วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จะเป็นผู้แทนราษฎร หรือเป็นผู้แทนของนักโทษหนีคดี?


          5 กุมภาพันธ์ 2562   

 

 

 ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย 

จึงมิใช้การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจไม่ให้

ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้

พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ

ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512

 

          คนไทยก็ยังมีกรรมที่ต้องตกอยู่ในวังวนน้ำครำการเมืองอยู่นี่เอง เห็นกันชัดเจนว่านักเลือกตั้ง กว่าครึ่งค่อนล้วนเป็นคนแบบ 'รักชาติจน

น้ำลายไหล' แทบทั้งนั้น ซึ่งอันที่จริงแล้ว ประชาชนอย่างเราๆนี้เองที่ทำให้พวกเขาทำกันได้ ทั้งที่ผ่านมาและอนาคตข้างหน้าใกล้และไกล

ที่สำคัญ คือ เราไม่คำนึงถึงพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 บ้างหรืออย่างไร ผมขออัญเชิญพระบรมราโชวาทดังกล่าวมาเผยแพร่ข้างบนนี้

 

 

 

เน้นคุณภาพจริงๆ! ‘พปชร.’ส่อคลอดส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ครบ150คน

เน้นคุณภาพจริงๆ! ‘พปชร.’ส่อคลอดส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่ครบ150คน

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 18.20 น.

ปาร์ตี้ลิสต์ “พปชร.” อาจไม่ครบ150 คน  เน้นคุณภาพ มากกว่า ปริมาณ  ด้าน “อุตตม” เตรียมแถลง ความคืบหน้าทาบ “บิ๊กตู่ – สมคิด ”  นั่งนายกฯ  6 ก.พ.นี้ 

5 ก.พ. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าในการจัดลำดับส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคพลังประชารัฐ นั้น ล่าสุดขณะนี้ยังไม่มีความเรียบร้อย  ยังจะต้องมีการพิจารณาปรับให้เกิดความเหมาะสม และอาจจะไม่ส่งครบทั้ง 150 รายชื่อจากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. ของพรรค จะมีการคัดเลือกและ สกรีนบุคคลให้ละเอียดอีกครั้ง โดยจะเน้นคุณภาพเป็นหลัก ไม่เน้นปริมาณ ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐในเวลา 13.00น. วันที่ 6 ก.พ.นี้ 

ส่วนความคืบหน้าในการทาบเชิญนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้เป็น 1 ใน 3 บัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็มีความคืบหน้าและอยู่ระหว่างการประสานงานและรอคำตอบจากนายสมคิดเช่นเดียวกันกับอยู่ระหว่างการรอคำตอบของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่มีการเทียบเชิญไปก่อนหน้านี้แล้ว 

“ในวันที่  6 ก.พ.นี้  เวลา 10.00น.ที่พรรคพลังประชารัฐ  นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นผู้แถลงความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว” รายงานข่าว ระบุ

กวนน้ำให้ใส

กวนน้ำให้ใส

สารส้ม
วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 02.00 น.

ผู้สมัครสส. จากบางพรรค มีพฤติกรรมที่น่าเวทนา

1. ที่จังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อชาติ มีผู้สมัคร สส. ทั้งชาย 6 คน และหญิง 1 คน พากันเปลี่ยนชื่อเป็น “นายทักษิณ” และ “นางยิ่งลักษณ์”

ยกตัวอย่าง นายทักษิณ เขื่อนโคกสูง (ชื่อเดิม นายสด เขื่อนโคกสูง)

นางยิ่งลักษณ์ เพชรรักษา (ชื่อเดิม นางกนกวรรณ เพชรรักษา)

สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อ พวกเขาอธิบายว่า เพื่อเป็นการสู้ศึกเลือกตั้ง และให้ประชาชนจำได้ง่าย โดยทุกคนได้ทำการเปลี่ยนชื่อก่อนที่จะมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง 

2. ที่ จ.พะเยา มีผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อชาติ ได้เปลี่ยนเป็นชื่อ นายทักษิณ กิรติศักดิ์วรกุล ( ชื่อเดิม นายจิรโรจน์ กิรติศักดิ์วรกุล) และนายทักษิณ สินชัย (ชื่อเดิม นายประพันธ์ สินชัย)

เดชะบุญ... ผู้สมัคร สส.อีกคนของพรรคเดียวกัน ไม่ยอมเปลี่ยนชื่อ คือ นายพิเชฐษ์ ไชยเนตร ให้เหตุผลว่า เกรงว่าประชาชนจะสับสน 

