วันที่ อังคาร มกราคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขับไปเที่ยวไปในนิวซีแลนด์ ( 3 )


 

ขับไป เที่ยวไป ในนิวซีแลนด์( 3 )

           

            ย้อนความตอนที่แล้ว  ถึงตอนที่พวกเราหลังจากชมการสาธิตตัดขนแกะแล้วก็พากันเข้าห้องอาหารบนเกาะนั้นเพื่อจะทานอาหารบุฟเฟ่ต์ที่เขาจัดไว้   ....ต่อเลยนะครับ...

          อิ่มแล้วก็กลับมานั่งตาปรือกันในเรือกลไฟลำเดิมถอนสมอแล่นกลับ    พอถึงท่าเรือเดิมก็ดูจะคึกคักด้วยผู้คนกว่าตอนขาไป    ครั้นมองไปในน้ำเห็นเรือ Speed Boat ทำด้วยยางลำใหญ่บรรทุกผู้โดยสารหลายคนทำฉวัดเฉวียนวนไปวนมาสองสามลำก็ต้องร้อง อ๋อ   เพราะมันคือเรือ Shotover Jet ที่มีบริการให้คนชอบหวาดเสียวได้นั่งไปโฉบหน้าผาแคบ ๆ แบบว่าเกือบชนแล้วหักหลบให้ตื่นเต้นเล่น  แต่ที่เห็นก็เป็นแค่เรียกแขกเพื่อพาไปเล่นอีกที่หนึ่ง   แต่แขกอย่างเราน่ะขอบายตั้งแต่ได้ดูใน youtube ก่อนมาที่นี่แล้ว  55 .. เว้นแต่ศรีภรรยาสายลุยที่อยากนั่งอยู่คนเดียว  คนอื่นเขาไม่เอาด้วย  ก็เลยโดนเบรครายการนี้ตั้งแต่กรุงเทพฯแล้ว   แกก็ได้แต่ยืนมองเขาโชว์อยู่เสียนาน  แล้วก็รับประทานแห้วไป   อิๆ  โสนะน่า

              ยังเหลืออีก 1 รายการสนุก ๆ สำหรับวันนี้ แม้จะบ่ายสามโมงแล้วแต่ก็ยังมีเวลาพอสำหรับการไปปล่อยแก่ทำตัวเหมือนเด็ก ๆ เมื่อวันวาน  คือการไปขึ้นยอดเขา Bob Peak  ที่อยู่ตรงข้ามกับที่พักของเรา    หลังจากก้าวเท้าฉับ ๆ มาแผล็บเดียวเพื่อจะให้ไปถึงที่หมายไว ๆ  อ้าวคนดีของฉันก็แวะไปคว้าครีมรกแกะ Placenta มาทำกระเป๋าเราพร่องอีกแล้ว  เฮ้อ เสียเวลาเที่ยวจริง ( บ่นอยู่ในใจน่ะ) 

            กองหน้า 3 คนล้ำหน้าไปไกลละ  แต่กองหลังคนเดียวอย่างเราต้องสะดุดตาเจ้าต้นไม้ยักษ์ที่เคยดูในสารคดีบอกว่าเจ้าต้น SEQUOIA ข้างทางนี่แหละที่เป็นต้นไม้ที่อายุยืนและสูงที่สุดในโลก ก็เลยหยุดอ่านแผ่นป้ายที่เขาติดไว้ซะหน่อยด้วยความชื่นชมที่เขาอนุรักษ์ไว้

 

 

              เขา Bob Peak เป็นสถานที่ยอดนิยมแห่งหนึ่งของเมืองควีนส์ทาวน์   ผู้คนคลาคล่ำเข้าแถวซื้อตั๋วนั่ง Cable Car (ที่นั่นเรียก Skyline Gondola ) เพื่อขึ้นสู่ยอดเขาด้วยจุดประสงค์เพื่อชมวิวทิวทัศน์มุมสูงบ้าง  เพื่อรับประทานอาหารบนภัตตาคารบ้าง  หรือวัยอาวุโสโอเคอย่างสองเราก็เล่นรถแม้ว  เอ๊ยไม่ใช่เขาเรียกว่า รถ Luge  แบบว่ามี Score ความเสี่ยงแค่เด็ก ๆ

          เอาละถือตั๋วคนละใบขึ้นกระเช้าต่องแต่งโบกไม้โบกมือให้เพื่อนอีก 2 คนที่ตามกันขึ้นไปคนละคันแป๊บเดียวก็ถึงยอดเขาละ

  

 

                                   ( มุมมองจาก Skyline Gondola ทะเลสาปวาคาติปู )

 

                            (นั่งกระเช้าแบบนี้ขึ้นไปอีกทอดสำหรับการเล่น Luge )

