วันที่ พุธ มกราคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เพลงดังป้าง & LABANOON // การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย


link @ : learning english with voa news : Wednesday, January 30, 2019 

30 มกราคม 2562

         ผมนั่งลูบๆคลำๆหนังสือ ชื่อ "ทางสายกลาง สายทางสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน" มาหลายวันแล้วครับ ตั้งแต่ได้รับจากคุณพยนต์

คุ้มรำไพ ที่กรุณาส่งมาให้ทางป.ณ.เมื่อสัปดาห์ก่อน อ่านแล้วสามารถเข้าถึงเนื้อหาสาระที่เป็นธรรมะได้ไม่ยากเลยแหล่ะครับ ทั้งนี้

เพราะลีลาการเขียนเรื่องยากให้อ่านได้ง่ายของผู้เขียนนั่นเอง

         ผู้เขียนชื่อ คุณพยนต์คุ้มรำไพ อดีตนายช่าง กฟผ. ที่บัดนี้เกษียณฯออกมาเลี้ยงหลานสาววัย 4 ขวบ ชื่อ หนู'เอแคลร์' ที่สามา-

รถพูดภาษาอังกฤษกับคุณปู่ได้อย่างรู้เรื่องกันเป็นอันดี ที่แม่หนูเก่งอังกฤษเสียขนาดนี้ ก็เพราะแม่หนูแกเรียนอยู่ในร.ร.นานาชาตินั่น

เองครับ

         หนังสือเล่มนี้ออกแบบปกอย่างเรียบง่าย สีเขียวขี้ม้าที่ส่วนบนและล่าง สลับสีเขียวอ่อนอยู่ตรงกลางที่มีชื่อเรื่อง ส่วนที่ขอบล่าง

มีคำนิยาม "คนเก่ง และคนดีถึงพร้อมด้วยปัญญา สมาธิ และศีล หรืออีกนัยหนึ่ง คนเก่งและคนดีเดินบนทางสายกลางเสมอ" แล้วมีชื่อผู้

เชียนอยู่ที่บรรทัดล่างสุด ขนาดของหนังสือกว้าง 14.5 ซ.ม. ยาว 22 ซ.ม. หนา 158 หน้า กำลังพอเหมาะสำหรับถืออ่านจังเลย

         คุณพยนต์ แนะนำตัวเองไว้ที่หน้าท้ายสุด 124 ก่อนหน้าบันทึกข้อความ น่าสนใจมากทีเดียว ความว่า ;

พยนต์ คุ้มรำไพ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต(2513)และการจัดการมหาบัณฑิต(2536)จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(คณะวิศวกรรมศาสตร์

และ SASIN Graduate Institute of Business Administration ตามลำดับ) เข้าทำงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี

2513 ใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์ทางด้านก่อสร้างก่อนจะถูกยืมตัวมาสร้างโรงปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด จบโครงการแล้วทำงาน

บริหารโรงงาน บริหารบริษัทฯ จนเกษียณอายุในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส(ปฎิบัติการ) เมื่อสิ้นปี 2550เกษียรแล้วได้

รับการว่าจ้างให้ทำหน้าที่ที่ปรึกษา(วิศวกรรมและบำรุงรักษา กับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม)อีก 4 ปี

         ผมขอตั้งต้นแนะนำหนังสือเล่มนี้เท่านี้ก่อน แล้วหากมีโอกาสก็จะนำเอาเนื้อหาสาระจากหนังสือเล่มนี้มาเผยแพร่เป็นตอนๆตามที่

สมควร จึงใคร่ขออนุญาตผู้เขียนเจ้าของลิขสิทธฺ์ ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย.

 

         

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

เพลงดังป้าง & LABANOON l คนมีเสน่ห์,แพ้ทาง,ภูมิแพ้กรุงเทพ ,เชือกวิเศษ l https://youtu.be/EJJ7FXF13YE

ถ่านไฟเก่า ขับร้องโดย ธงไชย แม็คอินไตย์ https://youtu.be/ybPYtvQjxUo

Because I Love You (Lyrics) - Shakin Stevens https://youtu.be/LetyQNd9PdI


...........................................

        30 มกราคม 2562

 

 

ประวัติ กฟผ.

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2512 รัฐบาลได้รวมกับรัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบในการจัดหาไฟฟ้า ซึ่งได้แก่ การลิกไนท์ ( กลน.) การไฟฟ้ายันฮี (กฟย.) และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ (กฟ. อน.) รวมเป็นงานเดียวกันคือ “ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ” มีชื่อย่อว่า “ กฟผ.” มีนายเกษม จาติกวณิช เป็นผู้ว่าการคนแรก โดยมีอำนาจหน้าที่ในการผลิตและส่งไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เพื่อจัดจำหน่ายให้แก่ประชาชนต่อไป

egat-history-01 egat-history-02

การพัฒนาด้านการผลิตไฟฟ้ายุค กฟผ.