เช่นเดียวกับที่จังหวัดอุทัยธานี นายนภกฤช ทวีการไถ ผู้สมัครพรรคเพื่อชาติ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “นายทักษิณ ทวีการไถ” และนางกันย์ชลี เกษคำ ผู้สมัครพรรคเพื่อชาติ ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “นางยิ่งลักษณ์ เกษคำ” เช่นกัน

ทั้งสองอ้างว่า สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อ เพราะชื่อเดิมค่อนข้างจำได้ยาก อีกทั้งยังชื่นชอบในตัวอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างนายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อให้ตรงกับอดีตนายกฯทั้ง 2 คน ก่อนลงเข้าสมัคร สส.ในครั้งนี้

3. ที่ จ.สุรินทร์ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เจ้าตัวไม่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากพ้นโทษจำคุกยังไม่ถึง 10 ปี ได้พาภรรยาที่ชื่อ“น.ส.ยิ่งลักษณ์ 
ไชยศรีษะ” ลงสมัคร สส. ในนามพรรคเพื่อชาติ  และ “น.ส.ยิ่งรัก ไชยศรีษะ” น้องสาว ลงสมัคร สส.พรรคเพื่อชาติด้วยเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เดิม ภรรยาและน้องสาวของ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไม่ได้ชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และยิ่งรัก

แต่ทั้งสองเพิ่งเปลี่ยนชื่อตามชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะศรัทธาต่ออดีตนายกฯ

แม่เจ้าโว้ยยย.... จ่าประสิทธิ์สมัยเป็น สส. พฤติกรรมในสภาเป็นอย่างไร คนไทยลืมหรือยัง?

4. ทั้งหมดนี้ คือ ภาพสะท้อนประชาธิปไตยแบบไทยๆ

เรายังอยู่กันตรงนี้ อยู่กันเท่านี้ อยู่กันอย่างนี้แหละ

ไม่มีวิธีการ ไม่มีความสามารถ ไม่มีสติปัญญาเพียงพอที่จะนำผลงาน นโยบาย หรืออะไรก็ตามแต่ที่เป็นของตนเอง หรือของวงศ์ตระกูลตัวเอง มานำเสนอเพื่อให้ประชาชนจดจำได้ มากกว่าไปขโมยเอาชื่อของผู้ต้องคำพิพากษาคดีทุจริตประพฤติมิชอบมานำเสนอ อย่างนั้นหรือ?

5. เลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ควรพิจารณาผู้สมัครจากพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายที่จะช่วยนำพาประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่ความสงบสุข เศรษฐกิจเข้มแข็ง ก้าวหน้า

อย่าปล่อยให้กลุ่มก๊วนการเมืองที่เคยทำ หรือสนับสนุนพฤติกรรมดังต่อไปนี้ มาแอบอ้างโฆษณาตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แล้วจะขอคะแนนเสียงเพื่อเอาประชาธิปไตยคืนมา 
อีกเด็ดขาด

ลองถามกลับไปดู ว่ากลุ่มก๊วนการเมืองไหนที่เคยมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ มันเป็นประชาธิปไตยไหม?

จะเลือกหัวหน้าพรรค ผู้สมัคร สส.ของพรรค หรือจะชูใครเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องบินไปกราบกรานขอคำสั่งจากนักการเมืองทุจริตโกงชาติโกงแผ่นดิน หนีคดี หนีหมายจับของศาลยุติธรรม

อ้างอำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง ผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ล้างผิดคนโกง คนเผา คนฆ่า โดยไม่รับฟังเสียงทักท้วงทั้งในสภาและนอกสภา

เมื่อได้อำนาจรัฐ ก็ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาผลประโยชน์ ผ่านการกำหนดนโยบาย ทุจริตโกงกินอุกอาจ โกงจำนำข้าวแสนล้าน ก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 6 แสนล้านบาท ทิ้งภาระไว้แก่แผ่นดิน ไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรเลย หน้าด้านถึงขนาดยังเสวยสุขอวดสายตาชาวโลก ทิ้งลูกน้องให้ติดคุก “กูพูดไม่ได้” ฯลฯ

ประการสำคัญ การเลือกตั้งครั้งนี้เอง ก็คือสิทธิในการตัดสินใจได้อยู่ในมือประชาชนแล้ว ควรลงคะแนนให้ประเทศชาติและตัวเราเองได้รับนโยบายแนวทางนำพาบ้านเมืองที่ดีต่อไป มากกว่าจะไปเลือกเพื่อทวงประชาธิปไตย ไล่เผด็จการตามคำโฆษณาชวนเชื่ออะไรนั่น

สารส้ม

‘ฝุ่นพิษ’อาจกลับมา! ‘อัศวิน’ประกาศกทม.รับมือ-ตร.ระดมตั้งด่านตรวจ‘ควันดำ’

‘ฝุ่นพิษ’อาจกลับมา! ‘อัศวิน’ประกาศกทม.รับมือ-ตร.ระดมตั้งด่านตรวจ‘ควันดำ’

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 13.33 น.

