วันที่ อังคาร มกราคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนสุดท้าย อัสนี วสันต์ โชติกุล // ธนาคารโลกสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทย


                   29 มกราคม 2562

         มีข้อน่าสังเกตอีกอย่างว่า ทุกครั้งที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงความพอใจความเติบโตทางเศรษฐกิจ

ของประเทศคราวใด ก็มักจะมีคนออกมาค้านอยู่เสมอๆเช่นกัน แม้แต่ล่าสุดท่านอ้างถึงธนาคารโลก World Bank แสดงความพอใจ

เศรษฐกิจของไทยผ่านมาทาง ดร. Victoria Kwakwa รองประธานธนาคารโลกสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่เข้า

เยี่ยมคารวะนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมาก็ตาม

        ดังนั้น เพื่อทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว ผมจึงค้นหาข่าวอันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารโลกกับประเทศไทย

มาเผยแพร่ด้วยแล้วครับ

 

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

 คนสุดท้าย อัสนี วสันต์ โชติกุล https://youtu.be/cqILrKsxo8I

หากรู้สักนิด - คีย์ คีตะญา https://youtu.be/DDBZcCqTApM

เพราะอะไร - ป๊อด ธนชัย อุชชิน https://youtu.be/Htw3CEbCQn0

.................................................. 

ธนาคารโลกสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทยเพื่อผลักดันเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน


ข่าวต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ -- จันทร์ที่ 28 มกราคม 2562 16:20:21 น.
เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๒ ดร. Victoria Kwakwa รองประธานธนาคารโลกสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เข้าเยี่ยมคารวะนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้หารือในช่วงอาหารกลางวัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพ ณ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อย้ำว่า ธนาคารโลกสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน

ธนาคารโลกและประเทศไทยตกลงกันที่จะมีความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมหลายเรื่อง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรอบอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการและภาวะแคระแกร็น (Malnutrition and Stunting) ภายใต้ข้อริเริ่มความเชื่อมโยงระหว่างวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. ๒๐๒๕ และวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. ๒๐๓๐ ของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นข้อริเริ่มที่ไทยผลักดันในฐานะผู้ประสานงานของอาเซียนในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับว่า เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของอาเซียน

ประเทศไทยและธนาคารโลกเห็นพ้องที่จะร่วมกันจัดการประชุม ASEAN High-Level Meeting on Human Capital Development ในเดือนเมษายน ๒๕๖๒ ที่กรุงเทพฯ ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยเสนอในที่ประชุมผู้นำอาเซียนกับองค์การระหว่างประเทศที่บาหลี เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ โดยที่ทั้งสองฝ่ายคำนึงถึงความสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ ๔ (4IR)

ธนาคารโลกสนับสนุนข้อริเริ่มของไทยในเรื่องการส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติของยุทธศาสตร์เชื่อมโยงระหว่างกรอบความเชื่อมโยง (Connecting the Connectivities) หรือการเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ของอาเซียนกับยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อให้เกิดทั้งอาเซียนที่ไร้รอยต่อ (Seamless ASEAN) และภูมิภาคที่ไร้รอยต่อ (Seamless Region)

นอกจากนี้ ธนาคารโลกได้ชื่นชมบทบาทไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือในระดับอนุภูมิภาค โดยเฉพาะข้อริเริ่มยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy - ACMECS) และพร้อมที่จะพิจารณาความร่วมมือกับไทยในกรอบ ACMECS ต่อไป

ที่มา: กองการสื่อมวลชน กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/mfa/2946225

..........................................................

นายกรัฐมนตรีพอใจธนาคารโลกเชื่อมั่น เศรษฐกิจไทยเติบโตแข็งแรงต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 2 ปี

ข่าวทั่วไป สำนักโฆษก -- จันทร์ที่ 21 มกราคม 2562 15:40:00 น.
นายกฯ พอใจธนาคารโลกเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยเติบโตแข็งแรงต่อเนื่องอีกอย่างน้อย 2 ปี
วันนี้ (20 ม.ค. 62) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจที่ธนาคารโลกแสดงความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแรง ซึ่งสะท้อนจากรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย : ความเหลื่อมล้ำ โอกาส และทุนมนุษย์ โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ถือว่าเติบโตได้ดีมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน และสิ่งสำคัญที่สุดคือการเติบโตนั้น มาจากอุปสงค์ภายในประเทศมากขึ้น ทั้งการบริโภคและการลงทุนของเอกชน ตลอดจนการลงทุนภาครัฐ

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 2 ปีข้างหน้าจะยังคงแข็งแกร่งเพราะนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะทำให้ไทยรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และแรงต้านของเศรษฐกิจโลกได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับธนาคารโลกว่า การส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของนโยบายในเชิงปฏิบัติ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจพื้นฐานที่สำคัญหลายเรื่อง เช่น การออกกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างฯ ปี 2560 กฎหมายอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ปี 2558 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เป็นต้น โดยหลายเรื่องจะต้องอาศัยเวลาจึงจะเห็นผลได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เด็กที่ด้อยโอกาสได้เข้าถึงการศึกษาและบริการสุขภาพที่ดี เพื่อส่งเสริมศักยภาพของประชากร ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาส ให้คนกลุ่มนี้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน มีอาชีพและรายได้ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ

สำนักโฆษก
ที่มา: http://www.thaigov.go.th

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/govh/2943098

.........................................