ใน ปีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดตั้งขึ้น ความต้องการไฟฟ้าของประเทศเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 29 ต่อปี กฟผ. จึงได้เร่งพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้า คือ

  • ปี พ.ศ. 2512 กฟผ. ได้ก่อสร้างหน่วยผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อนขนาดใหญ่ถึง 200 เมกะวัตต์ ที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ และต่อมาได้สร้างหน่วยผลิตขึ้นอีกเป็น 5 เครื่อง
  • ปี พ.ศ. 2513 ในเขตนครหลวง กฟผ. ได้ติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊สขนาด 15 เมกะวัตต์ ที่โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จังหวัดนนทบุรี จำนวน 2 เครื่องและที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้จำนวน 2 เครื่อง
  • มีการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระหว่างภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สายอ่างทอง–สระบุรี–ปากช่อง–นครราชสีมา อีกทั้งยังเชื่อมโยงสายส่งระหว่างจังหวัดหนองคายกับเวียงจันทร์ เมืองหลวงของลาว และดำเนินการส่งไฟฟ้าให้ลาวใน พ.ศ. 2514 เพื่อใช้ในการก่อสร้างเขื่อนน้ำงึม ซึ่งเขื่อนน้ำงึมเสร็จแล้วจึงผลิตกระแสไฟฟ้าคืนไทยและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้ไทยมาจนถึงปัจจุบัน
  • ใน ปี พ.ศ. 2514 ได้สร้างเขื่อนสิรินธร ที่จังหวัดอุบลราชธานีแล้วเสร็จและในปี พ.ศ.2515 ได้สร้างเขื่อนจุฬาภรณ์ ที่จังหวัดชัยภูมิแล้วเสร็จ
  • ส่วนทางภาคใต้ พ.ศ. 2514 ได้สร้างโรงไฟฟ้ากังหันแก๊สขนาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในปี พ.ศ. 2516 สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจังหวัดสุราษฎร์ธานี และปี พ.ศ. 2516 เช่นกันได้มีการย้ายเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลไปตั้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชพร้อมทั้งขยายระบบส่งไฟฟ้าด้วย
  • ปี พ.ศ. 2517 ในการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วเสร็จ และดำเนินการติดตั้งหน่วยผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่เขื่อนแก่งกระจาน ของชลประทานที่จังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งย้ายเครื่องกังหันแก๊สและเครื่องดีเซลจากภาคกลางไปภาคเหนือและใต้เพื่อเสริมกำลังผลิต

พัฒนาแหล่งผลิตเสริม

การพัฒนาแหล่งผลิตของประเทศไทยเป็นไปตามลำดับ เช่น ขยายหน่วยผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา และเมื่อมีการพัฒนาก๊าซธรรมชาติที่อ่าวไทย ก็ได้นำก๊าซธรรมชาติมาผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และดัดแปลงเครื่องผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ให้ใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าได้ด้วย การขยายแหล่งผลิตไฟฟ้าดำเนินไปตามความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เช่น เขื่อนท่าทุ่งนา จังหวัดกาญจนบุรี เขื่อนห้วยกุ่ม จังหวัดชัยภูมิ เขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ส จำนวน 4 เครื่อง ที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร กฟผ. ได้ย้ายหน่วยผลิตกังหันแก๊สไปติดตั้งใกล้ๆ แหล่งเชื้อเพลิง และเมื่อพบก๊าซธรรมชาติที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ก็ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง

นอกจากนั้น ยังได้ดำเนินการพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จังหวัดเชียงใหม่ เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบสูบน้ำกลับที่เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนคิรีธาร จังหวัดจันทบุรี และเพิ่มหน่วยผลิตที่โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และโรงไฟฟ้าระยอง

egat-history-03

ยุคเร่งรัดพัฒนา

การพัฒนาไฟฟ้าที่มีรากฐานและการดำเนินงานอย่างเป็นระบบที่ดี ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ธุรกิจพาณิชยกรรมและภาคอุตสาหกรรมทำให้เป็นการกระตุ้นความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เพิ่มมากขึ้นประมาณร้อยละ 10 ทุกปี

วิกฤติการณ์น้ำมัน พลิกวิกฤตเป็นโอกาส

ปี 2514-2525 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว จากลิตรละ 40 สตางค์ เป็น 4 บาทกว่าส่งผลกระทบอย่างมากต่อกิจการไฟฟ้า เพราะมีสัดส่วนในการใช้น้ำมันเตาถึงร้อยละ 70 วิกฤติการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับตัวและวางแผนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดการใช้น้ำมันลงให้มากที่สุด

นับเป็นโชคดีของประเทศไทยที่ได้พบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ถึง “วันแห่งความโชติช่วง ชัชวาล” ที่ได้มีการเปิดการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นครั้งแรก ซึ่ง กฟผ.ได้เป็นผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเป็นรายแรก โดยรับซื้อก๊าซธรรมชาติทั้งหมดจาก ปตท.โดย กฟผ.ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ขึ้นเพื่อใช้ก๊าซธรรมชาติและปรับปรุงโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ และก่อสร้างโรงไฟฟ้าระยอง หลังจากนั้น ได้ค้นพบก๊าซธรรมชาติที่แหล่งน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และที่ลานกระบือจังหวัดกำแพงเพชร กฟผ.ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นที่ทั้งสองแหล่งดังกล่าวด้วย

ในอีกด้านหนึ่งของการลดการใช้น้ำมันในการผลิตไฟฟ้านั่นคือ การพัฒนาถ่านลิกไนต์ที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มีราคาต่ำ กฟผ.ได้ขยายกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าแม่เมาะจากเดิม 2 เครื่องมาเป็น 13 เครื่อง นอกจากนี้การพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำยังมีบทบาทที่สำคัญต่อแนวทางการลดการพึ่งพาน้ำมันลง กฟผ.ได้สำรวจและก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำมาอย่างต่อเนื่อง คือ เขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฏร์ธานี เป็นต้น

egat-history-04

พัฒนาไฟฟ้าด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสม

กฟผ.ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเร่งรัดพัฒนาไฟฟ้าให้เพียงพอตลอดเวลา ดังนั้นการเสาะแสวงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทยมาใช้จึงเป็นแนวทางหนึ่ง ในขณะที่การพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำยังมีบทบาทที่สำคัญต่อแนวทางการลดการพึ่งพาน้ำมันลงอยู่ แต่การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ จำเป็นต้องมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่เหมาะสมและมีความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย การพัฒนาไฟฟ้าพลังน้ำจึงหันไปใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศไทย อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับโดยไม่ต้องสร้างเขื่อนเพิ่มขึ้น อาทิ ที่เขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เป็นต้น รวมทั้งการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำแบบน้ำไหลผ่าน (Run off river) มาติดตั้งที่เขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ จังหวัดนครราชสีมา

ในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กฟผ.จะเป็นต้องจัดหาโรงไฟฟ้าอย่างเร่งด่วน จึงได้มีการนำโรงไฟฟ้าบนเรือเข้ามาใช้ในภาคใต้เป็นครั้งแรกที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ยุคเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

ระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทั้งโรงไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้าที่เพียงพอ และที่สำคัญระบบไฟฟ้าของประเทศต้องเป็นเอกภาพและเป็นระบบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน กฟผ.จึงได้ก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงเชื่อมโยงกันหมดทั่วทั้งประเทศด้วยสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 230,000 โวลต์ 115,000 โวลต์ และได้นำระบบส่งไฟฟ้าขนาด 500,000 โวลต์ ซึ่งเป็นขนาดแรงดันที่สูงที่สุดมาใช้ในเส้นทางระหว่างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มายังกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 550 กิโลเมตร เมื่อปี 2525 และหลังจากนั้นก็ได้สร้างสายส่งขนาด 500,000 โวลต์ในเส้นทางหลักๆ อีกหลายวงจร จากการเชื่อมโยงทุกภาคในประเทศไปสู่การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศลาวที่เดิมได้เชื่อมโยงกันที่จังหวัดหนองคาย, นครพนมและมุกดาหาร ได้เปิดการเชื่อมโยงเพิ่มขึ้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี สำหรับการเชื่อมโยงกับมาเลเซีย ได้เชื่อมโยงที่ จังหวัดสงขลาณ สถานีไฟฟ้าแรงสูงสะเดา ซึ่งต่อมาได้เพิ่มวงจรการเชื่อมโยงแบบไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูง (HVDC : High Voltage Direct Current) ระหว่างสถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะ จังหวัดสงขลา กับสถานีกูรุน ประเทศมาเลเซีย

การขยายแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ใช้ทรัพยากรเชื้อเพลิงภายในประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความมั่นคงของการผลิตไฟฟ้า และช่วยทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำ แม้ว่าในปี 2537 ประเทศไทยได้มีการลดค่าเงินบาทลงก็ตาม แต่ กฟผ. ก็สามารถตรึงราคาค่าไฟฟ้าไว้ได้

สู่การเป็นสากลด้วยพลังผลิต 10,000 เมกะวัตต์

ภายหลังจากการเร่งรัดพัฒนาไฟฟ้าของประเทศดังกล่าวข้างต้นมาแล้ว รากฐานของระบบไฟฟ้าในประเทศไทยถือว่ามีความมั่นคงเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามในช่วงตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างสูงมากกล่าวคือ เพิ่มขึ้นปีละประมาณร้อยละ 13-15 ทำให้ปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศลดต่ำลง นับเป็นช่วงเวลาที่ กฟผ. ต้องเร่งก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เข้าสู่ระบบให้ทันกับความต้องการใช้ของประชาชน

กฟผ. ต้องปรับแผนพัฒนาไฟฟ้าและแผนการลงทุนใหม่ โดยเร่งรัดก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ระยะเวลาสั้น อาทิ โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซและโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม เช่น โรงไฟฟ้าระยองโรงไฟฟ้าวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงไฟฟ้าหนองจอก กรุงเทพมหานคร โรงไฟฟ้าไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ขยายกำลังผลิตของโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ และทำการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าพลังน้ำอีกหลายแห่ง

นอกจากนี้ ประเทศไทยก็ยังจำเป็นจะต้องมีโรงไฟฟ้าหลักขนาดใหญ่ด้วย จึงมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าราชบุรี โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากประเทศพม่าเป็นเชื้อเพลิง จากการพัฒนาไฟฟ้าของประเทศไทยโดยลำดับที่กล่าวมานั้น ทำให้กิจการไฟฟ้าของไทยมีขนาดใหญ่ขึ้นจนก้าวเข้าสู่ความเป็นสากลด้วยกำลังผลิตเกินกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ในปี 2535 และเป็นระบบไฟฟ้าที่มีความทันสมัยมั่นคงเช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

ยุคการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

หลังจากผ่านพ้นช่วงการเร่งรัดพัฒนากิจการไฟฟ้าให้ทันต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงมากมาแล้วนั้น ในเวลาไม่นานนักในปี 2540 สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็ได้เกิดขึ้นและเป็นผลกระทบไปทั่วโลกนั่นก็คือ วิกฤติการณ์ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรงที่สุดและการลดค่าเงินบาท ซึ่งประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ว่านับเป็นครั้งแรกที่เกิดภาวะความต้องการไฟฟ้าลดลงและการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ผลกระทบดังกล่าวเกิดขึ้นโดยตรงต่อกิจการไฟฟ้าไทย ที่ทำให้ต้องปรับแผนการดำเนินงานใหม่ นำมาตรการประหยัดมาใช้อย่างเคร่งครัดเพื่อประคับประคองให้กิจการไฟฟ้าดำเนินการอยู่ได้เพื่อให้บริการประชาชนด้วยมาตรฐานและความมั่นคง