‘ฝุ่นพิษ’อาจกลับมา! ‘อัศวิน’ประกาศกทม.รับมือ-ตร.ระดมตั้งด่านตรวจ‘ควันดำ’

5 ก.พ.62 พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) เปิดเผยว่า จากกรณีกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า วันที่ 7 กุมภาพันธ์ และ 14 กุมภาพันธ์ สภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปิด อาจทำให้ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 เพิ่มมากขึ้น จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนนั้น กองบังคับการตำรวจจราจร(บก.จร.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ได้กำหนดมาตรการให้ทุกพื้นที่ตรวจเข้มเรื่องควันดำที่เกินค่ามาตรฐานกฎหมายกำหนด พร้อมเพิ่มความเข้มในการตรวจสอบให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะรถยนต์เครื่องดีเซล ที่เป็นต้นเหตุเกิดฝุ่น PM 2.5

“ปัจจุบันมีการตั้งด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.จร.อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประมาณ 20 ด่าน ขณะเดียวกันมีด่านตรวจควันดำของหน่วยงานอื่น เช่น ด่านตรวจร่วมกรมควบคุมมลพิษ และกรมการขนส่งทางบก กระจายกำลังออกตรวจในพื้นที่ เน้นจุดที่เป็นพื้นที่สีแดง หรือพื้นที่มีค่าฝุ่นละออง PM2.5 เกินมาตรฐานบ่อยครั้ง เช่น ถนนพระราม 2 ลาดกระบัง และถนนสุวินทวงศ์” รอง ผบช.น.กล่าว

รอง ผบช.น.กล่าวอีกว่า มาตรการดังกล่าวต้องรีบดำเนินการตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้ ค่าฝุ่นละออง PM2.5 สะสมไปรวมกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์มากเกินไป หากวันนั้นสภาพอากาศปิดตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ให้ข้อมูลไว้ ปริมาณฝุ่นที่อยู่ในอากาศจะได้ไม่เกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) จนเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งตนได้กำชับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการตรวจควันดำ หากพบรถที่เคยถูกจับกุมเรื่องควันดำ และมีคำสั่งให้พักการใช้รถ 30 วันเพื่อให้เวลาเจ้าของไปดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง โดยมีการทำเครื่องหมายไว้นั้น ถ้าเจ้าของรถยังฝ่าฝืนลักลอบนำรถออกมาใช้งานบนถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติสามารถจับกุมได้ทันที พร้อมกับยึดรถไว้ เพราะถือว่าไม่ให้ความร่วมมือและปล่อยปละละเลยให้เป็นอันตรายต่อประชาชน

ทั้งนี้ ยังได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการที่ใช้รถบรรทุกดีเซลในพื้นที่ต่างๆ ให้งดการนำรถออกมาใช้ในช่วงก่อนถึงและในวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อเป็นการลดปัญหาฝุ่นละออง

วันเดียวกัน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงภายหลังเป็นประธานประชุมคณะผู้บริหาร กทม. ครั้งที่ 3/2562 ซึ่งมี นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกทม. คณะผู้บริหารระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุม ถึงการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ของกรุงเทพมหานครร่วมกับทุกภาคส่วน ว่า สำนักสิ่งแวดล้อม กทม.ได้รายงานในที่ประชุมถึงสถานการณ์คุณภาพอากาศตลอด 4-5 วัน ภายหลังกทม.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแผนปฏิบัติการแก้มลพิษทางอากาศ พบช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ยังมีค่าไม่คงที่ บางวันมีค่าสูงและต่ำกว่ามาตรฐาน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในแต่ละวัน

สำหรับวันนี้พบมีค่าฝุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้นจากเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เกินมาตรฐาน 1 พื้นที่ ซึ่งอยู่ในระดับสีส้ม ได้แก่ บริเวณเขตบางเขน มีค่า 55 มคก.ต่อลบ.ม. ส่วนพื้นที่อื่นพบมีค่าฝุ่นละอองต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก.ต่อลบ.ม.