            ผมกับภรรยาเลือกที่จะลองเล่น luge ตามอย่างวัยรุ่นฝรั่ง  แต่ก็ไม่วายทำหน้าเบ้แล้วบ่น

             “ มันสนุกตรงไหนเนี่ย  ยังกะเด็กม้งนั่งรถไม้ไหลลงมาจากภูเขา ”

       “ ยังจะบ่นอีกตั้งใจมาแล้ว  น่าสนุกจะตาย ”  ฮ่า ๆ เมียเราให้กำลังใจหรือบังคับไม่รู้สิ 

          ทีนี้พอถึงคิวที่จะเล่น   ก่อนจะถอดหัวใจให้เป็นเด็กวัยรุ่น  ก็ฟัง Instructer อธิบายวิธีบังคับรถ  วิธีป้องกันไม่ให้เป็นตาแก่ตกเขาเล็กน้อย   แล้วก็ฮี๊ว.......ทิ้งดิ่งไหลตามกันลงมาคนละคัน  เลี้ยวลด  ไหลลื่นไปตามลู่ที่เป็นพื้นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 4 เมตร   ช่วงไหลลงมาใหม่ ๆ มือเราก็จับพวงมาลัยซะยังกะจะเอามันให้หักกับมือ   แต่ครั้นผ่านไปสักพักก็สบายเลย  หันไปมองเพื่อนอีก 2 คนว่าจะถ่ายรูปเราได้หรือไม่   ปรากฎว่าเพื่อนต้องไปยืนอยู่ไกลๆ แบบว่าเขาไม่ใช่ลูกค้าห้ามเข้ามาใกล้ทางวิ่ง Formula One  เราเลยได้ภาพไกล ๆ  แบบไม่เห็นหน้า  แต่ก็ยังดีที่เขายังอุตส่าห์ถ่ายออกมาได้

 

                                                             ( สองคนนี้แหละ  ใช่อื่นไกล )

 

          เล่น Luge เสร็จก็ไปเดินดูสินค้าที่ระลึกตามระเบียบ  ถ่ายรูปกับทิวทัศน์ Bird’s Eye View สักนิด แล้วก็นั่ง Cable Car ลงจากเขา    ช่วงขาลงนี่แม้จะเป็นเวลาเย็นแล้ว  แต่ภาพที่มองเห็นทะเลสาป “ วาคาติปู” ในมุมสูงมันช่างสวยงามตระการตาเสียนี่กระไร

 

          รถกระเช้านี่มันดีจริง ทำให้เราได้ตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติที่บรรจงปั้นแต่งจากเบื้องบน  นา ๆ ประเทศเขาถึงนิยมสร้างไว้บริการนักท่องเที่ยวโดยทั่วไป  ผิดกับประเทศไทยที่ตั้งท่าจะสร้าง  แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถสร้างได้สักที  มัวแต่เกรงใจคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ต่อต้านแบบไม่สมเหตุสมผล  ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเสียเลย  ไม่บอกตรงนี้ผู้อ่านก็คงรู้ว่าจังหวัดไหนที่รัฐบาลยอมแพ้คนกลุ่มน้อย  แม้คนส่วนใหญ่ในจังหวัดสนับสนุนก็ตาม 

              ขออภัยที่เผลอเกือบจะเข้าเรื่องเป็นการเมืองซะแล้ว...   ขอเล่าเรื่องต่อว่าพอลงจากเขาแล้วพวกเราก็จ้ำพรวด ๆ กลับที่พักไปทำอาหารกินกัน  พร้อมกับถ่ายรูปฉีกยิ้มชูแก้วไวน์ส่งไลน์กลับมาอวดเพื่อน ๆ ให้อิจฉาเล่นเช่นเคย 

              เผลอแพล็บเดียว  7 วันแล้วหรือเนี่ย โปรแกรมต่อจากนี้จะไปเที่ยวทางตะวันตกของเกาะกันแล้ว  เราออกจากเมือง ควีนส์ทาวน์ไปตามเส้นทาง State Highway 6  ขับมา 20 นาที  ก็ถึงเป้าหมายที่ต้องดูเมื่อมานิวซีแลนด์     ก็อะไรซะอีกถ้าไม่ใช่การกระโดดบันจี้จัมพ์    เน้นว่าดูเฉยๆ นะ  ใจไม่ถึงหรอกครับ    ไหนๆก็เป็นทางผ่าน...   ที่นี่เลย.. AJ Hackett Bungy Jump ที่โดดบันจี้จัมพ์แห่งแรกของโลกที่สะพานแขวนคาวารัว ( Kavarau

                                                (    ราคาค่าบริการไม่ธรรมดาเลย )

