วันที่ พฤหัสบดี มกราคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรากำลังตกอยู่ในสังคมบ้าข่าวสารเกินไปหรือเปล่า (เหตุเกิดจาก PM 2.5)


เรากำลังตกอยู่ในสังคมบ้าข่าวสารเกินไปหรือเปล่า (เหตุเกิดจาก PM 2.5)

ผลจากการตีข่าวของสื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ โซเชียลมีเดียต่างๆ ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เกี่ยวกับเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5​ ไปที่ไหนก็จะมีแต่คนกลัวและตื่นฝุ่น หน้ากากป้องกันฝุ่นจึงได้ขายดิบขายดีจนขาดตลาดไปตามๆ กัน

อันที่จริงแล้ว เรื่องฝุ่นนี้ มันเป็นมาก่อนหน้านั้นแล้วหรือเปล่า  จะเห็นได้ว่าเวลาเราออกไปท้องถนนทุกครั้งหลังกลับมาแล้วตามเนื้อตามตัวเราก็จะมีแต่ฝุ่นเต็มไปหมด ทั้งๆ ที่ถนนตามในเมืองไม่ใช่ถนนชนบทที่มีฝุ่นเต็มไปหมด แสดงว่าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานแล้ว ยิ่งถ้าเราเป็นคนใส่ใจ กวาดถูบ้านบ่อยๆ ครั้ง จะพบว่าเช็ดบ้านทุกครั้ง จะมีฝุ่นตามพื้นและจับตามสิ่งของ ซึ่งถ้าสังเกตดีๆ เราจะพบว่าเช็ดเท่าไหร่ก็ไม่หมด โดยเฉพาะคนที่พักอาศัย อยู่่ริมถนนใหญ่ๆ
นั่นแสดงว่า เราอยู่กับมันมานานแล้ว แต่ทำไมสองสามวันนี้เราเพิ่งตื่นตูมกับข่าว PM 2.5 จนถึงขนาดปิดโรงเรียน ปิดมหาวิทยาลัย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุทั้งนั้น

คำถามที่น่าถาม คนที่ออกมาตรการเหล่านี้จะตอบยังไง ว่าเมื่อเปิดแล้ว ฝุ่นจะหมดไปไหม หรือจะต้องปิดๆ เปิดๆ จนกระทั่งเลือกตั้งใหม่ ให้รัฐบาลใหม่มาปราบปรามและสยบฝุนเหมือนกับม๊อบเสื้อแดง เสื้อเหลืองอะไรทำนองนั้นหรือเปล่า อุ๊บ!!

 

ผลพวงของการแตกตื่นข่าวฝุ่น PM 2.5 ก็ทำให้หน้ากากสารพัดหน้ากากขายดี จนบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลายที่ขายอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ และมีการผลิตอุปกรณ์เสริมหน้ากากมาขายโดยเฉพาะหน้ากาก N 95 ซึ่งปกติแล้ว เป็นหน้ากากที่มีใช้ในงานเฉพาะทาง เช่น ในห้องติดเชื้อของผู้ป่วยวัณโรค และในโรงงานที่มีเคมีภัณฑ์เป็นอันตรายต่อการสูดดม ตามปกติไม่ค่อยเห็นกันบนท้องถนน กลายเป็นว่าถนนเต็มไปด้วยอากาศเป็นพิษ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว หน้ากากนี้ใช้ป้องกันการติดเชื้อทางลมหายใจมากกว่าป้องกันฝุ่นซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมไม่ใช่เชื้อโรคที่มีความเข้มข้น นักวิชาการเอง เอาเข้าจริงๆ ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปหรือรับประกันการกันฝุ่นได้ด้วยหน้ากากใดหรอกนะ

 

แต่ความคิดของผู้เขียน และผู้ประสบเหตุหยุดงานนกะทันหัน จนต้องกลับมาย้อนคิดว่า ในสถานการณ์แบบนี้ แทนที่จะทำให้ผู้คนตื่นตระหนก ควรทำให้เกิดความตระหนัก ควรให้ความรู้เพื่อการที่จะอยู่กับสถานการณ์ฝุ่นมากกว่า การให้ข่าวแบบโหมกระพือจนเกิดการกระหน่ำทางการตลาด จนหน้ากากรวย  และหวังว่านี่จะไม่ใช่ การตลาดเพื่อความเป็นฮีโร่ของนักการเมืองในช่วงการเลือกตั้งหรอกนะ อุ๊บ!!

 

ปัจฉิมลิขิต ว่ากันจริงๆ แล้ว ฝุ่นที่เกิดขึ้นนี่ มันช่างผิดฝาผิดตัว เพราะแถวกลางเมืองมันดันไม่เกิด แต่ไปเกิดแถวชานเมือง เช่น แถวบางขุนเทียน แถวลาดพร้าว เออ...เอาเข้าจริงเนี่ยรถยนต์แถวนั้นมันเยอะเหรอ มันน่าจะเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม เกิดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า มากกว่าการจราจรปกติที่ขับรถคนเดียวนะ  สถานการณ์แบบนี้ ก็ทำให้มีมนุษย์ป้า มนุษย์ลุง ที่เป็นข้าราชการระดับใหญ่ๆ  โชว์ปัญญาอันเลิศล้ำโดยการใช้ Drone ขึ้นฉีดน้ำ ใช้หัวฉีดน้ำแรงดันสูง  ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุทั้งนั้น ดูแล้วน่ารักดี วัยรุ่นแถวบ้าน บอกว่าให้มนุษย์ป้า มนุษย์ลุงไปปลูกไผ่ ไปเป็นเกษตรกรแทนที่จะเป็นข้าราชการนักปกครอง ผู้เขียนเลยถามว่าปลูกไผ่อะไร??? วัยรุ่นบอกว่าไผ่พันธุ์บ้องตื้น อ้าว....เราไม่ได้ว่าใครนะ อย่าคิดเยอะ

 

แล้วแบบนี้........เราตื่นตูมไปไหม แทนที่จะสอนให้เราตระหนักรับรู้และมีวิธีป้องกัน  นี่กลับจะทำเมืองให้ร้าง  ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว  จะเห็นว่าสถานการณ์ฝุ่นในหลายประเทศหนักกว่านี้ แต่เขาก็ใช้ชีวิตโดยปกติอย่างระมัดระวัง หลีกเลี่ยงฝุ่น วันไหนฝุ่นหนักจึงจะใส่หน้ากากออกไป งดการทำกิจกรรมกลางแจ้งกันไป  เอานะ..ก็ว่ากันไป

โดย Anocha-Library

 

กลับไปที่ www.oknation.net