วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ต้องถึงขั้นเอาขวานตัดหัวผ่าอกความวุ่นวาย๔เรื่องเมื่อต้นรัชกาลร.๕แก้ไขได้ด้วยความ


โดย: โรม บุนนาค

 

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ หรือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ในเรื่องนี้
 
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
หรือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ในเรื่องนี้
 

 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นกษัตริย์พระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์ที่ขึ้นครองราชย์ขณะเป็นยุวกษัตริย์ เลยทำให้ผู้คนหวาดวิตกกันไปต่างๆนานา เกรงจะเหมือนยุวกษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ถูกผู้ใหญ่ชิงราชย์บัลลังก์ทุกพระองค์
 
ยิ่งผู้สำเร็จราชการคือ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ก็ยิ่งวิตกกันหนักขึ้น เพราะชื่อมีคำว่า สุริยวงศ์ เหมือนเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ที่ชิงราชบัลลังก์ขึ้นเป็น พระเจ้าปราสาททอง ทั้งยังมีตำแหน่งเป็นสมุหกลาโหมเหมือนกันเสียอีก
 
ประกอบกับตอนนั้นมีเรื่องวุ่นวายหลายเรื่องในบ้านเมือง เรื่องใหญ่ๆ ก็มี ๔ เรื่อง คือ กงสุลอังกฤษเกิดผิดใจกับรัฐบาลไทยถึงขั้นลดธงลง หมายถึงตัดพระราชไมตรี และเรียกเรือรบเข้ามา ทำให้ประชาชนแตกตื่น
 
เรื่องที่สอง มีเงินปลอมเกลื่อนตลาด ถึงขนาดพ่อค้าแม่ค้าปิดตลาดไม่ขายของ ทั้งยังมีเรื่องโจรผู้ร้ายชุกชุม อั้งยี่ก็กำเริบ ขณะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังประชวรหนักจากไข้ป่าที่พระราชบิดาเพิ่งสวรรคตจากโรคนี้ สถานการณ์จึงเอื้ออำนวยให้อาจเกิดเรื่องร้ายขึ้นได้ตามความวิตก

พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ได้บันทึกไว้ใน “ความทรงจำ ของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ให้เห็นวิธีที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ระงับเรื่องเหล่านี้ด้วยอุบายทำให้บ้านเมืองสงบได้ ความว่า

เรื่องกงสุลอังกฤษลดธงนั้น ตัวกงสุลเยอเนอรัล ชื่อ ยอร์ช น็อกส์ เวลานั้นไปยุโรปยังไม่กลับ ผู้รักษาการแทน คือ นายเฮนรี อาลาบาสเตอร์ เป็นผู้วิวาท
 
ด้วยเหตุที่พวกเจ้าภาษีฝิ่นในบังคับบัญชาของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ไปจับฝิ่นเถื่อนที่โรงก๊วนพวกงิ้ว ข้างวัดสัมพันธวงศ์ เกิดต่อสู้กันจนไฟไหม้ก๊วน แล้วลามไปไหม้ร้านค้าของพวกแขกในบังคับอังกฤษ ทรัพย์สินเสียหายไปมาก
 
กงสุลอังกฤษว่าไฟไหม้เกิดจากพวกเจ้าภาษีเผาโรงก๊วน จะให้ลงโทษและจ่ายค่าเสียหายให้พวกแขก ฝ่ายเจ้าภาษีแก้ว่าพวกงิ้วจุดไฟเผาโรงก๊วนเพื่อจะหนีออกหลังโรง กงสุลไม่เชื่อ จะให้ตั้งข้าหลวงไต่สวนร่วมกับกงสุลตามข้อสัญญาว่าด้วยคนในบังคับของทั้งสองฝ่ายวิวาทกัน
 
เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ไม่ยอม ว่าเจ้าภาษีฝื่นไม่ได้วิวาทกับแขกในบังคับอังกฤษ จึงไม่ตรงกับสัญญา แต่รับว่าจะให้เงินทดแทนพวกแขกเพียงเท่าทุนที่ไฟไหม้ กงสุลก็ไม่ยอมจึงวิวาทกัน