โดดจากสะพานที่มีความสูง 43 เมตรสู่ผืนน้ำสีเขียวใสของลำธารใหญ่

 

                                 ( ภาพด้านหน้าของสะพาน ผู้เล่นจะกระโดดลงตรงแอ่งน้ำ )

               เราเดินไปดูจุดชมการโดดได้แบบใกล้ ๆ  อาเจ๊อาเฮียกระเป๋าตุงใจกล้า พากันโดดให้เราดูเป็นขวัญตา    หนุ่มบางคนพอเขาช่วยจัดการกับอุปกรณ์ safety ( ผูกขา)  เสร็จก็โชว์สาวกระโจนลงทันที  แต่บางคนโดยเฉพาะผู้หญิงก็ทำกลัว ๆ กล้า ๆ อยู่จนพนักงานต้องผลักหลังให้ลอยละลิ่วลงมาจนศรีษะจุ่มน้ำแล้วกระดอนกลับอีกครั้งพอที่จะทำให้ตุ๊กตามีชีวิตที่ถูกผูกขาสำลักน้ำอึก ๆ อัก ๆ  เป็นที่สนุกสนานกึ่งเสียวของกองเชียร์ยิ่งนัก

                          ( กระโดดเองหรือโดนผลักกันแน่ ) 

            แล้วเรือที่ลอยลำอยู่ในแม่น้ำก็รี่เข้ามารับตัวไว้

 

       เห็นแล้วอยากย้อนอายุไปสัก 20 ปีจัง จะได้ซื้อตั๋วแล้วเข้าไปสร้างเกียรติประวัติเอาใบ Certificate ไปอวดเพิ่อนได้บ้าง    

             เอาล่ะออกเดินทางกันต่อ   วันนี้ไม่มีโปรแกรมท่องเที่ยวที่ใดอีกนอกจากการเดินทางอีกยาวไกลเพื่อไปตั้งหลักที่เมือง Fox Gracier...จึงเข้า Mode ขับไปแวะไปตามใจฉัน   แต่มีที่หนึ่งเพื่อน 2 คนไม่ยอมลงไปเดินด้วย  คงเห็นและรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ   แต่เราสองคนคุยกันมาจากบ้านแล้วว่า เราจะเก็บทุก Shot ที่แปลกตา   ว่าแล้วก็เดินไปชมน้ำตกเล็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลังป่าต้น  SEQUOIA   ซึ่งภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ยักษ์เหล่านี้มีคนมาจอดรถและกางเต๊นท์ปิคนิคกันอยู่หลายราย 

 

                   จากนั้นก็เดินทางต่ออีกหน่อยแล้วแวะแอ๊คชั่นด้วยมาดเดิม ๆ คนเดียวอีก 

            ผมเบียดบังเวลาอาหารกลางวันคนอื่นกระทั่งได้กินพายอร่อยที่ร้านเล็กๆข้างทางเอาเมื่อบ่ายโมงแล้ว   เป็นพายชิ้นโต ๆ ที่เราไม่คุ้นเลย เพราะมันใหญ่แถมไส้ข้างในมันเละ ๆ   แต่ก็อร่อยมาก ขอบอก

                                             (  พายอะไรน่าเกลียดมากกว่าน่ากินเยอะเลย )

             อิ่มแล้วก็ลุยกันต่อ    ถนนที่นี่ไม่มีทางแยก  มันไม่น่าหลงทาง  แต่เราก็หลงกันจนได้  ก็ขับมาดี ๆ แวะเข้าห้องน้ำที่ไหนไม่แวะ ดันมาแวะตรงหัวมุมถนน  ไอ้ทางเข้ากับทางออกมันเป็นถนนคนละเส้นกัน  หนอย ขับมาตั้งหลายวันไม่เห็นจะมีถนนทางแยก  ก็เลยพากันตายใจ  ขับกินลมกันมาเรื่อย ๆ  จนมาเอะใจกันว่าทะเลมันอยู่ขวามือเราได้ไงฟ่ะ ทั้งที่เราขับฝั่งตะวันตก มุ่งหน้าขึ้นเหนือ   ....นั่นไง  หลงจนได้   เหลือบไปเห็นป้าย  Jackson Bay  ก็เลยอุทานพร้อมกัน  “  เฮ้ย ผิดทางแล้ว “   ก็หลงน่ะสิ  โหมาซะไกลเลย  ว่าแล้วโชเฟอร์เฟอะฟะก็เลยต้องยกมือยอมรับ