การจัดการด้านการใช้ไฟฟ้ากับความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจ

งานบริหารการใช้ไฟฟ้าและรักษาสิ่งแวดล้อม ภารกิจที่น่าภาคภูมิใจของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการริเริ่มรณรงค์และดำเนินการด้านการอนุรักษ์พลังงานของประเทศ จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการจุดประกายจิตสำนึกในการใช้ไฟฟ้าอย่างรู้คุณค่าให้สว่างไสวเจิดจ้าในหัวใจของประชาชนคนไทยกว่า 60 ล้านดวง ตามโครงการการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management – DSM)

เพื่อคนไทย --- เพื่อชาติไทย เพื่อโลกอันสดใสในวันนี้ --- และตลอดไป

 

บทบาทของภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้า

รัฐบาลได้มีนโยบายเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้า เพื่อเปิดโอกาสให้ กฟผ.สามารถร่วมลงทุนกับภาคเอกชนดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับ กฟผ.ได้ ซึ่งในปี 2535 ได้มีการจัดตั้งบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) และกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งซื้อโรงไฟฟ้าระยองและขนอม ไปจาก กฟผ. และถือได้ว่าเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนโรงแรกของประเทศไทย
ในปี 2543 ได้มีการจัดตั้งบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) ซึ่งได้ซื้อโรงไฟฟ้าราชบุรีไปจาก กฟผ. บทบาท ของภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้าอีกด้านหนึ่ง คือ เป็นการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าของเอกชนโดยตรง ทั้งในรูปแบบผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (Independent Power Producer) และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (Small Power Producer) นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานนอกรูปแบบ อาทิ กากหรือเศษวัสดุที่เหลือใช้จากการเกษตรอีกด้วย ศูนย์การเชื่อมโยงเครือข่ายไฟฟ้าในอาเซียน.....ยุทธศาตร์พลังงานของประเทศ

จากการพัฒนากิจการไฟฟ้าของประเทศไทย จนมีระบบที่มั่นคงมีประสิทธิภาพอันเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือในระดับสากล ประกอบกับโดยลักษณะภูมิศาสตร์นั้น ประเทศไทยตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศอาเซียนที่เอื้ออำนวยต่อโอกาสของการเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายระบบไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนได้เป็นอย่างดี อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาระบบไฟฟ้าของอาเซียนเพื่อแบ่งปันการใช้ทรัพยากรพลังงานในการผลิตไฟฟ้าร่วมกันและสร้างระบบส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงถึงกันในกลุ่มประเทศอาเซียนอันจะนำมาสู่ความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มประเทศอาเซียนยิ่งขึ้น
รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาดังกล่าวไว้เป็นยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ

พลังงานทดแทน.....ความมุ่งมั่นเพื่อยั่งยืน

การผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งเชื้อเพลิงดังกล่าวมีปริมาณจำกัดและมีแต่จะหมดไปจากโลก การแสวงหาวิธีการผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกจึงเป็นแนวทางที่ประเทศไทยได้ทำการศึกษาอย่างจริงจังมาโดยตลอดพร้อมๆ กับการพัฒนากิจการไฟฟ้าในประเทศไทย กฟผ. ได้ศึกษาค้นคว้าพลังงานทดแทนที่มีแนวโน้มของความเป็นไปได้ในประเทศไทยหลายชนิด อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อนจากใต้ดิน มาทดลองผลิตไฟฟ้าอีกทั้งยังได้ศึกษาค้นคว้าพลังงานทดแทนของต่างประเทศเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย

จากการศึกษามาเป็นระยะเวลานานทำให้เกิดโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนต้นแบบ เช่น โรงไฟฟ้าเซลแสงอาทิตย์ต้นแบบคลองช่องกล่ำ จังหวัดสระแก้ว โรงไฟฟ้าเซลแสงอาทิตย์ต้นแบบและโรงไฟฟ้าพลังงานลมต้นแบบ ที่แหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพต้นแบบที่ อ.ฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จนมาสู่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าเซลแสงอาทิตย์เพื่อผลิตไฟฟ้าจ่ายเข้าสู่ระบบในเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศไทย คือ โรงไฟฟ้าเซลแสงอาทิตย์ผาบ่อง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนาด 500 กิโลวัตต์ แล้วเสร็จในปี 2547

กิจการไฟฟ้าไทย...กับการพัตนาอย่างยั่งยืน

การพัฒนาไฟฟ้าของประเทศไทยนอกเหนือจากการตระหนักถึงการสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าให้เพียงพอแล้ว ยังให้ความสำคัญต่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งก่อนการก่อสร้างโครงการ ระหว่างการก่อสร้างและเมื่อโรงไฟฟ้าเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าแล้ว ก็ยังคงมีกระบวนการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ การพัฒนากิจการไฟฟ้าไทยยังให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานสากลมาใช้เพื่อยกระดับการให้บริการและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล อาทิ ISO 9000 ISO 14001 และมอก.18000

แนวทางในการพัฒนาไฟฟ้าของประเทศไทย เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน มุ่งประสิทธิภาพสูงสุดทั้งด้านการจัดหาพลังงานไฟฟ้า และการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายหลักคือ การประหยัดทรัพยากรพลังงานและการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม อันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั่วโลกว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดอันจะส่งผลให้การพัฒนาพลังไฟฟ้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรโลกอย่างยั่งยืนในสภาวะสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 ...........................................................