Nation Channel

 

'สภาพัฒน์' แจงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย

 
Nation TV
 
7/12/2561
 
สภาพัฒน์ แจงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย
© By Nation TV สภาพัฒน์ แจงสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย

ตามที่ได้มีการให้ข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ระบุว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก โดยอ้างอิงข้อมูลจาก CS Global Wealth Report 2018 นั้นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยมาอย่างต่อเนื่องขอเรียนข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน ดังนี้

1. ที่ผ่านมาการวัดสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยจะใช้วิธีการวัดตามมาตรฐานของธนาคารโลก โดยวัดจากดัชนี GINICoefficient Index ซึ่งธนาคารโลกใช้ในการวัดความเหลื่อมล้ำในประเทศต่างๆ ประมาณ 110 ประเทศ โดยดัชนี GINI มี 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) GINI ด้านรายได้ และ 2) GINIด้านรายจ่าย โดยค่าดัชนีดังกล่าวจะมีค่าระหว่าง 0 1โดยหากค่าดัชนี GINI มีระดับต่ำจะแสดงถึงการกระจายรายได้และรายจ่ายอยู่ในระดับดีกว่าค่าGINI ที่มีค่าสูงในกรณีของประเทศไทย การคำนวณค่าดัชนี GINI ทั้ง 2 ลักษณะ จะใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นข้อมูลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างในระดับฐานรายได้ต่างๆ กัน จำนวนประมาณ 52,010 ครัวเรือน ซึ่งการสำรวจรายได้จะดำเนินการทุก 2 ปี ในขณะที่การสำรวจรายจ่ายจะดำเนินการทุกปีจากข้อมูลล่าสุดในปี 2560 พบว่า ค่า GINI ด้านรายได้ของไทย คิดเป็น 0.453 หรือร้อยละ 45.3 และค่า GINI ด้านรายจ่ายคิดเป็น 0.364 หรือร้อยละ 36.4โดยหากเปรียบเทียบแนวโน้มของสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยในช่วง 10ปีที่ผ่านมาจะพบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่า GINI ด้านรายได้ลดลงจาก 0.499 ในปี 2550 เป็น 0.453 ในปี 2560 และค่า GINIด้านรายจ่ายลดลงจาก 0.398 ในปี 2550 เป็น 0.364 ในปี 2560

นอกจากนี้สถานการณ์ด้านความแตกต่างของรายได้ระหว่างกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดและกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยที่สุดมีแนวโน้มแคบลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจาก 25.10 เท่าในปี 2550 เป็น 19.29เท่า ในปี 2560 และความแตกต่างของรายจ่ายระหว่างกลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายสูงที่สุดและกลุ่มประชากรที่มีรายจ่ายน้อยที่สุด มีแนวโน้มแคบลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงจาก11.70 เท่าในปี 2551 เป็น 9.32 เท่า ในปี 2560

จากข้อมูลทั้ง 2 ส่วนข้างต้นแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทั้งในส่วนของรายได้และรายจ่ายระหว่างประชากรกลุ่มต่างๆ ของไทยมีแนวโน้มดีขึ้น อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศยังมีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการดำเนินการผ่านมาตรการต่างๆ ของภาครัฐเพื่อให้ประชากรในกลุ่มที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีการกระจายรายได้จากกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูงไปสู่ประชากรกลุ่มต่าง ๆดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

2. การจัดอันดับความเหลื่อมล้ำของประเทศต่างๆ ที่ดำเนินการโดยธนาคารโลก ใช้ค่าดัชนี GINI coefficient เป็นตัวชี้วัดซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556ประเทศไทยมีค่าดัชนี GINI coefficient ด้านรายจ่ายอยู่ในอันดับที่ 46 จาก 73 ประเทศ และปรับตัวดีขึ้นเป็นอันดับที่ 40 จาก 67ประเทศในปี 2558 โดยจำนวนประเทศในแต่ละปีจะไม่เท่ากันเนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูลของประเทศต่างๆ ซึ่งมีทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนาในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลล่าสุดของธนาคารโลก ค่า GINI ของไทยอยู่ที่ 0.36 และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิสหราชอาณาจักร มีค่า GINI อยู่ที่ 0.33 และสหรัฐอเมริกามีค่า GINI อยู่ที่ 0.41ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างกันมากกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