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์รู้ว่านายอาลาบาสเตอร์กับนายน็อกส์ไม่ค่อยกินเส้นกัน จึงพยายามโต้แย้งถ่วงเวลาจนนายน็อกส์กลับมาจึงพูดกันฉันท์มิตร ให้เห็นว่าการเอากรณีเล็กน้อยขนาดนี้มาเป็นเหตุวิวาทในขณะที่บ้านเมืองกำลังฉุกเฉินด้วยเปลี่ยนรัชกาล จะเป็นการเสียประโยชน์ของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย
นายน็อกส์เห็นชอบด้วยจึงยอมถอนคดี
 
ส่วนเรื่องลดธง นายอาลาบาสเตอร์ชี้แจงว่า ที่จริงเป็นเพราะเชือกชักธงขาด จึงไม่ได้ชักธงในวันเตรียมต่อเชือก ไม่ใช่ลดธงทางการเมือง เรื่องราวจึงยุติลงด้วยดี แต่ทำให้นายอาลาบาสเตอร์ลาออก กลับไปอังกฤษ ฝ่ายแม่ทัพเรืออังกฤษประจำฮ่องกงที่ถูกเรียกให้มา นายพลเรือเกปเปลได้ข่าวว่าเปลี่ยนรัชกาลใหม่จึงเข้ามาด้วยตนเอง เข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เรื่องที่สองคือเงินปลอม เดิมใช้เงินตราพดด้วง ๓ ขนาด คือ บาท สลึง (๑ ใน ๔ ของบาท) เฟื้อง ( ๑ ใน ๘ ของบาท) ราคาต่ำกว่านั้นใช้เบี้ย เป็นหอยที่เก็บมาจากทะเล ตั้งค่า ๑ ใน ๖,๔๐๐ ของบาท
 
ถึงรัชกาลที่ ๔ มีเรือสินค้าจากต่างประเทศมามาก พวกต่างประเทศเอาเงินเหรียญเม็กซิโกมาซื้อสินค้า แต่คนขายไม่รับเพราะไม่รู้จัก
 
พวกพ่อค้าจึงเอาเงินเหรียญเม็กซิโกมาขอแลกที่พระคลังสมบัติก่อนไปซื้อสินค้า และมาแลกกันมากจนพระคลังผลิตเงินขึ้นมาไม่พอใช้ เพราะเงินพดด้วงทำด้วยมือ ทำทั้งกลางวันกลางคืนก็ได้เพียงวันละ ๒,๔๐๐ บาทเป็นอย่างมาก จึงทำให้การค้าฝืดเคือง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดฯให้สั่งเครื่องจักรมาตั้งโรงกระษาปณ์ใน พ.ศ.๒๔๐๓ ทำเงินตราเปลี่ยนรูปเป็นเหรียญ คงราคาบาท สลึง เฟื้องตามเดิม ส่วนเบี้ยให้เลิกใช้ เปลี่ยนเป็นเหรียญทองแดง ๒ อย่าง
 
อย่างหนึ่งเรียกว่า “ซีก” มีอัตราครึ่งเฟื้อง คือ ๑ ใน ๑๖ ของบาท อีกอย่างเรียกว่า “เสี้ยว” เป็น ๑ ใน ๔ ของเฟื้อง ราคา ๑ ใน ๓๒ ของบาท ต่ำลงมาให้ทำเป็นเหรียญดีบุกขึ้น ๒ อย่าง เรียกว่า “อัฐ” เป็น ๑ ใน ๘ ของเฟื้อง เท่ากับ ๑ ใน ๖๔ ของบาท อีกอย่างเรียกว่า “โสฬศ” ราคา ๑ ใน ๑๐ ของเฟื้อง เป็น ๑ ใน ๑๒๘ ของบาท
 
แต่ดีบุกเป็นของอ่อน หล่อง่าย และหาได้ง่ายในประเทศนี้ จึงมีผู้ทำอัฐและโสฬศปลอมในกรุงเทพฯ ครั้นตรวจตราจับกุมกวดขัน ก็ย้ายลงไปทำตามหัวเมืองมลายู แล้วลอบส่งเข้ามาในกรุงเทพฯ จนอัฐปลอมมีแพร่หลาย ราษฎรไม่รู้ว่าอันไหนปลอมอันไหนจริง พากันรังเกียจไม่รับอัฐและโสฬศ แต่ถ้าไม่รับก็เกรงว่ารัฐบาลจะเอาผิด ถึงกับปิดร้านไม่ขายของ