 
 
 

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ความเป็นมา

ไฟฟ้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ที่อำนวยความสะดวกสบายแก่ชีวิตประจำวันของทุกคน การที่จะได้ พลังไฟฟ้ามาต้องอาศัยเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ มาเป็นต้นกำลังในการผลิต นับว่าเป็นโชคดีของประเทศไทย ที่นอกจากจะมีก๊าซธรรมชาติแล้ว ยังมีถ่านลิกไนต์ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากร เชื้อเพลิงที่สำคัญของประเทศและใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ทดแทนการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้จำนวนมหาศาล

สถานที่ตั้ง

โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ห่างจากตัวเมืองลำปาง เป็นระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร

เส้นทางคมนาคม

จังหวัดลำปางอยู่ห่างจากกรุงเทพฯทางรถยนต์ประมาณ 600 กิโลเมตร ทางรถไฟประมาณ 625 กิโลเมตร และยังสามารถเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารได้อีกทางหนึ่งจากตัวเมืองลำปาง เดินทางโดยรถยนต์ตามทางหลวง หมายเลข 1 สายลำปาง - เชียงราย พอถึงหลักกิโลเมตรที่ 601 เลี้ยงขวาไป ตามทางหลวงหมายเลข 11 สายลำปาง - อำเภอเด่นชัย ถึงหลักกิโลเมตรที่ 10 เลี้ยวซ้ายเข้า ถนนผาลาด - แม่เมาะ อีก 10 กิโลเมตร จะผ่านที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ และไปอีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ลักษณะโรงไฟฟ้า

การสำรวจแหล่งถ่านลิกไนต์ในประเทศไทยเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2460 ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการจ้างชาว ต่างประเทศเข้ามาสำรวจ ได้พบแหล่งถ่านลิกไนต์ที่บริเวณอำเภอแม่เมาะจังหวัดลำปาง และที่ตำบลคลอง ขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่การสำรวจแหล่งลิกไนต์ในสมัยนั้นดำเนินไปแบบเป็นครั้งคราวไม่ ต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ. 2475 จึงได้ยุติการสำรวจลงเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2493 กรมโลหกิจ (กรม ทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) รื้อฟื้นโครงการสำรวจแหล่งถ่านลิกไนต์ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง

กิจการเหมืองลิกไนต์ เริ่มเมื่อปี 2460 ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมรถไฟหลวง มีพระประสงค์จะสงวนป่าไม้ไว้ จึงโปรดให้ทำการสำรวจหาเชื้อเพลิงชนิดอื่น เพื่อนำมาใช้แทนฟืนสำหรับหัวรถจักรไอน้ำของรถไฟ การสำรวจในระยะแรก ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวจากประเทศฝรั่งเศส ต่อมาระหว่างปี 2464 - 2466 ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกามาสำรวจอีก พบว่ามีแหล่งถ่านลิกไนต์ที่ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และที่คลองขนาน จังหวัดกระบี่ การสำรวจแหล่งถ่านหินลิกไนต์ ดำเนินการแบบเป็นครั้งคราวไม่ต่อเนื่อง จนถึง พ.ศ.2475 จึงได้หยุดชะงักเป็นเวลานาน

พ.ศ. 2493 กรมโลหกิจ (กรมทรัพยากรธรณี) รื้อฟื้นโครงการสำรวจแหล่งถ่านหินลิกไนต์ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง

พ.ศ. 2496 ได้พบแหล่งถ่านลิกไนต์มีแนวชั้นติดต่อกันยาวไปตามลำห้วยในแอ่งแม่เมาะ และที่แหล่งกระบี่อีกเป็นจำนวนมาก

พ.ศ. 2497 รัฐบาลจัดตั้ง “องค์การพลังงานไฟฟ้าลิกไนต์” เปิดการทำเหมืองที่ อำเภอเหมืองแม่เมาะ

พ.ศ. 2498 เริ่มผลิตถ่านลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะจำหน่าย โรงบ่มใบยาสูบในภาคเหนือ โรงงานของการรถไฟจังหวัดนครราชสีมา โรงปูนซิเมนต์ของบริษัทชลประทานซีเมนต์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสนของการไฟฟ้านครหลวง

พ.ศ. 2500 สามารถผลิตถ่านหินลิกไนต์ได้ปีละ 120,000 ตัน เทียบกับการใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงปริมาณ 300,000 ลูกบาศก์เมตร หรือต้องตัดไม้จากป่าปีละประมาณ 30,000 ไร่ หรือหากเทียบกับการใช้น้ำมันเตาที่ต้องซื้อจากต่างประเทศปีละประมาณ 35 ล้านลิตร

เมื่อประสบความสำเร็จในการผลิตลิกไนต์จำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง จึงมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ขนาดกำลังการผลิต 12,500 กิโลวัตต์ โดยใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง และทำพิธีเปิด วันที่ 28 พฤศจิกายน 2503

เนื่องจากแหล่งแม่เมาะอุดมไปด้วยเชื้อเพลิงลิกไนต์จำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า ได้อย่างมั่นคง ในปี พ.ศ. 2515 รัฐบาลอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะในระยะเริ่มแรก จำนวน 2 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 75 เมกะวัตต์งานขยายเหมืองแม่เมาะก็เพิ่มปริมาณจากที่เคยผลิตได้ปีละแสนกว่า ตันเป็นล้านๆตัน และหลังจากนั้นเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย (กฟผ.) ได้ทยอยก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีโรงไฟฟ้าทั้งหมดรวม 10 โรง กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2,400 เมกะวัตต์ เมื่อโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 (MMRP1) ก่อสร้างแล้วเสร็จในปลายปี 2561 โรงไฟฟ้าแม่เมาะจะมีโรงไฟฟ้ารวมทั้งหมด 7 เครื่อง (ปลดเครื่อง 4-7 ออกจากระบบ) กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2,455 เมกะวัตต์ ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 18,000 ล้านหน่วยต่อปี