3. สำหรับกรณีการวัดความเหลื่อมล้ำของรายงานCSGlobal Wealth Report 2018 นั้น เป็นการวัดการกระจายความมั่งคั่ง (WealthDistribution) โดยใช้ข้อมูล Wealth Distribution ซึ่งจากรายงานดังกล่าวประเทศที่มีข้อมูล Wealth Distribution สมบูรณ์มีเพียง 35 ประเทศ และทั้ง 35ประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ ฝรั่งเศส อิตาลี สวีเดน ญี่ปุ่นเกาหลีใต้ สิงค์โปร์ และจีน โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น ข้อมูล WealthDistribution ไม่มีการจัดเก็บเนื่องจากในการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องมีความชัดเจนของคำจำกัดความและข้อมูลข้อเท็จจริงของสินทรัพย์ที่มีความชัดเจนซึ่งจากการตรวจสอบ พบว่าในส่วนของประเทศไทย ผู้จัดทำรายงานใช้การประมาณการทางเศรษฐมิติบนสมมติฐานว่าการกระจายความมั่งคั่ง (Wealth Distribution) มีความสัมพันธ์กับการกระจายรายได้(Income Distribution) ซึ่งการคำนวณในลักษณะดังกล่าวในรายงานระบุไว้ชัดเจนว่าการประมาณการWealth Distribution ของ133 ประเทศที่นอกเหนือจาก 35 ประเทศที่มีข้อมูลสมบูรณ์เป็นการประมาณการอย่างหยาบ (Rough Estimate) สำหรับประเทศที่มีข้อมูลการกระจายรายได้(Income Distribution) แต่ไม่มีข้อมูลการถือครองความมั่งคั่ง (Wealth Ownership) ในกรณีของประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่ม133 ประเทศที่ไม่มีข้อมูลการถือครองความมั่งคั่งแต่มีข้อมูลการกระจายรายได้

นอกจากนั้นการประมาณการ WealthDistribution ของประเทศไทย ผู้จัดทำรายงานได้ใช้ข้อมูลในปี 2549(2006) ในขณะที่ข้อมูลของประเทศอื่น ๆเป็นข้อมูลของปีที่มีความแตกต่าง หลากหลายกันไป ซึ่งต่างจากชุดข้อมูลของธนาคารโลกที่ส่วนใหญ่จะเปรียบเทียบในช่วงปีเดียวกันดังนั้นการวัดการกระจายความมั่งคั่งตามที่ปรากฎในรายงานดังกล่าวอาจไม่สามารถสะท้อนสถานการณ์ของประเทศไทยได้อย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับการวัดจากข้อมูลสำรวจจริงตามมาตรฐานของธนาคารโลกที่ประเทศไทยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2531 สำนักงานฯขอเรียนว่าสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของไทยจากการสำรวจข้อมูลจริงและใช้วิธีการวัดที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลโดยธนาคารโลกประเทศไทยมิได้มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดอย่างที่ปรากฏข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใดในทางกลับกันสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทั้งในด้านรายได้และรายจ่ายของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับอย่างไรก็ดี การลดความเหลื่อมล้ำและความแตกต่างของรายได้ เป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐให้ความสำคัญและมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้นผ่านกลไกของภาครัฐและความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างอาชีพและรายได้ การจัดสวัสดิการทางสังคม ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุขและที่อยู่อาศัย โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยมีการกระจายรายได้ในด้านความแตกต่างของรายได้ระหว่างประชากรร้อยละ 10ที่มีรายได้สูงที่สุดต่อประชากรร้อยละ 10 ที่มีรายได้น้อยที่สุดที่ไม่เกิน 15 เท่า (ปัจจุบัน 22 เท่า)ภายใน ปี 2580 หรือมีค่า GINI coefficient ด้านรายได้ในระดับ0.36

.........................................

29 มกราคม 2562

 ติดตามชมพิธีพระราชทานเพลิงเผาสรีระหลวงพ่อคูณ ปุริสัตโท

ดูทีวี ดู PPTV HD ออนไลน์ PPTVThai Live TV ONLINE

 ..............................................

 

ดูทีวี3
ทีวีออนไลน์ช่อง5
ดูช่อง7ออนไลน์
ทีวี9ออนไลน์
ช่อง11ออนไลน์
ทีวีไทยออนไลน์
TNN24
Thairath TV
ดู new tv ช่อง 18
Nation Channel
 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net