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า ล่าสุดกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) แจ้งว่าระหว่างวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ และ 13-15 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ฝุ่นละอองอาจมีแนวโน้มรุนแรง เนื่องจากอากาศจะปิด ซึ่ง กทม.ได้ประชุมติดตาม และแก้ไขสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยจัดตั้งศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศของกทม.และปริมาณที่ห้องประชุมชั้น 10 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกทม. 2 (ดินแดง) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมแผนปฏิบัติการลดฝุ่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตลอดช่วงที่มีอากาศปิด กทม.จะประสานไปยังโรงเรียนการบินกรุงเทพอีกครั้ง เพื่อนำเครื่องบินเล็กฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศทุกชั่วโมง พร้อมกำหนดเส้นทางการบินในบริเวณเดิมและเพิ่มเส้นทางการบินให้ครอบคลุมพื้นที่ประสบปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 มีค่าสูงเกินมาตรฐาน ขณะที่ทางโรงเรียนการบินกรุงเทพมีความยินดี พร้อมสนับสนุนเครื่องบินเล็กและอุปกรณ์ร่วมปฏิบัติการแก้มลพิษทางอากาศ

สำหรับผลปฏิบัติการนำเครื่องบินเล็กขึ้นบินจากสนามบินคลอง 15 เพื่อพ่นละอองน้ำระหว่างวันที่ 2-4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ยังมีข้อจำกัดของเงื่อนไขการบิน เช่น เส้นทางการบินในเขตพื้นที่ห้ามบิน การจราจรทางอากาศที่ต้องไม่กระทบต่อเส้นทางการบินของสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง เป็นต้น

เข็นให้ทันรัฐบาลนี้!คมนาคมจ่อชงครม.ตั้งรง.ผลิตรถไฟ เล็งพื้นที่'ขอนแก่น'

เข็นให้ทันรัฐบาลนี้!คมนาคมจ่อชงครม.ตั้งรง.ผลิตรถไฟ เล็งพื้นที่'ขอนแก่น'

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 21.05 น.

5 ก.พ.62 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมระบบรางว่า ขณะนี้เป็นที่สรุปแล้วว่า กระทรวงคมนาคมร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง จะเดินหน้าผลักดันให้มีการจัดตั้งโรงงานผลิตรถไฟ รถไฟฟ้า อุปกรณ์ชิ้นส่วน ระบบอาณัติสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับรถไฟทั้งหมด และเกิดโรงงานแรกให้ได้ภายในปี 2565  โดยทางกระทรวงคมนาคมจะเสนอให้ ครม.พิจารณาอนุมัติการจัดตั้งภายในรัฐบาลนี้

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการจัดตั้งโรงงานผลิตในไทยอย่างจริงจัง กระทรวงคมนาคมจะกำหนดให้ภายในปี 2563  การกำหนดเงื่อนไขในเอกสารประกวดราคา (ทีโออาร์) การจัดซื้อจัดจ้างระบบขนส่งมวลชนทางรางของภาครัฐทั้งหมด ต้องระบุให้มีการซื้อตู้รถไฟและรถไฟฟ้าจากผู้ผลิตในประเทศหรือผู้ผลิตที่มีแผนลงทุนผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ส่วนภายในปี 2565 กำหนดให้มีการจัดซื้อและส่งมอบตู้รถไฟและรถไฟฟ้าจากผู้ผลิตที่มีการประกอบขั้นสุดท้ายในประเทศ  ภายในปี 2567 กำหนดให้ต้องซื้อตู้รถไฟและรถไฟฟ้าที่ผลิตโดยชิ้นส่วนในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่ารถที่สั่งซื้อ และภายในปี 2568 กำหนดให้ต้องซื้อตู้รถไฟและรถไฟฟ้า รวมทั้งระบบอาณัติสัญญาณที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด และต้องมีการผลิตชิ้นส่วนหลักสำคัญ เช่น ตัวรถ โบกี้ ระบบห้ามล้อ ระบบขับเคลื่อน ระบบจ่ายไฟ ระบบช่วงล่าง เป็นต้น

สำหรับสาเหตุที่ต้องมีการจัดตั้งโรงงานผลิตรถไฟ รถไฟฟ้า อุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เนื่องจากผลการศึกษาของอุตสาหกรรมพบว่าใน 20 ปีข้างหน้าไทยมีความต้องการใช้รถไฟ รถไฟฟ้ามากว่า 1,000 ตู้ ประกอบกับปัจจุบันระบบขนส่งมวลชนทางรางในไทยทั้งของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (บีทีเอส) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้ง การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ใช้ตู้รถไฟมากว่า 413 ตู้ และในอนาคตไทยมีจะการลงทุนรถไฟฟ้าในเมือง รถไฟทางคู่ทั่วประเทศ รถไฟความเร็วสูงอีกจำนวนมาก