การดำเนินงานก่อสร้าง

โรงไฟฟ้าแม่เมาะประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสิ้น 14 เครื่อง โดยมีลำดับขั้นตอนในการก่อสร้างและนำเข้าใช้งานพร้อมจ่ายเข้าสู่ระบบดังนี้


โรงไฟฟ้าแม่เมาะ
ความเป็นมา
ไฟฟ้าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ ที่อำนวยความสะดวกสบายแก่ชีวิตประจำวันของทุกคน การที่จะได้ พลังไฟฟ้ามาต้องอาศัยเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ มาเป็นต้นกำลังในการผลิต นับว่าเป็นโชคดีของประเทศไทย ที่นอกจากจะมีก๊าซธรรมชาติแล้ว ยังมีถ่านลิกไนต์ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากร เชื้อเพลิงที่สำคัญของประเทศและใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ทดแทนการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้จำนวนมหาศาล

สถานที่ตั้ง
โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ห่างจากตัวเมืองลำปาง เป็นระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร


เส้นทางคมนาคม
จังหวัดลำปางอยู่ห่างจากกรุงเทพฯทางรถยนต์ประมาณ 600 กิโลเมตร ทางรถไฟประมาณ 625 กิโลเมตร และยังสามารถเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารได้อีกทางหนึ่งจากตัวเมืองลำปาง เดินทางโดยรถยนต์ตามทางหลวง หมายเลข 1 สายลำปาง - เชียงราย พอถึงหลักกิโลเมตรที่ 601 เลี้ยงขวาไป ตามทางหลวงหมายเลข 11 สายลำปาง - อำเภอเด่นชัย ถึงหลักกิโลเมตรที่ 10 เลี้ยวซ้ายเข้า ถนนผาลาด - แม่เมาะ อีก 10 กิโลเมตร จะผ่านที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ และไปอีก 6 กิโลเมตร ก็จะถึงโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ลักษณะโรงไฟฟ้า
การสำรวจแหล่งถ่านลิกไนต์ในประเทศไทยเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2460 ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการจ้างชาว ต่างประเทศเข้ามาสำรวจ ได้พบแหล่งถ่านลิกไนต์ที่บริเวณอำเภอแม่เมาะจังหวัดลำปาง และที่ตำบลคลอง ขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่การสำรวจแหล่งลิกไนต์ในสมัยนั้นดำเนินไปแบบเป็นครั้งคราวไม่ ต่อเนื่อง จนถึงปี พ.ศ. 2475 จึงได้ยุติการสำรวจลงเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2493 กรมโลหกิจ (กรม ทรัพยากรธรณีในปัจจุบัน) รื้อฟื้นโครงการสำรวจแหล่งถ่านลิกไนต์ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง

กิจการเหมืองลิกไนต์ เริ่มเมื่อปี 2460 ในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมรถไฟหลวง มีพระประสงค์จะสงวนป่าไม้ไว้ จึงโปรดให้ทำการสำรวจหาเชื้อเพลิงชนิดอื่น เพื่อนำมาใช้แทนฟืนสำหรับหัวรถจักรไอน้ำของรถไฟ การสำรวจในระยะแรก ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวจากประเทศฝรั่งเศส ต่อมาระหว่างปี 2464 - 2466 ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกามาสำรวจอีก พบว่ามีแหล่งถ่านลิกไนต์ที่ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และที่คลองขนาน จังหวัดกระบี่ การสำรวจแหล่งถ่านหินลิกไนต์ ดำเนินการแบบเป็นครั้งคราวไม่ต่อเนื่อง จนถึง พ.ศ.2475 จึงได้หยุดชะงักเป็นเวลานาน

พ.ศ. 2493 กรมโลหกิจ (กรมทรัพยากรธรณี) รื้อฟื้นโครงการสำรวจแหล่งถ่านหินลิกไนต์ขึ้นมาดำเนินการอีกครั้ง

พ.ศ. 2496 ได้พบแหล่งถ่านลิกไนต์มีแนวชั้นติดต่อกันยาวไปตามลำห้วยในแอ่งแม่เมาะ และที่แหล่งกระบี่อีกเป็นจำนวนมาก

พ.ศ. 2497 รัฐบาลจัดตั้ง “องค์การพลังงานไฟฟ้าลิกไนต์” เปิดการทำเหมืองที่ อำเภอเหมืองแม่เมาะ

พ.ศ. 2498 เริ่มผลิตถ่านลิกไนต์จากเหมืองแม่เมาะจำหน่าย โรงบ่มใบยาสูบในภาคเหนือ โรงงานของการรถไฟจังหวัดนครราชสีมา โรงปูนซิเมนต์ของบริษัทชลประทานซีเมนต์ จังหวัดนครสวรรค์ โรงไฟฟ้าวัดเลียบและโรงไฟฟ้าสามเสนของการไฟฟ้านครหลวง

พ.ศ. 2500 สามารถผลิตถ่านหินลิกไนต์ได้ปีละ 120,000 ตัน เทียบกับการใช้ไม้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงปริมาณ 300,000 ลูกบาศก์เมตร หรือต้องตัดไม้จากป่าปีละประมาณ 30,000 ไร่ หรือหากเทียบกับการใช้น้ำมันเตาที่ต้องซื้อจากต่างประเทศปีละประมาณ 35 ล้านลิตร