พอเปลี่ยนรัชกาลได้ ๑๓ วันก็มีประกาศให้เอาเหรียญทองแดงและดีบุกของรัฐบาลมาแลก จะให้ราคาเต็มเพียง ๑๕ วัน หลังจากนั้นจะลดราคาเหรียญทองแดงซีกลงเป็นอันละอัฐ ลดราคาเหรียญทองแดงเซี่ยวลงเป็นอันละโสฬศ ลดราคาเหรียญอัฐดีบุกลงเป็นอันละ ๑๐ เบี้ย และลดราคาเหรียญโสฬศลงเป็นอันละ ๕ เบี้ย
 
แล้วทำเหรียญดีบุกตรารัชกาลที่ ๕ ขนาดเท่าเหรียญอัฐของเดิม เรื่องเงินอัฐปลอมก็สงบลง แต่ไม่นานก็มีปัญหาอีก เพราะทองแดงและดีบุกมีราคาสูงขึ้น มีราคามากกว่าค่าเงินที่ใช้ จึงมีคนรวบรวมเหรียญทองแดงและดีบุกส่งไปหลอมขายในต่างประเทศ จนเงินที่หมุนเวียนในตลาดไม่พอใช้
 
ราษฎรจึงหันไปซื้อปี้ถ้วยที่นายอากรบ่อนเบี้ยสั่งมาจากเมืองจีนสำหรับการเล่นเบี้ย พวกจีนจึงได้กำไรจากการสั่งปี้เข้ามาขายให้ราษฎรใช้กัน รัฐบาลจึงสั่งทำเหรีญทองแดง ซีก เสี้ยว อัฐ และโสฬศ จากยุโรปเข้าใช้ใน พ.ศ.๒๔๑๗ การเงินในตลาดจึงเรียบร้อยมาตั้งแต่นั้น

เรื่องเกิดผู้ร้ายชุกชุมนั้น เป็นนิสัยของคนพาลในประเทศนี้ เมื่อเจ้าพนักงานปกครองอ่อนเมื่อใดก็กำเริบ พอเปลี่ยนรัชกาลไดไม่นานมีโจร ๕ คนบังอาจปล้นกุฏิพระวัดพระเชตุพน ฆ่าพระธรรมเจดีย์ (อุ่น) ตาย
 
ต่อมาก็มีเรื่องฆ่ากัปตันสมิท นำร่องอังกฤษตายอีก เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ให้สืบจับโดยกวดขัน ได้ตัวมาประหารภายใน ๑๕ วันทั้ง ๒ คดี โจรผู้ร้ายในกรุงเทพฯก็สงบ แต่ไปชุกชุมทางหัวเมืองมณฑลอยุธยา
 
ทั้งยังเป็นโจรมีเส้น ช่วยปล้นและช่วยแก้คดีในศาล จนราษฎรพากันเกรงกลัวไม่กล้าฟ้องร้องหรือรับเบิกความเป็นพยานในศาล พวกผู้ร้ายก็กำเริบปล้นหนักขึ้น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ไม่ไว้ใจพวกเจ้าเมืองกรมการ เลือกหาข้าราชการที่ไว้วางใจได้ ให้ไปเป็นข้าหลวงและแยกย้ายกันไปสืบโดยทางลับอีกหลายทาง

เล่ากันว่าข้าหลวงคนหนึ่งเห็นเรือแหวดเก๋งแจวสวนทางลงมาลำหนึ่ง สำคัญว่าเป็นเรือเพื่อนข้าหลวงที่ขึ้นไปจับผู้ร้ายด้วยกัน จึงเบนเรือเข้าไปหมายจะไต่ถามข้อราชการ เมื่อเข้าไปใกล้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเปิดม่านเก๋งเรือแหวดลำนั้นกวักมือเรียกและชี้มือไปในเก๋ง
 
จึงรีบไปขึ้นเรือลำนั้น จับได้ตัว “อ้ายอ่วม อกโรย” หัวหน้าผู้ร้ายคนสำคัญซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ ด้วยผู้หญิงที่อ้ายอ่วมฉุดเอามาข่มขืนใจให้เป็นเมียได้ช่องจึงบอกให้ข้าหลวงจับ มีข้าหลวงอีกสายจับได้อ้ายโพ หัวหน้าโจรคนสำคัญอีกราย จากนั้นราษฎรก็เชื่อในอำนาจของรัฐบาล กลับเป็นใจช่วยสืบจับโจรกับพวกได้อีกมาก