"หากมีการตั้งโรงงานผลิตรถไฟ รถไฟฟ้าในไทยจะช่วยลดต้นทุนการผลิต นำเข้า บำรุงรักษาทั้งระบบหากมีการจัดซื้อตู้รถไฟ 1,000 ตู้ รวมกว่า   22,300 ล้านบาท แยกออกเป็นลดการนำเข้าอุปกรณ์ ชิ้นส่วน อะไหล่ต่างๆกว่า 18,000 ล้านบาทต่อ 1,000 ตู้ ลดต้นทุนการบำรุงรักษา จ้างผู้เชี่ยวชาญ และซ่อมบำรุงกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี และหากมีการตั้งโรงงานจะเกิดการลงทุนไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทต่อปี ส่วนพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการจัดตั้งโรงงานรถไฟฟ้านั้น มองว่า ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความเหมาะสม เช่น ขอนแก่น เป็นต้น"นายชัยวัฒน์ กล่าวย้ำ

ป้องกันเครนถล่มแบบไม่'วัวหายล้อมคอก'

ป้องกันเครนถล่มแบบไม่'วัวหายล้อมคอก'

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 17.06 น.

กรณีเครนก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมย่านพระราม 3 พังถล่มลงมาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2562 เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นยังคงถามหาความรับผิดชอบกันว่า “ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น” กับชีวิตและทรัพย์สิน เกี่ยวกับกรณีเหล่านี้ ด้านช่องโหว่ของกฎหมายต่างๆ มีอยู่มากน้อยหรือไม่ แล้วจะร่วมกันแก้ไขปัญหาไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร

“สำหรับกรณีเครนถล่ม..ตามกฎกระทรวงสาขาวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาโยธา จะเข้าข่ายลักษณะโครงสร้างที่เป็นปล่อง และมีความสูงเกิน 6 เมตร จึงเข้าข่ายว่าเป็นวิศวกรรมควบคุม ดังนั้นการติดตั้งหรือการต่อเติมของความสูงเครน จึงต้องมีวิศวกรสาขาโยธามากำกับดูแล” กรณีที่เครนถล่มลงไปนั้น จะต้องมาทำการตรวจสอบให้ได้ว่า ในขณะเกิดเหตุมีวิศวกรโยธา คนใดที่ดูแลในเรื่องการติดตั้งเครนนี้หรือไม่อย่างไร โดยจากการตรวจสอบระดับหนึ่งแล้ว พบว่า จากลักษณะการพังทลายน่าจะเกิดจากการเสียการทรงตัวของเครน

ซึ่งโดยปกติแล้ว “เรื่องการติดตั้งและการต่อเติมเครนจะต้องมีคู่มือให้ปฏิบัติ” ที่บอกว่าจะให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ชิ้นใดก่อนหลัง ต้องมีน้ำหนักถ่วงตรงจุดไหน ถ้าทำไม่ถูกขั้นตอนอาจทำให้ตัวเครนเสียสมดุล และทำให้เกิดการพังถล่มลงได้ กรณีเรื่องเครนนี้จึงจะต้องมีวิศวกรมากำกับการดูแลการทำงานของแรงงานให้เป็นไปตามคู่มือ ที่ทางผู้ผลิตได้กำหนด

“จากกรณีเครนถล่มในบ้านเราที่มิได้เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นบ่อยขึ้น ประกอบกับกรณีเครนถล่มในต่างประเทศ มีกรณีที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่บ่อย พอสรุปสาเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่แล้ว จากสถิติที่รวบรวม 1.การถล่มที่เกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนติดตั้งเครนจากทั่วโลก มีอยู่ประมาณ 42% 2.การถล่มที่เกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนการใช้งานเครน เช่น การยกของ จนเกินน้ำหนักพิกัด ประมาณ 27% และ 3.ถล่มจากการใช้งานแบบไม่ถูกวิธี ประมาณ 20% หรือรวมแล้วสาเหตุของเครนถล่มส่วนใหญ่มาจากคน”

จึงสรุปได้ว่าปัญหาเครนถล่มยังพอที่จะมีแนวทางแก้ไขได้อยู่ เพราะว่าเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาที่คนเป็นหลัก อย่างกรณีของ “วิศวกรที่เป็นผู้ควบคุม ที่จะต้องประจำอยู่ ณ จุดนั้นตลอดระยะเวลาที่มีการก่อสร้างเกิดขึ้น ในขณะที่คนงานเข้าไปทำงาน วิศวกรจะต้องอยู่ดูแลควบคุมทุกครั้งทุกเวลา ตามปกติของกระบวนการทำงาน” ถ้ายิ่งเป็นกระบวนการที่มีความเสี่ยง เช่น ช่วงในระหว่างการตอกเครน เช่นนี้ ถือว่ามีความเสี่ยงแน่นอน กรณีนี้จะต้องมีวิศวกรประจำอยู่ด้วย

