคนกลุ่มแรกๆ เพื่อให้ได้ภาพสวยงามโดยที่มีคนอื่นๆอยู่ในภาพน้อยที่สุด

หลังจากที่เราผ่านประตูเข้าไปในเขตสวนด้านในของวัด ใบไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม เหลือง เข้ามากระทบกับสายตาเต็มที่

สวนใน Tojukuji Temple ในเวลานี้จึงเหมือนถูกห่มด้วยสีสันที่จัดจ้าน ตระการตาชนิดที่ลืมไม่ลงทีเดียว

มีทางเดินเล็กๆ ชันหน่อยๆ ให้เราก้าวเดินช้าชมใบไม้ รมถึงเก็บภาพในรายทาง ..

ต้นไม้ของวัดนี้สวยงามหยดย้อยจริงๆ จะมองไปทางไหนก็สวยไปหมด และไม่ว่าจะถ่ายภาพด้วยกล้องอะไรก็ออกมาดีมากๆ แม้กระทั่งการถ่ายภาพจากกล้องโทรศัพท์มือถือ

จึงไม่ต้องกังวลว่าจะต้องใช้ฝีมือมากมายให้ได้ภาพสวยๆไปอวดเพื่อนๆ

มุมที่มีให้ถ่ายรูปก็มากมาย เก๋ไก๋ไปตลอดทาง

ทุกคนที่มาเยือนมีความสุขกับการชื่นชมใบไม้ จะถ่ายวิว ถ่ายเซลฟี่ มันสวยไปหมด จนต้องกดชัตเตอร์รัวๆ ไม่ต้องยั้ง

ฉันชื่นชมการปลูก การดูแลต้นไม้ของวัดนี้มากมาย .. คนที่ออกแบบจัดวางระยะห่างและทิศทางของการปลูกต้นไม้เก่งมาก จังหวะและรูปทรงของไม้ใหญ่ที่ขึ้นในเขตวัด ให้ความรู้สึกเหมือนกึ่งตั้งใจและไม่ตั้งใจอยู่ในที

จะพูดอีกที คือเป็นการผสมผสานต้นไม้ที่อาจจะเกิดเองตามธรรมชาติส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นการปลูก แต่มีความสอดคล้องต่อเนื่องเป็นธรรมชาติที่มองแล้วสวยสบายตา

รวมถึงเข้ากับกับสิ่งอื่นตลอดเส้นทาง เช่น ทางน้ำไหล หินรูปร่างและขนาดที่พอวางแล้วงดงามในสายตา .. พูดได้ว่า เป็นความประณีต ความฉลาดล้ำลึกในการออกแบบเชียวค่ะ

บริเวณหุบธาร Sengyokukan เราจะสามารถเดินชมสวนต้นเมเปิ้ลอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย

ความเพลิดเพลินจากการได้เดินชมทิวทัศน์ ได้แลเห็นสายน้ำเล็กๆที่ไหลซัดเซาะไปตามฝั่งหินสองด้านของลำธาร ทำให้ลืมไปเลยว่าเรากำลังเดินเลียบอยู่บนโตรกผา

ทิวทัศน์สวยๆ ครอบคุมเต็มพื้นที่ ...

... สีเหลือง แดง ส้ม ของใบไม้เปลี่ยนสีที่เปี่ยมเอกลักษณ์ อยู่รายรอบตัวเราไปทุกมุม

จุดที่นิยมที่สุดในการชมใบไม้แดงของวัดนี้ก็คือ สะพาน Tsutenkyou

ณ จุดนี้จะมีใบเมเปิ้ลปกคลุมสะพานยาวถึง 100 เมตร

 

บนสะพานแห่งนี้ เราสามารถมองเห็นทะเลของใบเมเปิ้ลสีแดงที่ว่ากันว่า มีมากมายกว่า 2,000 ต้น ด้านล่างอย่างสวยงาม

ใบไม้เหล่านั้ กำลังอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนใบเป็นสีเหลือง ส้ม และแดง แบบไล่เลี่ยกัน

 

สีสันจัดจ้านของใบไม้ที่ไหวระริกล้อลม ดึงดูดให้ผู้คนมากมายเข้าไปเก็บภาพประทับใจ

ฉันชอบบรรยากาศการเดินตามระเบียงไม้ขนาดใหญ่ของสะพานที่อยู่ด้านบน ที่เป็นสีไม้ธรรมชาติ สร้างจากต้นซุงขนาดใหญ่นี้มากมาย ด้วยยังคงลักษณะของลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ไม่ได้ถูกเกลาจนเหลือแค่เสาต้นเล็กๆ จึงมีความงามสง่า โดดเด่นในตัว …

ลักษณะของเสาในระเบียงทำให้คิดถึงเสาโทริอิ ตามศาลเจ้า ..