เมื่อประสบความสำเร็จในการผลิตลิกไนต์จำหน่ายเป็นเชื้อเพลิง จึงมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ขนาดกำลังการผลิต 12,500 กิโลวัตต์ โดยใช้ถ่านลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง และทำพิธีเปิด วันที่ 28 พฤศจิกายน 2503

เนื่องจากแหล่งแม่เมาะอุดมไปด้วยเชื้อเพลิงลิกไนต์จำนวนมหาศาล ซึ่งสามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า ได้อย่างมั่นคง ในปี พ.ศ. 2515 รัฐบาลอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะในระยะเริ่มแรก จำนวน 2 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 75 เมกะวัตต์งานขยายเหมืองแม่เมาะก็เพิ่มปริมาณจากที่เคยผลิตได้ปีละแสนกว่า ตันเป็นล้านๆตัน และหลังจากนั้นเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย (กฟผ.) ได้ทยอยก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมขึ้นเป็นลำดับ จนถึงปัจจุบันโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีโรงไฟฟ้าทั้งหมดรวม 10 โรง กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2,400 เมกะวัตต์ เมื่อโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 (MMRP1) ก่อสร้างแล้วเสร็จในปลายปี 2561 โรงไฟฟ้าแม่เมาะจะมีโรงไฟฟ้ารวมทั้งหมด 7 เครื่อง (ปลดเครื่อง 4-7 ออกจากระบบ) กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 2,455 เมกะวัตต์ ผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 18,000 ล้านหน่วยต่อปี

การดำเนินงานก่อสร้าง
โรงไฟฟ้าแม่เมาะประกอบด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งสิ้น 14 เครื่อง โดยมีลำดับขั้นตอนในการก่อสร้างและนำเข้าใช้งานพร้อมจ่ายเข้าสู่ระบบดังนี้

เครื่องที่ กำลังผลิตติดตั้ง (เมกะวัตต์) เริ่มก่อสร้าง (ปี พ.ศ.) นำเข้าใช้งาน (ปี พ.ศ.) หมายเหตุ
1 75 2518 2521 ปลดออกจากระบบ
2 75 2518 2522 ปลดออกจากระบบ
3 75 2518 2524 ปลดออกจากระบบ
4 140 2524 2527 ปลดออกจากระบบ
5 140 2524 2527 ปลดออกจากระบบ
6 140 2525 2528 ปลดออกจากระบบ
7 140 2525 2528 ปลดออกจากระบบ
8 300 2529 2532
9 300 2530 2533
10 300 2532 2534
11 300 2532 2535
12 300 2534 2538
13 300 2534 2538
MMRP1 655 2558 2561
รวม 2,455 2529 - 2558 2532 - 2561
ระบบส่งไฟฟ้า
ในบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะประกอบด้วยลานไกไฟฟ้า 3 แห่ง เพื่อรองรับพลังไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าแล้วส่งผ่านสายส่งไฟฟ้าไปยังจังหวัดต่างๆ ด้วยแรงดันไฟฟ้าหลายระดับ คือ 115 KV, 230 KV, และ 500 KV โดยเชื่อมโยงกับระบบส่งไฟฟ้าทั้งภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

การดูแลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
การรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
จากการที่โรงไฟฟ้าแม่ใช้ถ่านลิกไนต์ในการผลิตไฟฟ้า กฟผ. ได้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบ ต่อคุณภาพอากาศ น้ำ และดิน และความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง กฟผ. จึงได้มุ่งเน้นในการสำรวจและศึกษาทางนิเวศวิทยา ก่อนตัดสินใจดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งกล่าวได้ว่าในบรรดาโครงการต่างๆ ที่ กฟผ. ดำเนินการมา โรงไฟฟ้าแม่เมาะได้รับการสำรวจศึกษาและแก้ไขทางนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมมากที่สุด

มาตรการในการดูแลและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ติดตั้งเครื่องดักจับฝุ่นที่โรงไฟฟ้า ซึ่งมีประสิทธิภาพระหว่างร้อยละ 89.5 - 99.7 เพื่อกรองฝุ่นจากการเผาไหม้ถ่านลิกไนต์ก่อนที่จะระบายอากาศทางปล่องควัน
ติดตั้งจุดตรวจวัดค่าความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไว้ตามหมู่บ้านต่างๆรวม 16 จุด จาก จุดตรวจวัดเครื่องจะรายงานผลเข้าสู่ห้องควบคุมในโรงไฟฟ้า และยังรายงานเป็นระบบออนไลน์ไปยังโรงพยาบาลแม่เมาะและ กรมควบคุมมลพิษอีกด้วยหากพบว่ามีค่าความเข้มของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินมาตรฐาน กฟผ. จะลดการเดินเครื่องลงทันที
ฉีดพ่นน้ำบนถนนเป็นประจำ เพื่อลดฝุ่นและพรมน้ำลงบนวัสดุที่มีการฟุ้งกระจายขณะขนถ่าย
น้ำจากกระบวนการผลิตในโรงไฟฟ้าจะผ่านขบวนการบำบัดทางชีวภาพ โดย กฟผ. ขุดบ่อพักน้ำ เป็นระยะๆ เพื่อให้สารแขวนลอยตะกอน รวมทั้งปลูกพืชดูดซับสารละลายที่เจือปนมาในน้ำ เติมอากาศในน้ำ และตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ
ตรวจวัดแหล่งกำเนิดเสียงภายในโรงไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และบริเวณใกล้เคียงโรงไฟฟ้าเพื่อควบคุมให้อยู่ในระดับที่เป็นมาตรฐาน
นอกจากนี้ ยังได้ทำการติดตั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่โรงไฟฟ้าเครื่องที่ 4-13 ซึ่งสามารถกำจัดก๊าซฯได้ถึงร้อยละ 95 เพื่อเป็นหลักประกันในคุณภาพอากาศที่ดียิ่งขึ้น
รายละเอียดในการติดตั้งเครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