เพราะแรงงานเองไม่ทราบว่าต้องต่ออุปกรณ์อะไร อย่างไร จึงต้องมีวิศวกรที่มีความรู้และความเข้าใจ มาดูแลกำกับเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า งานได้ดำเนินการไปตามที่คู่มือระบุอย่างถูกต้อง “จุดสำคัญที่ต้องมีการพิจารณาถึงวิศวกรที่ดูแล เนื่องจากในกรณีเครนถล่มนี้ เพื่อพิจารณาดูว่าการก่อสร้างดังกล่าวจะมีวิศวกรแยกออกเป็น 2 ส่วนด้วยหรือไม่” หรือเป็นวิศวกรคนดูแลคนเดียวกัน คือ มีวิศวกรควบคุมก่อสร้างอาคารสร้างตึกใหญ่ แล้ว และ มีวิศวกรที่เข้ามาดูแลเรื่องการประกอบการติดตั้งเครนด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ กรณีที่เกิดขึ้นและเกี่ยวของกับทางสภาวิศวกร คือ “ทางสภาวิศวกรจะมีจดหมายไปถึงยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอทราบความชัดเจนของรายชื่อวิศวกรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” ทั้งที่ก่อสร้างตึกและติดตั้งเครน เพื่อพิจารณาในภาพรวมและมีการเชิญตัววิศวกรที่เกี่ยวข้อง เข้ามาไต่สวน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “จรรยาบรรณ” หากมีรายชื่ออยู่แต่ไม่อยู่ในระหว่างเกิดเหตุ ถือว่าเป็นการละเว้นหน้าที่ปฏิบัติ

“ตามมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพ ทั้งวิศวกรที่เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างใหญ่ กับวิศวกรผู้ควบคุมการติดตั้งเครน จะสามารถเป็นคนควบคุมคนเดียวกันได้หรือไม่ หากมีความรับผิดชอบได้เพียงพอ ก็สามารถเป็นคนเดียวกันได้ เพราะว่าไม่ได้มีข้อห้ามไว้ แต่ก็จำเป็นต้องดูในข้อเท็จจริงของการปฏิบัติงานด้วย ว่ามีบริษัทที่รับผิดชอบในเรื่องการรับเหมาสร้างตึก และ มีอีกบริษัทที่เข้ามารับจ้างการทำติดตั้งเครน เช่นนี้ ต้องพิจารณาว่า วิศวกรจะเป็นคนเดียวกัน หรือเป็นคนละส่วนกัน”

สำหรับเหตุการณ์เครนถล่มย่านพระราม 3 ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมด้วยกัน 5 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บด้วยนั้น กรณีที่เกิดขึ้นแบบนี้ วิศวกรจะต้องกำกับดูแล “โทษหนักที่สุดของวิศวกรเมื่อมีกรณีความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินแบบนี้ ถึงแม้ว่าเป็นวิศวกรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ แต่ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักวิชาและมีผู้เสียชีวิตบาดเจ็บจำนวนมาก จะมีโทษได้และโทษสูงสุดคือการเพิกถอนใบอนุญาต” โดยโทษเรื่องการเพิกถอนใบอนุญาตนั้น เป็นเรื่องของจรรยาบรรณ จะดำเนินการโดยสภาวิศวกร

นอกจากนี้ “วิศวกรยังจะต้องมีโทษอื่นๆ อีก ว่าถ้ามีผู้เสียชีวิตและมีผู้บาดเจ็บ ก็จะมีคดีอาญาและคดีแพ่งอีก และถ้ามีการพิสูจน์แล้วทำผิดจริง จะมีโทษจำคุก และมีค่าเสียหายที่จะต้องจ่ายให้กับญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตด้วย” ส่วนกรณีที่วิศวกรมีความผิดสูงสุด คือถูกเพิกถอนใบอนุญาตแล้วจะสามารถกลับมามีใบอนุญาตเหมือนเดิมในภายหลังได้หรือไม่นั้น ถ้าเป็นกรณีที่มีความผิดชัดเจน โอกาสที่จะได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรกลับคืนมานั้น คงเป็นไปได้ยาก