                   “ ข้าพเจ้าขอสารภาพผิดแต่เพียงผู้เดียว  ที่ออกจากห้องน้ำแล้วขับไม่ดูตาม้าตาเรือ “ 

          เอ้า.. ย้อนกลับมาใหม่ก็ได้  หลังจากแหม่มตัวใหญ่ ที่เราไปถามหัวเราะและบอกเส้นทางใหม่ให้เรา    ไม่เป็นไร เสียเวลาไปชั่วโมงเดียวเอง  อิ อิ...   คราวนี้พอย้อนกลับได้โชว์เฟอร์ผู้รู้สำนึกเลยพยายามคลายอารมณ์ผู้โดยสารด้วยเสียงเพลงจากแผ่น CD ที่เตรียมมาจากบ้าน  แล้วก็ร้องตามเพลง Around The World  ด้วยท่าทีกลบเกลื่อนจนสาวข้าง ๆ ต้องขว้างค้อนมาให้อย่างงาม   แต่ยังไงเพลงนี้ของ Nat Kingcole ก็ไพเราะและเข้ากับบรรยากาศสองข้างทางจนคนข้างหลังร้องตามซะด้วยสิ   เฮ้อ  รอดตัวไป  ไม่โดนต่อว่ามาก

              หลังจาก “ หลงทางเสียเวลา หลงภรรยาไม่กล้าเถียง “ ( ปล่อยมุขซะบ้าง )  แล้วก็หวั่น ๆ ว่าเย็นนี้คงได้จิบไวน์ดึกเป็นแน่  แต่พอดู GPS ที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมดแล้วก็พอจะอุ่นใจได้ว่าคงไม่ดึกมากนัก  หันไปบอกแม่ครัวทั้งหลายว่า  “ เย็นนี้ซื้ออาหารและทำกับข้าวให้ไวหน่อยนะ  เพราะจะถึงที่พักประมาณหนึ่งทุ่ม “  อีกทั้งตั้งใจว่าจะไม่แวะที่ไหนแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลา   แต่พอเอาเข้าจริงหลังจากเปลี่ยน พขร.ได้ไม่นาน

                                           ( เปลี่ยนให้สาวคนนี้ขับบ้าง  ดูขึงขังชอบกล )

ก็เจอบรรยากาศริมทะเลสาปยามโพล้เพล้ที่เราอดจอดรถลงไปสัมผัสแสงสุดท้ายเจือลมหนาว ๆ ไม่ได้ 

                       ( ก้อนหินริมทะเลสาปที่ถูกจารึกชื่อผู้มาเยือน  ดูไม่น่าเกลียดเพราะวางรวมอยู่ในจุดเดียวกัน)

 แต่ก็ยืนโอ้เอ้ได้แพล็บเดียว  เพราะตะวันเริ่มโบกมือลาขณะความมืดก็สอดประสานเข้ามาตามเวลากำหนด     จึงเย็นนี้พนักงานขับสาวของเราต้องมีสมาธิในการถือพวงมาลัยกับแสงสลัว ๆ กระทั่งต้องชะลอรถเมื่อมีคำว่า One Lane Bridge  ปรากฎบนพื้นถนน พร้อมกับมีป้ายแสดงว่ารถฝั่งไหนให้ไปก่อน  ฝั่งไหนให้จอดรอก่อนข้ามสะพานขนาดเล็กข้างหน้า    

          “ ไปได้เลย   เราทางเอก "  พขร.ผู้ช่วยบอก   แต่กระนั้นก็ยังมีเสียงบ่นพึมพำจากโชเฟอร์สาว

          “  ทำไมไม่ทำเป็น 2 เลนเหมือนชาวบ้านเค้านะ  ประเทศก็เจริญขนาดนี้แล้ว “

            ผู้โดยสารได้ยินก็ได้แต่หัวเราะหึ ๆ  คิดในใจว่า “ เออ  ก็จริงอะ “ 

          แล้วเราก็ถึงที่พักช้าตามคาด   ทำให้อาหารเย็นมื้อนี้ต้องเป็นประเภททำง่าย กินง่าย อิ่มง่ายในเวลาสองทุ่มกว่า 

     

         ครั้นพอน้ำสีดำผ่านลำคอไปคนละจิบสองจิบ  แผนการวันรุ่งขึ้นก็ได้รับการกล่าวถึงกันอีกพักใหญ่  เพราะจะเป็นไฮไลท์ของทริปนี้ที่ไม่อยากให้พลาด

          ดังนั้นการยกยอดไปเล่าเรื่องต่อในตอนต่อไป  จึงเป็นสิ่งที่ต้องขอทำตามใจที่จะเก็บไว้ก่อนอีกครั้ง   ขอบคุณที่จะติดตามครับ

 

      ภาค 4 :        http://oknation.nationtv.tv/blog/sinchaij/2019/05/15/entry-1

 

โดย สาครงค์

 

กลับไปที่ www.oknation.net