เสาของระเบียงที่นี่ในช่วงแรกอยู่ค่อนข้างชิดกัน แต่ไม่ได้แน่นเหมือนเสาโทริอิที่ศาลเจ้าโทฟุคุจิ (ศาลเจ้าสุนัขจิ้งจอก หรือศาลเจ้าเสาแดง) อีกทั้งไม่ได้ทาสีแดง

 

สะพาน สึเต็นเคียว (Tshuten Bridge) ของวัดโทฟุคุจิ มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะทอดตัวเหนือดงไม้ในหุบเขาและลำธารในเขตวัด

... เป็นสถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นจุดชมวิวของใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสีได้สวยที่สุดแห่งหนึ่ง

เดินมาตามทางบนระเบียงสักพัก เสาไม้ซุงบนระเบียงก็เริ่มที่จะห่างขึ้น เผยให้เห็นวิวทิวทัศน์ด้านล่างเมื่อมองจากระเบียง ซึ่งในช่วงที่เราไปเยือน ใบไม้เปลี่ยนสีกำลังอยู่ในช่วงพีค

ทั้งหุบเขาด้านล่างจึงเหมือนป่าสีแดง ส้ม เหลืองคละเคล้ากันไป สวยงดงามมากมายในสายตา

 

การเดินทางในช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล เป็นความรู้สึกที่พิเศษสุด …

บอกให้รู้ถึงความผูกพัน และความสำคัญที่คนญี่ปุ่นมีต่อฤดูกาล

เพราะจะว่าไปแล้ว ฤดูกาลนั้นเสมือนเป็นเครื่องบอกเวลาด้วยเช่นกัน เป็นเหมือนนาฬิกาที่คอยบอกว่า ช่วงเวลาต่อไปผู้คนจะเจอกับอะไร …

 

… ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ดอกซากุระบาน อันเป็นตัวแทนของการเกิดใหม่หลังจากผ่านช่วงฤดูหนาวอันทรหด เมื่อซากุระบาน จึงเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลอง

หรือการเปลี่ยนแปลงของสีใบไม้ เป็นสีแดง ที่จะบอกถึงปลายทางของฤดูกาลที่กำลังจะย่างก้าวเข้าสู่หน้าหนาว จึงไม่มีงานรื่นเริงแต่อย่างใด มีเพียงการนั่งเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ที่งดงามไม่แพ้การไปงานรื่นเริง รวมไปถึงการเข้าถึงแก่นแท้ของความไม่จีรังยั่งยืนของสรรพสิ่ง …

เช่นเดียวกับใบไม้ที่สวยงาม ที่ครั้งหนึ่งเคยสวยสง่าอยู่บนกิ่ง ที่ต้องร่วงหล่นลงสู้ผืนดินเมื่อเวลามาถึง

 

 

เราสามารถใช้สะพาน Tsutenkyou เดินขึ้นไปตามบันไปที่เชื่อมระหว่างโบสถ์หลัก (Hojo)

ไปที่โบสถ์ Kaizando ที่มีรูปลักษณ์เรียบง่าย แต่ให้ความรู้สึกสงบ

บริเวณโบสถ์ Kaizando แห่งนี้จะมีการประดับตกแต่งสวนญี่ปุ่นสีเขียวสวยงามให้เราได้เดินชมอีกด้วย

พื้นที่ตรงกลางของวิหาร เป็นลานเปิดโล่ง มีต้นไม้และสวนหินเป็นหย่อมอยู่ตรงกลาง

สิ่งที่รายรอบต้นไม้และสวนหินคือ กรวดก้อนเล็กๆสีขาวสะอาด ที่ถูกคราดให้เป็นตารางๆสี่เหลียมใหญ่ขนาดกระเบื้องไซด์กลาง แต่ละตารางเป็นรอยครูดเหมือนลูกคลื่นเล็กๆ

สวนญี่ปุ่นแบบเซน หรือ คาเระซันซุย” (Karesansui) .. มักจะใช้วัสดุหลักคือกรวดและหิน เน้นความเรียบง่าย และให้ผู้ชมครุ่นคิดถึงความหมายของหินและกรวดตามปริศนาเซน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ การใช้จินตนาการตามความคิดของตน

โดยทั่วไปแล้ว .. สายธารของกรวดก้อนเล็กๆเปรียบเหมือนมหาสมุทร และทะเล หินก้อนใหญ่หมายถึงภูเขา ส่วนหินและต้นไม้ที่เราเห็นในสายตาตอนนี้ อาจจะหมายถึงเกาะญี่ปุ่นที่มีน้าล้อมรอบทุกด้าน

การสร้างสรรค์ให้สวยงามอย่างที่เราเห็นด้วยตาคงไม่ง่ายเลย

และคงต้องใช้สมาธิและความพยายามในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างสูง

เพื่อสร้างสรรค์บรรยากาศที่ร่มรื่น สวยงาม และสงบ

 

สำหรับชาวญี่ปุ่น มังกรเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องศาสนาพุทธ

รูปวาดของมังกรบนเพดานจึงพบได้บ่อยๆในวัดใหญ่ๆของนิกายย่อยรินเซ

 

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net