“แม้ในระเบียบของสภาวิศวกร ได้เปิดช่องไว้ว่าถ้าพ้นระยะเวลา 5 ปีไปแล้ว ให้มีสิทธิ์มาขอรับคืนใบอนุญาตได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ทางสภาวิศวกร จะพิจารณาให้ทุกกรณี ทางสภาวิศวกรจะต้องตรวจสอบดูก่อนว่า พฤติกรรมของวิศวกรท่านนั้น ว่าได้รู้จักสำนึกในความผิดทางจรรยาบรรณแล้วหรือไม่ แล้วโทษที่ทำไปไม่ได้รุนแรง ทางสภาวิศวกรจะพิจารณาคืนใบอนุญาตให้ได้ ถ้าพิจารณาแล้วว่ายังไม่มีความสำนึก หรือโทษที่กระทำนั้นหนักและสาหัสเหลือเกิน และยังมีความรู้ไม่เพียงพอ ก็อาจจะไม่ให้ใบอนุญาตอีก มีผลให้ไม่มีสิทธิเป็นวิศวกรได้อีกต่อไป”

ประเด็นต่อมา “หากเป็นกรณีการใช้เครนเก่าหรือเครนมือสอง แล้วจะมีผลต่อการติดตั้งพังถล่มหรือไม่” ตามปกติการใช้เครนมักจะไม่ได้ใช้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นอยู่แล้ว “เครนมีการใช้ประกอบการติดตั้งกันหลายๆ ครั้ง ดังนั้นเมื่อมีการใช้ซ้ำหลายครั้ง จึงจำเป็นต้องมีวิธีการดูแลรักษาที่เพียงพอ” เพราะว่าประกอบทำขึ้นจากเหล็กและโลหะจึงมีโอกาสที่จะเกิดสนิม เกิดการเสื่อมสภาพ เกิดการบิดเบี้ยวงอ

จึงต้องมีการตรวจสอบอุปกรณ์วัสดุต่างๆ ให้มีความพร้อม “การใช้เครนมือสองสามารถใช้ได้ แต่จะต้องมีการตรวจสอบและมีการดำเนินการดูแลอย่างรัดกุมเป็นปัจจัยสำคัญ” อย่างไรก็ตาม  หลังจากที่ทุกครั้งที่มีการก่อสร้างเกิดขึ้น และจะมีบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าไปดูแลการก่อสร้างโครงการว่า โครงการนี้ได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน ถูกต้อง หรือไม่  สามารถวิเคราะห์สิ่งที่จะเกี่ยวข้องได้ใน 3 ประเด็น คือ

1.ตัวเครนและตัวปั้นจั่น ได้จัดให้เป็นอาคารที่เกี่ยวข้องใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคารหรือไม่ เรื่องนี้ยังเป็นประเด็นที่นักกฎหมายตีความกันอยู่ บางท่านกล่าวว่าเข้าข่ายเป็นเครื่องจักรกล ซึ่งถ้าเป็นเครื่องจักรกลแล้วจะไม่ต้องขออนุญาต เพราะไม่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร ถ้าเป็นเช่นนี้จริง คิดว่าต้องมีการเปิดโอกาสให้มีการแก้ไข เนื่องจากมีปัญหาพังถล่มบ่อยครั้งมากขึ้น “เพื่อควบคุมเครนและปั้นจั่น ควรจะกำหนดให้เป็นอาคารตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร” เพราะว่ามีลักษณะเข้าข่ายเป็นโครงสร้าง

“หากเมื่อเราได้กำหนดให้เครนและปั่นจั่น เป็นอาคารตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร จะต้องให้มีการขออนุญาตด้วย ดังนั้น ผู้รับเหมาจะมาขออนุญาตเฉพาะการก่อสร้างตัวอาคารหลักเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องขออนุญาตในการสร้างเครนด้วย ถ้าเมื่อการติดตั้งเครนทำผิดระเบียบ จะสามารถระงับการการก่อสร้างตัวเครนได้ ซึ่งจะเป็นมาตรการหนึ่งที่กำหนดให้มีการควบคุมเครนและปั้นจั่น ประเด็นนี้ยังเป็นเรื่องที่จะต้องรอการไปตีความให้ชัดเจนเสียก่อน”

อย่างไรก็ตามถ้าจะมีให้ชัดเจน ควรระบุให้ชัดว่าการติดตั้งเครนและปั้นจั่นมีลักษณะเดียวกับโครงสร้างอาคาร เพราะที่ผ่านมา มีกรณีเกิดอุบัติเหตุหลายครั้งมาแล้ว จึงสมควรระบุให้เป็นอาคาร เพื่อจะได้ให้มีการขออนุญาตในการติดตั้งเครนได้อย่างถูกต้องต่อไป 2.การไม่ได้มองแค่เรื่องการขอใบอนุญาตเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ หลังจากผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาตการติดตั้งเครนไปแล้ว “ควรจะต้องมีการสุ่มตรวจจากนายตรวจ” ไปตรวจตราจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่าได้ดำเนินการเป็นไปตามที่ได้ขออนุญาต