พอจับหัวหน้าโจรดังๆได้ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็ขึ้นไปพระนครศรีอยุธยาพร้อมผู้พิพากษาตุลาการ ตั้งศาลรับสั่งพิพากษาทันที หัวหน้าโจรที่ต้องโทษถึงประหารชีวิตนั้น เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์สั่งให้ประหารชีวิตที่หน้าเพนียดคล้องช้างแห่งหนึ่ง ด้วยวิธีเอาขวานตัดหัวให้ขาด
 
ส่วนที่วัดชีตาเห็น ผักไห่ อีกแห่งหนึ่ง ให้ใช้วิธีผ่าอก ป่าวร้องให้คนมาดูโดยหวังจะให้คนพาลสยดสยอง ซึ่งสมเด็จฯกรมพระยาดำรงฯทรงบันทึกไว้ว่า

“...เรื่องนี้แม้ใครจะติเตียนว่าลงอาชญาอย่างทารุณ ก็ต้องยอมว่าได้ผลตามที่ท่านหวัง ด้วยโจรผู้ร้ายตามหัวเมืองเงียบสงัดลงในทันใด”

เรื่องพวกจีนตั้วเฮีย หรือเรียกกันในสมัยนี้ว่า “อั้งยี่” มีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ด้วยมีเรือสินค้าเข้าออกมากขึ้น ทั้งยังมีโรงสี โรงเลื่อย เกิดขึ้นในกรุงเทพฯหลายแห่ง ต้อใช้คนงานมาก แต่คนไทยไม่นิยมรับจ้างเป็นกรรมกร พวกพ่อค้าจึงต้องหาคนจีนมาเป็นแรงงาน
 
พวกคฤหบดีที่มีทุนรอนถึงกับไปหาจีนเลวจากเมืองจีนมาเป็นแรงงาน พวกเถ้าแก่ค้าขายหรือรับทำภาษีอากร มักจะฝากตัวอยู่กับเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ เมื่อมีกุลีมากจนต้องแย่งงานกันทำและเกิดการกระทบกระทั่งกัน จึงเอาวิธีสมาคมลับในเมืองจีนที่เรียกว่า “อั้งยี่” มาใช้ รวมพวกร่วมน้ำสาบานมาช่วยกัน และมีตั้งขึ้นมาหลายคณะ

เมื่อมีกำลังมากขึ้นพวกอั้งยี่ก็กำเริบ ไม่เพียงแต่จัดการกับคนจีนด้วยกันเท่านั้น ยังปล้นราษฎรไทยในหัวเมืองด้วย แม้จะจับตัวได้ราษฎรก็ยังหวาดหวั่น เกรงว่าจะแพร่เข้ามาถึงกรุงเทพฯ
 
ในตอนเปลี่ยนรัชกาลใหม่ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้สืบจับหัวหน้าอั้งยี่ได้หลายราย บางคนก็เป็นเถ้าแก่ที่ฝากตัวอยู่กับท่านกลับเป็นหัวหน้าอั้งยี่เสียเอง ต่างยอมรับสารภาพผิดขอพระราชทานโทษ จึงพิพากษาเพียงให้ทำสัตย์สาบาน สัญญาว่าจะไม่ประพฤติร้ายเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินอีก

แม้กระนั้นเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ก็ยังไม่วางใจ จัดให้มีการฝึกซ้อมทหารที่สนามชัย เชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรเนืองๆ บางวันก็ให้ยิงทั้งปืนใหญ่ปืนน้อยทำนองประลองยุทธ บางวันก็ผูกหุ่นเป็นข้าศึกแล้วเอาช้างเข้าไล่แทง เป็นการขู่ให้พวกอั้งยี่เกรงกลัว ทำให้อั้งยี่สงบมาช้านาน

ในบ้านเมืองไม่ว่ายุคไหน มีทั้งคนดีและคนเลว ฉะนั้นคนที่มีหน้าที่ปกครองและรักษากฎกติกาของสังคม ต้องเอาจริงเอาจังไม่ให้คนเลวทำตัวเป็นเสี้ยนหนามของสังคมเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองได้ หากไม่ยอมเลิกราก็ต้องใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นจนสยบความชั่วเหล่านั้นได้
 
 
ขอบคุณ MGR Online
คุณโรม บุนนาค
 
สิริสวัสดิ์โสรวารค่ะ

โดย vinitvadee

 

กลับไปที่ www.oknation.net