เครื่องที่ เริ่มก่อสร้าง (ปี พ.ศ.) วันที่เริ่มใช้งาน
8 2537 26 พฤศจิกายน 2540
9 2537 17 กันยายน 2540
10 2537 28 มีนาคม 2541
11 2537 30 มกราคม 2541
12 2536 2 พฤษภาคม 2538
13 2536 18 กันยายน 2538
หมายเหตุ: โรงไฟฟ้าเครื่องที่ 1-7 ปลดระวางการเดินเครื่องไปแล้ว

การโยกย้ายราษฎร
การดำเนินงานเหมืองและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการอพยพราษฎรบางส่วน ออกจากพื้นที่บริเวณโครงการ กฟผ. ได้ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการจัดหาพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ราษฎร สามารถใช้เป็นที่ทำกินได้อย่างต่อเนื่อง ในการโยกย้ายที่อยู่แต่ละครั้งราษฎรจะได้รับเงินทดแทนอย่างยุติธรรม ตามหลักเกณฑ์ ได้รับการจัดสรรที่ทำกิน และมีที่อยู่ใหม่อันเหมาะสมภายในบริเวณที่จัดสรรจะมีสาธารณูปโภค ครบครัน เช่น น้ำ ไฟฟ้า ถนน โรงกรองน้ำ โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์ราชการ ที่ทำการไปรษณีย์ตลาดสด รวมทั้งพัฒนาและส่งเสริมอาชีพต่างๆ จนทำให้หมู่บ้านอพยพท่าปะตุ่น-นาแขม ได้รับการชมเชยจากตัวแทนธนาคารโลกว่า “เป็นชุมชนตัวอย่างของโลกเพราะมีความสมบูรณ์แบบในทุกด้าน”

โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4 - 7 (MMRP1)
โรงไฟฟ้าพลังความร้อน มีกำลังการผลิตติดตั้ง 665 เมกะวัตต์ สร้างขึ้นเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าเดิมที่จะถูกปลดตามอายุการใช้งาน มีกำหนดเริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไปยังภาคเหนือและเสริมกำลังการใช้ไฟฟ้าภาคกลางในปี 2562 ซึ่งจะทำให้ กฟผ. แม่เมาะมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,455 เมกะวัตต์

ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง
เทคโนโลยี Ultra-Super Critical (USC) หรือเทคโนโลยีไอน้ำแบบแรงดันเหนือวิกฤติ ใช้ระบบหม้อไอน้ำ (Boiler) ที่ผลิตไอน้ำได้ดีขึ้นด้วยอุณหภูมิและแรงดันที่สูงขึ้น มีการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
มีเทคโนโลยีกำจัดมลสารที่ทันสมัย ประกอบด้วย
อุปกรณ์เครื่องดับจับก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (Selective Catalytic Reduction: SCR)
เครื่องดักจับฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator: ESP)
เครื่องกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Flue Gas Desulfurisation)
สรุป
โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ในภาคเหนือ เป็นสื่อกลางในการนำ ความเจริญรุ่งเรื่องมาสู้ท้องถิ่นของชนในภาคเหนือ และพลังงานไฟฟ้าส่วนที่เหลือยังสามารถ ส่งไปหล่อเลี้ยง จุดศูนย์กลางที่หนาแน่นไปด้วยอุตสาหกรรม ธุรกิจ การค้า และที่อยู่อาศัย ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณ มากเป็นลำดับของประเทศ อย่างเช่นกรุงเทพฯ เขตปริมณฑล และหลายจังหวัดในภาคกลางรวมทั้งส่งพลังงาน ไฟฟ้าไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วยการที่แม่เมาะมีโรงไฟฟ้าถึง 7 เครื่อง เนื่องจากแม่เมาะอุดม สมบูรณ์ไปด้วยแหล่งเชื้อเพลิงลิกไนต์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญยิ่งของประเทศ หากไม่นำมาพัฒนาและใช้ ประโยชน์ในยามที่ประเทศต้องการพลังงานไฟฟ้า ก็จะเป็นการสูญเสียโอกาสและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องนำเข้า น้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงและไม่แน่นอน ทั้งยังทำให้ต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่ม สูงขึ้น ส่งผลกระทบแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าโดยรวมควบคู่ไปกับการดำเนินงานผลิตไฟฟ้า กฟผ. ได้เฝ้าระมัดระวัง ตรวจสอบคุณภาพอากาศ น้ำ และดิน ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของชุมชน สัตว์เลี้ยงและพืชต่างๆ อันเกิดจากการดำเนินงานขยายเหมือง การลำเลียงถ่านลิกไนต์เข้าสู่โรงไฟฟ้า และการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อให้แม่เมาะเป็นเมืองที่น่าอยู่ ปราศจากมลภาวะ สามารถอำนวยประโยชน์ด้าน พลังงานไฟฟ้า สร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่น ทั้งจังหวัดลำปางและหลายจังหวัดในประเทศอีกด้วย


พฤษภาคม 2561

 

 ...............................................

30 มกราคม 2562

 

 

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net