เช่น มีวิศวกรควบคุม มีเครื่องมือต่างๆ ที่ให้ความปลอดภัย มีแบบการติดตั้ง จริงตามที่ได้ขออนุญาตไว้จริง “ถ้านายตรวจตรวจแล้ว ไม่มีจริง นายตรวจสามารถระงับการก่อสร้างได้” ตรงนี้จะเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่ทำให้ผู้ประกอบรู้ตัวและทราบดีว่า ผู้ตรวจจะมาตรวจตราเมื่อใดก็ได้ จะทำงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เพื่อทำให้งานทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างถูกต้องและได้มาตรฐานดีพอ

3.อาจกำหนดให้มีคณะผู้ตรวจสอบอิสระ ซึ่งในประเด็นนี้ จะต้องมีการไปแก้ไขตัวบทกฎหมายรองรับด้วยว่า “ให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถตั้งคณะผู้ตรวจสอบอิสระขึ้นมาได้ โดยประกอบขึ้นด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ จากสภาวิศวกร และจากภาคเอกชน” เพื่อให้ตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนี้เป็นคณะผู้ตรวจสอบ และให้มีอำนาจหน้าที่ที่จะเข้าไปตรวจสอบการก่อสร้างเฉพาะโครงการได้ทุกเวลา และให้มีการทำรายงานส่งกลับเข้ามาว่า ได้มีการดำเนินการถูกต้องตามชั้นตอนหรือไม่ เพื่อให้เป็นมาตรการเชิงป้องกันอีกมาตรการหนึ่ง

“หากสามารถดำเนินการในประเด็นคณะผู้ตรวจสอบอิสระนี้ได้ จะทำให้การจัดการกับปัญหาดังกล่าวของไทยล้ำหน้าไปกว่าหลายๆ ประเทศ” เพราะว่าปัจจุบันเมื่อมีการอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารแล้วให้ทางผู้ประกอบการไปดำเนินการตามที่ตนเองดูแลรับผิดชอบ โดยที่ไม่มีมาตรการกำกับอีกขั้นตอนหนึ่งหลังจากได้รับใบอนุญาตก่อสร้างไปแล้ว ดังนั้นเป็นมาตรการเชิงป้องกันได้อีกด้วย

จากเดิมที่ผ่านมาเมื่ออนุญาตให้ก่อสร้างแล้ว ผู้ประกอบการไปดำเนินการก่อสร้าง แล้วก็จะมาดูแลกันอีกทีเมื่อตอนที่เกิดเหตุปัญหาขึ้น เสมือนว่าเป็นมาตรการ “วัวหายแล้วล้อมคอก” ถ้าเราสามารถให้เกิดข้อกำหนดให้มีนายตรวจหรือคณะผู้ตรวจสอบอิสระ จะเป็นมาตรการเชิงป้องกัน ซึ่งผมคิดว่าจะทำให้มาตรฐานการก่อสร้างบ้านเราสูงขึ้นเท่ากับเป็นการยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างไทยขึ้นมาอีกก้าวหนึ่งได้!!!

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ

เลขาธิการสภาวิศวกร

ไฟไหม้อพาร์ตเม้นกลางกรุง'ปารีส' ดับ10ราย-จับหญิงต้องสงสัยมือวางเพลิง

ไฟไหม้อพาร์ตเม้นกลางกรุง'ปารีส' ดับ10ราย-จับหญิงต้องสงสัยมือวางเพลิง

วันอังคาร ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 17.51 น.
 

5 ก.พ.62 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน จากเหตุเพลิงไหม้ชั้นบนสุดของอพาร์ตเม้น 8 ชั้น บนถนนแอร์ลองเชร์ กลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ (5 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมกำลัง 200 นาย เข้าควบคุมเพลิงนานกว่า 5 ชั่วโมง ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดมีจำนวน 10 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 30 คน ในจำนวนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 8 คน และคาดว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้

เจ้าหน้าที่ได้จับกุมหญิงวัย 40 ปีรายหนึ่ง ที่อาศัยในอาคารที่เกิดเหตุไว้ได้ โดยสันนิษฐานว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้อาจเป็นการลอบวางเพลิง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าหญิงคนดังกล่าวมีอาการทางจิต เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบสวนญาติของผู้ต้องสงสัยและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

 
 
 
 
 
 
 

............................................

5 กุมภาพันธ์ 2562

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net